“ที่นี่เรามีอาหารพร้อมสำหรับทุกคนหรือหากบาดเจ็บและหรือมีอาการป่วยก็ให้ขึ้นไปหาคุณหมอคัตสึรางิที่ชั้นหกให้เธอช่วยดูอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้”
ชายที่ชื่อโทชิโร่พาพวกเขามายังหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งถูกใช้เป็นฐานที่มั่นหลักเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ ซึ่งราวกับเป็นภาพที่เรย์ไม่ได้เห็นมานาน ระหว่างทางพบผู้คนมากหน้าหลายตาดูเหมือนว่าจะมีคนอาศัยอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมากอย่างที่ชายคนนั้นเคยบอกเอาไว้จริง ๆผู้คนมากหน้าหลายตาแสดงให้เห็นถึงการรวมตัวของชุมชนขนาดใหญ่ที่พยายามเอาตัวรอดในสถานการณ์เลวร้ายนี้
มัตสึบาระยังบอกอีกด้วยว่ามีผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่จำนวนกว่าเกือบสองพันคนโดยประมาณจากการเช็กจำนวนประชากรครั้งล่าสุดพวกเขาจึงเกณฑ์คนที่มีความสามารถในการต่อสู้ได้เยอะพอที่จะปกป้องที่นี่จากอะไรก็ตามที่พยายามบุกเข้ามาได้ทุกเมื่อ
เนื่องจากพื้นที่รอบข้างนั้นรายล้อมไปด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ร้านหนังสือ ร้านเสื้อผ้า เครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดและพื้นที่ใกล้เคียงยังมีนากาโนะบรอดเวย์ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่จึงทำให้หมดห่วงเรื่องปัจจัยอื่นไปได้ในระดับหนึ่ง
เรย์สงสัยว่ามีผู้รอดชีวิตมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากขนาดนี้ความต้องการด้านบริโภคก็ยิ่งต้องมากตามไม่มีทางที่ผู้นำของที่นี่จะไม่รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้เขาสงสัยว่ามีวิธีแก้ปัญหาส่วนนี้ได้อย่างไรกัน
มัตสึบาระเลยไขข้อข้องใจให้ฟังว่า พวกเขามีทั้งอาคารเฉพาะที่ถูกออกแบบมาสำหรับปลูกพืชในอาคารและยังได้คนที่มีความรู้ รวมถึงความสามารถแปลก ๆ อย่างเร่งการเจริญเติบโตให้กับพืชได้อีกด้วย
ถึงจะต้องประหยัดวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์ทว่าในวัตถุดิบอาหารส่วนอื่น ภายในเมืองมีมากมายเหลือคณานับซึ่งพวกเขาก็ส่งคนออกไปค้นหาเสบียงเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆเหมือนเช่นตอนที่ได้พบกันครั้งแรกในเมืองก่อนหน้านี้
บริเวณรอบ ๆอาคารหลักที่พวกเขาใช้เป็นฐาน ยังมีอาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆที่ถูกใช้เป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันการบุกรุกจากภายนอกพื้นที่แห่งนี้ถูกจัดการและแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบผู้คนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองเพื่อความอยู่รอด เช่น มีคนคอยตรวจตราและดูแลความปลอดภัยมีการจัดตั้งทีมกู้ภัยและการแพทย์และยังมีคนที่รับหน้าที่ในการจัดหาทรัพยากรจากภายนอกทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง
“ทุกคนจึงต้องพึ่งพาและช่วยเหลือกันให้ได้มากที่สุดและสิ่งเดียวที่พวกเราต้องระวังคือการปรากฏตัวของเจ้าพวกนั้นมากกว่า”
เสียงเครื่องยนต์และเสียงพูดคุยของผู้คนที่เดินผ่านไปมารวมทั้งเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ไม่ไกลสร้างบรรยากาศที่ดูเหมือนชุมชนที่มีชีวิตชีวาแม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ตาม
“ที่นี่ต้องรับมือกับตัวประหลาดพวกนั้นทั้งหมดเป็นประจำเลยหรือครับ”
“อืม ก็ไม่เชิงโชคดีที่พวกซามูไรนั่นไม่ได้เยอะเท่าในเขตชินจุกุ แต่เจ้าซากศพเดินได้นั่น จู่ ๆพวกมันดันโผล่มาจากไหนกันนักไม่รู้ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนจำนวนพวกมันเพิ่มขึ้นทุกวันจนฉันเป็นกังวลว่าหลังจากนี้ยิ่งเป็นการยากในการออกไปหาข้าวของเครื่องใช้จำเป็นนี่น่ะสิ”
มัตสึบาระตงิดใจว่าคงเหลือเวลาอีกไม่นานดูจากที่ผ่านมาประชากรส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด ได้รับผลกระทบจาก...จากอะไรก็ไม่รู้ที่เกิดขึ้น
“หมายความว่าอยู่ดีๆ เจ้าพวกนั้นก็โผล่ขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เองสินะครับและยังสู้กันเองกับเจ้าซามูไรนั่นด้วย…”
เรย์ทำหน้าครุ่นคิดใช้มือลูบจมูกตัวเองอีกครั้ง
“ยังไงก็ตามเธอยังไม่ต้องคิดมากเรื่องนั้นไปนักหรอก...ฉันให้ลูกน้องไปเรียกคนที่ดูเหมือนเพื่อนของ—”
“เรย์/รุ่นพี่!”
“หึ มานู่นแล้วไงล่ะ”
โทชิโร่ส่ายหัวยิ้มยังไม่ทันเอ่ยจบ
เรย์กับโยซึรุหันไปตามเสียงเรียก พบว่าเคนจิ ชิโฮะ และฮารุโตะกำลังวิ่งตรงมาอย่างเร่งรีบด้วยใบหน้าสุดเป็นห่วงปนโล่งใจ
“เป็นเพื่อนที่ดีสินะ”
“...ใช่ครับ พวกเขาเป็น”
เรย์กล่าวขยับยิ้มเล็กน้อยมองไปทางเพื่อนๆ
“รักษาไว้ให้ดีล่ะ...ทุกวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราทุกคนต้องทำ คือเตรียมตัวให้พร้อมในทุก ๆวัน... พร้อมที่จะสู้และพร้อมที่จะสูญเสีย มันจะง่ายที่สุดหากวันนั้นมาถึง เอาล่ะขอตัวก่อนพอดีฉันยังมีงานที่ต้องไปทำต่ออีกเยอะเลย”
เรย์เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดดีหากไม่ลุกขึ้นสู้ก็ต้องสูญเสีย แม้จะคุยกันสั้น ๆ แต่เรย์ก็เชื่อใจชายที่ชื่อโทชิโร่มากขึ้นในอีกระดับหนึ่งและรู้สึกถึงสิ่งที่ชายคนนี้กำลังแบกรับความคาดหวังของผู้คนไว้บนบ่า
“ขอบคุณมากครับ”
เขาค้อมหัวแสดงความขอบคุณชายตรงหน้า
โทชิโร่ยิ้มให้เล็กน้อยก่อนเดินหันหลังโบกมือหยอย ๆ ให้เป็นเชิงว่าไม่ต้องใส่ใจ
ภาพเด็ก ๆ ที่กำลังกอดคอกันไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความเป็นห่วงเรียกรอยยิ้มจากมัตสึบาระที่เฝ้ามองอยู่ ณมุมหนึ่งได้
“ฉันยกให้ทีมเธอแล้วกันใช้ประโยชน์จากความสามารถของเด็กพวกนั้นให้ดี อย่าให้เสียของล่ะ”
โทชิโร่ตบไหล่มัตสึบาระ
“เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหมใช้ประโยชน์อะไรนี่ ฟังดูเป็นผู้ใหญ่ต่ำช้ายังไงไม่รู้สิคะ”
มัตสึบาระกล่าวหน้ามุ่ย
“ใช้งาน?มอบงาน? สำรองงาน? ให้คุณค่า? ให้ความสำคัญ?”
โทชิโร่เลิกคิ้วข้างหนึ่งแล้วยักไหล่โชว์ความร่ำรวยของคลังคำ
“—”
หญิงสาวหน้าบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิมโทชิโร่หัวเราะร่าเมื่อเห็นใบหน้านั้น
“คุณกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่นะคะรุ่นพี่”
“ฉันก็แค่ขอความร่วมมือเท่านั้นเองนะยัยบ้า”
“ว่าแต่พวกเขายังไม่ผ่านกระบวนการคัดกรองเลยนะคะรุ่นพี่แน่ใจได้ยังไงว่าไม่ใช่คนของเจ้าพวกนั้นส่งมา ...ไหนจะฝีมือดาบที่ไม่ธรรมดาของเด็กคนนั้นอีก”
มัตสึบาระกล่าวเป็นงานเป็นการด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น
“อืมเขาเป็นเพื่อนที่ถูกทานากะคุงไหว้วานให้ตามหาไม่ใช่รึ เธอไม่ต้องระแวงนักก็ได้ยังไงเสียต้องพาไปตรวจสอบอยู่ดี”
“อืมนั่นสินะคะ ฉันคงระแวงมากไปจริง ๆ”
มัตสึบาระใบหน้าหมองลงเล็กน้อย
“อย่าไปคิดมากน่าฉันเข้าใจเหตุผลที่เธอควรระแวงดี”
โทชิโร่กล่าวปลอบประโลมวางมือไว้บนศีรษะอีกฝ่าย
“รุ่นพี่อ่อนโยนจนฉันเผลอคิดเกินเลยอีกแล้วนะคะ”
“โวะ! ประสาท ไม่คุยกับเธอละ ฝากเด็กพวกนั้นด้วยล่ะ”
มัตสึบาระฉีกยิ้มสายตามองส่งโทชิโร่เดินจากไป
เรย์กับโยซึรุเดินออกมาจากห้องภายในอาคารแห่งหนึ่งหลังผ่านกระบวนการตรวจสอบพร้อมกับผู้รอดชีวิตคนอื่นที่ถูกช่วยไว้ในวันนี้
การตรวจสอบไม่มีอะไรยากอย่างที่เรย์คิดแค่เข้าไปในห้องกระจกแล้วมีผู้หญิงนั่งอ่านชุดคำถามให้พวกเขาตอบราวกับสัมภาษณ์งาน
เรย์ลองใช้เนตรมารสังเกตดูฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนเธอจะไม่ได้ใช้ความสามารถพิเศษอะไรออกมาตอนถามคำถามแต่เขาก็ยังคิดว่าน่าจะมีคนอื่นที่ใช้ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายในห้องนี้อาจจะเป็นอีกฟากของกระจกนั่น ซึ่งมีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมา
“โทษทีนะที่ต้องเข้มงวดแบบนี้ เพราะเราเคยขาดความรอบคอบจนต้องมีคนสังเวยชีวิตไปน่ะ”
มัตสึบาระกล่าวขึ้นขณะยืนกอดอกรอรับพวกเขาอยู่หน้าประตูห้อง
“เคยเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ”
มัตสึบาระเผยรอยยิ้มเศร้าก่อนจะเล่าให้ฟังว่าช่วงที่เริ่มช่วยเหลือผู้คนเข้ามาที่นี่เมื่อครั้งแรก ๆในบรรดาผู้ที่ถูกช่วยไว้นั้นดันมีพวกที่แฝงตัวปะปนเข้ามากับกลุ่มผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ
“พวกนั้นพยายามเผาทำลายเสบียงของพวกเราทิ้งและฆ่าคนบริสุทธิ์ไปจำนวนหนึ่ง รวมถึงเพื่อนของฉันที่พยายามปกป้องเสบียงด้วย”
“พวกมันมีจุดประสงค์อะไรครับ”
“ในตอนแรกพวกเราก็ยังไม่เข้าใจหรอกเพราะพวกมันไม่เหลือชีวิตให้ถามนี่สิ... แต่ว่าไม่นานหลังจากเกิดเรื่องพวกเราก็มักโดนโจมตีอยู่เรื่อย ๆ จนมารู้ภายหลังว่ามีพวกคนบ้าที่รวมตัวกันและคิดว่าตนเองเป็นกลุ่มคนที่จะปกครองโลกหลังจากนี้”
“แล้วจะมั่นใจได้ยังไงคะว่าสิ่งที่พวกเราพูดเป็นความจริงน่ะ”
โยซึรุเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่มีมาตรการป้องกันหลังจากเคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น
“อืม จะว่าไงดีล่ะในหมู่พวกเรามีคนที่มองเห็นแรงกระเพื่อมของคลื่นพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวคนได้เวลาโกหกน่ะ”
“นั่นคือเนตรมารประเภทหนึ่งสินะครับ”
“หืม— เนตรมาร!? มันคืออะไรงั้นเหรอ ฟังดูเหมือนเธอรู้จักของพวกนี้เลยนะ”
มัตสึบาระหันมาให้ความสนใจกับข้อมูลชุดใหม่
“พอดีทางฝั่งผม ก็มีคนที่ตรวจสอบความสามารถของคนอื่นได้อยู่เหมือนกัน”
เรย์เหลือบมองรุ่นพี่สาวเล็กน้อยเขาคิดว่าคนพวกนี้แสดงความจริงใจให้เห็นมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงแลกเปลี่ยนข้อมูลและช่วยกันปะติดปะต่อสิ่งที่อีกฝ่ายไม่รู้
“เอ๋!! เธอทำแบบนั้นได้เหรอ งั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลยสิเรากำลังต้องการคนแบบนี้มาช่วยงานอยู่พอดี หากเธอยินดีที่จะช่วยล่ะนะ— คุณโทชิโร่ต้องอึ้งแน่ ถ้าได้ยินเรื่องพวกนี้”
มัตสึบาระยิ้มหน้าบานหันไปเขย่ามือของโยซึรุ
“นี่เจ๊ช่วยปล่อยมือแฟนของผมหน่อยได้ปะจะดีใจออกนอกหน้าอะไรขนาดนั้น”
เคนจิเอ่ยขึ้นเดินหน้ามุ่ยเข้ามาจากอีกด้านของอาคาร
“อะไรกันคนสวย ๆ ขนาดนี้เนี่ยนะที่เป็นแฟนของเธอ!?”
“หา! เป็นของผมแล้วมันมีปัญหาอะไรไม่ทราบ”
“มีปัญหาตรง...นี่มันเรื่องลูกทีมใหม่ของฉัน ไอ้คนโปรดของคุณโทชิโร่มาทำอะไรตรงนี้มิทราบ”
“เหอะ ๆอิจฉาสินะครับที่คุณโทชิโร่เห็นความสำคัญของผมมากกว่า”
เคนจิเลิกคิ้วทำหน้ายียวน
“โอ๊ย! พอเถอะเคนจิ คุณมัตสึบาระก็ด้วย ทำตัวกันเป็นเด็ก ๆ ไปได้”
ชิโฮะรีบห้ามทัพดูเหมือนว่าแม้พวกเขาจะเพิ่งมาอยู่กันได้ไม่กี่วัน แต่ก็สนิทกันมาก
“ชิ/ ชิ”
ทั้งสองสะบัดหน้าใส่กันราวกับเด็กๆ อย่างที่ชิโฮะว่า ก่อนที่มัตสึบาระจะพาเขาไปทำความรู้จักคนอื่น ๆและอธิบายถึงหน้าที่คนแต่ละทีมบริเวณโดยรอบค่ายอพยพ บริเวณลานหน้าตึกที่เป็นเขตฐานที่มั่นหลักหรือที่เรียกว่านากาโนะซันพลาซ่า ตั้งอยู่ที่เขตนากาโนะในโตเกียว เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหอประชุมคอนเสิร์ตและโรงแรมที่หลากหลายวัตถุประสงค์
ใกล้ๆ กันยังมีนากาโนะบรอดเวย์ ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งใกล้เคียงมีร้านค้ามากมาย สินค้าประเภทอนิเมะ มังงะ และของที่ระลึกทางวัฒนธรรม ตัวซอยแคบ ๆ โดยรอบเต็มไปด้วยอิซากายะร้านมังงะวินเทจ ร้านขายของแปลก และคาเฟ่ที่ไม่เหมือนใครสร้างบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์และน่าหวนรำลึก
คนกลุ่มหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเคลื่อนรถมาเรียงซ้อนกันเป็นแนวกำแพงล้อมรอบพื้นที่อาศัยเส้นทางสัญจรทั้งหลายถูกปิดกั้น ซึ่งหากเขาไม่ได้ยินเรื่องคนที่มีความสามารถในการลดน้ำหนักของวัตถุมาก่อนแล้วล่ะก็คงแปลกใจอยู่บ้างว่ากลุ่มคนพวกนั้นกำลังยกรถด้วยมือเปล่าโดยที่ไม่แสดงให้เห็นถึงอาการหนักได้อย่างไร
บางส่วนกำลังบรรจุน้ำมันก๊าดลงขวดรอบ ๆมีทั้งผ้าคอตตอนหลายแพ็กพร้อมกับผงซักฟอกวางรวมกัน กลิ่นน้ำมันก๊าดตลบอบอวลดูเหมือนพวกเขากำลังทำระเบิดขวดเป็นจำนวนมากไว้ใช้รับมือกับเหล่าผีดิบ
นอกจากนี้ยังมีคนที่มีความสามารถแปลก ๆเช่นการเปลี่ยนของวัตถุหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยที่มวลของมันต้องเท่ากันราวกับการเล่นแร่แปรธาตุอย่างไรอย่างนั้นแต่ก็มีเงื่อนไขเช่นผู้ใช้งานความสามารถต้องเข้าใจในองค์ประกอบของสสารเพื่อเปลี่ยนจากอีกสิ่งหนึ่งไปสู้อีกสิ่งหนึ่งด้วยเช่นกัน
มัตสึบาระจึงบอกว่า เพราะความสามารถนี้ทำให้กลุ่มของพวกเขาสามารถผลิตกระสุนเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ อย่างไม่ต้องกังวลนัก
เคนจิชี้ไปยังด้านหนึ่งแล้วอธิบายให้ฟังว่านั่นเป็นสมาชิกของกลุ่มต่อสู้พวกเขากำลังฝึกเทนิคการต่อสู้ระยะประชิดของหน่วยรบพิเศษทางทหาร
มันถูกเรียกว่า CQC/CQB ซึ่งเป็นรูปแบบการต่อสู้ อันฉับพลัน รวดเร็วและรุนแรงในพื้นที่ที่มีขอบเขตจำกัด ด้วยอาวุธประจำกายในระยะประชิดประสานการจู่โจมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลิกแพลงการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วและสอดประสานกันเป็นทีม ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดโดยคุณโทชิโร่และลูกทีมซึ่งอดีตเคยอยู่หน่วยรบพิเศษของกองทัพสหรัฐ
“เห้! เจ้าทานากะ อย่ามัวแต่อู้สิ รีบมาฝึกกับคนอื่นเร็วเข้า!”
ใครบางคนที่ฝึกอยู่เอ่ยทักขึ้นทันทีเมื่อเห็นเคนจิเอาแต่ยืนดู
“ครับ ครับจะไปเดียวนี้แหละ —แล้วเจอกันคืนนี้นะเพื่อน”
ท้ายประโยคเคนจิหันมาขยิบตาให้เขาก่อนที่จะถอดเสื้อโยนทิ้งเข้าไปร่วมฝึกซ้อมกับคนอื่น ๆ ในทีม ดูเหมือนที่นี่นั้นแบ่งหน้าที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบโดยที่ไม่มีใครต้องฝืนใจ
“แม้ว่าเพิ่งผ่านเรื่องแย่ๆ กันมา แต่ทุกคนที่นี่มีชีวิตชีวากันดีจังเลยนะครับ”
“เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในที่แห่งนี้และปกป้องคนที่รักจากอันตราย ใครถนัดสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นทุกคนเลยช่วยกันทำงานอย่างเต็มใจ เรื่องนั้นมันชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่รึไง”
มัตสึบาระขยับยิ้มบาง ๆ เอ่ยขึ้นมองภาพของทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤตที่กำลังเผชิญร่วมกัน
หลังจากนั้นมัตสึบาระได้พาเรย์ไปทำความรู้จักลูกทีมของเธอคนอื่นๆ เธอขอให้เรย์เข้าร่วมด้วยเนื่องจากเคยเห็นว่าเขานั้นมีฝีมือพอตัว โดยเธอบอกอีกด้วยว่าโทชิโร่ได้คนมีฝีมืออย่างเคนจิไปร่วมทีมแล้วทำให้มีผลงานโดดเด่นขึ้นซึ่งเธอยอมให้เป็นแบบนั้นต่อไปไม่ได้
เขาก็ยิ้มขำกับเหตุผลของคนที่กำลังหน้ามุ่ยอยู่ตรงหน้าเลยพยักหน้ารับไม่ปฏิเสธ
“ฉันขอเข้าร่วมทีมด้วยคน...ได้ไหมค่ะคุณมัตสึบาระ”
โยซึรุเอ่ยถามขึ้นจนตัวเขายังแปลกใจหันไปสบตากับเธอ
“เอ๊ะ...เอ่อก็ได้อยู่หรอกนะ แต่ทีมของเราต้องเสี่ยงอันตรายออกไปหาเสบียงข้างนอกนะฉันคิดว่าเธอเหมาะอยู่ช่วยงานที่ฐานเหมือนเพื่อนของเธอสองคนนั้นไม่ดีกว่าเหรอ”
มัตสึบาระเอ่ยถึงฮารุโตะกับชิโฮะซึ่งอยู่ช่วยงานจิปาถะภายในฐาน
“ฉันพอยิงปืนเป็นบ้างนิดหน่อยเลยอยากได้รับประสบการณ์เพิ่มค่ะ”
รุ่นพี่สาวเหลือบตามาทางเขาเล็กน้อย
“โห่ทีมของเราจะได้มีสาวสวยมาอยู่ในทีมสักที หัวหน้าอย่าลีลามากได้ปะ”
“นั่นดิทุกวันนี้มองไปทางไหนก็มีแต่กล้ามเนื้อไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาช่วยบำรุงจิตใจของเหล่าชายชาตรีเลยสักนิด”
เสียงใครคนใดคนหนึ่งเอ่ยขึ้นรับส่งกันไปมาก่อนจะมีคนเริ่มผสมโรงเฮฮาอย่างไม่จริงจัง
“ไอ้คำว่า‘สักที’ ของพวกแกนี่มันหมายความว่าไงห๊ะ!แล้วฉันไม่ใช่ ‘สาวสวย’ที่เจริญหูเจริญตาตรงไหนกันยะ!”
มัตสึบาระแว๊ดกลับ แต่ได้รับเสียงโห่ตอบกลับมาอย่างทันควัน
“เฮ้อหัวหน้านี่ยังแข็งกระด้างยิ่งกว่าไข่ต้มที่ต้มนานเกินไปเหมือนเคยเลยนะ”
“นั่นสิถึงจะเฉียดใกล้คำว่าสวยก็เถอะ แต่ดันพ่วงความสยองมาด้วยนี่ฉันก็รับไม่ไหวเหมือนกัน”
“หนอยฉันจะถอนฟันนั่นของพวกแกออกให้หมดปาก!”
“เฮ้ยนางปีศาจเริ่มอาละวาดแล้ว พวกเราใช้รูปขบวนถอนกำลังรบ!”
จากนั้นได้เกิดการชุลมุนขึ้นเล็กน้อยเรย์อดยิ้มให้กับภาพความครึกครื้นตรงหน้าไม่ได้ ก่อนจะได้รับสัมผัสจากฝ่ามือของรุ่นพี่สาวที่อยู่ข้างๆ
“เรย์คุงจะคอยปกป้องฉันอยู่แล้วจริงไหม”
โยซึรุพึมพำให้พวกเขาได้ยินกันแค่เพียงสองคน
เรย์ยิ้มฝืดเฝื่อนก่อนเอ่ยด้วยเสียงที่นุ่มนวลลงเล็กน้อย
“…ครับเคนจิเองก็จะทำเช่นกัน”
รุ่นพี่สาวหรี่ตาลงดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนั่นสักเท่าไหร่