ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 28 นากาโนะบรอดเวย์

     


              “ที่นี่เรามีอาหารพร้อมสำหรับทุกคนหรือหากบาดเจ็บและหรือมีอาการป่วยก็ให้ขึ้นไปหาคุณหมอคัตสึรางิที่ชั้นหกให้เธอช่วยดูอาการเจ็บป่วยต่างๆ ได้”


              ชายที่ชื่อโทชิโร่พาพวกเขามายังหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งถูกใช้เป็นฐานที่มั่นหลักเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ ซึ่งราวกับเป็นภาพที่เรย์ไม่ได้เห็นมานาน ระหว่างทางพบผู้คนมากหน้าหลายตาดูเหมือนว่าจะมีคนอาศัยอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมากอย่างที่ชายคนนั้นเคยบอกเอาไว้จริง ๆผู้คนมากหน้าหลายตาแสดงให้เห็นถึงการรวมตัวของชุมชนขนาดใหญ่ที่พยายามเอาตัวรอดในสถานการณ์เลวร้ายนี้


              มัตสึบาระยังบอกอีกด้วยว่ามีผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่จำนวนกว่าเกือบสองพันคนโดยประมาณจากการเช็กจำนวนประชากรครั้งล่าสุดพวกเขาจึงเกณฑ์คนที่มีความสามารถในการต่อสู้ได้เยอะพอที่จะปกป้องที่นี่จากอะไรก็ตามที่พยายามบุกเข้ามาได้ทุกเมื่อ


              เนื่องจากพื้นที่รอบข้างนั้นรายล้อมไปด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ร้านหนังสือ ร้านเสื้อผ้า เครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดและพื้นที่ใกล้เคียงยังมีนากาโนะบรอดเวย์ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่จึงทำให้หมดห่วงเรื่องปัจจัยอื่นไปได้ในระดับหนึ่ง


              เรย์สงสัยว่ามีผู้รอดชีวิตมารวมตัวกันเป็นจำนวนมากขนาดนี้ความต้องการด้านบริโภคก็ยิ่งต้องมากตามไม่มีทางที่ผู้นำของที่นี่จะไม่รับรู้ถึงปัญหาเหล่านี้เขาสงสัยว่ามีวิธีแก้ปัญหาส่วนนี้ได้อย่างไรกัน


              มัตสึบาระเลยไขข้อข้องใจให้ฟังว่า พวกเขามีทั้งอาคารเฉพาะที่ถูกออกแบบมาสำหรับปลูกพืชในอาคารและยังได้คนที่มีความรู้ รวมถึงความสามารถแปลก ๆ อย่างเร่งการเจริญเติบโตให้กับพืชได้อีกด้วย


              ถึงจะต้องประหยัดวัตถุดิบประเภทเนื้อสัตว์ทว่าในวัตถุดิบอาหารส่วนอื่น ภายในเมืองมีมากมายเหลือคณานับซึ่งพวกเขาก็ส่งคนออกไปค้นหาเสบียงเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆเหมือนเช่นตอนที่ได้พบกันครั้งแรกในเมืองก่อนหน้านี้


              บริเวณรอบ ๆอาคารหลักที่พวกเขาใช้เป็นฐาน ยังมีอาคารบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆที่ถูกใช้เป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันการบุกรุกจากภายนอกพื้นที่แห่งนี้ถูกจัดการและแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบผู้คนต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองเพื่อความอยู่รอด เช่น มีคนคอยตรวจตราและดูแลความปลอดภัยมีการจัดตั้งทีมกู้ภัยและการแพทย์และยังมีคนที่รับหน้าที่ในการจัดหาทรัพยากรจากภายนอกทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง


              “ทุกคนจึงต้องพึ่งพาและช่วยเหลือกันให้ได้มากที่สุดและสิ่งเดียวที่พวกเราต้องระวังคือการปรากฏตัวของเจ้าพวกนั้นมากกว่า”


              เสียงเครื่องยนต์และเสียงพูดคุยของผู้คนที่เดินผ่านไปมารวมทั้งเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ไม่ไกลสร้างบรรยากาศที่ดูเหมือนชุมชนที่มีชีวิตชีวาแม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ตาม


              “ที่นี่ต้องรับมือกับตัวประหลาดพวกนั้นทั้งหมดเป็นประจำเลยหรือครับ”


              “อืม ก็ไม่เชิงโชคดีที่พวกซามูไรนั่นไม่ได้เยอะเท่าในเขตชินจุกุ แต่เจ้าซากศพเดินได้นั่น จู่ ๆพวกมันดันโผล่มาจากไหนกันนักไม่รู้ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนจำนวนพวกมันเพิ่มขึ้นทุกวันจนฉันเป็นกังวลว่าหลังจากนี้ยิ่งเป็นการยากในการออกไปหาข้าวของเครื่องใช้จำเป็นนี่น่ะสิ”


              มัตสึบาระตงิดใจว่าคงเหลือเวลาอีกไม่นานดูจากที่ผ่านมาประชากรส่วนใหญ่ หรืออาจจะทั้งหมด ได้รับผลกระทบจาก...จากอะไรก็ไม่รู้ที่เกิดขึ้น


              “หมายความว่าอยู่ดีๆ เจ้าพวกนั้นก็โผล่ขึ้นมาเมื่อไม่นานนี้เองสินะครับและยังสู้กันเองกับเจ้าซามูไรนั่นด้วย…”


              เรย์ทำหน้าครุ่นคิดใช้มือลูบจมูกตัวเองอีกครั้ง


              “ยังไงก็ตามเธอยังไม่ต้องคิดมากเรื่องนั้นไปนักหรอก...ฉันให้ลูกน้องไปเรียกคนที่ดูเหมือนเพื่อนของ—”


              “เรย์/รุ่นพี่!”


              “หึ มานู่นแล้วไงล่ะ”


              โทชิโร่ส่ายหัวยิ้มยังไม่ทันเอ่ยจบ


              เรย์กับโยซึรุหันไปตามเสียงเรียก พบว่าเคนจิ ชิโฮะ และฮารุโตะกำลังวิ่งตรงมาอย่างเร่งรีบด้วยใบหน้าสุดเป็นห่วงปนโล่งใจ


              “เป็นเพื่อนที่ดีสินะ”


              “...ใช่ครับ พวกเขาเป็น”


              เรย์กล่าวขยับยิ้มเล็กน้อยมองไปทางเพื่อนๆ


              “รักษาไว้ให้ดีล่ะ...ทุกวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราทุกคนต้องทำ คือเตรียมตัวให้พร้อมในทุก ๆวัน... พร้อมที่จะสู้และพร้อมที่จะสูญเสีย มันจะง่ายที่สุดหากวันนั้นมาถึง เอาล่ะขอตัวก่อนพอดีฉันยังมีงานที่ต้องไปทำต่ออีกเยอะเลย”


              เรย์เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดดีหากไม่ลุกขึ้นสู้ก็ต้องสูญเสีย แม้จะคุยกันสั้น ๆ แต่เรย์ก็เชื่อใจชายที่ชื่อโทชิโร่มากขึ้นในอีกระดับหนึ่งและรู้สึกถึงสิ่งที่ชายคนนี้กำลังแบกรับความคาดหวังของผู้คนไว้บนบ่า


              “ขอบคุณมากครับ”


              เขาค้อมหัวแสดงความขอบคุณชายตรงหน้า


              โทชิโร่ยิ้มให้เล็กน้อยก่อนเดินหันหลังโบกมือหยอย ๆ ให้เป็นเชิงว่าไม่ต้องใส่ใจ



             

              ภาพเด็ก ๆ ที่กำลังกอดคอกันไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความเป็นห่วงเรียกรอยยิ้มจากมัตสึบาระที่เฝ้ามองอยู่ ณมุมหนึ่งได้


              “ฉันยกให้ทีมเธอแล้วกันใช้ประโยชน์จากความสามารถของเด็กพวกนั้นให้ดี อย่าให้เสียของล่ะ”


              โทชิโร่ตบไหล่มัตสึบาระ


              “เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ไหมใช้ประโยชน์อะไรนี่ ฟังดูเป็นผู้ใหญ่ต่ำช้ายังไงไม่รู้สิคะ”


              มัตสึบาระกล่าวหน้ามุ่ย


              “ใช้งาน?มอบงาน? สำรองงาน? ให้คุณค่า? ให้ความสำคัญ?”


              โทชิโร่เลิกคิ้วข้างหนึ่งแล้วยักไหล่โชว์ความร่ำรวยของคลังคำ


              “—”


              หญิงสาวหน้าบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิมโทชิโร่หัวเราะร่าเมื่อเห็นใบหน้านั้น


              “คุณกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่นะคะรุ่นพี่”


              “ฉันก็แค่ขอความร่วมมือเท่านั้นเองนะยัยบ้า”


              “ว่าแต่พวกเขายังไม่ผ่านกระบวนการคัดกรองเลยนะคะรุ่นพี่แน่ใจได้ยังไงว่าไม่ใช่คนของเจ้าพวกนั้นส่งมา ...ไหนจะฝีมือดาบที่ไม่ธรรมดาของเด็กคนนั้นอีก”


              มัตสึบาระกล่าวเป็นงานเป็นการด้วยสีหน้าจริงจังขึ้น


              “อืมเขาเป็นเพื่อนที่ถูกทานากะคุงไหว้วานให้ตามหาไม่ใช่รึ เธอไม่ต้องระแวงนักก็ได้ยังไงเสียต้องพาไปตรวจสอบอยู่ดี”


              “อืมนั่นสินะคะ ฉันคงระแวงมากไปจริง ๆ”


              มัตสึบาระใบหน้าหมองลงเล็กน้อย


              “อย่าไปคิดมากน่าฉันเข้าใจเหตุผลที่เธอควรระแวงดี”


              โทชิโร่กล่าวปลอบประโลมวางมือไว้บนศีรษะอีกฝ่าย


              “รุ่นพี่อ่อนโยนจนฉันเผลอคิดเกินเลยอีกแล้วนะคะ”


              “โวะ! ประสาท ไม่คุยกับเธอละ ฝากเด็กพวกนั้นด้วยล่ะ”


              มัตสึบาระฉีกยิ้มสายตามองส่งโทชิโร่เดินจากไป



             

              เรย์กับโยซึรุเดินออกมาจากห้องภายในอาคารแห่งหนึ่งหลังผ่านกระบวนการตรวจสอบพร้อมกับผู้รอดชีวิตคนอื่นที่ถูกช่วยไว้ในวันนี้


              การตรวจสอบไม่มีอะไรยากอย่างที่เรย์คิดแค่เข้าไปในห้องกระจกแล้วมีผู้หญิงนั่งอ่านชุดคำถามให้พวกเขาตอบราวกับสัมภาษณ์งาน


              เรย์ลองใช้เนตรมารสังเกตดูฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนเธอจะไม่ได้ใช้ความสามารถพิเศษอะไรออกมาตอนถามคำถามแต่เขาก็ยังคิดว่าน่าจะมีคนอื่นที่ใช้ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายในห้องนี้อาจจะเป็นอีกฟากของกระจกนั่น ซึ่งมีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมา


              “โทษทีนะที่ต้องเข้มงวดแบบนี้ เพราะเราเคยขาดความรอบคอบจนต้องมีคนสังเวยชีวิตไปน่ะ”


              มัตสึบาระกล่าวขึ้นขณะยืนกอดอกรอรับพวกเขาอยู่หน้าประตูห้อง


              “เคยเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอครับ”


              มัตสึบาระเผยรอยยิ้มเศร้าก่อนจะเล่าให้ฟังว่าช่วงที่เริ่มช่วยเหลือผู้คนเข้ามาที่นี่เมื่อครั้งแรก ๆในบรรดาผู้ที่ถูกช่วยไว้นั้นดันมีพวกที่แฝงตัวปะปนเข้ามากับกลุ่มผู้รอดชีวิตคนอื่น ๆ


              “พวกนั้นพยายามเผาทำลายเสบียงของพวกเราทิ้งและฆ่าคนบริสุทธิ์ไปจำนวนหนึ่ง รวมถึงเพื่อนของฉันที่พยายามปกป้องเสบียงด้วย”


              “พวกมันมีจุดประสงค์อะไรครับ”


              “ในตอนแรกพวกเราก็ยังไม่เข้าใจหรอกเพราะพวกมันไม่เหลือชีวิตให้ถามนี่สิ... แต่ว่าไม่นานหลังจากเกิดเรื่องพวกเราก็มักโดนโจมตีอยู่เรื่อย ๆ จนมารู้ภายหลังว่ามีพวกคนบ้าที่รวมตัวกันและคิดว่าตนเองเป็นกลุ่มคนที่จะปกครองโลกหลังจากนี้”


              “แล้วจะมั่นใจได้ยังไงคะว่าสิ่งที่พวกเราพูดเป็นความจริงน่ะ”


              โยซึรุเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะไม่มีมาตรการป้องกันหลังจากเคยเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น


              “อืม จะว่าไงดีล่ะในหมู่พวกเรามีคนที่มองเห็นแรงกระเพื่อมของคลื่นพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวคนได้เวลาโกหกน่ะ”


              “นั่นคือเนตรมารประเภทหนึ่งสินะครับ”


              “หืม— เนตรมาร!? มันคืออะไรงั้นเหรอ ฟังดูเหมือนเธอรู้จักของพวกนี้เลยนะ”


              มัตสึบาระหันมาให้ความสนใจกับข้อมูลชุดใหม่


              “พอดีทางฝั่งผม ก็มีคนที่ตรวจสอบความสามารถของคนอื่นได้อยู่เหมือนกัน”


              เรย์เหลือบมองรุ่นพี่สาวเล็กน้อยเขาคิดว่าคนพวกนี้แสดงความจริงใจให้เห็นมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป


              หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงแลกเปลี่ยนข้อมูลและช่วยกันปะติดปะต่อสิ่งที่อีกฝ่ายไม่รู้


              “เอ๋!! เธอทำแบบนั้นได้เหรอ งั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลยสิเรากำลังต้องการคนแบบนี้มาช่วยงานอยู่พอดี หากเธอยินดีที่จะช่วยล่ะนะ— คุณโทชิโร่ต้องอึ้งแน่ ถ้าได้ยินเรื่องพวกนี้”


              มัตสึบาระยิ้มหน้าบานหันไปเขย่ามือของโยซึรุ


              “นี่เจ๊ช่วยปล่อยมือแฟนของผมหน่อยได้ปะจะดีใจออกนอกหน้าอะไรขนาดนั้น”


              เคนจิเอ่ยขึ้นเดินหน้ามุ่ยเข้ามาจากอีกด้านของอาคาร


              “อะไรกันคนสวย ๆ ขนาดนี้เนี่ยนะที่เป็นแฟนของเธอ!?”


              “หา! เป็นของผมแล้วมันมีปัญหาอะไรไม่ทราบ”


              “มีปัญหาตรง...นี่มันเรื่องลูกทีมใหม่ของฉัน ไอ้คนโปรดของคุณโทชิโร่มาทำอะไรตรงนี้มิทราบ”


              “เหอะ ๆอิจฉาสินะครับที่คุณโทชิโร่เห็นความสำคัญของผมมากกว่า”


              เคนจิเลิกคิ้วทำหน้ายียวน


              “โอ๊ย! พอเถอะเคนจิ คุณมัตสึบาระก็ด้วย ทำตัวกันเป็นเด็ก ๆ ไปได้”


              ชิโฮะรีบห้ามทัพดูเหมือนว่าแม้พวกเขาจะเพิ่งมาอยู่กันได้ไม่กี่วัน แต่ก็สนิทกันมาก


              “ชิ/ ชิ”


              ทั้งสองสะบัดหน้าใส่กันราวกับเด็กๆ อย่างที่ชิโฮะว่า ก่อนที่มัตสึบาระจะพาเขาไปทำความรู้จักคนอื่น ๆและอธิบายถึงหน้าที่คนแต่ละทีมบริเวณโดยรอบค่ายอพยพ บริเวณลานหน้าตึกที่เป็นเขตฐานที่มั่นหลักหรือที่เรียกว่านากาโนะซันพลาซ่า ตั้งอยู่ที่เขตนากาโนะในโตเกียว เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะหอประชุมคอนเสิร์ตและโรงแรมที่หลากหลายวัตถุประสงค์


              ใกล้ๆ กันยังมีนากาโนะบรอดเวย์ ซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งใกล้เคียงมีร้านค้ามากมาย สินค้าประเภทอนิเมะ มังงะ และของที่ระลึกทางวัฒนธรรม ตัวซอยแคบ ๆ โดยรอบเต็มไปด้วยอิซากายะร้านมังงะวินเทจ ร้านขายของแปลก และคาเฟ่ที่ไม่เหมือนใครสร้างบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์และน่าหวนรำลึก


              คนกลุ่มหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับการเคลื่อนรถมาเรียงซ้อนกันเป็นแนวกำแพงล้อมรอบพื้นที่อาศัยเส้นทางสัญจรทั้งหลายถูกปิดกั้น ซึ่งหากเขาไม่ได้ยินเรื่องคนที่มีความสามารถในการลดน้ำหนักของวัตถุมาก่อนแล้วล่ะก็คงแปลกใจอยู่บ้างว่ากลุ่มคนพวกนั้นกำลังยกรถด้วยมือเปล่าโดยที่ไม่แสดงให้เห็นถึงอาการหนักได้อย่างไร


              บางส่วนกำลังบรรจุน้ำมันก๊าดลงขวดรอบ ๆมีทั้งผ้าคอตตอนหลายแพ็กพร้อมกับผงซักฟอกวางรวมกัน กลิ่นน้ำมันก๊าดตลบอบอวลดูเหมือนพวกเขากำลังทำระเบิดขวดเป็นจำนวนมากไว้ใช้รับมือกับเหล่าผีดิบ


              นอกจากนี้ยังมีคนที่มีความสามารถแปลก ๆเช่นการเปลี่ยนของวัตถุหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยที่มวลของมันต้องเท่ากันราวกับการเล่นแร่แปรธาตุอย่างไรอย่างนั้นแต่ก็มีเงื่อนไขเช่นผู้ใช้งานความสามารถต้องเข้าใจในองค์ประกอบของสสารเพื่อเปลี่ยนจากอีกสิ่งหนึ่งไปสู้อีกสิ่งหนึ่งด้วยเช่นกัน


              มัตสึบาระจึงบอกว่า เพราะความสามารถนี้ทำให้กลุ่มของพวกเขาสามารถผลิตกระสุนเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ อย่างไม่ต้องกังวลนัก


              เคนจิชี้ไปยังด้านหนึ่งแล้วอธิบายให้ฟังว่านั่นเป็นสมาชิกของกลุ่มต่อสู้พวกเขากำลังฝึกเทนิคการต่อสู้ระยะประชิดของหน่วยรบพิเศษทางทหาร


              มันถูกเรียกว่า CQC/CQB ซึ่งเป็นรูปแบบการต่อสู้ อันฉับพลัน รวดเร็วและรุนแรงในพื้นที่ที่มีขอบเขตจำกัด ด้วยอาวุธประจำกายในระยะประชิดประสานการจู่โจมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบพลิกแพลงการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วและสอดประสานกันเป็นทีม ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดโดยคุณโทชิโร่และลูกทีมซึ่งอดีตเคยอยู่หน่วยรบพิเศษของกองทัพสหรัฐ


              “เห้! เจ้าทานากะ อย่ามัวแต่อู้สิ รีบมาฝึกกับคนอื่นเร็วเข้า!”


              ใครบางคนที่ฝึกอยู่เอ่ยทักขึ้นทันทีเมื่อเห็นเคนจิเอาแต่ยืนดู


              “ครับ ครับจะไปเดียวนี้แหละ —แล้วเจอกันคืนนี้นะเพื่อน”


              ท้ายประโยคเคนจิหันมาขยิบตาให้เขาก่อนที่จะถอดเสื้อโยนทิ้งเข้าไปร่วมฝึกซ้อมกับคนอื่น ๆ ในทีม ดูเหมือนที่นี่นั้นแบ่งหน้าที่ทำงานกันอย่างเป็นระบบโดยที่ไม่มีใครต้องฝืนใจ


              “แม้ว่าเพิ่งผ่านเรื่องแย่ๆ กันมา แต่ทุกคนที่นี่มีชีวิตชีวากันดีจังเลยนะครับ”


              “เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ในที่แห่งนี้และปกป้องคนที่รักจากอันตราย ใครถนัดสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นทุกคนเลยช่วยกันทำงานอย่างเต็มใจ เรื่องนั้นมันชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่รึไง”


              มัตสึบาระขยับยิ้มบาง ๆ เอ่ยขึ้นมองภาพของทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤตที่กำลังเผชิญร่วมกัน


             

              หลังจากนั้นมัตสึบาระได้พาเรย์ไปทำความรู้จักลูกทีมของเธอคนอื่นๆ เธอขอให้เรย์เข้าร่วมด้วยเนื่องจากเคยเห็นว่าเขานั้นมีฝีมือพอตัว โดยเธอบอกอีกด้วยว่าโทชิโร่ได้คนมีฝีมืออย่างเคนจิไปร่วมทีมแล้วทำให้มีผลงานโดดเด่นขึ้นซึ่งเธอยอมให้เป็นแบบนั้นต่อไปไม่ได้


              เขาก็ยิ้มขำกับเหตุผลของคนที่กำลังหน้ามุ่ยอยู่ตรงหน้าเลยพยักหน้ารับไม่ปฏิเสธ


              “ฉันขอเข้าร่วมทีมด้วยคน...ได้ไหมค่ะคุณมัตสึบาระ”


              โยซึรุเอ่ยถามขึ้นจนตัวเขายังแปลกใจหันไปสบตากับเธอ


              “เอ๊ะ...เอ่อก็ได้อยู่หรอกนะ แต่ทีมของเราต้องเสี่ยงอันตรายออกไปหาเสบียงข้างนอกนะฉันคิดว่าเธอเหมาะอยู่ช่วยงานที่ฐานเหมือนเพื่อนของเธอสองคนนั้นไม่ดีกว่าเหรอ”


              มัตสึบาระเอ่ยถึงฮารุโตะกับชิโฮะซึ่งอยู่ช่วยงานจิปาถะภายในฐาน


              “ฉันพอยิงปืนเป็นบ้างนิดหน่อยเลยอยากได้รับประสบการณ์เพิ่มค่ะ”


              รุ่นพี่สาวเหลือบตามาทางเขาเล็กน้อย


              “โห่ทีมของเราจะได้มีสาวสวยมาอยู่ในทีมสักที หัวหน้าอย่าลีลามากได้ปะ”


              “นั่นดิทุกวันนี้มองไปทางไหนก็มีแต่กล้ามเนื้อไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาช่วยบำรุงจิตใจของเหล่าชายชาตรีเลยสักนิด”


              เสียงใครคนใดคนหนึ่งเอ่ยขึ้นรับส่งกันไปมาก่อนจะมีคนเริ่มผสมโรงเฮฮาอย่างไม่จริงจัง


              “ไอ้คำว่า‘สักที’ ของพวกแกนี่มันหมายความว่าไงห๊ะ!แล้วฉันไม่ใช่ ‘สาวสวย’ที่เจริญหูเจริญตาตรงไหนกันยะ!”


              มัตสึบาระแว๊ดกลับ แต่ได้รับเสียงโห่ตอบกลับมาอย่างทันควัน


              “เฮ้อหัวหน้านี่ยังแข็งกระด้างยิ่งกว่าไข่ต้มที่ต้มนานเกินไปเหมือนเคยเลยนะ”


              “นั่นสิถึงจะเฉียดใกล้คำว่าสวยก็เถอะ แต่ดันพ่วงความสยองมาด้วยนี่ฉันก็รับไม่ไหวเหมือนกัน”


              “หนอยฉันจะถอนฟันนั่นของพวกแกออกให้หมดปาก!”


              “เฮ้ยนางปีศาจเริ่มอาละวาดแล้ว พวกเราใช้รูปขบวนถอนกำลังรบ!”


              จากนั้นได้เกิดการชุลมุนขึ้นเล็กน้อยเรย์อดยิ้มให้กับภาพความครึกครื้นตรงหน้าไม่ได้ ก่อนจะได้รับสัมผัสจากฝ่ามือของรุ่นพี่สาวที่อยู่ข้างๆ


              “เรย์คุงจะคอยปกป้องฉันอยู่แล้วจริงไหม”


              โยซึรุพึมพำให้พวกเขาได้ยินกันแค่เพียงสองคน


              เรย์ยิ้มฝืดเฝื่อนก่อนเอ่ยด้วยเสียงที่นุ่มนวลลงเล็กน้อย


              “…ครับเคนจิเองก็จะทำเช่นกัน”


              รุ่นพี่สาวหรี่ตาลงดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจกับคำตอบนั่นสักเท่าไหร่