สองวันมานี้หลินเสวี่ยจู๋ใช้จิตสำนึกเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆเข้าสู่มิติไปเป็จำนวนมาก ทำให้นางเสียพลังจิตไปพอสมควร
นางเห็นว่าลู่ซื่อไม่ทันสังเกต จึงนอนลงบนกองฟางแล้วหลับตาลง
ปรากฏว่าทายาทสายตรงของสกุลหลินถูกจับกุมทั้งหมด
ด้านบิดามารดาของนางเมื่อไม่นานมานี้ได้พาอาหญิงที่เป็หม้ายไปเยี่ยมอากับอาสะใภ้ที่นอกเมือง ตอนนี้คงจะอยู่ระหว่างทางถูกส่งตัวกลับเมืองหลวงแล้ว
ฮ่องเต้สุนัขช่างดียิ่งนักคนในครอบครัวของนางถูกจับกุมและพามารวมตัวกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กำลังครุ่นคิดจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงประชดประชันดังแว่วมาจากคนสกุลหลิน
“น้องหญิงเสวี่ยจู๋เ้าใช้วิธีการใดถึงทำให้ผู้คุมคนนั้นเชื่อฟังคำพูดเ้า? สอนพวกเราบ้างสิ”
เป็หลินเสวี่ยหลาน
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายส่งเสียงแหลมเช่นนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด
‘พี่หญิงใหญ่เ้าคือนางเอกที่เปรียบได้กับดอกบัวขาว อย่างไรก็ต้องเสแสร้งเสียหน่อยอย่าทำลายนิสัยของตัวละครจะได้หรือไม่?’
‘หากอดทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ให้รออีกหน่อยตอนนี้เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่ตอนเอง!’
หลินเสวี่ยหลานไม่รู้ความคิดของหลินเสวี่ยจู๋นางยังคงพูดจาใหญ่โต “ไม่คาดคิดว่าเ้าไม่เพียงใช้กลอุบายจัดการท่านอ๋องแม้แต่ผู้คุม เ้าก็ยังมีวิธีการเช่นนี้ ข้าดูเบาเ้าไปจริงๆ”
หลินเสวี่ยจู๋กลอกตา
อีกฝ่าย้าบอกว่านางเป็สตรีใจง่ายใช่หรือไม่?
น่าเสียดายที่นางไม่ยอมรับ
หลินเสวี่ยจู๋จึงเอ่ยออกมาหนึ่งประโยคด้วยท่าทีเย้ยหยัน “ข้าเองก็ดูเบาเ้าเช่นกันไม่คาดคิดว่าเ้าจะโง่เขลาถึงเพียงนี้”
“เ้าว่าอันใดนะ?” เสียงของหลินเสวี่ยหลานแหลมขึ้นกว่าเดิม
หลินเสวี่ยจู๋หาวหวอด “เ้า้าจะบอกว่าข้าเก่งเื่การยั่วยวนบุรุษไม่ใช่หรือ? เ้ายังบอกให้ข้าสอนเ้าอยู่เลย มีอันใดหรือ?เ้าทนเหงาไม่ไหวจึงคิดที่จะหาบุรุษยั่วยวนบ้างใช่หรือไม่? อย่าเลย คืนวันที่ยากลำบากของเ้ายังมาไม่ถึง”
“เ้า!” หลินเสวี่ยหลานมักวางตัวเป็คุณหนูจากตระกูลที่มีชื่อเสียง เมื่อได้ยินคำพูดหยาบคายเช่นนี้นางย่อมรับไม่ไหว ใบหน้าจึงแดงก่ำด้วยความโมโห
หลินเสวี่ยจู๋แค่นเสียงเย็น “เ้ามีความสามารถน้อยนิด ยังจะกล้าต่อปากต่อคำกับข้า?มารดาอยากด่าเ้า ด่าเสียจนเ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ!”
เมื่อลู่ซื่อได้ยินเช่นนี้สายตาที่มองหลินเสวี่ยจู๋ก็กลับเป็ปกติทันที
หลินเสวี่ยจู๋ก็ยังคงเป็หลินเสวี่ยจู๋ผู้นั้น บุคลิกแตกต่างจากอดีตเป็อย่างมากอันใด?นางตาบอดไปเองชัดๆ
เพียงแต่ปกตินางจะเกลียดชังเวลาหลินเสวี่ยจู๋พูดจาปากไม่มีหูรูดเป็ที่สุด ทว่าตอนนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดกลับไม่รู้สึกเกลียดมากเท่าเมื่อก่อนแล้ว
ดูเหมือนคำกล่าวที่ว่า ‘คนชั่วต้องได้รับการลงโทษจากคนชั่ว’จะเป็เื่จริง เมื่อคิดได้เช่นนี้จิตใจของลู่ซื่อก็สงบลงทันที
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รู้ว่าลู่ซื่อคิดเช่นนั้นตอนนี้นางเพียงอยากนอนหลับอย่างสงบเท่านั้น นางส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติแล้วผล็อยหลับไปทันที
ทางฝั่งของสกุลหลินของฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อเห็นว่าหลินเสวี่ยหลานต่อปากต่อคำแพ้ก็อารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิม
หลินเสวี่ยจู๋ผู้นั้นเป็เพียงบุตรสาวของอนุอีกทั้งตอนนี้ชื่อเสียงของเซียงอ๋องก็ยังแปดเปื้อนอีก แล้วนางมีสิทธิ์อันใดจึงกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้?
หากไม่สั่งสอนบทเรียนให้นางวันหน้านางย่อมก่อปัญหาให้สกุลหลินเป็แน่!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าก็เอ่ยเสียงทุ้ม “แม่หนูจู๋เมื่อก่อนเ้ามีสถานะสูงส่ง ไม่เห็นพวกเราผู้าุโอยู่ในสายตา ทว่าตอนนี้เ้าประสบเคราะห์ร้าย ทำให้ทั้งสกุลถูกยึดทรัพย์สินและถูกเนรเทศหากเ้าฉลาดเสียหน่อยก็ควรเก็บงำอารมณ์ จะได้ไม่ต้องพบเจอความยากลำบากระหว่างทาง”
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนคำสั่งสอนที่ผู้าุโมีต่อผู้น้อยแต่ความจริงแล้วมีเจตนาข่มขู่ซ่อนอยู่
ก่อนที่สกุลหลินจะเกิดเื่ฮูหยินผู้เฒ่าได้ให้คนสนิทออกจากจวนไปซื้อไร่นาที่ชานเมืองไว้ก่อนแล้ว
เดิมทีนางวางแผนไว้ว่าหลังจากตัดความสัมพันธ์กับหลินเสวี่ยจู๋แล้วนางและเหล่าทายาทสายตรงจะย้ายออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ชานเมืองอย่างมีความสุข
ไม่คิดว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะลงมืออย่างรวดเร็วไม่ให้โอกาสพวกเขาหลบหนีเลยด้วยซ้ำ
เพียงแต่คนสนิทของนางมีไหวพริบตอนนี้ย่อมต้องเตรียมเงินไว้ให้นางเป็แน่
ระหว่างออกเดินทางไปยังดินแดนที่ถูกเนรเทศหากมีเงิน นางและเหล่าทายาทสายตรงย่อมลืมตาอ้าปากได้ ทั้งยังสามารถกดหัวหลินเสวี่ยจู๋ที่เป็เพียงบุตรสาวของอนุได้อย่างโเี้
ไม่เสียทีที่ตลอดหลายปีมานี้นางยอมลดตัวไปขอเงินจากหลินเสวี่ยจู๋เพื่อเติมเงินในคลังสมบัติของตนเองอย่างลับๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าคิดอย่างลำพองใจเนิ่นนานจึงรู้ตัวว่าหลินเสวี่ยจู๋ไม่ได้สนใจนางเลยด้วยซ้ำ
นางย่อมไม่รู้ว่าหลังจากจิตสำนึกของหลินเสวี่ยจู๋เข้าไปในมิติแล้วจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและไม่ได้ยินคำพูดใดๆ อีกเลย
“หลินเสวี่ยจู๋!” นางะโเสียงดัง
หลินเสวี่ยจู๋เงียบ
“หลินเสวี่ยจู๋!” ฮูหยินผู้เฒ่าะโเสียงดังกว่าเดิม
หลินเสวี่ยจู๋ยังคงไม่สนใจนาง
“หลินเสวี่ยจู๋เ้าตายแล้วหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกว่าตนเองเสียหน้าจึงใช้มือทุบประตูห้องขัง
ทว่าหลินเสวี่ยจู๋ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง
กลับเป็ผู้คุมที่ถีบประตูแล้วเดินเข้ามาก่อนจะะโเสียงดัง “เอะอะอันใดนักหนา?กลัวว่าจะมีชีวิตยืนยาวเกินไปหรือ? หากโวยวายอีกบิดาจะไม่สนว่าเ้าจะเป็บุรุษหรือสตรีจะแก่หรือเด็ก แล้วจะลงโทษอย่างหนัก!”
ฮูหยินผู้เฒ่าทรุดลงกับพื้นด้วยความใไม่กล้าส่งเสียงอีก
หลินเสวี่ยหลานเห็นเช่นนี้ก็รีบก้าวไปประคองฮูหยินผู้เฒ่าพลางเอ่ยอย่างเชื่อฟัง “ท่านย่าอย่าโกรธเด็กคนนั้นเลยเ้าค่ะ เมื่อก่อนนางเป็พระชายา พวกเราทำอันใดนางไม่ได้ตอนนี้ทุกคนเป็นักโทษเหมือนกัน ระหว่างทางมีวิธีการมากมายที่จะจัดการนางอย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลยเ้าค่ะ”
ได้ยินดังนั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็รู้สึกเบาใจทันที
ใช่แล้วหงส์ที่ร่วงหล่นนั้นไม่มีทางดีไปกว่าไก่ ยิ่งไปกว่านั้น นางเด็กแพศยาผู้นั้นก็ไม่ใช่หงส์มาั้แ่แรก!
หลินเสวี่ยหลานกล่าวต่อ “ท่านย่า พวกเรารีบพักผ่อนกันเถิดหนทางยังอีกยาวไกล ตอนนี้ต้องรักษาพละกำลังไว้ก่อนนะเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้า เมื่อหมุนตัวไปก็เห็นคนสกุลหลินที่เดิมทีส่งเสียงดังร้องห่มร้องไห้ และโต้เถียงกัน ทว่าตอนนี้ล้วนแสร้งทำเป็หลับตา
พวกคนขี้ขลาด!
ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียงแล้วหาที่นั่ง นางอายุมากแล้วเดิมทีก็นอนหลับไม่สนิท ตอนนี้ไม่มีเตียงและหมอนนุ่มๆก็ยิ่งนอนไม่หลับ
หลังจากผ่านมาค่อนคืนจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างจากห้องขังฝั่งตรงข้าม
หลินเสวี่ยจู๋ตื่นแล้ว
นางนอนหลับเต็มอิ่ม จึงอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าต้องป้อนน้ำพุจิติญญาให้หยวนซิวนางก็รีบลุกขึ้นนั่ง
นางเห็นลู่ซื่อนอนหลับอยู่แทบเท้าของหยวนซิวจึงยกชามใส่น้ำไปจ่อที่ริมฝีปากของหยวนซิวอย่างกล้าหาญ
หยวนซิวกำลังอยู่ในภาวะกึ่งหลับกึ่งตื่นรู้เพียงว่าน้ำนี้ใสและหวานเหมือนกับที่เคยดื่มก่อนหน้านี้ จึงกลืนลงไปอึกใหญ่
ดื่มน้ำเสร็จ เขาก็รู้สึกว่ามียาลูกกลอนเม็ดหนึ่งถูกยัดเข้ามาในปากตนเอง
การกระทำของคนผู้นั้นค่อนข้างรุนแรงด้วยกลัวว่าเขาจะกลืนไม่ลง จึงใช้นิ้วดันยาลูกกลอนเข้าไปในปากเขา
หยวนซิวฉวยโอกาสกัดนิ้วนั้นเล็กน้อยได้ยินเสียงคนร้อง ‘ซี้ด’ ทีหนึ่ง เขาจึงยกมุมปากขึ้น จากนั้นสติก็พร่าเลือนอีกครา
หลินเสวี่ยจู๋ลูบนิ้วที่ถูกกัดจนเจ็บพลางแยกเขี้ยวเล็กน้อย
หยวนซิวเป็สุนัขหรืออย่างไร?
ฉับพลันอารมณ์ที่เดิมทียังดีๆก็เปลี่ยนเป็ไม่สบอารมณ์เล็กน้อยทันที
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปหน้าประตูห้องขังบังเอิญเห็นฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ห้องขังฝั่งตรงข้ามกำลังพยายามเบียดตัวออกมาด้านนอก
“ท่านคิดที่จะแหกคุกหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋ตกตะลึง
คนสกุลหลินใช้ไม่ได้จริงๆเื่เลวร้ายเช่นนี้ยังปล่อยให้คนเฒ่าคนแก่ทำ
เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่า้าเพียงชะโงกศีรษะออกมาดูหลินเสวี่ยจู๋เพราะอยากรู้ว่านางมีจุดอ่อนอันใด ผลลัพธ์คือทั้งสองกลับสบตากัน
ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกกระอักกระอ่วนเสียจนอยากมุดดินหนี
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋กลับยิ้มหยัน
โชคดีที่ห้องขังของคนสกุลหลินไม่ได้อยู่ตรงข้ามห้องขังของนางเสียทีเดียวเพียงแต่อยู่ถัดออกไปอีก มิฉะนั้นตอนที่ตนเองป้อนน้ำหยวนซิวเมื่อครู่คงถูกฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเข้าแล้ว
เฮอะ ตนเองยังเอาตัวไม่รอดยังจะมีอารมณ์มาจับผิดคนอื่นอีก
หลินเสวี่ยจู๋ยกมุมปากขึ้นราวกับมีแผนการบางอย่างในใจ นางหยิบหินก้อนเล็กออกมาจากมิติอย่างรวดเร็วแล้วดีดออกไปในแนวเฉียง
“โอ๊ย!” ฮูหยินผู้เฒ่าร้องด้วยความเ็ป นางกุมหน้าผากแล้วย่อตัวลง
.............................