ตอนที่ 44 ลู่เฉียวปะทะ จงเสินไค
จงเสินไคยอดฝีมือันดับที่หนึ่งของสำนักที่สอง เป็นยอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นห้าปลายๆด้านพลังฝึกปรือยังเหนือกว่าลู่เฉียวที่อยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นสี่ปลายจากระดับแม้ดูต่างกันแต่ระดับชั้น แท้จริงความเข้มข้นปริมาณลมปราณต่างกันสุดเห็นหลังการที่จงเสินไคพ่ายแพ้สองครั้งล้วนเกิดจากจำใจ หากวัดพลังกันซึ่งหน้า เด็กหญิงทั้งสองที่ใช้ธนูย่อมไม่อาจทำร้ายคนผู้นี้ได้สักกระพรี้ ด้านวิชาเฉพาะตัว วิชากงเล็บพยัคฆ์ที่สร้างคลื่นสั่นสะเทียนความถี่สูงมุ่งทำลายเกราะป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงนับเป็นวิชาข่มเคล็ดวิชาสายป้องกันได้ดีทีเดียว
เด็กอ้วนร่างกลมลู่เฉียว เห็นท่าทางเดินตุ๊ต๊ะแต่ยามเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งกว่ารูปร่างมากมายนักวิชาบุปผาหวนคืนยิ่งเป็นยอดวิชาสายป้องกันที่โดดเด่น แม้จะมีระดับพลังด้อยกว่าช่วงชั้นใหญ่แต่ความสมบูรณ์ของพลังกลับเด่นกว่ามาก หากต่อสู้ยิ่งยืดยาวยิ่งได้เปรียบยิ่งการต่อสู้กับนักสู้ระยะประชิดหรือระยะใกล้ การถูกโจมตีเท่ากับสร้างพลังโจมตีและฟื้นคืนร่างกาย ได้ในครั้งเดียว
การต่อสู้ของเด็กชายทั้งสองนับเป็นการจับคู่ที่ลงตัว น่าชมอย่างมากไม่ด้อยกว่าคู่ประลองด้านธนูที่จะเริ่มหลังคู่นี้จบลงแม้แต่น้อยผู้คนที่ชมดูต่างเทความสนใจมาทางลานประลองที่สองจนแทบหมดสิ้น
“เจ้าว่าผู้ใดจะชนะ ระหว่างเจ้าอ้วน กับเจ้ามือโตนั่น”
“เด็กแซ่จงชนะแน่ นั่นคือผู้เยี่ยมยุทธรุ่นใหม่ที่มีระดับพลังสูงที่สุดหนึ่งในห้าของเมืองนี้เลยนะ” เสียงพูดคุยกันของเหล่าผู้ชมสร้างสีสันให้กับลานประลองเช่นนี้ทุกปี “เด็กอ้วนก็เก่งมากข้าเชียร์ให้เด็กนั่นชนะ”
ผู้ชมพูดคุยถกเถียงอย่างสนุกสนานแต่คู่ประลองทั้งสองหลังจากแสดงความเคารพต่อกันทั้งคู่ยืนนิ่งอยู่กับที่ไร้สำเนียงใดๆ เด็กอ้วนลู่เฉียวใช้ความคิดอย่างรวดเร็วว่าจะยอมแพ้ดีไหมเพราะถึงอย่างไรตัวเองก็ไม่อยากเข้าประลองอยู่แล้วแต่ก็ยังหวาดๆว่าหงส์เยี่ยจะเล่นงานหากไม่ยอมต่อสู้ ได้แต่โคจรพลังบุปผาหวนคืนขั้นสีทองเตรียมพร้อมตลอดเวลา
ด้านจงเสินไคหลังจากพ่ายแพ้ให้กับสองสาวน้อยความขุ่นข้องใจถูกสะสมจนเต็มเปี่ยมจนไม่อาจกระทบถูกได้ ควรรู้ว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งของสามสำนักแรกย่อมไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ต้องฝ่าฟันกับศิษย์ร่วมสำนักแทบเป็นแทบตายเพื่อให้ได้ซึ่งพลังโดดเด่นกว่าผู้อื่นทั้งยังต้องรับภาระกิจยากระดับสูงๆเพื่อรางวัลผลึกสวรรค์ที่ใช้ในการบ่มเพาะพลังลมปราณจำนวนมากด้วยผลึกสวรรค์ที่ได้รับแต่ละเดือนแม้จะเป็นสามสำนักระดับต้นยังได้เพียงเดือนละสามพันก้อนผลึกขั้นต่ำ ซึ่งจำนวนขนาดนี้ไม่เพียงพอที่จะขยับขั้นย่อยแม้แต่หนึ่งส่วนยิ่งหลังจากก้าวสู่ขั้นห้ากำเนิดพลังยิ่งต้องการผลึกสวรรค์ขั้นต่ำจำนวนมหาศาลแน่นอนว่าจงเสินไคที่มาจากตระกูลเก่าแก่เล็ก ๆต้องผ่านความลำบากอย่างสุดแสนจนเพราะสร้างความทรนงถือดีการพ่ายแพ้แก่เด็กหญิงสองคนย่อมสร้างรอยด่างพรอยให้กับชื่อเสียงที่เพียรสร้างมายาวนานเป็นใครจะไม่ หงุดหงิดได้อย่างไร
“เจ้าอ้วน เจ้าขยะสำนักที่ยี่สิบเอ็ด จงมาเป็นหินรองเท้าของข้าเสินไค ข้าจะต้องเป็นศิษย์หลักให้ได้”จงเสินไคเอ่ยเสียงต่ำ ร่างเริ่มย่อลงต่ำสองมือปรากฏถุงมือกงเล็บโลหะสีดำดูแหลมคมอย่างมาก
“ศิษย์พี่ ท่านอยากชนะ ข้าก็อยากแพ้แต่ยอมแพ้ไม่ได้ไม่งั้น..”เด็กอ้วนยิ้มขื่นชายหางตาไปมองหงส์เยี่ยที่ยืนกอดอกมองมาด้วยความหมายอย่ายอมแพ้นะเจ้าอ้วน“หากเจ้ายอมแพ้ เจ้าตายแน่” นี่เป็นเสียงเด็กหญิงที่กล่าวกับลู่เฉียวก่อนจะขึ้นลานประลองมา
“เช่นนั้นข้าจะมอบความพ่ายแพ้ให้เอง” จงเสินไคพุ่งวาบเข้าหากงเล็บกรีดวาดเป็นเส้นสายในอากาศดูน่ากลัวอย่างมาก
ลู่เฉียวเห็นจงเสินไคบุกเข้ามาก็คล้านจะเคลื่อนไหว วิชาบุปผาหวนคืนสร้างความมั่นใจอย่างมากแก่ตัวเองเพียงยืนต้านรับตรงๆราวกับไม่เห็นกงเล็บพุ่งเข้ามา
ปัง...พลังกงเล็บทะทวงผ่านปราการป้องกันราวกับทะลวงกระดาษบางๆพลังส่วนหนึ่งกรีดจนเสื้อที่เพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ขาดหวิ่นยังดีที่เด็กอ้วนมีปฏิกิริยารวดเร็ว เอี้ยวเท้าก้าวสัพขาถอยหลังเยื้องหลบไปหนึ่งก้าว ตบฟาดฝ่ามือเข้าหาอย่างเคยชินกับการต่อสู้กับลู่ชางที่ถนัดหมัดล่องหนผิดกันแค่ตอนนี้คู่ต่อสู้ถนัดด้านกงเล็บ
จงเสินไคส่งเสียงฮึมือขวาเปลี่ยนจากกงเล็บเป็นแทกศอกใส่กลางฝ่ามือจนลู่เฉียวต้องถอยไปสามก้าวเพิ่งหยุดเท้าลง พลังกงเล็บกรีดลงมาที่ขาอ่อน หากเกี่ยวถูกอาจต้องเสียขาได้เลยเด็กอ้วนขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ ขยับเท้าถอยหลังไปอีกครึ่งก้าวมือซ้ายกดไปที่ข้อมือเป็นการหยุดท่าฝ่ามืออย่างแยบยล
ฮ่า...จงเสินไคเปล่งเสียงคำหนึ่งพลังลมปราณระเบิดออกอย่างรุนแรงจนมือที่กดอยู่ของเด็กอ้วนดีดขึ้นสูงร่างอ้วนท้วนยังถูกยกลอยขึ้นแต่เด็กอ้วนชิงตบเท้าซ้ายลงพื้นสร้างแรงส่งจนร่างม้วนหลังถอยห่างไปห้าก้าวเพิ่งเงยหน้าขึ้น พลังกงเล็บไขว่กากบาทบรรลุถึงเบื้องหน้าไม่ยอมหยุดให้มีเวลาหายใจเด็กอ้วนถึงกับเริ่มอารมณ์คุกรุ่น โคจรพลังบุปผาหวนคืนขึ้นเต็มกำลัง ผลึกมารวมที่สองมือจนเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าอาศัยหลักสะท้อนพลังดีดพลังกงเล็บย้อนคืนสู่ผู้ใช้ด้วยพลังสูงกว่าเดิมเท่าตัว
ครืน...”โอบจันทร์กลืนดาว” จงเสินไคดวงตาเบิกโพลงเพิ่งเคยเจอการสะท้อนพลังกลับเช่นนี้เป็นครั้งแรกทุ่มเทใช้หนึ่งในไม้ตายออกมาต้านรับอย่างไม่ยอมแพ้
ตูม...พลังกงเล็บทั้งสองปะทะกันจงเสินไคใบหน้าแดงวูบร่างเซถอยหลังไปนับสิบก้าว ยังไม่ทันตั้งตัวติดเด็กชายอ้วนใบหน้าคร่ำเคร่งพลันปรากฏกายที่ด้านข้างราวกับภูตพรายถีบเข้าใส่สีข้างอย่างจัง
วูบ... เป็นลู่เฉียวที่ถีบผิดพลาดจงเสินไคใช้ท่าเท้าช่วยชีวิตนาม วงแหวนสี่ทิศวกกายไปด้านข้างอย่างพิสดารเตะใส่เด็กอ้วนดังตูม..ร่างกลมกลิ้งม้วนเป็นลูกบอลไปไกลหลายสิบเมตรภายใต้เกราะบุปผาหวนคืนการถูกหนึ่งเท้าไม่ต่างอะไรกับใช้นิ้วสะกิดไขมันเพียงรู้สึกคันๆหากแต่การถูกแตะกลับกลายเป็นกระตุ้นให้เด็กอ้วนโมโหจริงๆแล้ว
ร่างอ้วนที่กลิ้งอยู่พลันเลือนหายวูบ พริบตาเดียวปรากฏที่ข้างกายจงเสินไคกระพริบอีกที่ปรากฏด้านซ้าย กระพริบอีกทีปรากฏด้านหลังเด็กชายอ้วนอาศัยท่าเท้าประกายแสงปรากฏร่างรอบกายยอดฝีมืออันดับหนึ่งสำนักที่สองจนตาลาย ส่งเสียงคำรามด้วยอารมณ์โกรธกริ้ว ปลดปล่อยคลื่นลมปราณระดับกำเนิดพลังขั้นห้าสุดกำลังสร้างคมเขี้ยวกงเล็บไปรอบทิศความรุนแรงของกงเล็บดุร้ายแหลมคมจนแม้แต่พื้นลานประลองที่สุดแกร่งยังบังเกิดริ้วรอยที่ยากพบเจอนับร้อยเส้น
ลู่เฉียวแม้มีเกราะบุปผาหวนคืนแต่พลังกงเล็บพยัคฆ์กลับทะลวงผ่านเกราะป้องกันได้ ทำให้ยากบุกประชิดตัวได้ จำต้องถอยห่างไปนับสิบก้าวในสภาพเสื้อผ้าขาดยับเยินในตอนนี้ใบหน้าเด็กชายอ้วนไม่สนใจผลแพ้ชนะใดๆขอเพียงได้อัดเจ้าหยิ่งยะโสจังๆสักทีหนึ่งให้คลายความคับข้องใจร่างหยุดลงสายตาเหลือบไปมองหงส์เยี่ยครั้งหนึ่ง ก่อนร่างจะเลือนหายไป จงเสินไคยกยิ้มขึ้น กงเล็บทั้งสองข้างพลันเปลี่ยนรูปเป็นภาวะที่สองของอาวุธกงเล็บสีดำยืดยาวเกือบหนึ่งฟุต โลหะส่วนหนึ่งเปลี่ยนรูปห่อหุ้มไปถึงข้อศอกในภาวะที่สองของอาวุธ ส่งผลให้พลังโจมตี ความเร็วของกงเล็บเพิ่มขึ้นสองเท่าทันที
ครั้งนี้ลู่เฉียวปรากฏตรงหน้าจงเสินไคเกราะบุปผาหวนคืนสีทองจางๆกระพริบถี่ๆอย่างแปลกประหลาดฝ่ามือสองข้างมีลมปราณสีทองหมุนวนดูคล้ายลมหมุนขนาดย่อส่วนโคจรหมุนวนอย่างเร็วจี๋ฟาดออกมาเบื้องหน้าตรงลมปราณหมุนวนเล็กๆเพียงหลุดออกมาพลันขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วนเกิดเป็นขุมพลังขนาดใหญ่สองขุมครอบคลุมพื้นที่ห้าเมตรอย่างดุร้าย
จงเสินไคยอดฝีมืออันดับที่หนึ่งของสำนักที่สองหรี่ตาแคบลงกงเล็บพยัคฆ์ตอนนี้ได้เสริมพลังจนเต็มเปี่ยมเขี้ยวเล็บทั้งแปดมีริ้วพลังปราณพวยพุ่งออกมา แทงสองมือออกไปเบื้องหน้าคลื่นความถี่สูงสั่นสะเทือนแหวกลมปราณฝ่ามือทั้งสองแหวกไปเป็นช่องคมเขี้ยวดุร้ายแหวกผ่านม่านป้องกันสีทองปักใส่กลางอกลู่หานอย่างดุร้ายแม้แต่หงส์เยี่ยที่ยืนดูอยู่ยังต้องปกมือขึ้นปิดปากอย่างตระหนก แม้กฏการประลองห้ามฆ่าผผู้คนแต่หากถูกกงเล็บเสียบเข้าไปต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสอาจกระทบกับพื้นฐานพลังจนไม่อาจฝึกจนก้าวหน้าได้อีกทั้งชีวิตก็เป็นได้
“เจ้าอ้วน..” หงส์เยี่ยเปล่งเสียงดังลั่นออกมา
ฉึก...
กงเล็บคมยาวกระทบหน้าอกลู่ชางภายใต้ใบหน้าโหดเหี้ยมของจงเสินไคไม่มีแม้ความปราณีใดหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียวการพ่ายแพ้ต่อสองสาวและการที่ต้องต่อสู้อย่างยากลำบากกับเด็กอ้วนทำให้จงเสินไครู้สึกหมดหวังกับการถูกเลือกความคับข้องใจล้วนลงให้ลู่เฉียวผู้เดียว
ตึก...แทนที่จะได้ยินเสียงกงเล็บทะลวงเข้าเลือดเนื้อสมใจจงเสินไคกลับรู้สึกถึงแรงต้านมหาศาลดวงตาถึงกับเบิกกว้างมองร่างอ้วนท้วนสีทองจางกระพริบถี่เร็วชั่วพริบตากลับเปลี่ยนเป็นสีคราม กงเล็บที่ภูมิใจเพียงแทงเข้าไปได้เพียงสองหุนก็หยุดลงราวกับเผชิญกับโลหะที่แกร่งกร้าว จากนั้นมีพลังอันรุนแรงมหาศาลกระแทกสะท้อนกลับมา
ตูม... มือสองข้างถูกพลังดีดลอยขึ้นเหนือหัว ชั่วพริบตาที่เปิดช่องว่างที่หน้าอกปรากฏฝ่ามือข้างหนึ่งฟาดเข้ามา ลมปราณหมุนวนขนาดจิ๋วประทับใส่หน้าอกก่อนจะระเบิดพลังรุนแรงกระชากร่างจงเสินไคหมุนขึ้นบนฟ้าเสียงกระดูกแตกหักดังในโสตประสาทความรู้สึกราวกับอวัยวะภายในขดตัวบีบอัดจนจนต้องไอพ่นเลือดสีแดงสดออกมาเป็นลำยาวรอจนร่วงลงพื้นยังกลิ้งไปอีกหลายรอบ มานอนแผ่หลากับพื้นอย่างกับผักเน่ากองหนึ่งเลือดยังทะลักออกจากปากไม่หยุด จนกรรมการรีบเข้ามาช่วยเหลือใช้ลมปราณบริสุทธิ์ท่านทอดเข้าไปในร่างไม่ให้อาการทรุดหนักลงอีกก่อนจะมีทีมช่วยเหลือหลักขึ้นมารับช่วงต่อ นำร่างจงเสินไคลงไป ภายใต้ความเงียบงันทั้งพื้นที่การประลองต่อให้คาดหวังว่าจะมีม้ามืดเกิดขึ้น แต่การชนะอย่างเด็ดขาดต่อยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักที่สองยังดูเหลือเชื่อเกินไปอยู่ดีสำหรับการต่อสู้แบบเผชิญหน้าโดยตรงเช่นนี้ ไม่มีผู้ใดคิดว่าเด็กขยะจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดจะสร้างปาฏิหาริย์มาก่อนไม่นับหงส์เยี่ยที่เป็นนักสู้ระยะไกล
“ลู่เฉียวจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดเป็นผู้ชนะ”
เสียงประกาศผลการประลอง เรียกเสียงฮือฮาดังสนั่นยิ่งกว่าครั้งใดเงินพนันในวงใต้ดินถึงกับมีผลได้เสียอย่างถล่มทลาย กับอัตราหนึ่งต่อสิบบางคนถึงกับหมดตัวเลยทีเดียว
“ข้าชนะแล้ว...” ลู่เฉียวเดินลงจากลานประลองกล่าวกับหงส์เยี่ยที่ยังยืนนิ่ง มือทั้งสองกำแน่น
“ดี...” เสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นก่อนหมุนตัวกลับไปนั่งลงเพื่อรอการประลองอีกคู่ เพื่อขึ้นประลองกับเหลียงผิงอัน“เจ้าปิดบังพลังไว้จริง” เด็กอ้วนกำลังงุนงงกับท่าทีแปลกของหงส์เยี่ย เมื่อได้ยินประโยคท้ายใบหน้าถึงกับซีดลง รีบกล่าวอย่างอึกอักว่า
“ขะ ข้าเพิ่งบรรลุขั้นที่สองเมื่อกี้เองเจ้าก็เห็น...” เด็กอ้วนอธิบาย “ เจ้าเสินไคมันแทบเอาชีวิตข้าไปแล้วช่วงวิกฤติข้าถูกบีบคั้นจน...” ลู่เฉียวจำต้องหุบปากลงมือเมื่อจู่ๆหงส์เยี่ยลุกยืนอย่างเร็วเดินมาทางตนเอง เด็กอ้วนได้แต่ยิ้มแหยะอย่างอกสั่นขวัญหาย
อ๊าก....เสียงดังจากปากเด็กอ้วนที่นั่งกุมท้องอย่างเจ็บปวดส่วนผู้ที่ต่อยใส่ท้องอ้วนๆ เดินลิ่วไปที่ลานประลองรอบสุดท้ายเพื่อตัดสินอันดับหนึ่งกับศิษย์พรรคชั้นนำเหลียงผิงอันแล้ว
...........