เช่นนี้ยังถือเป็นศิษย์ครึ่งคนอีกหรือ? ซูฉางอันลองคิดในใจอย่างจริงจัง
นี่เป็นคำถามที่สลับซับซ้อนมากเขาไม่รู้ว่าเทียนจีถูกบดบังหมายความว่าอะไร และไม่รู้ด้วยว่าวาสนาของการเป็นศิษย์อาจารย์ที่อินหลีเซิงพูดมาคือสิ่งใดกันแน่เหตุใดถึงมีการรับศิษย์ผิดเช่นนี้?
อะไรคือวาสนาแห่งการเป็นศิษย์อาจารย์? ซูฉางอันคิดว่าเมื่อได้พบกัน ย่อมต้องมีวาสนาต่อกันหากต่อจากนั้นได้เป็นศิษย์อาจารย์กัน ย่อมหมายความว่ามีวาสนาแห่งการเป็นศิษย์อาจารย์ต่อกันด้วย
นี่ควรจะเป็นเรื่องง่ายๆ ทว่าเหตุใดเมื่อเกิดขึ้นกับอินหลีเซิงและเทียนจีเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ถึงกลายเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนไปได้?
ซูฉางอันไม่เข้าใจ และไม่อยากเสียเวลาคิดเรื่องพวกนี้ด้วย
เขาลองคำนวณในใจ หากไม่มีเทียนจี อินหลีเซิงอาจตายเพราะภัยแล้งที่เมืองโยวโจวไปตั้งแต่ตอนนั้นเมื่อลองมาคิดแบบนี้ ดูเหมือนเทียนจีจะช่วยชีวิตอินหลีเซิงเอาไว้
แต่ต่อมา เทียนจีกลับทำลายพลังทั้งหมดของอินหลีเซิงและไล่เขาออกจากสำนักเสียได้ เรื่องนี้ เป็นเทียนจีที่ผิดต่ออินหลีเซิง เหตุนี้ซูฉางอันจึงไม่อาจตัดสินในเวลาสั้นๆ ได้ ว่าระหว่างคนทั้งสอง มีพระคุณหรือความแค้นมากกว่ากันแน่
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้ามองชายชราตรงหน้าแล้วถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านเกลียดอาจารย์เทียนจีหรือไม่ขอรับ?”
“เกลียดหรือ? หากไม่มีเขา ข้าคงตายที่โยวโจวไปแล้วแล้วข้าจะเกลียดเขาได้เช่นไร?” ชายชราพูดระคนหัวเราะ
ซูฉางอันสำรวจชายชราอย่างละเอียดอยู่นานด้วยหวังจะวิเคราะห์ว่าคำพูดของเขาเป็นความจริงหรือเพียงโป้ปดกันแน่ แต่น่าเสียดายที่นอกจากความอารีและรอยยิ้ม ใบหน้าชราก็ไม่ปรากฏสิ่งอื่นให้เห็นอีกเลย
เขาเป็นคนที่ยากต่อการรับมือเสียจริง
ซูฉางอันคิดเช่นนั้นในใจ
เพราะที่แห่งนี้คือเมืองฉางอัน ดังนั้น ผู้ที่น่ากลัวจริงๆมิใช่คนที่แสดงความดีใจและอารมณ์โกรธออกมาโดยตรง อย่างอินซานโจ๋วกับตู้หงฉางในอดีตแต่อย่างใด
แต่ผู้ที่น่ากลัวอย่างแท้จริงเป็นคนที่มักจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มใบหน้าอยู่เสมอ แต่กลับไม่มีใครมองเจตนาที่แท้จริงของเขาออกต่างหากยกตัวอย่างเช่นหลงเซี่ยงจวิน และชายชราตรงหน้า
“เรื่องนี้เป็นอดีตแล้ว อย่าพูดถึงอีกเลย พวกเรามาพูดเรื่องของสำนักเทียนหลานแทนกันดีกว่า”ชายชราไม่สนใจคำถามลองเชิงของซูฉางอันสักนิด แต่กลับเฉไฉเปลี่ยนเรื่องแทน
ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบ พลันระเบิดความระแวดระวังขึ้นในหัวใจ
“เรื่องของสำนักเทียนหลานเช่นนั้นหรือขอรับ?” เขาถามเสียงต่ำ
“อืม เรื่องของสำนักเทียนหลาน” ชายชราพยักหน้า “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าตอนนี้สำนักเทียนหลานกำลังเผชิญสถานการณ์อันตรายเพียงไหน?”
ซูฉางอันพยักหน้าด้วยสีหน้าหนักอึ้งตอนนี้อวี้เหิงก็ตายไปแล้ว ไคหยางก็ไม่กลับมา เหลือเพียงทายาทรุ่นหลังเช่นเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ยังอดทนประคับประคองสำนักอย่างยากลำบากต่อไป แต่สำนักเทียนหลานกลับถูกรายล้อมและจับจ้องโดยฝูงหมาป่าเจ้าเล่ห์...แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ ไยต้องให้ชายชรามาบอกด้วย เขาลอบคิดในใจว่าหากชายชราต้องการจะขู่เพื่อขูดรีดผลประโยชน์ไปจากเขาด้วยเรื่องนี้ก็ดูจะใสซื่อเกินไปหน่อย เพราะเขาไม่มีทางยอมอยู่แล้ว
ทว่าชายชรากลับส่ายหน้า “เจ้าไม่รู้หรอก”
“หืม?” ซูฉางอันชะงักไป หรือชายชรากำลังหมายถึงสิ่งอื่น?
“บัดนี้ หากพิจารณาดู สำนักเทียนหลานก็มีสมาชิกเพียงสามสี่คนเท่านั้นสมดั่งคำที่ว่า แผ่นดินขาดผู้เป็นประมุขไปไม่ได้แม้แต่วันเดียว สำนักก็เช่นกัน” อินหลีเซิงกล่าวแบบนั้น
“ท่านหมายความว่า?” ซูฉางยังไม่เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของอินหลีเซิงอยู่ดี
“ที่แผ่นดินต้าเว่ยเป็นต้าเว่ยได้ ก็เพราะมีองค์จักรพรรดิปกครองอยู่รองลงมาก็เป็นขุนนางและยังมีประชาชนเป็นส่วนประกอบสุดท้าย ทั้งสามสิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ก็จะไม่ถือเป็นแผ่นดินอีก”
“สำนักก็เช่นกัน มีผู้ดูแลสูงสุดเป็นประมุข รองลงมาเป็นอาจารย์ และมีเหล่าศิษย์เป็นส่วนประกอบสุดท้ายสามสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เช่นกัน หากไร้ศิษย์ สำนักก็จะไร้ความหมาย หากปราศจากอาจารย์ศิษย์ก็จะไร้ความรู้ให้ศึกษา เมื่อเป็นเช่นนั้น สำนักก็ไร้ประโยชน์ ไร้คุณค่าและหากขาดผู้ดูแลสูงสุด สำนักก็จะวุ่นวาย ศิษย์ทั้งหลายไม่มีขอบเขตและกฎเกณฑ์คอยควบคุมหากมีศิษย์ที่คิดการชั่ว หรือประพฤติแย่ แล้วสำนักจะทำเช่นไรต่อไป?”
“ข้าได้ยินมาว่า ตอนท่านอวี้เหิงจากไป เขามอบสำนักเทียนหลานให้เจ้าเป็นผู้ดูแลโดยมีโหวเยน้อยแห่งตระกูลกู่และองค์หญิงเซี่ยโหวเป็นศิษย์ใช่หรือไม่? สำนักมีทั้งศิษย์และผู้ดูแลแล้ว แต่อาจารย์เล่า? อาจารย์ในเมืองฉางอันต้องมีพลังอยู่ในระดับสั่งฟ้าเป็นอย่างน้อย เจ้าหาคนที่มีพลังมากกว่าระดับสั่งฟ้ามาเป็นอาจารย์ได้หรือไม่?ในเมื่อไม่มี... หากเป็นตอนที่ท่านอวี้เหิงยังอยู่ย่อมไม่มีใครกล้าพูดอะไรอยู่แล้ว ทว่าบัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้องมีคนไม่น้อยเลยที่นำเรื่องนี้ไปโจมตีสำนักเทียนหลานเมื่อถึงตอนนั้น ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งสำนักอันดับหนึ่งแห่งเมืองฉางอันเลย ลำพังสำนักเทียนหลานจะดำรงสถานะสำนักต่อไปได้หรือไม่ก็เป็นปัญหาเสียแล้ว!”
ซูฉางอันนิ่งไปเล็กน้อย เรื่องเช่นนี้เขายังไม่เคยได้ยินมาก่อนเพียงแต่ เกรงว่าอินหลีเซิงคงไม่กุเรื่องขึ้นมาโกหกเขาเป็นแน่ เพราะนี่ก็ไม่ใช่ความลับอะไรเพียงเขาออกไปถามคนอื่นๆ ก็สามารถรู้ความจริงได้แล้ว
แต่ในเมื่ออินหลีเซิงยกปัญหานี้ขึ้นมา แสดงว่าเขาต้องมีวิธีแก้ไขแน่ๆ
ดังนั้น ซูฉางอันจึงถามออกไป“ท่านจะช่วยข้าหรือขอรับ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว” อินหลีเซิงเผยประกายรอยยิ้มขึ้นมากกว่าเดิมเขาชี้ไปที่ชายซึ่งกำลังนั่งกรอกเหล้าเข้าปากแก้วแล้วแก้วเล่าเบื้องล่าง “นั่นเป็นลูกชายข้าสามสิบกว่าปีก่อน ตอนฮูหยินของข้าให้กำเนิดเขา เป็นวันเดียวกับที่ข้าพบกระบี่เชียนซางเข้าโดยบังเอิญเหตุนี้ ข้าจึงตั้งชื่อเขาว่าอินเชียนซาง ลูกข้าไม่เก่งอะไรฝึกพลังมานานถึงสามสิบปีแต่กลับมีพลังอยู่ในระดับสั่งฟ้าเท่านั้นเขาอยู่ในอันดับที่สามสิบเก้าของอันดับผืนฟ้า จึงพอจะเป็นอาจารย์ของสำนักเทียนหลานได้อยู่แล้วยังมีมู่กุยอวิ๋น ศิษย์ของข้าอีกคน เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคุณชายซูมาโดยตลอดเช่นนั้นก็ให้เขาเข้าไปเป็นศิษย์ของสำนักเทียนหลานด้วยก็แล้วกัน หากเป็นเช่นนี้ สำนักเทียนหลานก็จะมีทั้งอาจารย์ทั้งยังมีศิษย์ที่เป็นอันดับหนึ่งในอันดับปฐพีอีก เช่นนี้ถึงจะสมเป็นสำนักอันดับหนึ่งหน่อย”
“เพียงแต่ ไม่รู้ว่าผู้ดูแลซูคิดเห็นว่าเช่นไร?”
หากบอกว่าซูฉางอันไม่สนใจข้อเสนอของอินหลีเซิงย่อมเป็นเรื่องโกหก ทว่าเขายังกังวลอยู่เล็กน้อย
เขาไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุใดอินหลีเซิงต้องช่วยตนหรือจะกล่าวอีกอย่างก็คือ ที่อินหลีเซิงให้ลูกชายของตน อินเชียนซางเข้าเป็นอาจารย์ในสำนักเทียนหลานเป็นเพราะมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงอยู่หรือไม่ เรื่องนี้ทำให้ซูฉางอันที่เคยถูกคนกันเองหักหลังมาหลายครั้งอดสงสัยไม่ได้
เขาพิจารณาเรื่องการกระทำของอินหลีเซิงอย่างละเอียดอีกครั้ง
นั่นทำให้คิ้วของเขาเริ่มขมวดมุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในสายตาของเขาการกระทำของอินหลีเซิงช่างย้อนแย้งเหลือเกิน
เขาช่วยซูฉางอันเรื่องของตู้หงฉางทั้งยังเรียกร้องค่าชดเชยจำนวนมากให้อีก สิ่งที่เขาทำ แม้จะทำให้ซูฉางอันกังวลใจแต่ก็ต้องยอมรับ ว่ามันทำให้เขารู้สึกดีกับคนผู้นี้แล้วจริงๆ แต่ต่อมาเขาก็ดันบอกเรื่องระหว่างเขากับเทียนจีออกมาอีก ซึ่งนั่นทำให้ซูฉางอันหวาดระแวงยิ่งกว่าเดิมแต่ในตอนจบ เขายังมาเสนอจะให้อินเชียนซางกับมู่กุยอวิ๋นเข้ามาในสำนักเทียนหลาน...
หากเขาไม่พูดเรื่องของเทียนจีหรือเปลี่ยนแปลงเรื่องราวอีกนิด บอกว่าเทียนจีมีพระคุณเคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้แม้ซูฉางอันจะไม่เชื่อใจเขาเต็มร้อย แต่อย่างน้อย เขาคงไม่ต่อต้านเรื่องที่จะให้คนทั้งสองเข้ามาในสำนักมากเช่นนี้แต่มาตอนนี้ สิ่งที่รู้มาทำให้ซูฉางอันกังวลใจมากทีเดียว
การให้อินเชียนซางเข้าร่วมสำนักเทียนหลานย่อมช่วยให้พวกเขาพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปได้ แต่ดั่งคำที่บอกว่านิมนต์พระเข้ามาง่าย แต่เชิญออกไปยาก คนบางคนเชิญเข้ามาง่าย แต่ยากจะขับไล่...เขากลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น หากวันนั้นมาถึงจริงๆ
“เหตุใดท่านต้องช่วยข้าด้วย?” ซูฉางอันคิดอยู่นานแต่ก็ยังตัดสินใจไม่ได้อยู่ดี อย่างไรเสีย เขาก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้นนี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญหน้ากับแผนร้ายต่างๆ ของเมืองฉางอัน ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะตื่นตระหนกหวาดระแวง และลังเลเช่นนี้
ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษมาตั้งแต่เกิด...
และไม่มีใครหนีความหวาดระแวงกับตื่นตระหนกพ้นด้วยเช่นกัน
เพราะนี่เป็นเส้นทางแห่งการเติบโตการเติบโต ย่อมต้องมีความหวาดกลัวคลอเคล้ากันไปอยู่แล้ว
ซูฉางอันก็เช่นกัน
เขาจำต้องก้าวเดินอย่างระมัดระวังจำต้องคิดถึงแผนการหรือจุดประสงค์ที่แท้จริงของอีกฝ่ายทุกครั้งที่ตัดสินใจ
แต่เขายังเด็กเกินไป เขายังมองคนไม่ออกจึงได้แต่ถามเพื่อหาคำตอบให้ตัวเอง แม้สิ่งที่ได้รับอาจไม่ใช่ความจริงแต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องถามออกไปอยู่ดี
ทว่าอินหลีเซิงกลับหัวเราะออกมาไม่ได้ตอบคำถามของซูฉางอัน
เขาเพียงจ้องเข้าไปในดวงตาที่แฝงด้วยความตื่นตระหนกและหวาดระแวงของเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วกล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ
“เจ้าไม่มีทางเลือก.... ไม่ใช่หรือ?”
ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบ เขากระจ่างแจ้งขึ้นในที่สุด
ชายชราพูดถูก
เขาไม่มีทางให้เลือกไม่มีทางให้ถอยอีกต่อไป