74 2-2
ตอนที่134 อสรพิษมหึมา (2)
เซียถงยังคงปั้นหน้างุนงงดั่งตกสู่ภวังค์ชายผู้นั้นหยุดมองจับจ้องใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบากระชับอ้อมแขนกอดกุมให้แน่นขึ้นเล็กน้อย และเอ่ยถามนางว่า
“เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
ทว่าก่อนที่เซียถงจะมีเวลามานั่งตอบจู่ๆ ทั้งสองก็พลันได้ยินเสียงคำรามลั่นสนั่นจากภาคพื้นอสรพิษมหึมาที่เพิ่งโดนสับลิ้นสองแฉกไปคายพิษสีเหลืองเหนียวหนืดพวยพุ่งออกมาจากปากกว้างของมันพ่นเข้าหาทั้งสองสาดยิงใส่
ชายผู้นั้นพาเซียถงเหาะเหินทะยานบินหนีไปทางทิศฝั่งขวาเพื่อหลบพิษร้ายเหม่อมองภาคพื้นดินที่ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปเซียถงถึงกับถลึงตาตกใจแทบหลุดจากเบ้าตัดสลับมองไปที่ชายผู้นั้นที่กำลังโอบอุ้มตนอยู่ด้วยตื่นตระหนกสุดขีด
การเหาะเหินบนเวหาได้ฟังว่าต้องอาศัยเพียงความแกร่งกล้าของลมปราณระดับชั้นจักรพรรดิครามฟ้าเท่านั้นที่จะสามารถบินบนนภา เหาะเหินร่อนเวหาได้ดั่งใจนึก!
จักรพรรดิครามฟ้า...ชายผู้นี้ที่นางมักจะชอบเตะผ่าหมากใส่ปรากฏว่าเขาเป็นถึง...ยอดปรมาจารย์ระดับชั้นจักรพรรดิปราณฟ้า!!
“ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจถึงตัวข้าจะหล่อเหลาเพียงใด แต่การที่อิสตรีอย่างเจ้าจ้องตาไม่กะพริบเช่นนี้เห็นทีจะเกินงามไปเสียหน่อย หากใครมาเห็นเข้าคงมิใช่เรื่องเหมาะสม คงตกใจสิท่าว่าใบหน้าภายใต้หน้ากาก แท้ที่จริงกลับหล่อเหลาดั่งเทพบุตรปานนี้?”
สังเกตเห็นว่าเซียถงมองหน้าตนเองตาไม่กระพริบชายผู้นั้นจึงส่ายหน้าอย่างหน่ายใจที่เกิดมาหล่อเหลา ทั้งยังลอบส่งยิ้มทรงเสน่ห์มอบให้
เซียถงเอาแต่จับจ้องไปที่อีกฝ่ายอ้าปากค้างเติ่งแต่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำทีแรกก็ตกใจในขุมพลังสุดแกร่งกล้าที่หมอนี่ครอบครองอยู่หรอก ทว่าตอนนี้พอเจอเข้ากับความหลงตัวเองของอีกฝ่ายเข้า นางถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
หรือเป็นไปได้ไหมว่า ระดับความแข็งแกร่งที่สูงขึ้นจะสอดคล้องกับระดับความมั่นหน้าที่สูงขึ้นตาม?
เห็นเซียถงอ้าปากค้างตื่นตะลึงต่อเนื่องชายผู้นั้นก็เอ่ยถามพร้อมทีท่าน้ำเสียงฟังดูหลงตัวเองมิใช่น้อยว่า
“เอ๋? หรือมองข้าตาค้างแข็งปานนี้ มิใช่ว่าแอบตกหลุมรักข้าเสียแล้ว?”
เขาปั้นหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยและกล่าวต่อว่า
“อืม...ก็นับว่ามีเหตุผลเพราะสำหรับบุรุษชายที่หล่อเหลาเฉกเช่นข้าแล้วคงมิใช่เรื่องผิดปกติอันใดที่เจ้าจะหลงเสน่ห์ ตกหลุมรักข้าแต่เจ้าอย่าได้ห่วงไปเลย รักข้าแล้วไม่มีผิดหวังแน่นอน!”
เซียถงที่ได้ยินแบบนั้นสีหน้าการแสดงออกพลันหมองหม่นลงในทันใด แทบอยากจะกระโดดเข้าปากอสรพิษให้ตายๆไปเสียก็ดี นางกระแอมไอเบาๆ ไปทีหนึ่ง ชักสายตาเบี่ยงหนีออกไปจากหน้าอีกฝ่ายโดยไวไฉนชายตรงหน้าถึงหลงตัวเองได้เกินขอบเขตขนาดนี้กัน? หากเลือกที่จะคุยกับอีกฝ่ายต่อ เกรงว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องชมตัวเองเป็นแน่แท้
ดูเหมือนว่าหลังจากที่ได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงภายใต้หน้ากากแล้วชายผู้นี้ก็ดูเปลี่ยนไปมิใช่น้อยเขามิได้แสดงท่าทีเย็นชาหรือจองหองต่อหน้านางดั่งแต่ก่อนอีกต่อไปคล้ายจะมีมนุษยสัมพันธ์มากกว่าเดิม
พอเห็นว่าเซียถงชักสีหน้ามองไปทางอื่นทำเป็นไม่ได้สนใจในตัวเองแล้ว เบื้องลึกในแววตาคู่นั้นของเขาก็เผยแววยิ้มแย้มเปี่ยมสุขออกมาเล็กน้อยนี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่เห็นเซียถงเผยทีท่าขวยเขินออกมาซึ่งนางในเวลานี้ดูน่ารักมาก
อสรพิษมหึมาถูกทิ้งร้างอยู่เบื้องหลังของทั้งสองพวกเขาตรงออกมาจนพบเข้ากับทุ่งหญ้าสีเขียวขจี และชายผู้นั้นก็นำร่างของเซียถงวางลงบนภาคพื้นดินอย่างประณีตเบามือ
“เจ้าชื่ออะไร?”
หลังจากที่ร่อนลงสู่พื้นเซียถงหันไปมองชายผู้นั้นและเอ่ยถามขึ้น
เมื่อได้ยินคำถามของเซียถงก็คล้ายกับว่า เผยปรากฏประกายแสงซ่อนเร้นแวบผ่านจากดวงตาของชายผู้นั้นระงับดับประกายแสงเหล่านั้นลงโดยไว เขายกมือทั้งสองข้างไพล่หลังแสร้งทำเป็นท่าทีลำพองอวดดี เปล่งเสียงกล่าวถามกลับไปอย่างหยิ่งผยองว่า
“บอกเจ้าไปแล้วกลับมีประโยชน์อันใด?”
ทันทีที่สิ้นเสียงกล่าวจบเขาก็เห็นเซียถงหมุนตัวกลับและจากออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่แยแสใดๆ
เอ่อ...ไม่เย็นชาเกินไปหน่อยรึแม่สาวน้อย?
สุดท้ายถึงกับระบายยิ้มขื่นออกมาอย่างช่วยไม่ได้ชายผู้นั้นวิ่งไล่ตามเซียถงไปทันที กล่าวขึ้นว่า
“เรียกข้าว่า อาหานก็ได้!”
อาหาน? ยอดปรมาจารย์ฟ้าประทานเฉกเช่นนี้ไฉนถึงมีชื่อที่ฟังดูธรรมดาสามัญเหลือเกิน? ทันทีที่ได้ยิน เซียถงตระหนักทราบโดยไวนี่จะต้องเป็นชื่อปลอมอย่างแน่แท้ แต่กระนั้นตัวเซียถงเองก็มิได้สนใจหรือเอ่ยถามซักไซ้ใดๆ ต่อ ไม่ว่าเขาจะมีชื่ออะไรหรือมีตัวตนที่แท้จริงเป็นใครมาจากไหน สุดแท้แล้วอีกฝ่ายก็มิได้เกี่ยวข้องใดๆกับนาง ส่วนที่ว่าเหตุผลที่เอ่ยปากถามชื่อออกไปก็เพราะนางเห็นว่าอีกฝ่ายยื่นมือช่วยเหลือตนอยู่หลายครั้งแล้วหากมิได้ถามชื่อเพื่อหาโอกาสตอบแทนบุญคุณสักครา คงเสียมายาทเกินไป
“เช่นนั้นแล้ว อาหานวันนี้ข้าต้องขอบพระคุณเจ้าเป็นอย่างยิ่งที่ช่วยเหลือ ในภายภาคหน้าข้าจะต้องหาโอกาสตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้แน่นอน”
เซียถงลดสถานะตนเองลงทันทีหนึ่งขั้นสำหรับเรื่องหนี้บุญคุณแล้วนี่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับตัวนางมากทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือนาง คนเหล่านั้นนับเป็นผู้มีบุญคุณทั้งนี้นางเองย่อมรู้สึกซาบซึ้งและให้เกียรติแก่อีกฝ่ายเป็นธรรมดาและสักวันใดวันหนึ่ง ย่อมต้องตอบแทนหนี้บุณคุณเหล่านี้อย่างเหมาะสมสมควรแน่นอน
อาหานมองหน้านางพลางคลี่ยิ้มตอบแต่มิได้ปริปากเอ่ยกล่าวอะไรออกมาสักคำทางฝ่ายเซียถงเองก็ปรายตาลอบสังเกตการณ์อีกฝ่ายเล็กน้อยเช่นกันพอเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ นางจึงหันหลังไปหาที่พักเงียบสงบสักแห่งหนหนึ่งนั่งไขว่ห้างขัดสมาธิพร้อมหลับตาลงและเริ่มดูดซับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดินจากทั่วบริเวณนั้นโดยเร็วเหตุการณ์เมื่อครู่ที่นางต้องโรมรันพันตูกับอสรพิษมหึมาตนนั้นทำเอาพลังลมปราณภายในร่างกายของนางเหือดแห้ง มือไม้ไร้เรี่ยวแรงไปหมด
เห็นว่าเซียถงกำลังนั่งบำเพ็ญตบะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลอาหานก็นั่งพักผ่อนอยู่แถวนั้นดวงตาเรียวยาวคู่แหลมของเขายังคงจับจ้องนางไม่คลายอ่อนมุมปากเผยร่องรอยอมยิ้มผุดขึ้นบางๆเซียถงในเวลานี้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและมีความระมัดระวังสูงมากอนึ่งอาจเป็นเพราะจำต้องนั่งบำเพ็ญตบะต่อหน้าเขา หรืออาจเป็นเพราะนางต้องการฟื้นคืนพลังโดยเร็วที่สุดในเวลานี้ แต่ในทางตรงกันข้ามสิ่งนี้ก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว นางกำลังอ่อนแอมากเพียงใด
พอคิดได้เช่นนั้นรอยยิ้มที่ประดับประดาบนใบหน้าของอาหานก็ยิ่งเด่นชัดยิ่งขึ้น ก่อนที่จะค่อยๆละสายตาออกมาและกวาดสำรวจโดยรอบสถานที่แห่งนี้แทน
แม้นี่จะเป็นโลกที่ถูกสร้างขึ้นจากภาพมายาสักแขนงหนึ่งแต่พลังวิญญาณแห่งฟ้าดินในที่แห่งนี้กลับความหนาแน่นค่อนข้างเข้มข้นและอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งและก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพราะใช้เวลาเพียงไม่นานเกินรอศักยภาพร่างกายของเซียถงก็ฟื้นคืนขึ้นมาเต็มพิกัด แต่ภายในห้วความคิดของนางกลุ่มแสงสีม่วงยังคงทอแสงกะพริบอยู่เป็นครั้งคราวเสี่ยวฮั่วยังคงอยู่ในสภาวะนอนหลับไม่ได้สติ หรือยังมีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ว่าเพราะตัวนางในขณะนี้อยู่ในห้วงมิติมายาระหว่างโลกความเป็นจริงและภาพลวงตาส่งผลให้เสี่ยวฮั่วไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้
ในเมื่อเซียถงไม่สามารถเอาชนะอสรพิษมหึมาตนนั้นได้ดังนั้นตอนนี้ นางจำเป็นจะต้องเสาะหาวิธีออกจากห้วงมิติมายาแห่งนี้แทน
ขณะครุ่นคิดวางแผนอย่างตั้งอกตั้งใจจู่ๆ นางก็พลันสัมผัสได้ถึงสายตาแสนเร่าร้อนคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมาทางนี้เซียถงเปิดเปลือกตาขึ้นมาในบัดดล หันไปหาต้นทางที่รู้สึกสัมผัสถึงได้ก่อนจะสบเข้าให้กับสายตาคู่เฉียวคมของอาหานโดยตรง
ถึงแม้จะเห็นแล้วว่าเซียถงลืมตามองมาทางนี้แต่สายตาคู่นั้นของอาหานยังคงจับจ้องตาไม่กะพริบ แถมยังเผยให้เห็นแววความเร่าร้อนปะทุเดือดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย สาวงามนั่งไขว่ห้าง บรรยากาศรอบกายรายล้อมไปด้วยไอหมอกสีจางอ่อนทั้งดูเบาบางและนุ่มนวลแต่เดิมใบหน้าซีดเผือดไร้เลือดหล่อเลี้ยงทว่ายามนี้กลับกลายมาเป็นสีแดงระเรื่อเนื่องจากร่างกายที่ฟื้นตัวเต็มที่เสมือนใบหน้าอันงดงามได้บานสะพรั่งขึ้นอีกครั้งนางสวยจนไม่สามารถละสายตาออกมาได้เลยจริงๆ