ตอนที่หนึ่งร้อยห้า Aftermath 3
เรื่องอีกอย่างที่ทำให้ผมหงุดหงิดคือ
ผมใช้คาถา
Message
ส่งคาถาไปสามที่คือวินเดรียที่คุมองครักษ์คุณเวเนียร์เจ้าของคอกม้าธรรมดา และสาวกิลด์นักผจญภัย
ได้พบว่าวินเดรียมีประโยชน์มากที่สุด
และคุณเวนียร์ที่เดินทางมานั้นได้เผาทำลายแวมไพร์ที่เหลือด้วยความสามารถสุดโกงของเขาโดยผมไม่ต้องเหนื่อย
แต่สาวกิลด์และพวกนักผจญภัยกว่าจะมาถึงนั้นก็ช้ามากๆ
เรียกว่าหากผมเชื่อใจว่าพวกเขาจะมาถึงทันเวลาที่จะช่วยผมได้แบบพระเอกโชวเน็น
ผมคงเสียชีวิตไปแล้ว
นี่คือข้อเสียของการที่เราอยู่ในดลกของการที่การต่อสู้หนึ่งเทิร์นนั้นผ่านไปประมาณหกวินาที
เรียกว่าเราจะสู้กันจบไวมากตามเวลาในโลกนั้นแม้เราอาจจะเถียงกันทั้งคืนในโลกแห่งความเป็นจริงตอนที่เล่นเกมส์ก็ตาม
และอาจจะเพราะนิสัยของบียอนเดอร์ด้วยที่หวาดกลัวโลกใบนี้และทุกสิ่งที่อยู่รอบตนเอง
ทำให้พวกบียอนเดอร์จะทำทุกอย่างเพื่อจบการต่อสู้โดยเร็วที่สุด
มันคือนิสัยที่ห้ามกันไม่ได้แบบเดียวกับที่คนเลเวลเกินยี่สิบชอบไปใช้ชีวิตแบบพระเอกอิเซไคสโลไลฟ์อย่างคุณเวเนียร์นี่ล่ะ
คุณเวเนียร์ชูมือครั้งหนึ่งก็สามารถเผาซากร่างที่เหลือของแวมไพร์ได้อย่างหมดจด
“ไง ดังใหญ่แล้วนะไอ้หนุ่ม”
คุณเวเนียร์กล่าวทักทายผมที่กำลังอธิบายว่าวิญญาณเราจะโดนทรมานในนรกโดยปีศาจอย่างไรหากเราตกไปในนรกให้กับพวกทหารยามที่สนใจ...เอ่อหนีไม่ทันฟัง
“ขอบคุณที่ช่วยครับคุณเวเนียร์”
คุณเวเนียร์พยักหน้า
“ข้าก็มาอย่างเร็วที่สุด และ”
คุณเวเนียร์ชี้ไปทางศพของพวกผู้ถือคบเพลิง
“ไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไปครับท่านต่อให้เวลามีชีวิตเขาทำอะไรไป เวลาตายไปก็ถือว่าสิ้นสุดลงแล้ววิญญาณของพวกเขาจะได้ไปอยู่กับเทพเจ้าไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของเนโครแมนเชอร์หากเราประกอบพิธีศพให้กับพวกเขาให้เรียบร้อย”
คุณเวเนียร์จ้องคัลสักพักหนึ่งก็พยักหน้า
“ถ้าคิดอย่างนั้นก็ดีแล้ว”
คัลถอนหายใจ
“ขอความเรื่องหนึ่งครับคุณเวเนียร์”
“ฟู่ อะไรหรือ”
เวเนียร์พ่นควันไปบนฟ้าย่ามค่ำคืนสีหน้าเหม่อลอย
“ท่านคงไม่ใช่คนที่เรียกผู้ถือคบเพลิงมาที่เมืองนี้หรอกนะครับ?”
คุณเวเนียร์ที่คาบไปป์ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ายอมรับ
“เจ้านี่ไหวพริบดีจริงนะใช่แล้วพวกเขามีหน้าที่จัดการกับพวกสิ่งมีชีวิตยามราตรี แต่พวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับพวกเขาข้าจับตาดูเมืองนี้อยู่...แต่ก็เป็นข้ออ้างล่ะนะ ข้าไม่ได้อยากยุ่งอะไรกับพวกรุ่นหลังแล้วจะเรียกว่าข้ารีไทร์แล้วก็ได้ ฟู่”
“ถ้าแค่นั้นก็ดีแล้วครับท่านผมไม่อยากจะสู้กับท่านหากเกิดความขัดแย้งกับผู้ถือคบเพลิงหรอก”
คัลกล่าวอย่างปลงตก
เวเนียร์ส่ายศีรษะ
“แต่ละกลุ่มนั้นมีการทำอะไรตามแบบของตนเองบางคนนับถือโซลผู้ให้แสงสว่างและความอบอุ่น บางคนนับถือโซลแบบผู้ที่กำจัดความมืดหากเราเดินไปในเส้นทางหนึ่งมากเกินไป เราจะหลงไปในเส้นทางนั้นโดยไม่รู้ตัว”
คุณเวเนียร์กล่าว
คัลพยายามหลบเลี่ยงการมีความขัดแย้งกับเทพเจ้าเสมอมาเพราะแค่ครอมเทพที่เขานับถือคนเดียวก็ยากที่จะรับมือพอแล้ว
ไม่แปลกที่การนับถือเทพองค์เดียวจะเป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะเราไม่จำเป็นต้องจำว่าเทพองค์นั้นชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร
มีอะไรเป็นวันศักดิ์สิทธิ์มีข้อห้ามการใช้อาวุธระยะไกลไหม?ฯลฯ
การนับถือเทพองค์เดียวนั้นสบายสมองกว่ามากๆ