อลิสาพาขึ้นรถเก๋งมิตซูบิชิแลนเซอร์สีน้ำเงินเข้มที่โหลดเตี้ย แต่งท่อไอเสียขนาดใหญ่ครางเสียงกระหึ่ม สปอยเลอร์หลังยกสูง สไตล์การขับซิ่ง ซิกแซกแซงไปมาจนน่าหวาดเสียว จังหวะที่ติดสี่แยกไฟแดงก็จอดจนกันชนหน้ารถเจียนจะจูบท้ายรถคันข้างหน้าอยู่ร่ำไป ราวกับอลิสาต้องการแสวงหาความตื่นเต้นท้าทายอยู่ตลอดเวลา ลำโพงกำลังบรรเลงเพลง I’ wll always love you ของ Whitney Houston สาวลูกครึ่งคนขับร้องแบบฮัมครึ่งเสียงแข่งกับต้นฉบับที่แผดพลังเสียงเต็มที่ ถึงกระนั้นก็ยังร้องได้ตรงคีย์และเก็บรายละเอียดการสั่นเสียงได้อย่างครบถ้วนราวกับมืออาชีพ หนังสือเรื่องสัญญาประชาคม ของรุสโซ และวอลเดนของ เฮนรี่ เดวิด ธอโร ที่วางอยู่เหนือเบาะหลังใกล้กระจก ไถลจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งตามแรงเหวี่ยง คนขับดูใส่ใจกับการร้องเพลงจนแทบไม่สนใจท้องถนนทั้งที่ตัวเองกำลังซิ่งปาดรถไปมา ขาลดูที่นั่งอยู่ข้างคนขับปล่อยตัวตามสบาย เปิดกระจกสูดจมูกฟึดฟัดสลับกับเหลียวตามองชมทิวทัศน์อย่างปล่อยอารมณ์ (น่าจะเป็นการเฝ้าระวังการถูกซุ่มโจมตีโดยนักลวงจิตระหว่างทาง) ในขณะที่ธารานั่งเกร็งเล็กน้อยเพราะการขับรถอันหวาดเสียว คาดเข็มขัดนิรภัยให้ธันยาที่ยังไม่ได้สติ นอนพริ้มตาหลับคอพับ ธาราสอดแขนมาโอบไหล่เพื่อเป็นการหนุนคอให้อีกฝ่ายไปด้วยในตัว
รถเคลื่อนสู่อุโมงค์ลอดใต้ทางด่วน ความเร็วไต่ขึ้นเกินร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เครื่องเล่นขึ้นเพลงใหม่เป็น Only time ของ Enya อลิสาถือพวงมาลัยมือเดียวเหลือบตามองกระจกมองหลังแล้วถามขึ้น “น้องชื่ออะไร”
“ธาราครับ” เด็กหนุ่มตอบ มองสบตาอีกฝ่ายผ่านกระจก
“ยังไม่เข้าใจการใช้พลังของตัวเองสินะ” อลิสาพูดเปรย
“ครับ” ธารารับคำอย่างลังเล อีกฝ่ายยังคงสถานะไม่แน่นอนแบบกึ่งมิตรกึ่งศัตรู
“ปล่อยไว้แบบนี้เสียของมาก” อลิสาพูดพลางถอนหายใจ “ไม่เคยรับการฝึกแต่ระเบิดพลังได้เยอะขนาดนี้ นักหลอนประสาทบางคนฝึกมาทั้งชีวิตก็ยังต้านพลังฉันไม่อยู่ วันนั้นเธอต้านได้อย่างสูสีเลย และพลังที่ระเบิดเมื่อกี้ก็ดูจะรุนแรงขึ้นกว่าครั้งนั้นด้วย”
“ต้องขอบคุณน้องธารานะ” ขาลพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน “ถ้าไม่ได้พลังของน้องพังระบบซ่อนตัว พี่ก็หาพวกอาร์เคลาไม่เจอ สายเราเพียงระบุพิกัดให้ได้แบบคร่าวๆ แค่นั้น” อารมณ์ขณะเรียก “พวกอาร์เคลา” ตอนนี้กับ “ไอ้พวกลูกหมา” ตอนเผชิญหน้าต่างกันคนละขั้วจนน่าประหลาด
“ฝ่ายน้องมีทรัพยากรดีๆ เยอะ แต่ใช้ทิ้งขว้างไม่เกิดประโยชน์” อลิสาออกความเห็น “พี่เข้าใจว่าแฟนและญาติของน้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเรา แต่พี่ก็อดชวนน้องไม่ได้ อยู่กับฝ่ายนั้นน้องอาจจะอุ่นใจ แต่ถ้าอยู่กับฝ่ายพี่น้องจะได้เอาศักยภาพของตัวเองออกมาใช้ได้เต็มที่ หลังจบวิกฤติไคโยเต้แล้ว ก่อนเลือกฝ่ายก็คิดดูดีๆนะ อุดมการณ์ของฝ่ายเราน่าสนใจกว่าเยอะ”
“เลือกฝ่ายพี่แล้วผมต้องไปสู้กับครอบครัวผมเอง ไม่ล่ะครับขอบคุณ” ธาราบอกปัดทันที
“ช่วงวิกฤติการณ์ไคโยเต้ เราทั้งสองฝ่ายไม่อนุญาตให้มีการดึงคนใหม่มาสังกัดเพิ่ม” อลิสาอธิบาย “แต่พี่เสียดายน้องจริงๆ เลยต้องจีบไว้ก่อน น้องเป็นคนมีพรสวรรค์คนหนึ่ง แถมสูงและหน้าตาดีอีกด้วย”
“ข้อหลังคือเหตุผลหลักที่จีบเลยใช่มั้ย” ขาลแซวยิ้มๆ
“การทำงานก็ต้องมีอะไรเสริมแรงจูงใจทางบวกบ้าง อย่างเช่น เพื่อนร่วมงานที่มองดูแล้วกระชุ่มกระชวย” อลิสาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อย่างพี่ดูแล้วกระชุ่มกระชวยขึ้นบ้างมั้ย” ขาลถามอย่างขำๆ
“ดูแล้วหม่นหมองมากค่ะพี่ขาล โดยเฉพาะเวลาพี่ทำเละแล้วน้องต้องสะกดให้คนนอกแถวนั้นมาช่วยเก็บกวาด”
“ขอโทษจริงๆ พี่จะพยายามคุมสัตว์ป่าในตัวให้เชื่องนะ” ขาลยอมรับ
“ก่อนน้องจะเลือกฝ่ายก็ลองคิดถึงฝั่งนี้สักนิดนะ” อลิสาแนะนำธารา
“ผมไม่เปลี่ยนใจหรอกครับ” ธารายืนยัน
“อาจจะเปลี่ยนใจถ้าเธอได้รู้เกี่ยวกับเทพวารีมากขึ้น ในส่วนที่อีกฝ่ายปิดบังไม่คิดจะเล่า ทางเราพร้อมจะเล่าให้น้องฟัง”
นัย์ตาของธาราเบิกกว้างด้วยความสนใจ “ได้โปรดเล่าให้ผมฟังได้มั้ยครับ”
“เป็นหนึ่งในความลับของฝ่ายเรา เอาไว้วันหนึ่งพี่จะเล่าให้ฟัง หลังจากฟังแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ว่าจะเลือกฝ่ายไหน ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างจะเป็นการตัดสินใจของน้องเอง ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนพี่สะกดจิตให้เลือกแต่อย่างใด”
แม้ธาราจะอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของเขาใจจะขาด แต่ก็ได้แต่เม้มปากและพยักหน้าอย่างยอมรับ จากนั้นเปลี่ยนเป็นถามว่า “แม่ผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดวิกฤติไคโยเต้เหรอครับ ทำไมพวกมันต้องการตัวผม”
อลิสาหัวเราะหึๆ ตอบว่า “พวกอาร์เคลารับคำสั่งให้รีบลักพาตัวลูกชายเทพวารีก่อนพวกพี่จะไหวตัวทัน น้องคิดว่าเกี่ยวมั้ยล่ะคะ”
“ใกล้จะเข้าบิวสิเนสปาร์คแล้วนะ” ขาลเตือนอลิสา
อลิสาพูดว่า “พี่ขอล่วงเกินน้องหน่อยนะคะ ฐานทัพของพวกพี่จำเป็นต้องปกปิดเป็นความลับ พี่ไม่อยากบอกว่าน้องสองคนเป็นตัวประกัน แต่ถือว่าเป็นแขกที่ถูกจำกัดบริเวณนะคะ”
ไม่ทันที่ธาราจะถามอะไรต่อ อลิสาเทียบรถจอดข้างถนนก่อนจะหันมาแผ่กระแสพลังจิตใส่ธารา
ไม่ใช่การหลับแล้วตื่นขึ้นอีกที แต่เหมือนเหตุการณ์ชีวิตถูกตัดไป รู้ตัวอีกทีก็อยู่ในห้องที่ผนังก่อตัวจากไม้ทาสีเขียวเทอร์คอยน์ มีเตียงนอน โต๊ะอ่านหนังสือ โทรทัศน์ตั้งอยู่บนชั้นไม้ตรงข้างเตียง ผนังปูนด้านหลังชั้นวางโทรทัศน์ตีกั้นเป็นห้องน้ำไว้ มุมหนึ่งของห้องมีโต๊ะไม้วางกระติกทำน้ำร้อน แก้วสองใบและซองกาแฟพร้อมชงซองเล็ก ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดขึงตึงเรียบร้อย เตียงเดี่ยวขนาดสองคนนอนด้านหนึ่งธันยายังจมอยู่ในห้วงนิทรา เพียงแต่ลมหายใจผ่อนเป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ดูผ่อนคลายไม่เหมือนคนที่เพิ่งถูกทารุณกรรมทางกายและใจมาก่อน ลักษณะของตัวห้องเหมือนรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ความรู้สึกภาพตัดทำให้ธารารู้สึกงงงวยเล็กน้อย เอามือคลำใบหน้าตัวเองเพื่อให้แน่ใจขึ้นว่าตอนนี้อยู่ในโลกความเป็นจริงอยู่
เสียงเคาะบานประตูไม้ดังขึ้น ธาราชั่งใจครู่หนึ่งก่อนจะเดินไปเปิดประตูไม้ด้านหน้าห้อง ผู้ที่เคาะคืออลิสา ยามนี้เธอสวมแว่น เสื้อกล้ามสายเดี่ยวสีดำที่ขับเน้นทรวดทรงเว้าโค้งกระชับแข็งแกร่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผิวขาวสว่างตัดกับสีเสื้ออย่างชัดเจน เสื้อลอยขึ้นเผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบที่ร่องกล้ามท้องสองข้าง เธอยิ้มให้กับเด็กหนุ่มตามมารยาท สีหน้ายังไม่แสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมาเท่าใด
“คืนนี้น้องสองคนนอนที่นี่ก่อนนะคะ พี่กะขนาดตัวแล้วให้คนไปซื้อชุดนอนให้แล้วค่ะ ขาดเหลืออะไรก็บอกได้นะ ถือซะว่าเปลี่ยนบรรยากาศมานอนรีสอร์ต”
ธาราพยักหน้า สังเกตบรรยากาศข้างนอกห้องที่ม่านราตรีปกคลุมฟ้า ห้องที่เขาอาศัยตั้งอยู่บนชั้นสองของตัวบ้าน มีบันไดทางลงอยู่ด้านหน้าตัวบ้าน บริเวณลานด้านหน้าถนนลาดยางซึ่งปลูกต้นไม้ไว้เรียงรายอยู่ขนาบสองข้าง มองไกลออกไปเป็นสะพานข้ามสระน้ำเล็กๆ นำข้ามฟากไปสู่ศาลาริมน้ำซึ่งน่าจะเป็นโรงอาหารและสถานที่จัดกิจกรรมเช่นงานแต่งงาน ถัดออกไปจากศาลริมน้ำไม่ไกลคือสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ซึ่งกำลังก่อเค้าโครง ธารามองสิ่งก่อสร้างนั้นด้วยความสนใจ
“กำลังจะสร้างร้านกาแฟกับห้องสมุด” อลิสาตอบให้ “ห้องสมุดนี่พี่เป็นคนร้องขอคุณโอภาสเอง ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะยอมสร้างมันจริงๆ”
คุณโอภาสน่าจะเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้ ธาราคิดว่าที่แห่งนี้คงเป็นฐานทัพกบดานของอลิสา ขาล และพวกพ้องคนอื่นๆ อลิสาบุ้ยปากไปยังธันยาที่นอนอยู่ “ไม่ต้องห่วงแฟนน้องนะ พี่ให้ผู้เยียวยาของเราช่วยเอาไว้แล้ว ที่เธอถูกพวกอาร์เคลาทรมานจะไม่สร้างประสบการณ์ฝังใจใดๆ ทั้งสิ้น เธอจะแทบไม่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อกี้เลย ถึงนึกความรู้สึกที่มีต่อมันก็เจือจางแล้ว”
“ขอบคุณมากครับ” ธาราค้อมศีรษะ แม้ภายหน้าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามแต่ก็ยังอดซาบซึ้งในการช่วยเหลือไม่ได้ และหากว่ากันตามตรง ถ้าไม่ได้อลิสากับขาลช่วยไว้ แฟนสาวของเขาคงมีสภาพที่ย่ำแย่ไปแล้ว
“ผมเป็นหนี้บุญคุณพวกพี่” ธาราพูด
“ไม่หรอก” อลิสาโบกมือ “พี่ช่วยในนามองค์กรฝ่ายตัวเอง ซึ่งพวกพี่ได้ผลประโยชน์ในการต่อรองอยู่แล้ว อย่านับบุญคุณกับพันธมิตรชั่วคราวจะดีกว่า วันหน้าฆ่ากันจะได้ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจ”