จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

เล่มที่ 5 ตอนที่ 138 ข้าน้อยหลี่โหย่วฉาย

        ทุกคนต่างตกตะลึงแม้แต่ฉินอวี่ก็ยังต้องหันกลับไปมองทางที่มาของเสียง

        นึกไม่ถึงว่าแค่ถูกคนเข้าใจผิดแต่กลับกลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจได้

        ภาพที่เห็นในตอนนี้คือคนคนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากฝูงชน คนผู้นี้มีอายุราวยี่สิบปีมีหน้าผากโหนกยื่นออกมา เส้นผมสีม่วงบนศีรษะดูกระจัดกระจายมีพลังงานและความกระฉับกระเฉงอยู่ระดับหนึ่ง ดวงตาทั้งคู่มีสีม่วงเมื่อมองผ่านดวงตาคู่นั้นเข้าไปกลับรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างของสายฟ้าเปล่งประกายอยู่ในส่วนลึก

        ฉินอวี่ตกตะลึงอยู่ในหัวใจนี่คือร่างอสุนีลึกลับที่แท้จริงและยังเป็นสายเลือดแข็งแกร่งที่เกี่ยวข้องกับสายฟ้าบางชนิด

        เมื่อเทียบกับร่างอสุนีลึกลับของตนเองแล้วชายหนุ่มคนนี้มีความแข็งแกร่งในด้านของสายฟ้ามากกว่า เพราะนี่คืออำนาจโดยธรรมชาติ

        เพียงแต่เมื่อรู้สึกว่าชายหนุ่มคนนี้กำลังชำเลืองมองหอกศึกในมือ ฉินอวี่ก็แอบถอนหายใจดูเหมือนจะมีเจตนาร้ายแน่นอน

        “เจ้าเป็นใคร? จึงกล้าสวมรอยเป็นคนตระกูลเหลยของตี้หวัง?”ชายหนุ่มคนนี้เดินออกมาจากฝูงชน ตรงเข้ามาเบื้องหน้าของฉินอวี่และพูดอย่างเย็นชา

        ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบด้านต่างมองมายังชายหนุ่มผมสีม่วงนึกไม่ถึงว่าจะมีคนตระกูลเหลยของตี้หวังโผล่ออกมาจริงๆ

        อย่างไรก็ตามในอดีต หลังจากตี้หวังแห่งตระกูลเหลยซึ่งเป็นหนึ่งในสองตี้หวังผู้ยิ่งใหญ่ได้เสียชีวิตในสนามรบตระกูลของเขาก็ไปตั้งถิ่นฐานเก็บตัวอยู่ในเขตเหลยถิงทางตะวันตกสุดของแดนต้าโหมวเทียนและน้อยนักที่จะได้ยินชื่อของตระกูลเหลยของตี้หวัง แต่กลับไม่นึกเลยว่าครั้งนี้จะมีคนออกมายังโลกภายนอก

        ผู้ฝึกตนจำนวนมากที่อยู่โดยรอบต่างครุ่นคิดอย่างนิ่งเงียบตระกูลเหลยออกมาภายนอกเช่นนี้ จะบ่งบอกอะไรกันแน่? เป็นไปได้หรือไม่ว่า...หลังจากติดอยู่ที่นี่นานนับไม่ถ้วนในที่สุดก็สามารถโจมตีค่ายกลอันน่ากลัวนั่นได้แล้วหรือ?

        ชายหนุ่มที่ดูโหดเหี้ยมและสยงถูกลับไม่คิดอะไรมากโดยเฉพาะสยงถู เดิมทีคิดว่าตนเองได้ล่วงเกินตระกูลเหลยของตี้หวังแต่กลับนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะไม่ใช่ตัวจริง และในตอนนี้ตระกูลเหลยของตี้หวังตัวจริงได้ปรากฏตัวขึ้น...เช่นนี้ก็คงมีเรื่องสนุกให้ดูกันแล้ว

        ส่วนทางหวังจงและหลิวเจ๋อต่างนิ่งผงะไปด้วยความตกตะลึงหวังจงพยายามสงบสติอารมณ์ไว้อย่างดีที่สุด แต่หลิวเจ๋อก็เกือบจะตกใจหมดสติไปกับ‘ตระกูลเหลยของตี้หวัง’

        ฉินอวี่มองไปยังชายหนุ่มผมม่วงและนำหอกศึกเก็บกลับเข้าไปในวงแหวนมิติ พลางพูดว่า “ข้ายังไม่ได้พูดเลยนะว่าข้าคือ...”ฉินอวี่ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกชายหนุ่มผมม่วงพูดขัดจังหวะ “ช้าก่อนสหายเหตุใดเมื่อพบข้าแล้วจึงต้องเก็บหอกศึกเล่มนั้นด้วย? หรือมีเรื่องอะไรที่ไม่สามารถบอกใครได้?”

        “ตระกูลเหลยของตี้หวัง ก็แค่นี้เอง” ฉินอวี่เยาะเย้ยในใจเหลือบมองไปทางชายหนุ่ม และพูดอย่างเฉยเมย “ไม่สามารถบอกใครได้หรือ? อาวุธของข้า ข้าอยากจะเก็บไม่ได้หรือ ของของข้า ต้องขออนุญาตเจ้าด้วยหรือ?”

        “ไม่ต้องอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าข้ามองเห็นรอยประทับของตระกูลข้าบนหอกศึกของเจ้า หอกศึกนั่นอาจจะเป็นหนึ่งในอาวุธของตระกูลข้าที่สูญหายไปเมื่อหลายปีก่อนขอสหายนำออกมาเถอะ” ดวงตาสีม่วงของชายหนุ่มชุดม่วงเปล่งประกาย และพูดอย่างช้าๆ

        “เหตุใดสหายจึงไม่นำอาวุธของเจ้าออกมาให้ข้าชมบ้างล่ะ?” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย

        “หรือว่า สหายมีอะไรแอบแฝง” ชายหนุ่มผมม่วงเริ่มพูดอย่างร้อนใจจ้องมองมาด้วยสายตาที่เฉียบคม

        ฉินอวี่ไม่ได้ตอบอะไรและยื่นโซ่เส้นนั้นให้กับสยงถู เหลือบมองชายหนุ่มผมม่วง พลางพูดขึ้น“ตระกูลเหลยของตี้หวังที่สง่างาม คิดจะฉกชิงอาวุธคนอื่นกลางวันแสกๆ เชียวหรือ?”

        “สหาย หากอาวุธนั่นไม่ใช่ของตระกูลเหลย ข้าก็ไม่ต้องการไปเอาของเจ้าหรอกแต่หากเป็นสิ่งของของตระกูลข้า ขอสหายโปรดคืนมาด้วยและตระกูลเหลยจะชดเชยให้เจ้าอย่างดี”

        “ของของตระกูลเหลย? หรือเจ้าจะเห็นอาวุธทุกชิ้นที่เจ้าอยากได้ว่าเป็นของตระกูลเหลยไปเสียหมด?”ฉินอวี่พูดอย่างเย็นชา และเตรียมจะออกไป แต่กลับถูกชายหนุ่มผมม่วงขวางเอาไว้

        “ร่างอสุนีลึกลับของสหาย คงได้มาจากอาวุธวิเศษใช่หรือไม่? ในแดนต้าโหมวเทียน อาวุธทุกชิ้นที่มีพลังของสายฟ้า คืออาวุธของตระกูลข้าขอสหายโปรดให้ความร่วมมือ ให้ข้าเหลยหย่วนได้ตรวจสอบเสียก่อน”ชายหนุ่มผมม่วงเหลยหย่วนกดดันอย่างหนัก

        “หากข้าบอกว่าไม่ล่ะ?” ฉินอวี่เพิกเฉย

        “เช่นนี้ก็โทษข้าไม่ได้” เหลยหย่วนพูดพลางยิ้มออกมาระดับฝึกฝนของเขาเป็นขั้นเทพสวรรค์ระดับต้น จึงมีความมั่นใจว่าจะสังหารฉินอวี่ได้

        ในแดนต้าโหมวเทียนเป็นเรื่องปกติที่ผู้อ่อนแอย่อมถูกกำจัดโดยผู้แข็งแกร่ง หากพูดอะไรไม่เข้าท่าก็ต้องรับผลที่ตามมาอย่างสิ้นหวัง เป็นเพราะไม่มีศัตรูจากภายนอกคนระดับสูงของแดนต้าโหมวจึงมักจะต่อสู้กันเอง ดังนั้นแล้วจึงไม่อาจอ่อนแอให้ถูกรังแกได้

        “ตอนแรกก็ยังคิดว่าเป็นคนของตระกูลเหลยที่แท้ก็คิดจะแย่งชิงจะครอบครองสมบัติของตระกูลเหลย ช่างกล้าหาญเสียจริง”ชายหนุ่มที่โหดเหี้ยมพูดอย่างเฉยเมย ในมุมมองของเขา เหลยหย่วนพูดได้ถูกต้องในแดนต้าโหมวเทียนทุกคนต่างรู้ว่าตระกูลเหลยมีความสามารถควบคุมพลังสายฟ้าได้ตั้งแต่กำเนิดและอาวุธที่เกี่ยวข้องกับพลังสายฟ้า ก็มักจะออกมาจากตระกูลเหลย

        ไม่เพียงเขาเท่านั้นแม้แต่ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบด้านต่างก็รู้สึกเช่นนี้มองไปทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่เย้ยหยันเล็กน้อย คิดจะครอบครองของของตระกูลเหลยหรือ?

        “เจ้าหนุ่ม เจ้าไปเอาสิ่งของของตระกูลเหลยมาได้อย่างไร? หากเจ้าเอาออกมาเสียดีๆ ข้าอาจจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง”

        “โลภมากมักลาภหายนะ ได้ร่างอสุนีคำรามไปแล้วยังคิดจะเอาของตระกูลเหลยไปเป็นของตนเองอีกหรือ”

        ผู้ฝึกตนจำนวนมากที่อยู่รอบด้านต่างเอ่ยปากพูดขึ้นอย่างเย้ยหยัน

        ฉินอวี่ทำหูทวนลมในใจของเขาได้แต่คิดว่าจะออกไปจากวงล้อมนี้อย่างไร ศิษย์ตระกูลเหลยบิดเบือนความจริงหากไม่ใช่ว่าหอกศึกนี้ได้มาจากสำนักยุทธ์ว่านจ้งฉินอวี่ก็คงคิดว่ามันเป็นของตระกูลเหลยจริงๆ หากนำหอกศึกออกมาชายหนุ่มผมม่วงก็คงจะต้องกัดฟันยืนกรานว่าเป็นสมบัติของตระกูลเหลยแน่นอนถึงเวลานั้น ฉินอวี่คิดจะเอากลับคืนมาก็คงทำไม่ได้แล้ว

        หากนำออกมาหอกศึกจะต้องถูกช่วงชิงไปแน่นอน แต่หากไม่นำออกมาก็เท่ากับเป็นการไปยอมรับว่านำสมบัติตระกูลเหลยมา จึงบอกได้เลยว่านี่คือแผนการที่วางไว้ของเหลยหย่วน

        “เจ้าแน่ใจหรือว่าคือสมบัติของตระกูลเหลย?” ฉินอวี่ไม่ใช่วิธีการสร้างเรื่องให้วุ่นวายแต่กลับใช้การย้อนถาม

        “จะใช่หรือไม่ ก็ขอสหายนำมันออกมาให้พิสูจน์” เหลยหย่วนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตระกูลเหลยในตอนนี้ถึงแม้จะมีอาวุธในตระกูลของสายฟ้าอยู่ไม่มากนักและเขาก็เป็นเพียงลูกหลานของตระกูลเหลยแล้วจะมีสิทธิ์อะไรที่จะได้ครอบครองอาวุธในกลุ่มตระกูลสายฟ้า? เมื่อเห็นฉินอวี่นำหอกศึกในกลุ่มตระกูลสายฟ้าออกมาก่อนหน้านี้ทำให้เหลยหย่วนประหลาดใจยิ่ง และเริ่มมีความโลภเกิดขึ้นมาในใจ

        เมื่อได้ยินคำพูดของเหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่รอบด้านเหลยหย่วนยิ่งพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ และคำถามย้อนกลับของฉินอวี่ ก็ยิ่งทำให้ก็ทำให้เหลยหย่วนดีใจจนแทบจะช่วงชิงหอกศึกมาในทันที แต่เขาก็รู้ว่ายิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายหรือเป็นสถานการณ์วิกฤตมากขึ้นเท่าไร ก็ไม่สามารถแสดงอะไรออกไปได้มากขึ้นเท่านั้น

        “เหอๆ คิดให้ดีก่อนที่จะพูดนะ ไม่เช่นนั้น ข้าว่าเจ้าอาจจะรับไม่ไหว!”ฉินอวี่เยาะเย้ย

        “ฮ่าๆ รับไม่ไหว? ช่างอวดดียิ่งนัก ข้าว่าเขาคิดว่าตนเองเป็นคนในตระกูลของตี้หวังสินะ?”

        “รับไม่ไหว? สิ่งของของตระกูลเหลยทำไมคนในตระกูลเหลยจะรับไม่ไหว? ดูเหมือนเจ้าคนนี้จะบ้าไปแล้ว?”

        “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาตอนนี้ยังจะคิดเอาสมบัติตระกูลเหลยมาเป็นของตนเองอีก ไม่รู้ว่าเขากล้าบ้าบิ่นหรือว่าโง่สุดๆ กันแน่”

        “เจ้าหนุ่มน้อย ของบางอย่าง มีชะตาได้มา ก็จำเป็นต้องมีวาสนาได้ใช้งานด้วย”

        ผู้ฝึกตนทั่วสารทิศต่างไม่สามารถทนดูได้อีกแล้วต่างพากันกล่าวหา และพูดจาถากถางฉินอวี่

        ชายหนุ่มที่เลือดเย็นก็ได้เผยรอยยิ้มที่เย้ยหยันขึ้นตรงมุมปากและพูดขึ้น “ไม่เจียมตัว!”

        “จะเอาออกมาหรือไม่?” เหลยหย่วนตะคอกออกมาทันทีคำพูดของฉินอวี่ทำให้เขาโกรธมาก แม้ว่าจะเป็นลูกหลานตระกูลเหลยแต่ไม่ว่าจะไปในแห่งหนใด ก็มีแต่ผู้คนต้อนรับขับสู้แล้วคนผู้นี้ยังจะกล้าพูดว่าตนเองรับไม่ไหวอีกหรือ?

        ฉินอวี่นำหอกศึกออกมาค่อยๆ ลูบหอกศึกเบาๆในตอนนี้เหลยหย่วนสัมผัสได้ถึงผนึกตรารูปร่างสายฟ้าที่แผ่ออกมาจากหอกศึกดวงตาของเขาเปล่งประกาย และพูดขึ้นเสียงดัง “นี่เป็นสมบัติของตระกูลเหลยที่หายไปขอสหายโปรดคืนกลับมาด้วย!” พูดจบ เหลยหย่วนก็ยื่นมือออกไปเตรียมคว้าหอกศึก

        มือขวาของฉินอวี่เก็บหอกศึกใส่กลับวงแหวนมิติทันทีและพูดอย่างเฉยเมย “เจ้าแน่ใจนะว่าเป็นสมบัติของตระกูลเหลย?”

        “แน่ใจมากที่สุด!” เหลยหยวนกล่าวอย่างจริงจัง

        “เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่า ข้าได้มันมาจากไหน?” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย

        “บอกมา!”

        “ของชิ้นนี้อาจารย์ของข้าเป็นผู้มอบให้ ดังนั้น หากเจ้าต้องการก็คงต้องไปถามอาจารย์ข้าก่อนว่าจะยอมให้หรือไม่” ฉินอวี่กล่าว

        “อาจารย์ของเจ้าเป็นใคร?” เหลยหย่วนถามกลับคนผู้นี้มีระดับฝึกฝนธรรมดา แต่งตัวธรรมดา มีต้นกำเนิดมาจากสามัญทั่วไป อีกทั้งในฐานะลูกหลานตระกูลเหลย นอกจากเต้าหวังและเต้าจวินเหล่านั้นแล้วต่อให้เป็นโห่วเหย่ก็ยังต้องยอมไว้หน้า

        “ข้าน้อยหลี่โหย่วฉาย เป็นศิษย์ผู้เฒ่าร้องไห้!”

        เสียงของฉินอวี่เหมือนก้อนหินที่สั่นสะเทือนผืนน้ำเสียงที่ดังวุ่นวายอยู่แต่เดิมได้เงียบสงบลงทันทีผู้ฝึกตนที่เดินเตร็ดเตร่อยู่เต็มท้องถนนต่างหยุดนิ่ง