บทที่ 44 บุกดินแดนเทพ (2)
เพียงไม่กี่อึดใจทหารเทพ10 นายก็ถูกฆ่าตาย ความเร็วในการฆ่านี้นับว่าเร็วมากหากคิดถึงจำนวนคนในกลุ่มที่มีเพียง5 คน
แต่เมื่อมองไปยังทหารเทพอีก90 คนที่ยังเหลือ ความเร็วระดับนี้ยังไม่มากพอที่จะตัดสินผลแพ้ชนะได้
เมื่อเห็นผลลัพธ์จากการฆ่าในช่วงเวลาไม่กี่อึดใจสีหน้าของอัลเบิร์ตก็เปลี่ยนเป็นยุ่งยากใจ ภายในใจของมันไม่มีความคาดหวังถึงชัยชนะใดๆเลย
สิ่งเดียวที่ทำให้มันยอมร่วมมือกับยูเมะก็เพราะยูเมะขอให้ช่วยเท่านั้นส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นยังไงนั้น อัลเบิร์ตไม่ได้คิดถึงเลยสักนิด
แต่ถึงจะไม่คิดถึงผลลัพธ์ก็ไม่ได้หมายความว่าอัลเบิร์ตจะไม่รู้สึกกดดันต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยิ่งมองเห็นความพ่ายแพ้ลอยอยู่ตรงหน้า ก็ยิ่งทำให้มันรู้สึกกดดันมากขึ้นไปอีก
ทว่าแรงกดดันนี้กลับทำให้จิตวิญญาณนักสู้ภายในตัวของอัลเบิร์ตตื่นขึ้นมาทำให้รอยยิ้มยุ่งยากใจกลายเป็นรอยยิ้มกว้างที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
“เอาฟระ!! ตายเป็นตาย!!”
สิ้นเสียงตวาด อัลเบิร์ตก็โยนซองธนูอีกซองหนึ่งลงไปข้างกายจากนั้นใช้นิ้วคีบลูกศรขึ้นมาทีเดียว 5 ลูกจากนั้นน้าวสายแล้วยิงออกไปในอึดใจ
สกิลธนูถูกใช้ออกไปในทันทีส่งผลให้ลูกศร 5 ดอกที่บินออกไปแตกออกเป็นลูกศร 50 ดอกตกลงไปยังขบวนทัพของทหารเทพสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนให้กับพวกมันไม่น้อย
ความวุ่นวายนี้ช่วยถ่วงเวลาให้อีกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ส่งผลกระทบมากนัก ความได้เปรียบจากตอนเริ่มแรกก็ค่อยๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อทหารเทพแนวหลังหลุดออกจากสถานะชะงักงันลูกศรจำนวนมากก็ถูกยิงออกมา ทำให้การต่อสู้เริ่มหยุดชะงัก
ชีอาเป็นคนแรกที่ได้รับผลกระทบแม้ว่าเธอจะไม่ได้ยืนอยู่ในวงล้อมของทหารเทพ แต่เธอก็ยังเป็นแนวหน้า ฝนลูกศรที่ตกลงมานั้นคุกคามเธอมากทีเดียวทำให้เธอต้องพลิกกระบี่กลับมาต้านรับ จนการโจมตีสะดุดติดขัด
อัลเบิร์ตกับนิกกี้คือคนที่สองและสามที่ได้รับผลแม้ทั้งสองจะยืนอยู่แนวหลัง แต่ระยะยิงของทหารเทพที่ยืนอยู่บนกำแพงนั้นย่อมไกลกว่าทั้งสองเป็นธรรมดาทำให้ลูกศรจำนวนไม่น้อยบินมายังทั้งสอง ทำให้การโจมตีหยุดชะงักไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ยังดีที่นิกกี้กางกำแพงเวทมนตร์ขึ้นมาป้องกันตัวเองและเมโลดี้อยู่ก่อนทำให้เธอไม่ถึงกับรวนเรจนเสียขบวน
แต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงเลยก็คือคนที่ควรจะได้รับผลกระทบมากที่สุดอย่างยูเมะ กลับแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลยอีกทั้งยังสามารถยืมลูกศรของศัตรูมาใช้เป็นอาวุธได้อย่างเหนือความคาดหมาย
ด้วยการ‘ปัดป้อง’ เล็กน้อย ทิศทางของลูกศรที่พุ่งตรงมาก็เบี่ยงออกไปด้านข้างจนเจาะเข้าใส่ดวงตาหรือไม่ก็ลำคอของทหารเทพที่อยู่ด้านหลังได้อย่างแม่นยำ
ลูกศรนี้ไม่ถึงกับทำให้ทหารเทพเหล่านั้นตายแต่ก็ทำให้พวกมันหยุดชะงักไปเพราะอาการบาดเจ็บสาหัส
ยูเมะที่ยืนอยู่ในวงล้อมยังสามารถขยับตัวได้อย่างลื่นไหลโดยที่แทบไม่หยุดชะงักดาบที่ทิ่มแทงออกไปเลยจำนวนชีวิตของทหารเทพที่หลุดลอยไปเพราะคมดาบในแต่ละวินาทีนั้นไม่ได้ลดลงเลยแต่กลับเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
ราวกับยูเมะกำลังทำความคุ้นเคยกับสกิลชุดใหม่ทำให้ประสิทธิภาพในการฆ่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเห็นความสามารถที่น่าทึ่งของยูเมะอัลเบิร์ตก็รู้สึกเดือดพล่านจนกู่ร้องออกมาแล้วยิงธนูสนับสนุนไปอีกหลายดอก
“อัลไม่ต้องกด! เน้นฆ่า!!”
ขณะที่อัลเบิร์ตพยายามสะกดแนวหลังของศัตรู ยูเมะก็ตะโกนออกมาโดยไม่หันกลับมามองดาบในมือยังคงทิ่มแทงออกไป ปลิดชีพทหารเทพไปอีกหนึ่งนายได้อย่างน่าประทับใจ
อัลเบิร์ตที่ได้ยินเสียงตะโกนก็ไม่ลังเลเลยถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมยูเมะถึงสั่งให้ทำแบบนี้แต่มันก็ตัดสินใจเชื่อในตัวเพื่อนแล้วหยุดการสะกดแนวหลัง ก่อนจะหันกลับไปใช้วิธีเดิมใช้ศรดาบยิงปลิดชีพทหารเทพไปทีละนายๆ
แรงกดดันทั้งหมดของแนวหลังจึงตกไปอยู่ในมือของนิกกี้ทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด มีหลายครั้งที่เธอถูกกดดันจนใช้สกิลไม่ทัน
แต่ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเมโลดี้ที่ยืนอยู่แนวหลังจะก้าวออกมาด้านหน้าเธอแล้วดีดสายเครื่องดนตรีเพื่อใช้สกิล‘ม่านเสียงคุ้มกัน’ ออกมา
การสนับสนุนของเมโลดี้ทำให้นิกกี้พอจะหายใจได้บ้างทั้งสองจึงร่วมมือกันได้ดีขึ้น สลับกันสนับสนุนทำให้พอจะฝืนทนต่อการโจมตีของศัตรูไปได้อีกระยะหนึ่ง
ส่วนชีอานั้นเธอแทบจะถูกกดไว้โดยสมบูรณ์ ด้วยการโจมตีจากลูกศรจำนวนมากและคมดาบและหอกที่พุ่งเข้าใส่ทำให้เธอถูกยันถอยกลับมาทีละก้าวๆ ด้วยความร้อนใจ
“ไม่ต้องฝืนชีอา ต้านเอาไว้ ถ่วงเวลาให้ผมก็พอ!”
โดยไม่รู้ว่ายูเมะหันกลับมาเห็นสภาพของชีอาตอนไหน แต่เขาก็ตะโกนออกมาทำให้ชีอาที่ร้อนรนสงบลงได้เล็กน้อย ก่อนจะฝืนใจตอบรับกลับไปแล้วเริ่มตั้งรับอย่างมั่นคงพยายามสกัดการโจมตีทั้งหมดเอาไว้เพื่อถ่วงเวลาให้กับยูเมะ
ในสภาพเช่นนี้แรงกดดันส่วนใหญ่จึงตกไปอยู่ที่ยูเมะซึ่งถ้าเป็นกลุ่มผู้เล่นอื่น สภาพเช่นนี้คงไม่ต่างอะไรจากคนที่ถูกปล่อยให้ตายเป็นเหมือนตัวล่อที่ทำหน้าที่แบกรับความเสียหายให้กับทีม เป็นการเสียสละรูปแบบหนึ่ง
แต่ยูเมะไม่ได้เป็นแบบนั้นแม้ลูกศรเกือบทั้งหมดจะถูกยิงมายังตน แม้คมดาบและหอกจะพุ่งเข้ามาทิ่มแทง ทว่ายูเมะก็ยังอาศัยการก้าวเท้าสลับไปมาหลบหลีกไปได้อย่างคล่องแคล่ว
สกิลย่นระยะถูกใช้ออกมาไม่ขาดทำให้ยูเมะแทบจะปรากฏตัวขึ้นทุกที่ในวงล้อมของศัตรูทำให้ทหารเทพที่ใช้อาวุธระยะประชิดยากที่จะจู่โจมได้
ขณะที่พลธนูที่แนวหลังนั้นหากพวกมันมีสติปัญญามากกว่านี้ พวกมันคงจะสิ้นหวังไปแล้วเพราะลูกศรเกือบทุกดอกที่เห็นว่าจะโดนตัวนั้นล้วนแต่ถูกเบี่ยงออกไปยังสหายของมัน ทำให้พวกมันเกิดความลังเลใจที่จะยิงออกมา
ผลลัพธ์นี้ไม่เด่นชัดนักเพราะพวกมันถูกควบคุมด้วยAI ของเกมที่ผ่านการพัฒนามาเป็นอย่างดีส่งผลให้การตัดสินใจของพวกมันรวดเร็วมาก
ความลังเลใจจึงมีน้อยจนแทบมองไม่เห็นแต่เมื่อความลังเลใจเกิดขึ้นกับพลธนูส่วนใหญ่ มันก็ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนเริ่มส่งผลต่อการต่อสู้ในที่สุด
ผลลัพธ์นี้มองดูเหมือนไม่มีประโยชน์แต่มันก็ทำให้ยูเมะมองเห็นความหวังสายหนึ่งจนเกิดเป็นความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ต่อไป
‘ยังไหว AI ของเกมไม่ได้สมบูรณ์ขนาดนั้นพวกมันกำลังจะถึงขีดจำกัดแล้ว..ส่วนเรา ถ้าทุกคนยังทนไหวก็น่าจะผ่านประตูไปได้’
ยูเมะครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดขณะที่ก้าวไปอย่างต่อเนื่องไม่ได้หยุดประสาทสัมผัสทั้งหมดแผ่ออกไปเพื่อสัมผัสกับการเคลื่อนไหวรอบตัว ความคิดก็หมุนอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์ที่มาและตำแหน่งของเสียง
สมาธิของยูเมะถูกใช้ออกมาจนถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยใช้มาก่อนมันทำให้เขารู้สึกเหนื่อยมาก แต่ก็ตื่นเต้นมากเช่นกันเพราะตอนนี้เขาแทบจะมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวผ่านทางจิตใจได้เลย
ความรู้สึกเหนือธรรมชาตินี้ทำให้ยูเมะตื่นเต้นมากมันทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองได้กลายเป็นยอดมนุษย์ไปแล้ว
นอกจากนั้นก็ยังทำให้ยูเมะเกิดความมุ่งมั่นแรงกล้ามากขึ้นไปอีก
หากค่าสถานะ1.1 ยังมีพลังมากขนาดนี้ เช่นนั้นค่าสถานะ 1.2 จะมีพลังมากขนาดไหนเพียงแค่คิดยูเมะก็ตื่นเต้นจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ได้แล้ว
ความตื่นเต้นทั้งหมดถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสมาธิทำให้การเคลื่อนไหวของยูเมะแหลมคมมากขึ้นไปอีก
ในตอนนี้หากผู้พัฒนาเกมได้มาเห็นภาพของยูเมะในตอนนี้ร้อยทั้งร้อยก็คงจะคิดเหมือนกันว่ายูเมะกำลังใช้โปรแกรมโกงในการเล่นเกม
เพราะการเคลื่อนไหวของยูเมะเป็นอะไรที่เหนือมนุษย์มากการหลบในระยะเส้นขน การแทงดาบโดยไม่ต้องปรายตามอง การปัดธนูใส่ศัตรูไปจนถึงการก้าวเท้าที่หลบเข้าไปในจุดบอดของศัตรูได้อย่างสมบูรณ์
ทุกการเคลื่อนไหวของยูเมะเกือบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเขาก้าวไปยังจุดที่ดีที่สุดหลบรอดจากวงล้อมของศัตรูไปได้โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ
การโจมตีทั้งหมดใช้พลังได้อย่างพอเหมาะปราณที่ปะทุออกมาใช้ออกไปได้อย่างสมบูรณ์ มันเกือบจะเรียกได้ว่าใช้คุณสมบัติของปราณ‘อสุรา’ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
แม้ว่าในอดีตยูเมะจะใช้ปราณอสุราได้ค่อนข้างดีและใช้มันสร้างชื่อจนกลายเป็นเทพอสูรอาชูร่า
แต่เขาก็เลิกใช้ปราณอสุราไปนานแล้วเนื่องจากจุดอ่อนของมันชัดเจนเกินไป ทำให้ศัตรูของเขาจับทางได้จนยากที่จะใช้งานได้เขาจึงเปลี่ยนไปใช้สกิลเสริมพลังชนิดอื่น ซึ่งสุดท้ายก็จบลงที่สภาวะปีศาจที่ใช้งานได้คล้ายกันแต่ด้อยกว่าในด้านของการปะทุพลังอย่างต่อเนื่อง
สกิลประเภทปราณนั้นมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่ชัดเจนมากหนึ่งคือมีพลังปะทุที่ทรงพลังที่สุดในสกิลเสริมพลังทุกสายแต่ก็มีจุดอ่อนที่รุนแรงพอกันนั่นคือสภาวะ ‘อ่อนโทรม’ หลังจากใช้พลัง
ทว่าปราณอสุรานั้นมีความพิเศษที่ไม่เหมือนปราณชนิดอื่นมันสามารถสะสมรอบปราณเป็น ‘วัฏฏะ’ ได้และสามารถแบ่งใช้พลังจากการโคจรปราณออกมาเป็นส่วนๆทำให้สามารถปะทุปราณออกมาได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงเวลาที่ปราณอ่อนโทรม
ตราบใดที่ยังมีรอบปราณสะสมเหลืออยู่ผู้ใช้ปราณอสุราก็แทบจะไม่ต้องพบเจอกับช่วงเวลาที่ปราณอ่อนโทรมเลย
ทว่าปราณชนิดนี้ก็มีจุดอ่อนที่ร้ายแรงพอกันอยู่จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมันคือ หากการโจมตีพลาดเป้าหรือส่งพลังออกไปได้ไม่หมดปราณจะตีกลับและส่งผลให้เกิดสภาวะปราณอ่อนโทรมที่ยาวนาน เท่ากับจำนวนรอบปราณที่สะสมเอาไว้ทั้งหมด
จุดอ่อนนี้เป็นจุดอ่อนถึงตายที่ทำให้มีคนใช้ปราณชนิดนี้น้อยมากและมันก็เป็นจุดอ่อนที่ศัตรูของยูเมะใช้เล่นงานเขาทำให้เขาต้องเลิกใช้ปราณอสุราด้วยเช่นกัน
ทว่าจุดอ่อนนี้กลับไม่มีความหมายอะไรสำหรับยูเมะในตอนนี้เลยเนื่องจากมอนเตอร์ไม่ได้มีฉลาดขนาดนั้น พวกมันไม่รู้วิธีใช้งานจุดอ่อนของปราณอสุรา
นอกจากนั้นยูเมะในตอนนี้ก็ต่างจากเดิมมากเขาสามารถควบคุมการโจมตีของตัวเองได้อย่างแม่นยำทำให้การโจมตีแต่ละครั้งไม่มีทางพลาดเป้าอีกทั้งยังใช้พลังได้อย่างพอเหมาะไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไปจึงไม่เกิดอาการปราณตีกลับ
นอกจากนั้นด้วยการควบคุมการโคจรปราณด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งพาระบบสนับสนุนทำให้รอบปราณสะสมได้เร็วกว่าปกติมาก
การบุกเดี่ยวของยูเมะจึงเปรียบได้กับราชสีห์ที่กระโจนเข้าไปในฝูงแกะไม่ว่าจะก้าวไปตรงไหน ทหารเทพหนึ่งนายก็จะต้องล้มลงตรงนั้น ทุกครั้งที่แทงดาบออกไปหนึ่งชีวิตจะต้องหลุดลอย
ยิ่งต่อสู้สภาวะของยูเมะก็ยิ่งแหลมคมราวกับกำลังใช้ชีวิตของทหารเทพเป็นหินลับคม ลับคมดาบให้กับตัวเองส่งผลให้แรงกดดันที่ทุกคนได้รับลดลงทีละน้อย
สีหน้าของอัลเบิร์ตกับนิกกี้เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องความรู้สึกเหลือเชื่อฉายชัดอยู่ในสายตาของทั้งสอง จนต้องหันกลับมามองหน้ากันโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ไอ้หมอนั่น..มันโหดขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!!นี่มันเกือบจะเป็นการดวลเดี่ยวกับกองทัพทหารเทพเลยนะ!!”
อัลเบิร์ตสบถออกมาด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อจนเผลอหยุดมือไปชั่วขณะก่อนจะรู้สึกตัวและรีบยิงธนูสนับสนุนจนฆ่าทหารเทพไปอีกสองนาย นิกกี้เองก็รู้สึกเหมือนกันทว่าเธอคุมมือของตัวเองได้ดีกว่า จึงไม่หยุดมือเลยสักครั้ง แต่เธอก็แอบยิงพลาดไปสองสามครั้งเหมือนกัน
ชีอาเองก็ตกตะลึงมากแต่ถ้าเทียบกับอัลเบิร์ตและนิกกี้ที่คุ้นเคยกับยูเมะมาก่อนแล้วยูเมะในความทรงจำของเธอก็เป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมานานแล้วจึงไม่ตกใจเท่ากับทั้งสอง
ส่วนเมโลดี้นั้นเธอเพียงยิ้มหวานด้วยความชื่นชมอยู่เบื้องหลังโดยที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นรอยยิ้มของเธอได้
สุดท้ายการบุกเดี่ยวของยูเมะก็จบลงโดยเขาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆเลยนอกจากรอยขีดข่วนบนใบหน้าที่เกิดจากความอ่อนล้าหลังจากใช้สมาธิมากเกินไปจนหลบพลาดไปเล็กน้อย
นอกจากรอยข่วนที่แทบไม่นับเป็นความเสียหายยูเมะก็อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อม ค่าพละกำลังของเขายังเหลือด้วยซ้ำต่างจากอัลเบิร์ตที่หมดแรงไปตั้งแต่ก่อนที่การต่อสู้จะจบแล้ว นิกกี้ก็พลังเวทหมดหลอดชีอาก็ทรุดลงไปก่อนทั้งสองเสียอีก
จะมีก็เพียงเมโลดี้ที่เป็นกวีที่ยังสามารถบรรเลงเพลงต่อไปได้โดยไม่เหนื่อยแรง
เมื่อการต่อสู้ที่ยากที่สุดในส่วนแรกของดินแดนเทพจบลงทั้งกลุ่มก็ทรุดลงนั่งพัก ต่างคนต่างหยิบเอายาฟื้นฟูออกมากินไม่ขาดเพื่อเร่งฟื้นฟูพละกำลังและพลังชีวิตที่เสียไป
ส่วนยูเมะนั้นเขาเพียงหยิบยาเม็ดออกมากินจำนวนหนึ่งแล้วโคจรปราณเงียบๆ เพื่อใช้คุณสมบัติของปราณฟื้นฟูพลัง
‘ฉิวเฉียดเลยจริงๆ 5 คนดูจะฝืนเกินไปบ้างจริงๆ แต่ก็น่าจะไหวละนะ’
ยูเมะถอนหายใจออกมาเบาๆ ขณะมองดูเพื่อนๆ ที่ทรุดลงนั่งด้วยความเหนื่อยอ่อนขณะที่คิดคำนวณถึงแผนการของตนเองและความยากง่ายของดินแดนเทพในส่วนที่เหลือ
ประตูทางเข้านั้นเป็นจุดที่ยากที่สุดของดินแดนเทพในด้านของการใช้กลยุทธ์เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้นในทันทีที่เข้ามาดินแดนเทพทำให้ใช้กลยุทธ์ได้ค่อนข้างจำกัด ทำให้การจะผ่านจุดนี้ไปได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่งที่มากพอ
ซึ่งถ้าสามารถผ่านจุดนี้ไปได้ส่วนที่เหลือก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะผ่านไปแล้ว อย่างน้อยจุดอื่นๆก็ยังสามารถใช้กลยุทธ์หรือตัวช่วยบางอย่างมาช่วยสนับสนุนการต่อสู้ได้
ผิดกับประตูหน้าที่ทำได้เพียงปะทะกันตรงๆด้วยกำลัง จึงทำให้มันเป็นจุดที่ยากที่สุดของดินแดนเทพ
สำหรับกลุ่มที่มีคนเพียง 5 คนแล้ว ประตูทางเข้าจึงเป็นจุดที่ยากที่สุดของดินแดนเทพไปโดยปริยายซึ่งการที่สามารถผ่านจุดนี้ไปได้โดยไม่เสียใครไปสักคนก็ทำให้ยูเมะเบาใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว
“พวกเราจะพักกันก่อน พอฟื้นพลังได้ระดับหนึ่งแล้วผมจะขอเข้าไปก่อน”
“เอาจริงดิ! จะเล่นบทลอบสังหารเรอะ!”
“ราวๆ นั้น ถึงจะไม่ได้จัดสกิลมาเป็นสายลอบสังหารแต่คิดว่าคงไม่มีปัญหาถ้าจะฆ่าทหารเทพที่มากันเป็นหน่วยย่อย”
“ก็จริงนะ ถ้าเป็นแกตอนนี้ละก็หน่วยย่อยไม่กี่คนคงจัดการได้ในพริบตาเลยสินะ”
คิดแล้วอัลเบิร์ตก็หัวเราะเบาๆ ด้วยความตื่นเต้นขณะที่ภายในใจก็เริ่มคิดถึงความท้าทายของตนเองบ้าง
“งั้นทางนี้ขอเล่นด้วยก็แล้วกัน ขอพื้นที่ตรงหอคอยก็แล้วกัน”
“เอาสิ! ถ้ามั่นใจก็ลุยเลย”
ยูเมะย่อมไม่ปฏิเสธข้อเสนอของอัลเบิร์ตอยู่แล้วเพราะถ้าดูจากความแม่นยำในการยิงธนูของอัลเบิร์ตในตอนนี้หากยึดจุดยุทธ์ศาสตร์ตรงหอคอยได้การจะเก็บทหารเทพสักหน่วยหรือสองหน่วยก็ไม่ใช่เรื่องยาก
“งั้นฉันไปช่วยตานี่ก็แล้วกันยังไงก็ต้องมีคนเก็บงานใช่ไหมล่ะ”
“ครับ ฝากด้วยนะครับนิกกี้”
ขณะที่ฟังยูเมะกับอัลเบิร์ตตกลงกัน ชีอาก็เริ่มสับสนเพราะเธอไม่เคยมาที่ดินแดนเทพมาก่อนเธอจึงฟังไม่เข้าใจว่าทั้งสองพูดอะไรกัน
เมโลดี้ที่อยู่ใกล้ๆจึงช่วยอธิบาย ทำให้เธอเข้าใจและนึกอยากที่จะช่วยด้วย แต่เธอก็ไม่รู้ว่าจะช่วยยังไง
เมื่อยูเมะสังเกตเห็นท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่างของชีอาเขาก็ยิ้มออกมาบางๆ แล้วเสนองานให้กับเธอ
“คุณชีอาไปกับเมก็แล้วกันครับ ผมอยากให้ช่วยจัดการกับคลังแสงของพวกมันถ้าเป็นไปได้ช่วยขโมยอาวุธเทพออกมาสักหลายๆ ชิ้นพวกเราจะได้ผ่านด้านแรกได้ง่ายหน่อย”
“ค..ค่ะ! ให้ฉันจัดการเองค่ะ!!”
แม้จะไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่เธอก็พอจะเข้าใจบทบาทบางอย่างของอาวุธเทพที่ยูเมะพูดถึงเนื่องจากเธอศึกษาข้อมูลของดินแดนเทพมาส่วนหนึ่งเช่นกันเพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นเหมือนรายละเอียดพื้นฐานของดินแดนเทพที่มีคนแบ่งปันกันทำให้ความเข้าใจของเธอมีจำกัด
ขณะที่ยูเมะกับอัลเบิร์ตนั้นคุยกันโดยใช้ความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ลงดินแดนเทพในอดีตทำให้ชีอาไม่เข้าใจ
“งั้นก็ตกลงตามนี้นะครับ พัก 10 นาที ฟื้นฟูพลังเสร็จแล้วผมจะไปก่อน”