ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 33 ยันต์เลือดที่บ้านป้ากวน (3)

             

            นอกห้องเปลี่ยนไปจริงๆ กลับปรากฏห้องที่ใหญ่โตกว้างขวางทุกอย่างในห้องเป็นสีน้ำเงินเทา น่าจะเป็นศาลเจ้าใหญ่เก่าแก่แห่งหนึ่ง

            พื้นปูอิฐสีน้ำเงินขนาดใหญ่แต่ละก้อนยาวสองศอก กว้างหนึ่งศอก ปูชิดเป็นระเบียบมาก

            บนพื้นเต็มไปด้วยกองทรายขาวและดินเหลืองกระจายไปทั่วแต่ละกองปักธงสามเหลี่ยมสูงครึ่งศอกไว้ ธงเหล่านั้นตัดจากกระดาษสี บนกระดาษวาดอักขระยันต์ขาธงชี้ไปในทิศเดียวกัน

            สายตาผมมองไปที่คนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไกลที่ริมกำแพงไกลออกไปอีกมีแท่นบูชาสูงเท่ากับความสูงของคนบนนั้นตั้งรูปเคารพเป็นเทพขนาดใหญ่องค์หนึ่ง มองดูสรรพสิ่งจากที่สูงลงมา

            ถังหว่านไม่ได้อยู่ที่นี่ ผมยังมั่นใจว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านป้ากวนที่ถนนลู่ลูปาแล้ว

             

            ผมเผชิญกับโลกที่แปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง นึกไม่ออกจริงๆว่าทุกวันนี้ที่ไหนในเมืองจี่หนานยังมีศาลเจ้าเก่าที่ใหญ่โตโล่งว่างอย่างนี้ อีกทั้งการแต่งตัวของชายคนนั้นจะเห็นได้แต่ในละครทีวีในยุคหมินกั๋วเท่านั้นเขาอยู่ในชุดยาวสีเทา รองเท้าผ้าหัวมน หมวกทรงสูงยอดกลม...เขาเป็นคนของอีกยุคหนึ่งยุคนั้นห่างไกลจากเมืองจี่หนานวันนี้ที่เจริญรุ่งเรืองเต็มไปด้วยแสงสี

            “ผมควรจะทำอย่างไรดี” ผมลังเล มือยันกรอบประตูตกอยู่ในสภาพที่ไม่รู้ว่าควรจะรุกหรือถอย

            มองออกว่าการตั้งวางกองดินทรายนั้นไม่ใช่จัดเรียงอย่างง่ายๆแต่เป็นการจัดอย่างมีแบบแผนเป็นค่ายกลฉีเหมินตุ้นเจี่ยตามหลักวิชาหยินหยางแน่นอนว่าชายในชุดยาวคือผู้จัดวางค่ายกล ดูท่าทางและนรลักษณ์เขาแล้วต้องเป็นยอดคนที่คงแก่เรียนและละเอียดรอบคอบมาก

            “ถึงเวลานี้แล้วเรื่องที่ควรจะเกิดทำไมถึงยังไม่เกิด” จู่ๆ ชายชุดยาวก็เอ่ยถามตัวเอง

            เสียงเขาน่าฟังมากไม่ใช่สำเนียงคนบ้านนอกของชาวจี่หนาน แต่เป็นภาษาทางการของคนภาคเหนือกึ่งภาษาหนังสือกึ่งภาษาพูด อยู่ระหว่างภาษาปักกิ่งกับภาษาทางอีสาน

            “ลมแปรเป็นดิน ฝนแปรเป็นน้ำหยางแปรเป็นหยิน ชายแปรเป็นหญิง...เฮ้อ หรือว่าศึกครั้งนี้เมืองของเราจะล่มสลาย”เขาหยิบธงเล็กมัดหนึ่งขึ้นจากปลายเท้า ก้มมองค่ายกล คิ้วขมวด นิ่งเงียบอยู่นาน

            เขาไม่เห็นผม หรืออาจพูดว่าเขามองไม่เห็นผมสำหรับเขาแล้วผมเป็นเพียงเงาที่เข้ามาผิดที่

            ผมอดหวั่นใจไม่ได้ คิดว่า“ถ้าขณะนี้ผมก้าวออกไป จะเข้าไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งหรือไม่”

            ต่อให้ผู้ทรงภูมิปัญญาแห่งยุคอย่างฮอว์กิงก็ยังไม่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของกาล-อวกาศและโครงสร้างของรูหนอนได้เพียงแต่อาศัยการคาดเดาและจินตนาการเพื่อพิสูจน์การมีอยู่ของกาล-อวกาศจนถึงวันนี้มนุษย์ยังไม่สามารถเข้าใจวิทยาศาสตร์แขนงนี้ ยังห่างไกลอีกมากจากการรับรู้อย่างแท้จริง

            ผมไม่กล้าเสี่ยงยังไงทางบ้านเก่ายังมีคนมากมายรอผมอยู่

            “วางม่านประตูลง ทุกอย่างคงกลับคืนสู่สภาพปกติ...”ผมยังคงลังเล แล้วมองดูชายคนนั้นอีกครั้ง จากนั้นถอยไปข้างหลังเตรียมปล่อยม่านประตูลง

            ผมชายตามองโดยบังเอิญแล้วเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่คนเดียวบนยันต์เลือดที่ป้ากวนทิ้งไว้ ตำแหน่งที่คนผู้นั้นยืนอยู่คือแม่น้ำที่อยู่ระหว่างฝั่งเหนือและฝั่งใต้คือบริเวณที่ว่างเปล่าบนยันต์แผ่นนั้น

            ตามคำอธิบายในตำราโบราณนั้นในการจัดขบวนทัพแบบห้าธาตุใดๆ ก็ตาม ยิ่งเป็นจุดที่ว่างเปล่าก็ยิ่งอันตราย เพราะวันหน้าจะเป็นสมรภูมิที่เหล่านักการทหารแย่งชิงกันฝ่ายต่างๆ จะทุ่มเทกำลังพลหรือกำลังยิงมาที่นี่ ใครก็ตามที่อยู่ในนี้ล้วนไม่อาจเลี่ยงการตายอย่างน่าอนาถ

            “ที่นั่น...อันตราย”ผมยังมองเห็นไม่ชัดว่าเขาเป็นใคร แต่ร้องด้วยความตกใจไปแล้วพยายามเตือนให้เขาออกไปจากที่นั่น

            หลังจากพูดออกไปผมก็ตั้งสติได้ แล้วจู่ๆก็พบว่าคนคนนั้นคือตัวผมเอง นั่นคือผมอีกคนที่เป็นคนเป็นๆ

            “เขา ผม” ผมตกตะลึง ยืนตัวเกร็งนิ่งอยู่กับที่ถึงขั้นหยุดหายใจอย่างไม่รู้ตัว

            ลองคิดดู ก่อนหน้านี้ผมอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถเข้าใจยันต์เลือดแล้วเดินไปที่ประตูห้องไม่ได้เจอการลอบโจมตีหรือเหตุพลิกผันใดๆ ดังนั้นจนเปิดม่านประตูออกในห้องสงบเงียบตลอด นอกจากศพป้ากวนแล้วก็ไม่มีใครอีก

            ผมรู้สึกกลัว แล้วคิดว่า “ระหว่างเราสองคนคนหนึ่งต้องเป็นคนจริง อีกคนคือเงา หรือคนหนึ่งเป็นคนจริง อีกคนเป็นวิญญาณแต่ผมรู้ว่าผมยังมีชีวิต หรือที่ยืนอยู่บนยันต์เลือดคือวิญญาณของผม...ไม่สิ ที่ยืนอยู่คือเปลือกนอกของผมขณะนี้ที่อยู่ที่ประตูคือวิญญาณงั้นหรือ หรือวิญญาณผมออกจากร่างแล้วตายไปครึ่งหนึ่งแล้วหรือ”

            ผมรู้สึกว่าศีรษะพองโต หูอื้อเวียนหัวอย่างหนัก แทบจะไม่สามารถคิดอะไรแล้ว

             

            วิญญาณแยกกับร่างเป็นขอบเขตเร้นลับในวิชาเสวียนเสว(ศาสตร์เร้นลับโบราณ) เพราะเรื่องนี้โยงกับปัญหาชีวิตและความตาย

            ในตำราโบราณกล่าวว่าการที่วิญญาณออกจากร่างเป็นความบังเอิญอย่างหนึ่งเหมือนเรือพายที่ผูกไว้ไม่แน่นหลุดลอยออกจากท่าเรือลอยไปตามกระแสน้ำไม่รู้เหนือรู้ใต้

             นั่นเป็นเป้าหมายในการแสวงหาของนักพรตเต๋าและผู้ฝึกฝนพุทธนิกายวัชรยานฝ่ายทิเบตขณะที่พวกเขาใช้วิธีอดอาหารและปิดทวารเพื่อบีบให้ตัวเองเข้าสู่สภาวะ “จิตว่าง”ก็จะเกิดปรากฏการณ์วิญญาณแยกออกจากร่าง ทั้งภายใต้สภาพที่คาดไม่ถึงอย่างสุดขั้วคนเหล่านี้สามารถควบคุมร่างกายและวิญญาณตนเอง มีชีวิตต่อไปบนโลกในรูปแบบของ“สองอัตตา”

            แน่ละ ย่อมโยงไปถึงคำนิยามของฝูฉาง(คัมภีร์ซ่อนเร้น) และจ้วนหลุน (พระจักรพรรดิผู้ปกครองทวีปทั้งสี่) ในนี้มีเรื่องรายละเอียดมากมายที่ไม่สามารถอธิบายด้วยภาษาและอักษรแล้ว

            ในเวลานี้ผมอยากรู้เพียงว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตคืนกลับมาได้ทำให้ผมกลับไปอยู่ในสภาพก่อนที่วิญญาณกับร่างจะแยกออกจากกัน

            เรื่องเกิดขึ้นอย่างกะทันหันผมไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ได้แต่ยืนอยู่ข้างประตู เฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์

            “ที่ควรมา...ยังไม่มาหรือ” คนในศาลเจ้าข้างนอกพูดเสียงดัง

            ผมหันไปมองข้างนอกประตูใหญ่ที่สีชาดหลุดลอกทางกำแพงด้านซ้ายเปิดออกกะทันหันจากด้านนอกเข้าหาด้านในส่งเสียงดังครืน

            ข้างนอกไมมีคนเข้ามาลมหนาวหอบเกล็ดหิมะขนาดเท่าขนห่านปลิวเข้ามาธงเล็กใกล้ประตูถูกพัดล้มลงสิบเจ็ดสิบแปดอัน

            หลายปีมานี้จี่หนานหิมะตกน้อยบวกกับอุณหภูมิบนพื้นดินค่อนข้างสูง หิมะยังไม่ทันร่วงลงบนพื้นก็ละลายแล้วสุดท้ายตามถนนเจิ่งไปด้วยน้ำจากหิมะ เท่าที่จำได้ผมไม่เห็นภาพหิมะที่ตกหนักอย่างนี้ห้าปีแล้ว

            หลังจากลมผ่านไป ชายร่างสูงใหญ่ก้าวยาวๆเข้ามา เขาสวมแจ๊กเก็ตหนังลายเสือดาว กางเกงหนังสีดำ รองเท้าบูทสีดำสูงถึงหัวเข่ามีคนไม่น้อยตามหลังมา แต่หลังจากเขาเข้ามาแล้วก็ยกมือขวาขึ้นคนข้างหลังเข้าใจความหมาย จึงปิดประตูใหญ่เบาๆ

            “ที่นี่ของท่านคือ...ซือคงจั่นหรือว่ายุทธการทุ่งอู่จั้ง”ชายสูงใหญ่เหลือบมองธงบนพื้น แล้วแหงนหน้าหัวเราะร่า เสียงหัวเราะแฝงด้วยความเศร้า

            “ซือคงจั่น” หมายถึงกลอุบายต่อเนื่องที่ขงเบ้งพลิกจากแพ้เป็นชนะจากอันตรายเป็นปลอดภัย ได้แก่ยุทธการที่เกเต๋ง กลยุทธ์เมืองว่างและการประหารม้าเจ๊กส่วนยุทธการทุ่งอู่จั้งนั้นเป็นความพ่ายแพ้ของขงเบ้งจัดอยู่ในอุบายตัดหางเพื่อรักษาชีวิต แต่น่าเสียดายที่คนคำนวณฤาจะสู้ฟ้าคำนวณสุดท้ายขงเบ้งไม่อาจฝืนชะตาฟ้า มีชีวิตต่อไปไม่ได้ ถึงจะจุดตะเกียงเทพเพื่อเปลี่ยนชะตาฟ้าแต่ล้มเหลวด้วยน้ำมืออุยเอี๋ยนแม่ทัพทรยศ

            “ไม่ใช่ทั้งนั้น” ชายชุดยาวสีเทาสั่นหัวจากนั้นจึงก้มลงปักธงที่ล้มลงให้ตั้งขึ้นใหม่

            “ไม่ใช่ทั้งหมดหรือ งั้นเป็นอะไร พลสอดแนมจากทางเหนือแจ้งข่าวด่วนทัพหน้าญี่ปุ่นออกจากเมืองหลวงแล้ว จะผ่านเทียนสินเว่ยในหนึ่งวันภายในสองวันจะถึงแม่น้ำเหลือง ภายในสามวันต้องถึงจี่หนานแน่ๆ...วันนี้ถ้าไม่ไปเราเหลือเวลาเพียงสองวันเท่านั้นแล้ว” ชายสูงใหญ่พูด

            “สองวัน ไม่สั้นแล้ว” ชายชุดยาวสีเทาบอก

            “ไม่สั้นงั้นหรือสองวันอาจไม่ประกันว่าทัพใหญ่จะเคลื่อนไปถึงสวีโจว หลังจากกรณีสะพานหลูโกวแล้วทัพข้าศึกกำลังฮึกเหิม ทั้งไท่ซาน ไหลอู้ สวีโจวล้วนไม่มีปราการธรรมชาติจะพึ่งได้เกรงว่าพอไปถึงสวีโจว ทัพข้าศึกก็ตามติดมาแล้ว ยังต้องถอยลงใต้ต่อไปอีก สองวัน ทัพผมคนมากสัมภาระมากเคลื่อนพลช้า ขณะที่ทัพหน้าของญี่ปุ่นเป็นกองทัพแบบจักรกล มีทั้งรถหุ้มเกราะรถมอเตอร์ไซค์ รถบรรทุกทหาร เคลื่อนพลได้เร็วกว่าทัพเราอย่างน้อยสองเท่า ทหารในบัญชาของผมเป็นพี่น้องที่ติดตามผมมาสิบกว่าปีแล้วตั้งแต่ก่อการลุกขึ้นสู้ ชีวิตพวกเขาคือชีวิตผมไม่ว่ายังไงก็ต้องให้พวกเขามีชีวิตรอดข้ามแม่น้ำฉางเจียง ให้พวกเขา...” ชายสูงใหญ่พูดอย่างยืดยาวยิ่งพูดก็ยิ่งสะเทือนใจ

            ฟังจากคำพูดของพวกเขา ผมฟังออกเลาๆว่าทั้งสองกำลังถกปัญหาอะไร เรื่องเหล่านี้น่าจะเกิดที่จี่หนานเมื่อปี 1937

            พายุกำลังพัดโหม ลางร้ายรายล้อมทั่วประเทศต่างขวัญเสียเพราะความบ้าระห่ำของผีญี่ปุ่น จนทุกคนหวาดกลัวไม่กล้าต่อต้าน

            “ให้พวกเขากลับบ้านอย่างปลอดภัยใช่ไหมให้คนจีนกลายเป็นทาสที่สิ้นชาติอย่างปลอดภัยใช่ไหม” ชายชุดยาวสีเทาย้อนถาม

            ชายสูงใหญ่ผงะ แล้วพูดแก้ตัวว่า“เรื่องนี้ไม่ใช่คุณกับผมจะจัดการได้ จากข้างบนถึงข้างล่าง...จากข้างบนถึงข้างล่างใครกล้าออกมานำการต่อต้านญี่ปุ่นผู้นำไม่มีคำสั่ง คุณดูสิ เขตสู้รบใหญ่ทั่วประเทศหลายแห่งกองทัพหลายล้านคนล้วนมีท่าทีว่าจะถอยกับถอย สามมณฑลภาคอีสานเป็นยังไง ทั้งๆที่ดินแดนกว้างใหญ่ทรัพยากรมาก เสบียงพร้อม ก็ยังถอยเข้ามาในด่านซานไห่ในชั่วข้ามคืนแม้แต่จอมพลน้อยที่มีชื่อเสียงกระฉ่อน[1]ก็ยังถอยหนี แล้วผมจะทำอะไรได้ เวลานี้ไม่มีใครรู้ว่าท่านผู้นำ[2]คิดยังไง ผมไม่อยากทำเป็นเก่ง สู้ถอยก่อนดีกว่า ปล่อยให้พวกญี่ปุ่นเข้ามา แล้วค่อยฉวยโอกาสปิดประตูตีสุนัข”

            “ดีเลย รีบไปเถอะ!”สีหน้าชายชุดยาวสีเทาเย็นชา ทำท่ามือเป็นสัญญาณว่า “ไปได้แล้ว ไม่ส่ง”

            “คุณเองก็ไปกับผมเถอะ อยู่ที่เมืองจี่หนานต่อไปไม่ได้แล้ว”ชายสูงใหญ่พูด

            ชายชุดยาวสีเทาสั่นหัว “ผมบอกแล้วคนอยู่เมืองก็อยู่ เมืองตายคนก็ตาย”

            ชายสูงใหญ่กระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ“คุณเคยพูด คุณเคยพูด คุณไม่ใช่ผู้นำ แล้วก็ไม่ใช่ผู้บัญชาเขตทหารภาคเหนือไม่มีทหารในมือ เพียงแต่พูดแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร เอาละ เอาละ อย่าหัวรั้นเลยรีบพาครอบครัวตามผมไป ผมจะให้ทหารองครักษ์ตามคุณไปที่บ้านเก่าที่ถนนชวีสุ่ยถิงป้องกันไม่ให้คนร้ายฉวยโอกาสปล้นชิง”

             ชายชุดยาวสีเทาโบกมือ ชี้ไปที่ธงเต็มพื้นแล้วยิ้มอย่างหยิ่งผยอง “ของเหล่านี้ เทียบเท่ากับทหารชั้นเยี่ยมแปดหมื่นนายของคุณผมเชื่อว่ามีของพวกนี้ก็สามารถทำให้ผีญี่ปุ่นจมน้ำตายในแม่น้ำเหลือง”

            ชายสูงใหญ่สั่นหัวแรงๆ “ความคิดแบบบัณฑิตความคิดแบบบัณฑิต! นี่ไม่ใช่วิชาหยินหยางห้าธาตุ วิชาปากั้วของคุณจะรับมือได้ ผีญี่ปุ่นอาศัยปืนยาวปืนใหญ่ยึดครองแผ่นดินของพวกนี้ของคุณจะต่างอะไรกับยันต์ผียิงฟันไม่เข้าของพวกอี้เหอถวนเมื่อก่อน”

            ความสำเร็จหรือล้มเหลวของพวกอี้เหอถวน(พวกกบฏนักมวย) ต้องให้ประวัติศาสตร์ประเมิน แต่ครั้งนั้นหลังจากที่พวกเขาดื่มน้ำจากการเผายันต์ยิงฟันไม่เข้าของหมอผีแล้วเป็นความจริงที่ไม่สามารถต้านปืนของทัพพันธมิตรแปดชาติได้ เลือดของพวกเขาไหลนองเมืองหลวงและเทียนสิน

            จนถึงเดี๋ยวนี้ยังไม่มีหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใดบันทึกว่าเกิดการสู้รบอย่างไรในช่วงที่ทัพญี่ปุ่นยกข้ามแม่น้ำเหลือง

            หอประวัติศาสตร์ที่อาคารหลงอวี้ในจี่หนานมีประวัติศาสตร์ละเอียดของกองทัพและประชาชนในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นระหว่างปี1937-1945 แต่กลับไม่มีบันทึกช่วงเวลาที่กองทัพญี่ปุ่นข้ามแม่น้ำเหลืองคนทั่วไปหลังจากอ่านข้อมูลประวัติศาสตร์จะมีภาพประทับว่ากองทัพจีนทิ้งเมืองไม่สู้รบต่อต้าน

            ผมเชื่อมั่นว่าขณะที่กองทัพจีนทิ้งจี่หนานไปนั้นต้องมียอดฝีมือในหมู่ชาวบ้านที่ไม่ละทิ้งอุดมการณ์ยังคงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสู้ตายและขออยู่หรือตายไปพร้อมกับเมืองนี้ผมยิ่งเชื่อว่าบรรพชนของผมอยู่ในคนส่วนนี้ มองว่าเมืองจี่หนานเป็นที่พักพิงสำหรับดวงวิญญาณของคนซานตงไม่ยอมยกเมืองนี้ให้กับญี่ปุ่นผู้รุกรานง่ายๆ เด็ดขาด

             

            “ผมไม่ไป” ชายชุดยาวสีเทาสั่นหัว

            “คุณ...คงไม่ต้องให้ทหารองครักษ์จับคุณมัดแล้วพาไปใช่ไหมต่อให้คุณไม่ไป อย่างน้อยก็ต้องนึกถึงคนในครอบครัวบ้างใช่ไหม”ชายสูงใหญ่ผ่อนน้ำเสียงลง เขาถูมือไปมา ราวกับทนความหนาวในศาลเจ้าใหญ่ไม่ได้

            ผมยืนอยู่บนธรณีประตู สามารถรู้สึกถึงความหนาวเย็นและความอบอุ่นของสองสถานที่นี้ได้จริงๆ

            อุณหภูมิในศาลเจ้าใหญ่ข้างหน้าไม่น่าเกินห้าองศาเซลเซียสพอมองออกว่านอกศาลเจ้าใหญ่เป็นอากาศช่วงที่หนาวที่สุด หิมะตกหนัก

            อุณหภูมิในห้องป้ากวนข้างหลังอย่างน้อยน่าจะยี่สิบองศาเซลเซียสปกติฤดูใบไม้ผลิของจี่หนานสั้นอยู่แล้วคนมากมายพอถอดเสื้อผ้าหน้าหนาวก็เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าหน้าร้อนเลยเป็นการละเลยเสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิอย่างสิ้นเชิง

            แน่นอนว่าสภาพทางการเมืองของสองโลกข้างนอกและข้างในย่อมต่างกันข้างหน้าเป็นปี 1937 ที่บ้านเมืองวุ่นวาย ไฟสงครามลามไปทั่ว ข้างหลังเป็นเมืองจี่หนานที่ทันสมัยในยามที่บ้านเมืองสงบสุขเจริญรุ่งเรืองบางทีผู้คนที่ไม่เคยผ่านยุคสมัยของสงครามย่อมไม่มีวันรู้สึกถึงสภาพจิตใจที่เศร้ารันทดเพราะประเทศชาติถูกยึดครองทำได้เพียงมองดูประวัติศาสตร์ช่วงนั้นผ่านหนังสือหรือละครทีวี เวลานี้ผมน่าจะเป็นคนที่โชคดีที่สุดที่สามารถมองเห็นฉากความวุ่นวายในสมัยนั้นจริงๆด้วยตนเอง

            “เหล่าเซี่ย ผมรู้ว่าคุณไม่เหมือนคนทั่วไป...”ชายสูงใหญ่ลดเสียงลง “บรรดานายพลและแม่ทัพในมือท่านผู้นำล้วนรู้ดี...ไม่สิแม้แต่ท่านผู้นำเองก็รู้ ระดับความรู้ในวิชานรลักษณ์ศาสตร์และเสวียนเสวของคุณไม่ธรรมดาเลยครั้งนั้นที่ท่านมาสำรวจแม่น้ำเหลือง ได้พูดกับผมด้วยตัวท่านเองว่าจะแต่งตั้งคุณให้เป็นพระอาจารย์พิทักษ์ชาติท่านยังบอกว่ากระจกวารีโหรเทพเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ อย่าให้ตกไปอยู่ในมือคนญี่ปุ่นเด็ดขาดทันทีที่เมืองจี่หนานถูกยึดครอง จะต้องพาคุณหนีไปไกลถึงฝั่งใต้ของแม่น้ำฉางเจียงยามนี้มาถึงช่วงเวลาที่ท่านคาดการณ์แล้ว”

            คนชุดยาวสีเทายิ้ม ไม่พูดต่อความยังคงก้มมองธงบนพื้น

            ผมตื่นเต้นทันทีที่ได้ยินคำว่ากระจกวารีโหรเทพจึงจ้องมองชายชุดยาวสีเทา

            เขาแซ่เซี่ย เป็นไปได้มากว่าเขาก็คือทวดผม

            ในเมื่อชายสูงใหญ่บอกว่าสกุลเซี่ยมีกระจกวารีโหรเทพซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติถ้าเช่นนั้นทวดย่อมรู้ว่ากระจกวารีโหรเทพอยู่ไหน

            เมื่อคิดทบทวนดู อิทธิพลฝ่ายต่างๆมารวมกันที่จี่หนาน สายตารวมศูนย์อยู่ที่บ้านเก่าของสกุลเซี่ยเรา จึงมีเหตุผล

            “ก่อนมาศาลเจ้าเหวินเมี่ยว ผมโทรเลขแจ้งท่านผู้นำแล้วท่านชี้แนะว่าเสียเมืองได้ แต่ห้ามเสียสมบัติล้ำค่าของชาติ” ชายสูงใหญ่พูดต่อ

            ชายชุดยาวสีเทาส่ายหน้า คิ้วขมวดเล็กน้อย“พูดให้ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่สมบัติล้ำค่าของชาติ แต่เป็นอาวุธชนิดหนึ่ง”

            ชายสูงใหญ่ร้องหือออกมา ท่าทางแปลกใจ“อาวุธงั้นหรือ หมายความว่ายังไง”

            ผมนึกออกแล้วในหนังสือบันทึกความทรงจำของตระกูลหันซึ่งพิมพ์ขายปีที่แล้ว มีรูปถ่ายขาวดำของชายสูงใหญ่คนนี้หลายภาพพอแน่ใจแล้วผมก็มั่นใจฐานะของเขา ครั้งนั้นคนผู้นี้ไม่ยิงปืนแม้แต่นัดเดียวก็นำกองทัพใหญ่ออกไปจากจี่หนานสุดท้ายเขาถูกตัดสินจากศาลทหารให้ประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

            เพราะการกระทำที่ฉาบฉวยของเขาหลังจากกรณีนองเลือดสามพฤษภาแล้ว ชาวจี่หนานต้องถูกพวกญี่ปุ่นทรมานแสนสาหัสชาวบ้านตกทุกข์ได้ยากอยู่ถึงแปดปี

            ดังนั้นชื่อเขาจึงถูกสลักไว้บนเสาแห่งความอับอายของประชาชาติไปตลอดกาล

            ขณะนี้ผมเห็นเขาพยายามชักชวนให้คนชุดยาวสีเทาทิ้งเมืองหนีไปอดนึกดูแคลนเขาไม่ได้ ขณะเดียวกันก็มีความคิดใหม่ผุดขึ้นในใจอย่างไม่รู้ตัว“ทำไมจึงพูดว่ากระจกวารีโหรเทพเป็นอาวุธ หรือว่าเกี่ยวข้องกับอาวุธวิเศษที่ร่ำลือกันในหมู่ชาวบ้านมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่งหยวน หมิง และชิง

            ทางผมยังคิดไม่จบชายสูงใหญ่ก็ถามคำถามเดียวกัน “หรือว่ากระจกวารีโหรเทพของสกุลเซี่ยคืออาวุธวิเศษในตำนานของชาวจีน”

            ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมจึงรู้สึกว่าขณะที่เขาถามคำถามนี้ดูจากสีหน้าและน้ำเสียงแล้วแปลกหน้าเป็นพิเศษ ทำให้ผมรู้สึกรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก

             

            ที่ผมคิดอย่างนี้ไม่ใช่ไม่มีสาเหตุเพราะดูจากน้ำเสียงในการพูดคุยของคนทั้งสองแล้ว สองคนนี้น่าจะสนิทสนมและเป็นเพื่อนรักกันดังนั้นชายสูงใหญ่ถึงได้พูดว่า “คงไม่ต้องให้ทหารองครักษ์จับคุณมัดแล้วพาไปใช่ไหม”

            ถ้าเช่นนั้นขณะที่เขาเอ่ยถามถึงกระจกวารีโหรเทพดวงตาไม่ควรฉายแววละโมบและเจ้าเล่ห์ออกมาราวกับสุนัขป่าหิวโซที่เห็นเหยื่อในพงหญ้า แล้วค่อยๆ คืบคลานเข้าไปหา

            “จะถือว่าใช่ก็ได้”ชายชุดยาวสีเทาพยักหน้า

            “บนด่านซานไห่กวน หินผาล้วนสีแดงชาด เขาจิ่วกงประหลาดใจหวาดหวั่นแสนพรั่นพรึง” ชายสูงใหญ่ท่องบทกวีออกมา

            ผมเคยอ่านประวัติศาสตร์หมิงและชิง ข้อความดังกล่าวเกี่ยวกับเรื่องราวที่ซับซ้อนเรื่องหนึ่งในช่วงปลายราชวงศ์หมิงต้นราชวงศ์ชิงสรุปคร่าวๆ ว่าครั้งนั้นอู๋ซานกุ้ยโกรธแค้นเพราะหญิงที่รักถูกพรากไป ได้ร่วมมือกับทัพใหญ่ชนเผ่าแมนจูนอกด่านซานไห่กวนในกับนอกประสานกัน เอาชนะฉ่วงอ๋องหลี่จื้อเฉิงความพ่ายแพ้ที่ด่านซานไห่ทำให้หลี่จื้อเฉิงนำทหารคนสนิทหนีออกจากเมืองหลวงสุดท้ายหมดหนทาง ใช้กระบี่เชือดคอตายที่เขาจิ่วกง

            หินผาหมายถึงหลี่เยี่ยนที่ปรึกษาของหลี่จื้อเฉิงสีแดงชาดหมายถึงหงเหนียงจื่อแม่ทัพหญิงอันดับหนึ่งของกองทหารอาสา นางคือภรรยาของหลี่เยี่ยน

            เรื่องราวตอนนี้ซ่อนปริศนาที่คาดไม่ถึงไว้เพราะสุดท้ายความตายของหลี่เยี่ยน หงเหนียงจื่อและฉ่วงอ๋องหลี่จื้อเฉิงถูกกลบหายไปในประวัติศาสตร์อันมากมายมหาศาลของราชวงศ์หมิงและชิง

            สีหน้าชายชุดยาวสีเทาแสดงอาการประหลาดใจ“พี่หัน คุณเคยศึกษาประวัติศาสตร์ตอนนี้หรือ”

            ชายสูงใหญ่รู้ตัวว่าพูดหลุดปากออกไป จึงยกมือขึ้นกุมปากทันทีท่าทางเลิ่กลั่ก “เปล่า เปล่า คุณเล่าให้ผมฟังไง ลืมแล้วหรือครั้งหนึ่งคุณเมาเหล้า เมาแล้วเผลอพูดออกมา เอ่ยถึงเรื่องราวตอนนั้น”

            คำพูดที่เขาหลุดปากออกมานั้นไม่ใช่เตรียมไว้ล่วงหน้าเด็ดขาด ดังนั้นแม้จะกลบเกลื่อนแต่ทำให้ชายชุดยาวสีเทาระแวงแล้ว

            “พี่หัน ไปเถอะ เส้นทางลงใต้ไม่ราบรื่นหรอกได้ข่าวว่าก่อนที่ผีญี่ปุ่นจะข้ามด่านซานไห่ได้ถอนกองทหารสอดแนมอาชาสัมฤทธิ์ที่มีนินจาญี่ปุ่นเป็นกำลังหลักออกมาหมดคนพวกนี้เชี่ยวชาญการหาข่าวกรอง พลังฝีมือสูงมาก ไม่ด้อยไปกว่าทหารชั้นยอดของกองทัพกวนตงที่อาวุธพร้อมมือผมขออวยพรให้คุณเดินทางราบรื่น นำกองทัพไปยังที่ปลอดภัยได้” ชายชุดยาวสีเทาพูด

            ชายสูงใหญ่ถอนหายใจยาว “เอาเถอะในเมื่อคุณตัดสินใจแล้ว ผมไม่อาจฝืนใจคุณได้ รอให้ผมพบท่านผู้นำก่อน จะรายงานสภาพที่แท้จริงของที่นี่ให้ท่านทราบ”

            การสนทนาของสองคนนี้ยุติลง ผมเชื่อว่าจากนั้นชายสูงใหญ่จะออกจากศาลเจ้าใหญ่จึงคลายความกังวล

            ในฐานะคนรุ่นหลังของสกุลเซี่ยผมย่อมหวังว่าทวดจะสามารถผ่านวิกฤตที่เมืองถูกยึดครองได้อย่างปลอดภัย เอาชีวิตรอดจากความวุ่นวายของบ้านเมืองได้

             

            ชายสูงใหญ่หันหลังเดินกลับออกไป พอไปถึงประตูใช้สองมือเกาะขอบประตูไว้แล้วจู่ๆ ก็หันมา “เหล่าเซี่ย ที่จริงผมคิดมาตลอดว่านับแต่โบราณซานตงมีผู้กล้ามากมายวีรบุรุษกู้ชาติเกิดที่ซานตงแทบทั้งหมด คนทั่วแผ่นดินต่างยกย่อง...ถ้าคุณมีความมั่นใจผมจะอยู่ต่อกับกองทัพ ทำการโจมตีทำลายกองทัพญี่ปุ่นในเขตซานตงพิสูจน์ความเป็นชายชาตรีซานตง ดีไหม”

            ชายชุดยาวสีเทาตื่นเต้นขึ้นทันทีแล้วถามว่า “พี่หัน ที่พูดจริงหรือ ย่อมดีมากแน่นอน...ผมต้องการอยู่แล้ว ไม่บังอาจขอร้อง”

            ชายสูงใหญ่แหงนหน้าหัวเราะร่าพลางเดินกลับมาชายชุดยาวสีเทาเดินเข้าไปหาด้วยสีหน้ายินดีบรรยากาศในศาลเจ้าใหญ่ดูเหมือนจะกลมเกลียวขึ้นทันที

            สัมผัสที่หกของผมสังเกตถึงลางร้ายทันทีแต่ไม่อาจร้องเตือนได้ทัน ทั้งสองคนยืนประจันหน้ากันแล้ว ใกล้กันแค่คืบต่างชูแขนขึ้น กอดกันอย่างเร่าร้อน

            ชั่วพริบตาก็เกิดเสียงดังฉึก ด้านหลังของคนทั้งสองมีปลายมีดเปื้อนเลือดโผล่ออกมา

             


    [1]หมายถึงนายพลจางเสวเหลียงแม่ทัพใหญ่แห่งภาคอีสานของจีนในขณะนั้น

    [2]หมายถึงเจียงไคเช็ค

    นิยายแนะนำ

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258