ตอนที่ 16
“แค่ดื่มน้ำให้เพื่อน นายยังมีข้อแม้งั้นเหรอ?”
ดวงตาสีดำราวกับท้องนภายามราตรีที่เต็มไปด้วยประกายอันเย็นะเืเคลื่อนมามองใบหน้าทะเล้นของเ้าเพื่อนจอมเ้าชู้ ขณะที่สุ้มเสียงอันราบเรียบมีความรำคาญเจืออยู่
“นี่ไง ตัวจริงโผล่หางออกมาแล้ว ก็ได้ๆ ในเมื่อนายจริงใจกับฉัน ฉันก็จริงใจกับนาย!” เมื่อเห็นเพื่อนคนงามแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาอย่างเปิดเผย ไมกี้ก็หัวเราะคิกคักออกมาด้วยความพออกพอใจ จากนั้นเขาก็ยอมกลั้นใจดูดชานมรสหวานจี๊ดที่เชอร์ริชชอบสั่งคู่กับเอเลียสจนหมดในคราวเดียว
เอเลียสปรายตามองแก้วชานมอันว่างเปล่าด้วยสายตาที่มีประกายของความพึงพอใจเจืออยู่ไม่น้อย จากนั้นชายหนุ่มก็ยันกายลุกขึ้นจากม้านั่งมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของคนน่ารักที่กำลังคุยกับชายหนุ่มรูปหล่อคนนั้น
“ผมเรียนอยู่ตึกข้างๆ นี่เอง ไว้ว่างๆ เราไปกินมื้อเที่ยงด้วยกันดีไหมอ่ะครับ?” ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มหล่อๆ พลางกดแอดไอดีของคนน่ารักไปด้วย
“จริงเหรอ งั้นก็…”
ก่อนที่เชอร์ริชจะได้ตอบกลับไป ฝ่ามืองดงามอันคุ้นเคยของใครบางคนก็เคลื่อนมากระตุกชายเสื้อเสียก่อน
“หิวน้ำอ่ะ พาฉันไปซื้อน้ำหน่อยได้ไหม?” ดวงตาคู่งามภายใต้แพขนตาสีดำอันเงางามมีประกายออดอ้อนอยู่หน่อยๆ ช้อนมองคนน่ารัก ขณะที่สุ้มเสียงอันแ่เบานั้น ทำให้ผู้ฟังใจสั่นไปตามกัน
“...” เชอร์ริชนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ เขามองไปยังฝ่ามืองามที่กระตุกชายเสื้อด้วยความสับสน
‘นายกับเอเลียสแปลกๆ นะ!’
ข้อความของโรเจอร์เด้งขึ้นมาในห้วงความคิดทันควัน พาให้เชอร์ริชต้องสูดหายใจเข้าอย่างเด็ดเดี่ยว
“นายไปซื้อคนเดียวได้ไหม คือว่า…ฉันยังคุยกับเขาไม่เสร็จอ่ะ” เชอร์ริชส่งสายตาไปทางหนุ่มหล่อที่ยืนอยู่ตรงหน้าพลางเอ่ยปัดคนงามยิ้มๆ
ชั่วเวลานั้นเชอร์ริชมองเห็นประกายจางๆ ในดวงตาคู่งามสั่นไหวทันทีที่ได้ยินคำตอบของเขา
…พาให้หัวใจน้อยๆ ของเขารู้สึกบีบรัดอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“อืม ก็ได้ งั้นฉันไปก่อนนะ” คนงามก้มหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ อันน่าเวทนา
ในยามที่ดวงตาของพวกเขาสบกัน เชอร์ริชพลันััได้ถึงประกายของความโดดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่บนดวงตาของอีกฝ่าย ขณะที่ฝ่ามืองามละไปจากชายเสื้อของเขาอย่างว่าง่าย
เอเลียสทำได้เพียงแค่หันกายเดินห่อไหล่มุ่งหน้าไปซื้อน้ำที่โรงอาหารเพียงลำพังโดยไม่คิดที่จะรั้งอยู่รบเร้าเชอร์ริชอีกแม้แต่คำเดียว ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวชายหนุ่มผู้น่าเวทนาก็สะดุดแผ่นหินตรงทางเดินล้มลงไปกองกับพื้นทันที
ตุ๊บ!!!
“โอ้ย!”
เอเลียสที่เมื่อรู้ตัวอีกทีก็ล้มลงไปกองกับพื้น ได้แต่อุทานออกมาด้วยความใ ขณะที่สุ้มเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความเ็ป
“เป็อะไรไหม?!”
เชอร์ริชที่ไม่รู้ว่าตัวเองพุ่งมาประคองคนงามั้แ่ตอนไหนเอ่ยถามด้วยความใ สองมือของเขาประคองคนงามให้ลุกขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“ไม่เป็ไร” เอเลียสหันมาส่งยิ้มอันนุ่มนวลให้คนน่ารัก ฝ่ามืองามแตะหลังมืออันนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายเบาๆ พลางเอ่ยปลอบเสียงอ่อนไปด้วย
“ไว้คุยกันทีหลังนะครับ…ไปห้องพยาบาลกันเอเลียส” เชอร์ริชหันไปะโบอกหนุ่มหล่อที่ยืนตาค้างมองพวกเขาอยู่ด้วยสีหน้าจริงจัง จากนั้นก็หันมาเอ่ยกับคนงามเสียงสั่น แล้วประคองอีกฝ่ายไปที่ห้องพยาบาลอย่างระมัดระวัง
“อืม”
เอเลียสได้แต่ขานรับด้วยสุ้มเสียงอันน่าเวทนา ขณะที่ดวงตาของเขามีธารน้ำใสปริ่มอยู่เล็กน้อยเพราะเจ็บจากาแบริเวณหัวเข่า ขณะที่สองขาก็พยายามก้าวไปตามจังหวะเดินของคนน่ารักที่กำลังประคองเขาอยู่
ทั้งสามมองคนตัวเล็กสองคนที่ประคองกันเข้าไปในอาคารด้วยสายตาอึ้งๆ ไมกี้ที่เหมือนจะได้สติเป็คนแรกก็ได้แต่ผิวปากอย่างเหลือจะเชื่อ จากนั้นก็ก้มลงมองแก้วชานมอันว่างเปล่าของเอเลียสอย่างนึกขัน
…ก็ไม่อยากจะขายเพื่อนหรอกนะ แต่ว่าเมื่อกี้เขาบังเอิญเห็นคนงามสะดุดอากาศน่ะสิ!
“ก็อย่างที่เห็นน่ะแหล่ะ ไว้ค่อยติดต่อเขาแล้วกันนะ” โซฟี่ถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นเธอก็หันไปเอ่ยกับหนุ่มหล่อยิ้มๆ ด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลาย
“อย่าไปรบกวนเขาเลย เพราะคนนี้น่ะเขามีเ้าของแล้ว” ไมกี้เดินมาตบไหล่หนุ่มหล่อเบาๆ จากนั้นเขาก็ทรุดตัวนั่งลงข้างๆ โซฟี่โดยไม่วายที่จะส่งยิ้มกวนๆ ไปให้หนุ่มหล่อต่างคณะผู้น่าสงสารไปด้วย
“พูดไปเรื่อยนะไมกี้!” โซฟี่มองหนุ่มหล่อที่เดินคอตกจากไป แล้วหันไปตีแขนของเ้าเพื่อนจอมเ้าชู้อย่างแรง
“หรือเธอไม่เห็นเอเลียสการละครเมื่อกี้ล่ะ?” ไมกี้เลิกคิ้วถามหญิงสาวด้วยสีหน้ากวนๆ พาให้โซฟี่ต้องกลอกตากลับมาอย่างไร้ข้อโต้เถียง
“ก็เห็นเต็มๆ น่ะแหล่ะ ฮุ ฮุ”
หญิงสาวเอ่ยยิ้มๆ เธอหัวเราะออกมาด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบาน เนื่องจากเธอเองก็แอบมองความสัมพันธ์ของเพื่อนตัวน้อยทั้งสองมาตลอดเหมือนกัน
เมื่อทั้งสองมาถึงห้องพยาบาลก็พบว่า อาจารย์ห้องพยาบาลไม่อยู่พอดี จึงมีเพียงรุ่นพี่สาวคณะแพทยศาสตร์คนหนึ่งที่นั่งดูซีรี่ย์อยู่เป็คนเฝ้าห้องพยาบาล
เมื่อเธอเห็นาแบริเวณหัวเข่าของชายหนุ่มเป็เพียงแผลถลอก หญิงสาวจึงส่งชุดอุปกรณ์ทำแผลใส่มือของเชอร์ริช จากนั้นก็ไล่ให้พวกเขาเข้าไปทำแผลกันที่เตียงผู้ป่วยซึ่งอยู่ไกลออกไป จากนั้นจึงหันกลับมาดูซีรี่ย์ต่อ
ด้วยเหตุนี้เองเชอร์ริชจึงต้องงัดสกิลการทำแผลของทายาทเฟรนไชส์ดรักสโตร์ชื่อดังมาทำแผลให้คนงามอย่างสุดความสามารถ ขณะที่เอเลียสนั่งมองคนน่ารักที่กำลังทำแผลตรงหัวเข่าอย่างเบามือให้เขาด้วยสายตาอันลุ่มลึกอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงผู้ป่วยที่อยู่หลังม่าน
“ฉันทำให้นายโกรธหรือเปล่า?”
สุ้มเสียงอันสั่นเครือของเอเลียสทำให้ดวงตาของเชอร์ริชวูบไหว แต่กระนั้นแล้วเขาก็มีสติมากพอที่จะใส่ยาฆ่าเชื้อรอบๆ แผลให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ
“ไม่หรอก” เชอร์ริชมองแผลถลอกที่มีเืเจืออยู่นิดๆ ของคนงามแล้วเอ่ยตอบด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลาย โดยไม่คิดที่จะเงยหน้าขึ้นไปสบสายตากับดวงตาคู่สวยของเอเลียสเลยแม้แต่น้อย
“งั้นนายคงรังเกียจฉัน สินะ…” เอเลียสเคลื่อนกายถอยห่างไปด้านหลังเล็กน้อย จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพวกเขา ชายหนุ่มเอ่ยถ้อยคำเ่าั้ออกมาเสียงสั่นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยจบก็ถูกเชอร์ริชโพล่งขึ้นมาก่อน
“เปล่าสักหน่อย ฉันไม่ได้รังเกียจนาย!” เมื่อรู้ว่าท่าทีของเขาทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด เชอร์ริชจึงเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน เขาคว้าแขนของคนงามเอาไว้ แล้วปฏิเสธด้วยสุ้มเสียงอันหนักแน่น
เขาพยายามเว้นระยะห่างกับเอเลียสจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เขารังเกียจเอเลียส
“แล้วทำไม นายถึงได้…ตีตัวออกห่างฉัน แบบนั้นล่ะ?”
ดวงตาสีดำคู่งามวูบไหวไปมา สุ้มเสียงอันแ่เบาที่เจือไปด้วยความน้อยใจอย่างเห็นได้ชัดเปล่งออกมาจากริมฝีปากอันได้รูปของชายหนุ่มผู้งดงาม
คำถามอันใสซื่อของคนงาม ทำให้เชอร์ริชได้แต่เบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความกระอักกระอ่วน
“ก็…ฉันสับสนนี่นา แล้วเพื่อนฉันก็บอกว่า มันไม่ปกติ” เชอร์ริชเอ่ยอย่างอึกอักด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แท้จริงแล้วเขาไม่อยากจะเอ่ยเื่นี้กับเอเลียสเลย แต่ถ้าเขายังเงียบอยู่แบบนี้ก็กลัวว่า อีกฝ่ายจะคิดไปไกล
“ถ้ามันไม่ปกติ…นายก็จะไปเหรอ?” เอเลียสหลุบตามองฝ่ามือของคนน่ารักที่จับแขนของเขาแน่นด้วยสายตาอันลุ่มลึก จากนั้นก็เคลื่อนสายตาไปมองใบหน้าของอีกฝ่ายพลางเอ่ยถามเสียงเบา
คำถามที่เต็มไปด้วยความน้อยใจของคนงาม ทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้านด้วยความเ็ปอันยากจะบรรยาย
“ไม่มีทาง! ฉันเคยบอกแล้วว่า ฉันจะอยู่ตรงนี้ ข้างๆ นาย ฉันไม่มีวันทิ้งนาย!!!” เชอร์ริชรีบหันกลับมาสบตาเอเลียส เขาย้ำสิ่งที่เคยเอ่ยกับอีกฝ่ายเมื่อเดือนก่อนด้วยสุ้มเสียงอันหนักแน่นราวกับกำลังตอกย้ำคำมั่นสัญญา
“ถึงเพื่อนของนายจะบอกว่า มันแปลก แต่เชอร์ริช ฉันแค่อยากบอกนายว่า เื่พวกนั้นมันไม่สำคัญสำหรับฉันเลย” เอเลียสเอ่ยความคิดของเขาออกมาอย่างนุ่มนวล เช่นเดียวกับดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยประกายอันอ่อนโยนที่สุดแสนจะบริสุทธิ์ราวกับสายน้ำอันใสกระจ่างท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้า
ภาพความงามอันเปราะบางที่มีประกายของความโดดเดี่ยวเจืออยู่ ทำให้เชอร์ริชได้สติขึ้นมา
เขาผิดเอง…เขาไม่ควรเอาสิ่งที่เพื่อนเอ่ยถึง มาเป็เส้นคั่นระหว่างเขากับเอเลียส เพราะั้แ่ต้นจนจบก็ไม่มีใครเข้าใจเอเลียสไปมากกว่าเขาอีกแล้ว
ในที่สุดเชอร์ริชก็ตระหนักได้ ไม่ว่าเขากำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ถูกหรือผิด
…ขอเพียงแค่ได้เห็นเอเลียสมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
“มันก็ไม่สำคัญกับฉันเหมือนกัน ขอโทษนะเอเลียส ที่ทำให้นายกลัวแบบนี้” เชอร์ริชเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจออกมาอย่างจริงจังด้วยความรู้สึกผิด พาให้คนฟังถึงกับหลั่งน้ำตา
“อย่าร้องไห้สิ” เชอร์ริชปล่อยมือจากแขนของอีกฝ่ายมาเช็ดน้ำตาให้คนงามอย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยปลอบเสียงสั่น
“ฉันแค่โล่งใจอ่ะ” เอเลียสเอ่ยเสียงสั่นด้วยความโล่งอก ขณะที่น้ำตาเม็ดโตยังคงพรั่งพรูออกมาจากหน่วยตาราวกับเขื่อนแตก พาให้เชอร์ริชที่อ่อนไหวอยู่แล้วร้องไห้ตาม
“ฮือ นายทำให้ฉันร้องไห้ไปด้วยเลย” ชั่วเวลานั้นเชอร์ริชโถมเข้าไปกอดคนงามแล้วร้องไห้ออกมาราวกับเด็กน้อย
เอเลียสฝังใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาลงบนบ่าของคนน่ารัก ฝ่ามือของเขาประคองร่างของอีกฝ่ายเอาไว้อย่างนุ่มนวลและหวงแหนในเวลาเดียวกัน ทว่าภายใต้ม่านน้ำตานั้นเต็มไปด้วยประกายของความโล่งใจที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างงดงาม
ความสัมพันธ์ของเขากับเชอร์ริชแปลกงั้นเหรอ?
… สำหรับเขาแล้ว ั้แ่ต้นจนจบมันไม่มีอะไรแปลกเลยสักนิด!
สองหนุ่มกอดคอกันเดินกลับสวนหย่อมด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม ทว่าเมื่อเดินผ่านห้องน้ำเชอร์ริชก็ปวดฉี่ขึ้นมาพอดี พาให้เขาต้องหันไปบอกให้เอเลียสไปนั่งที่ม้านั่งใกล้ๆ ก่อน จากนั้นก็พุ่งเข้าห้องน้ำไป ซึ่งเป็จังหวะที่แอชลี่ย์ก้าวเท้าออกจากห้องน้ำหญิงพอดี
“ไม่นึกว่าจะบังเอิญเจอนายที่นี่”
หญิงสาวในชุดเดรสสีขาวนวลเอียงคอเอ่ยทักชายหนุ่มด้วยสุ้มเสียงอันเชิดสูงตามแบบของเธอ
“...” เอเลียสหลุบตาลงเล็กน้อย สีหน้าของเขาไม่มีอารมณ์ใดๆ เจืออยู่นอกจากความว่างเปล่าอันสงบนิ่ง
“มันก็แปลกนะ ที่วันนั้นนายไม่มาดินเนอร์ที่บ้านฉัน” แอชลี่ย์มองข้ามความเงียบงันของชายหนุ่ม เธอเอ่ยถึงประเด็นที่วันสำคัญของครอบครัว ชายหนุ่มไม่โผล่มาทำลายบรรยากาศเหมือนกับทุกทีเพียงเพราะอยู่ดูการประกวด คิง ควีน แอนด์ พรินซ์ประจำปี
ไหนจะเื่ที่อีกฝ่ายโดนยัยดาราเสียสติคนนั้นมาเอาเื่ถึงที่อีก แอชลี่ย์ยอมรับว่า คราวนี้เธอไม่เข้าใจว่า ทำไมอีกฝ่ายถึงได้พลาดโอกาสดีๆ ที่จะทำลายความสงบสุขในครอบครัวของเธอแบบนี้
…มันผิดปกติ
“นั่นมันวันสำคัญของครอบครัวเธอ ฉันไม่ไปหรอก” เอเลียสเงยหน้าขึ้นไปสบสายตากับหญิงสาวพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบที่ปราศจากคลื่นอารมณ์ใดๆ ทว่าดวงตาของเขากลับมีประกายของความสุขุมในแบบที่แอชลี่ย์ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ในที่สุดนายก็คิดได้สักทีนะ จำเอาไว้ให้ดีล่ะว่า ครอบครัวของฉันไม่ใช่ครอบครัวของนาย”
ถึงแม้ว่าจะยังคาใจกับท่าทีของอีกฝ่าย แต่หญิงสาวก็ไม่ใคร่จะนำมาใส่ใจนัก ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงสะบัดผมหนึ่งทีพลางเอ่ยเสียงสูงด้วยท่าทีอันเย่อหยิ่ง แล้วเดินจากไปเหมือนอย่างเคย
เอเลียสเองก็ไม่ใคร่จะสนใจหญิงสาวนัก ด้วยเหตุนี้เองดวงตาสีดำคู่งามจึงมองไปยังประตูห้องน้ำชายด้วยสายตาเฝ้ารออันอ่อนโยนเงียบๆ
“ขอโทษนะ ที่ให้รอนาน” หลังจากนั้นอีกครู่หนึ่งเชอร์ริชก็ผลักประตูออกมาพลางเอ่ยกับคนงามที่นั่งรออยู่เสียงใส
“ไม่เป็ไร” เอเลียสขานรับด้วยรอยยิ้มละไมพลางยันกายลุกขึ้น เขาค่อยๆ เดินไปหาคนน่ารักด้วยดวงตาอันอ่อนโยน
“งืม เดี๋ยวแวะซื้อน้ำให้นายด้วย” เชอร์ริชก้าวไปประคองคนงามผู้เปราะบางพลางเอียงหน้าไปเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันสดใส
“อืม” เอเลียสพยักหน้าขานรับคนน่ารักเสียงนุ่ม ขณะที่ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยประกายของความสุขที่ทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง
“รอบนี้ฉันขอเลี้ยงขอโทษที่ทำให้นายกลัวนะ” เมื่อเห็นคนงามขานรับโดยไม่ติดใจเอาความกัน เชอร์ริชจึงเอ่ยอย่างอ้อนๆ ด้วยท่าทางน่ารักที่เป็ภัยต่อใจของผู้พบเห็นเป็อย่างยิ่ง
“อืม” เอเลียสขานรับเชอร์ริชที่ตอนนี้ทำตัวน่ารักมากกว่าเดิมเป็พิเศษเสียงนุ่มด้วยสายตาอันอ่อนโยนเหมือนกับทุกที
…ขณะที่ใจของเขาเต้นแรงจนแทบะเิคาอก
เอเลียสเดินถือแก้วชานมกลับมานั่งที่เดิมโดยมีเชอร์ริชคอยประคองด้วยความห่วงใย พาให้บรรยากาศกลมเกลียวอันคุ้นเคยหวนกลับมาอีกครั้ง ขณะที่โซฟี่หันไปสบตากับไมกี้อย่างรู้ใจ
“คู่รักเขาคืนดีกันแล้วสินะ” ไมกี้ไหวไหล่ด้วยท่าทีอันเสเพล เขาเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลายพลางปรายตามองเพื่อนตัวน้อยที่กลับมาสวีทกันด้วยสายตาอันขบขัน
“คงจะเป็แบบนั้นแหล่ะ” โซฟี่ยกมือขึ้นมาบังริมฝีปาก เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบานเมื่อสถานการณ์กลับมาสงบสุขเหมือนเดิม
เชอร์ริชหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดูคลิปตลกในแพลตฟอร์ม โดยไม่วายที่จะหันมาเอ่ยชวนเอเลียสให้ดูด้วยกัน พาให้ชายหนุ่มผู้งดงามต้องผินหน้าไปดูคลิปที่ฉายอยู่บนหน้าจอของคนน่ารักอย่างเสียไม่ได้ด้วยสายตาอันอ่อนโยน
ความสงบสุขดำเนินไปได้เพียงไม่กี่วัน คนขับรถร่างใหญ่ก็มายืนรอเอเลียสถึงหน้าบ้านเฮอร์บิลตัน ทันทีที่พบหน้าชายหนุ่ม คนขับรถก็ส่งสายตาไปทางห้องโดยสารด้วยสีหน้าลำบากใจ พาให้ชายหนุ่มต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นก็ก้าวขึ้นรถไป
“เมื่อไหร่แกจะกลับบ้าน?”
ทันทีก้าวเท้าเข้ามาใน อีฟในชุดเดรสชีฟองสีดำก็กอดอกเอ่ยถามลูกชายด้วยสุ้มเสียงอันจริงจังทันที
ดวงตาคู่งามมองเสื้อผ้าเนื้อนุ่มสีพาสเทลที่ลูกชายสวมอยู่ด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย เนื่องจากปกติแล้วเื่ความเป็อยู่เหล่านี้ อีฟเป็คนจัดหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกมาตลอด
“...”
ชายหนุ่มเพียงแค่นั่งลงบนเบาะข้างกับผู้เป็แม่ด้วยใบหน้าอันสงบนิ่งที่ปราศจากคลื่นอารมณ์ โดยไม่คิดที่จะให้คำตอบเลยแม้แต่คำเดียว
“แกจะอยู่บ้านไอ้เด็กปากดีนั่นไปตลอดไม่ได้หรอกนะเอเลียส ให้ตายสิ ฉันไม่รู้ว่า แกคิดอะไรอยู่ถึงได้เป็เพื่อนกับเด็กหยาบคายพรรค์นั้น!!” อีฟกอดอก แล้วระบายความกังวลของเธอออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
…ไหนจะความประทับใจแรกพบอันติดลบที่มีต่อเพื่อนผู้ไร้มารยาทของลูกชายคนนั้นอีก
แทนที่จะเลือกเพื่อนคนดีๆ ที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาเป็อย่างดี แต่ทำไมลูกชายของเธอถึงได้ไปคบเด็กหยาบคายที่ไม่รู้กาลเทศะแบบนั้นเป็เพื่อนก็ไม่รู้!
ถึงแม้อีฟพอจะดูออกว่า เด็กนั่นรักเพื่อน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เธอประทับใจกับความหยาบคายของอีกฝ่าย!
“ที่นี่ก็ไม่ได้แย่หรอกครับแม่ พวกเขาอบอุ่นดี” เอเลียสย่อมไม่ปล่อยให้ผู้เป็แม่ว่าร้ายคนน่ารักของเขาอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจึงเอ่ยแย้งด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบแต่มีความจริงจังแฝงอยู่
“เหอะ แกกำลังบอกว่า ฉันเ็ากับแกงั้นเหรอ แกเป็ลูกฉันนะ ฉันก็ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดกับแก!” คำตอบของลูกชายทำให้อีฟกระแทกเสียงด้วยความไม่สบอารมณ์ ขณะที่เธอมองไปยังลูกชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างชัดเจน
พระเ้ารู้ดีว่า เธอทุ่มเทเพื่อเอเลียสมากแค่ไหน เธอไม่เคยปล่อยให้ลูกขาดแคลนสิ่งที่พึงได้รับจากแม่อย่างเธอเลยสักครั้ง!
“ด้วยการเปลี่ยนให้ผมเป็แบบนี้เหรอครับ?”
เอเลียสถอนหายใจ เขาเอ่ยสิ่งที่ติดใจมาตลอดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย
เขาไม่ได้เกลียดรูปลักษณ์อันลวงโลกของตัวเอง แต่ในเวลานี้เขารู้แล้วว่า มันไม่จำเป็อีกต่อไป
“แกกำลังพูดเื่อะไร มันก็ดีแล้วนี่ แกเป็แบบนี้จะได้มีคนรักแกไง หรือแกอยากเป็ผู้ชายตัวใหญ่ที่ทุกคนรังเกียจ?” อีฟโต้กลับด้วยสุ้มเสียงอันแหลมสูง ขณะที่ดวงตาของเธอยังคงมองไปยังเด็กหนุ่มผู้งดงามราวตุ๊กตาในชุดสีพาสเทลด้วยสายตาอันดุดัน
“...แล้วนี่แกยังกินยากดฮอร์โมนอยู่ไหม มันสำคัญมากนะ” สุ้มเสียงอันแหลมสูงของอีฟมีประกายของความกังวลเจืออยู่ ขณะที่ดวงตาของเธอเคลื่อนไปสบกับดวงตาของลูกชายด้วยความจริงจังกว่าครั้งไหนๆ
การที่เ้าลูกชายหัวแข็งของเธออยากจะอยู่ที่นี่ต่อไม่นับเป็เื่ใหญ่ เมื่อเทียบกับเื่ฮอร์โมนที่ส่งผลกับร่างกายของอีกฝ่ายโดยตรง
“ผมเลิกกินแล้วครับแม่” ชายหนุ่มมองเห็นความคาดหวังภายในดวงตาของผู้เป็แม่ ขณะที่ริมฝีปากของเขาเอ่ยความ้าของตัวเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา
เอเลียสยอมรับว่า แม้เขาจะไม่ได้รังเกียจรูปลักษณ์ตัวเล็กตัวน้อยของตัวเอง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาพอใจกับมัน
…อีกอย่างคู่แข่งก็เยอะเสียขนาดนี้ เขาจะอยู่ในสภาพที่ตั้งรับอย่างเดียวแบบนี้ไปตลอดไม่ได้!
“นี่แกคิดบ้าอะไรอยู่ แกต้องกลับไปกินยา ตอนนี้ร่างกายของแกยังเจริญไม่เต็มที่ หยุดยาตอนนี้เดี๋ยวก็สูงขึ้นหรอก!” อีฟยกมือขึ้นมานวดหน้าผากพลางเอ่ยข้อเท็จจริงออกมาเสียงสูงด้วยสีหน้าอันจริงจัง
“ไม่เป็ไรครับแม่ ผมจะยอมรับผลของมันทั้งหมด”
เอเลียสย่อมรู้ดีว่า หากหยุดกินยากดฮอร์โมน ร่างกายของเขาจะเปลี่ยนกลับไปเป็ในแบบที่ควรจะเป็ ด้วยเหตุนี้เองชายหนุ่มจึงเอ่ยกลับไปด้วยสุ้มเสียงอันหนักแน่น เฉกเช่นเดียวกับสีหน้าอันแน่วแน่ของเขา พาให้บรรยากาศภายในห้องโดยสารอันเย็นฉ่ำแปรเปลี่ยนเป็สุญญากาศอันน่าอึดอัดทันที
“แกเป็บ้าไปแล้วเอเลียส แกไม่คิดเหรอว่า ครอบครัวฝั่งนั้นจะทำอะไร ถ้ารู้ว่าแกเป็พวกกรุ๊ปวาย แกยังจำได้ใช่ไหมที่ย่าของแกยอมให้ฉันเก็บแกเอาไว้ก็เพราะคิดว่า แก่เป็พวกกรุ๊ปเอ็กซ์น่ะ!” ท่าทีแข็งกร้าวของลูกชายเกิดขึ้นเป็บางครั้งบางคราว ทำให้อีฟสามารถปรับตัวกับบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากเอเลียสได้อย่างคุ้นชิน ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงโต้กลับไปเสียงสูงซึ่งเต็มไปด้วยความจริงจังที่มีความกังวลเจืออยู่
เพื่อให้ลูกปลอดภัย อีฟย่อมโกหกทุกคนเื่เพศของเอเลียส ดังนั้นการเปลี่ยนลูกชายให้มีรูปลักษณ์เหมือนผู้ชายกรุ๊ปเอ็กซ์ ทำให้เอเลียสไม่สามารถไปต่อสู้แย่งชิงอำนาจกับหลานชายคนโตของตระกูลวาฮ์โอเลียน
ด้วยเหตุผลเื่ความปลอดภัยนี้เอง อีฟจึงตัดสินใจใช้วิธีอื่นเพื่อแสดงให้ครอบครัวนั้นรู้ว่า เธอกับลูกจะไม่มีทางยอมจำนน
…และการตัดสินใจของเอเลียสในตอนนี้ ทำให้อีฟหนักใจมาก
จริงอยู่ว่า เธอใช้ทุกลมหายใจไปกับการแก้แค้น แต่มันก็เป็ทุกลมหายใจที่เธอซ่อนเอเลียสให้ปลอดภัยเช่นกัน
“ครับ และผมจะไม่ไปยุ่งกับบ้านนั้นอีก” เอเลียสเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันแน่วแน่ ดวงตาของเขามองไปยังผู้เป็แม่อย่างจริงจัง เพราะั้แ่ต้นจนจบครอบครัวฝั่งพ่อไม่เคยมีความหมายในใจเขาเลย
ถึงแม้เอเลียสจะไม่รู้ว่า ทำไมแม่ถึงได้หวาดหวั่นต่อท่าทีของย่าขนาดนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจเสมอมาก็คือ เขาไม่เคยคิดจะไปข้องแวะกับครอบครัวนั้นเลยสักครั้ง
“แกเสียสติไปแล้วเหรอเอเลียส แกคือวาฮ์โอเลียน แกจะลืมว่า ตัวเองเป็ใครไม่ได้!” อีฟมองใบหน้าอันจริงจังที่ปราศจากความลังเลใดๆ ของลูกชายด้วยความหนักใจ ด้วยเหตุนี้เองเธอจึงเอ่ยย้ำไม่ให้อีกฝ่ายลืมตัวตนของตัวเองอย่างไม่ยอมแพ้
“...พวกมันต้องรับผิดชอบแก มันต้องให้แกเท่ากับที่เด็กสองคนนั้นได้ ไม่ว่าจะชื่อเสียง เงินทอง หรือฐานะ แกต้องได้เท่ากับพวกมัน เพราะแกก็คือลูกของไอ้ชั่วนั่นเหมือนกัน!!!” ใบหน้าอันไร้ซึ่งความรู้สึก ทำให้อีฟระบายสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจตลอดเวลานับั้แ่ลูกชายลืมตาดูโลกออกมาด้วยสุ้มเสียงอันแหลมสูง ขณะที่สีหน้าของเธอนั้นไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมที่เธอและลูกชายได้รับจากครอบครัวนั้น
หากเลือกได้ เธอไม่อยากให้เอเลียสมีชีวิตแบบนี้ เธออยากให้ลูกได้มีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนกับเด็กคนอื่น แต่สิ่งที่เธอทำได้กลับเป็แค่การสร้างครอบครัวครึ่งๆ กลางๆ ที่ลูกชายของเธอไม่มีแม้แต่พ่อที่คอยมอบความอบอุ่นให้ด้วยซ้ำ
นึกๆ ไปแล้วมันช่างน่าขันที่อีฟผู้เคยมีทุกอย่าง กลับไม่สามารถเสกสรรความสงบสุขอันเรียบง่ายนี้ให้ลูกชายได้เลย
เอเลียสมองเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยคลื่นอารมณ์อันว้าวุ่น เขามองเห็นความเสียใจที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของผู้เป็แม่ ชั่วเวลานั้นเองที่ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบาแล้วเอื้อมมือไปััหลังมือของหญิงวัยกลางคนที่เคยล้มเหลวเพียงเพราะความผิดพลาดอันเล็กน้อยราวกับเดินสะดุดก้อนหินเพียงก้อนเดียวบนเส้นทางที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบอันงดงาม
“แม่ครับ ผมอยากให้แม่ฟังผม…”
เอเลียสหลุบตาลงมองฝ่ามือคู่งามของผู้เป็แม่ จากนั้นจึงเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันอ่อนโยนในแบบที่เขาไม่ค่อยเปล่งให้ใครฟังบ่อยนัก ขณะที่ดวงตาของเขาเคลื่อนไปมองใบหน้าอันงดงามของอีฟด้วยสายตาอันสงบนิ่งที่แฝงไปด้วยความปลอบโยน
“ผมคือเอเลียส ลูกชายของอีฟ ซินแคล์ นี่คือสิ่งเดียวที่ผมรู้เสมอมา ผมไม่ใช่ ‘พวกเขา’ แต่คือลูกของแม่” ชายหนุ่มไม่เคยมองว่า ตัวเองเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวที่ไม่เคยยอมรับเขา แต่เขาคือส่วนหนึ่งของครอบครัวที่มีเพียงเขากับแม่มาโดยตลอด
เอเลียสรู้ดีว่า ความแค้นทำให้แม่เ็ป จนในบางทีก็เปลี่ยนให้เธอบ้าคลั่ง แต่การสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความว่างเปล่านั้น
…ไม่ใช่สิ่งที่เขา้า!
ในยามที่เขาป่วย คนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาไม่ใช่พวกวาฮ์โอเลียน หรือชายผู้เ็าคนนั้น แต่เป็หญิงผู้บ้าคลั่งที่คลอดเขาออกมา เฉกเช่นเดียวกับในวันสำคัญของเขาที่เธอจะคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอ
สำหรับชายหนุ่มแล้วไม่เคยมีแม้แต่วินาทีเดียวที่เขาจะเกลียดเธอ ถึงแม้ว่าเขาจะหน่ายกับการแก้แค้นอันว่างเปล่านั่นก็ตาม
“เอเลียส…” ถ้อยคำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่นทำให้หัวใจของอีฟบีบรัด ริมฝีปากที่แต่งแต้มไปด้วยลิปสติกสีแดงสดรำพันชื่อของลูกชายออกมาเสียงสั่นด้วยความสับสน เมื่อพบว่า ในใจของลูกชายไม่มีพวกวาฮ์โอเลียนเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว
“ผมคือเด็กที่เกิดมาจากความผิดพลาด แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว ผมอยากให้เราได้ใช้ชีวิตของเราสักที” เอเลียสเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจมาโดยตลอดให้ผู้เป็แม่ฟังอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ดวงตาสีดำคู่งามของเขานั้นไร้ซึ่งความลังเลใดๆ
“แต่พวกมัน!”
แม้ว่าสิ่งที่ลูกชายเอ่ยออกมานั้นจะทำให้เธอหวั่นไหว แต่อีฟก็ยังกัดปากแน่นพลางเอ่ยเสียงเข้มอย่างไม่ยอมแพ้
“พวกเขาบอกว่า แม่เคยเจิดจรัส ผมอยากเห็นแม่กลับไปเป็แบบนั้นสักครั้งด้วยตาของผมเอง ผมหวังว่า แม่จะใจดีกับผมสักครั้ง” เขาเคยได้ยินคนรู้จักของผู้เป็แม่ชื่นชมแม่อยู่ไม่ขาดปาก แม้ว่าในตอนนี้แม่ของเขาจะสะดุดก้อนหินจนล้ม แต่ชายหนุ่มก็อดที่จะวิงวอนอดีตดาวค้างฟ้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายของความคาดหวังไม่ได้
เอเลียสไม่ให้ค่าคนที่ไม่ยอมรับเขา แต่ปรารถนาจากใจจริงให้บาปที่ผู้เป็แม่แบกเอาไว้เพียงเพราะความผิดพลาดในอดีตสิ้นสุดลง
“แกไม่แค้นพวกมันเลยเหรอ?” ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความคาดหวังอันไร้ซึ่งประกายของความน้อยใจใดๆ ทำให้หัวใจของอีฟสั่นไหว แต่กระนั้นแล้วเธอก็อดที่จะถามลูกชายด้วยความกังขาไม่ได้
“ผมไม่ได้อะไรจากความแค้นนั่นเลยครับแม่ แม่เองก็เหมือนกัน”
เอเลียสเอ่ยสิ่งที่อยู่ในใจมาโดยตลอดด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบ ชายหนุ่มบีบฝ่ามือของผู้เป็แม่เบาๆ เป็การสำทับ จากนั้นเขาก็เปิดประตูรถ แล้วก้าวเท้าออกไปด้วยท่าทางอันสง่างามที่เจือไปด้วยความสงบนิ่งอันปราศจากความหวั่นไหวใดๆ ท่ามกลางแสงสีส้มอันเจิดจ้าใน่เย็นของวัน
ดวงตาสีดำคู่งามมองไปยังเงาร่างของใครบางคนที่แอบมองเขาด้วยสายตาห่วงใยจากหน้าต่างห้องนั่งเล่นด้วยสายตาอันอ่อนโยน
…พวกเขาชดใช้บาปมามากพอแล้ว ตอนนี้มันถึงเวลาที่พวกเขาต้องปล่อยมือจากมันเสียที