แคว้นเยี่ยนเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้คนส่วนมากต่างคิดว่าเทศกาลใบไม้ร่วงจะถูกเลื่อนออกไป ยิ่งไปกว่านั้นอาจถูกยกเลิกไปเลยแต่วันที่ห้าหลังจากการลอบโจมตีมีข่าวออกมาจากตำหนักวิหารสวรรค์ว่า ไม่ว่าอย่างไรเทศกาลใบไม้ร่วงก็ต้องดำเนินต่อเพียงอาจเลื่อนไประยะหนึ่งเท่านั้น
ลือกันว่าพระราชดำรัสของราชาคือ...ตอนนี้บ้านเมืองเจอวิกฤตดังนั้นการจัดงานมีความสำคัญกับบ้านเมืองมาก ยิ่งต้องให้กลุ่มคนอายุน้อยเหล่านั้นก้าวออกมาแทนที่จะให้พวกเขาเห็นความสงบของบ้านเมือง ต้องให้พวกเขาเห็นการสู้รบเสียมากกว่าส่วนบ้านเมืองก็ไม่ควรทำให้กลุ่มคนที่มีพรสวรรค์ต้องผิดหวังเพราะเรื่องนี้ สงครามก็ต้องรบสืบก็ต้องสืบ เทศกาลใบไม้ร่วงก็ต้องจัดต่อ แต่ถึงกระนั้นเพื่อประหยัดงบประมาณไปให้ทหารในสนามรบ เทศกาลใบไม้ร่วงจึงต้องจัดเล็กลง
เมื่อรู้ข่าว นักเรียนทุกคนต่างก็มีเลือดพลังแห่งความศรัทธาขึ้นมาแผ่นดินทุกข์ยาก แต่ทว่าราชาก็ไม่ทิ้งเหล่านักเรียน
เพียงเท่านี้ก็ทำให้มีผู้คนซื่อสัตย์ต่อราชาแคว้นเยี่ยนมากขึ้นอย่างนับไม่ถ้วน
ส่วนวันและเวลาที่จะเลื่อนออกไปยังต้องดูว่าเรื่องทั้งหมดจะสงบลงเมื่อไหร่ ตอนนี้ทั่วเมืองหลวงกำลังมุ่งจู่โจมชาวโยวโดยไม่สนว่าชาวโยวเหล่านั้นจะเกี่ยวข้องกับเรื่องลอบโจมตีหรือไม่เพียงแค่เป็นชาวโยวที่มาทำธุระในเมืองหลวงก็จะถูกจับกุมตัว ได้ยินว่าตอนนี้คุกของหน่วยฟางกู้และกรมราชทัณฑ์เต็มไปด้วยคนแล้วจึงไม่อาจขังคนมากขนาดนั้นได้อีก ท่าทีต่อชาวโยวนั้น หากมีโทษก็เพิ่มเป็นเท่าตัวหากไม่มีโทษก็ต้องลงโทษอยู่ดี
เหล่าผู้คนที่มาเพราะทำการค้าก็ถือว่าซวยไปหลังจากคนเหล่านี้ถูกสอบสวนไม่นานก็ถูกตัดหัวหมด ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
เรื่องในคืนนั้นผ่านมาสิบวันแล้ว วันนี้เชียนจีกลุ่มหนึ่งคุ้มครองอันเจิงนั่งรถม้ากลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จากนั้นเชียนจีก็แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งอยู่เพื่อปกป้องอันเจิงที่นี่อีกส่วนก็กลับหน่วยทหารไป
ชวีหลิวซีประคองอันเจิงเดินเข้าประตู เมื่อนั่งลงได้เขาก็เอ่ยเร่ง“เร็ว...เร็ว!”
ชวีหลิวซีสะดุ้งทันที “เป็นอะไรไป?”
“รีบนำเนื้อมาให้ข้าสักถ้วย!”
ชวีหลิวซีชะงักไป จากนั้นก็มองเขม่นอันเจิงแวบหนึ่ง“เจ้าเพิ่งจะฝืนเดินไปเมื่อครู่ ตอนนี้ยังเลือกกินตามใจชอบไม่ได้”
อันเจิงต่อรอง “กินไม่มากแค่ไม่กี่คำก็พอ”
ผู้เฒ่าฮั่วหัวเราะเบา ๆ “ข้าจะตุ๋นหมูให้กินเจ้านั่งจิบชาไปก่อน หากไม่ตุ๋นถึงเจ็ดแปดชั่วโมงจะไม่อร่อย”
อันเจิงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มกว้าง“ข้ารอได้!”
ผู้เฒ่าฮั่วชูนิ้วโป้ง“เจ้านี่เป็นชายที่ทนความอัปยศได้จริง ๆ เลย”
อันเจิงพูด “ท่านก็ร้ายขึ้นไม่น้อย”
ผู้เฒ่าฮั่วหันหลังกลับ“ข้าไปซื้อเนื้อก่อนแล้วกัน จากนั้นจะให้ตั้งหม้อใหญ่ในสำนัก ต้องตุ๋นเนื้อนาน ๆและอย่างน้อยก็ต้องตุ๋นหมูให้ถึงที่”
อันเจิงยกมือลูบปาก “พวกเจ้าเข้ามาหลายคนหน่อยแบกผู้เฒ่าฮั่วไปซื้อเนื้อที”
ผู้เฒ่าฮั่วหัวเราะทันที จากนั้นก็ถือตะกร้าออกนอกสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไป
“เรื่องของหญิงสาวเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง?” อันเจิงถาม
ตู้โซ่วโซ่วตอบกลับ“ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ในตำหนักวิหารสวรรค์เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้จะมีใครมีกะจิตกะใจไปสนเรื่องหอนางโลมกัน? คนของกรมราชทัณฑ์และหน่วยฟางกู้ออกมาไม่ได้สักคนครั้งนี้ก็ถือว่าหอนางโลมนั่นซวยไป เพราะไม่มีใครจะสนใจพวกเขาเลยด้วยซ้ำอีกทั้งทหารฝีมือดีกว่าห้าร้อยคนก็ปิดถนนหมดแล้วไม่มีใครเข้าใกล้เราได้แม้แต่คนเดียว ฉะนั้นหญิงสาวเหล่านั้นปลอดภัยดี”
“อย่างนั้นก็ดี หากไม่ทำก็ไม่เป็นไรแต่หากจะทำก็ต้องทำให้ถึงที่สุด ช่วงนี้ให้พวกนางอยู่ที่นี่ไปก่อนเจ้าก็ดูว่ามีใครที่พอฝึกพลังวัตรได้บ้าง หากฝึกได้ก็เก็บไว้ในสำนัก หากฝึกไม่ได้ก็สอนวิธีฝึกทักษะทางด้านร่างกายอย่างน้อยต่อไปจะได้ไม่ต้องเสียเปรียบใครอีก”
กู่เชียนเยว่พูดขึ้น“ต่อให้เจ้าจะอยากส่งพวกนางไปก็ไปไม่ได้อยู่ดีข้าเคยบอกแล้วว่าจะเก็บพวกนางไว้ที่นี่ ข้ากับหลิวซีเลือกกันแล้ว ในสิบสองคนนี้มีเพียงคนเดียวที่ฝึกพลังวัตรได้ ต่อไปก็ให้ติดตามข้านี่แหละ ส่วนที่เหลืออีกสิบเอ็ดคนก็ถูกหลิวซีแย่งไปแล้ว”
ชวีหลิวซียิ้มพลางพูด “การฝึกวิชาด้านสมุนไพรง่ายกว่าฝึกพลังวัตรมากฉะนั้นขอเพียงตั้งใจเรียนรู้ อย่างไรเสียก็ต้องมีความรู้ติดตัวไปบ้าง ต่อไปแม้ไม่ได้เป็นถึงหมอที่มีชื่อเสียงแต่อาศัยการรักษาคนก็สามารถเลี้ยงชีพได้แล้ว หากฝึกทักษะทางด้านร่างกายเพิ่มอีกละก็ต่อไปการใช้ชีวิตก็คงไม่เป็นปัญหาแล้วล่ะ”
อันเจิงยังมีสีหน้ากังวล “เรื่องนี้ต้องระวัง...หญิงสาวเหล่านี้ถูกฝึกอยู่ที่หอนางโลมนั่นช่วงหนึ่งฉะนั้นจะเชื่อใจพวกนางมากไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงแบบนี้น่ากลัวยิ่งคนที่สามารถฝึกพลังวัตรได้ต้องสังเกตเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะตัวเองได้รับการดูแลส่วนคนอื่นไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอะไร นางอาจดูถูกคนอื่นที่ไม่สามารถฝึกพลังวัตรได้ฉะนั้นต้องเท่าเทียมกัน จะรังแกกันไม่ได้เด็ดขาด”
กู่เชียนเยว่พูด “วางใจเถอะพวกนางติดตามข้าและหลิวซี นิสัยแย่ต่าง ๆ ที่มี ข้าจะให้พวกนางเปลี่ยนทั้งหมด”
ขณะนี้ สวนหลังตำหนักวิหารสวรรค์ ราชามู่ฉางเยียนทรงพระดำเนินเล่นอยู่กับขันทีคนสนิททรงเตรียมพร้อมมาสิบวัน จึงทรงคิดว่าตอนนี้ก็ถึงเวลาเสียที
ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างพระวรกายเป็นคนที่หายตัวไปสิบวันแล้ว
“เซ่าป๋าย”
ราชามู่ฉางเยียนทอดพระเนตรไปทางเฉินเซ่าป๋าย“เจ้ากับอันเจิงเป็นคนอายุน้อยที่ข้าชื่นชอบมากพวกเจ้าทั้งสองต่างเป็นขุนนางต้นกล้าของข้า ครั้งนี้เจ้าจากตำหนักจิงเซี่ยวไปในตอนที่วังหลวงเกิดความวุ่นวายต่อไปเจ้าก็ฝึกคนของค่ายเต่าดำและค่ายเสือขาวให้ดี”
ในใจเฉินเซ่าป๋ายรู้สึกขบขันขึ้นมา เขาไม่ได้รู้สึกสนุกกับสถานที่เล็กๆ นี่เลยสักนิด หากไม่ใช่เพราะอันเจิงอยู่ที่นี่ เขาคงกลับไปที่ที่ควรไปนานแล้วสำหรับเขาแล้ว อันเจิงเป็นบุคคลสำคัญที่ขาดไม่ได้ แน่นอนว่าแม้แต่อันเจิงก็ไม่รู้ว่าความสำคัญนี้คืออะไร
วันที่เฉินเซ่าป๋ายออกจากตำหนักวิหารสวรรค์แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะทำภารกิจสำเร็จ แต่เพราะได้รับการชี้แนะต่างหาก
วันนั้น ลำแสงสีแดงที่ออกมาจากเทือกเขาชางหมานมีความเกี่ยวพันกับความลับของเขา
“กระหม่อมจัดเตรียมไว้หมดแล้วมีคนที่รูปลักษณ์เหมือนกระหม่อมถูกชาวโยวฆ่าตาย กระหม่อมเปลี่ยนชุดให้เขาแล้วฉะนั้นไทเฮาทรงไม่มีทางทราบว่ากระหม่อมยังมีชีวิตอยู่”
เฉินเซ่าป๋ายทูลต่อ“คนของค่ายเต่าดำและค่ายเสือขาว อย่างน้อยยังต้องฝึกอีกหนึ่งปีถึงจะใช้งานได้ตอนนี้พวกเขายังเด็กเกินไปหน่อย”
ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “ไม่รีบเต่าดำ หงส์ไฟ เสือขาว มังกรเขียว คนในสี่ค่ายนี้ต่างเป็นคนที่ข้าเตรียมพร้อมไว้ใช้งานในอนาคตอย่าว่าแต่หนึ่งปีเลย ต่อให้จะเป็นสามหรือห้าปีข้าก็รอได้ แต่เรื่องที่ต้องจัดการในคืนนี้เป็นเรื่องที่รอไม่ได้อีกแล้ว”
เฉินเซ่าป๋ายถวายคำนับ“กระหม่อมจะพยายาม”
“ตอนนั้นอันเจิงส่งสารมาให้ข้าบนกระดาษเขียนไว้ว่า...ระวังคนบุกเรือนจำ ตอนนั้นข้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง คำว่าระวังคนบุกเรือนจำแปลว่าอะไรกันแน่ต่อมาถึงได้เข้าใจ ในประโยคนี้มีความหมายซ่อนอยู่ ระวัง...หมายถึงให้คนไปปกป้องเตรียมตัวอะไรบางอย่างเช่นระวังเรื่องบางอย่าง หรือระวังใครบางคน และแน่นอนว่านั่นก็แปลได้ว่า ระวังการทำงานบางอย่างเช่นระวังกลางทาง ระวังรถม้า”
เฉินเซ่าป๋ายพยักหน้า “ที่อันเจิงบอกให้ระวังคนบุกเรือนจำหมายถึงผู้อยู่เบื้องหลัง”
“อันเจิงฉลาดมากที่มาเตือนข้าเรื่องนี้ทานซงยังถูกขังไว้ในคุกใต้ดิน เราสามารถใช้โอกาสนี้ช่วยเยว่ยินออกมาได้ในเมื่อเป็นเรื่องที่อันเจิงนึกได้ ข้าคิดว่าทางด้านเขาก็คงเตรียมตัวไว้แล้วเช่นกันฉะนั้นคืนนี้หลังจากเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้ว รีบส่งตัวนางไปสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ทันที”
“ฝ่าบาทวางใจเถอะ กระหม่อมรับประกันว่าต้องไม่พลาดแน่แต่ทว่า...หากไม่มีคนตายสักหน่อย คาดว่าฉากนี้จะดูไม่สมบูรณ์”
“ตายบ้างก็เป็นเรื่องปกติเจ้าจัดการไปเลย หากต้องการคนก็เลือกจากค่ายมังกรเขียว คนตายไปบ้างก็หาใหม่ อย่างไรข้าต้องช่วยเยว่ยินออกมาให้ได้”
เฉินเซ่าป๋ายทูลขึ้น“คนของค่ายมังกรเขียวเป็นคนที่คัดมาจากเจียงหูทั้งนั้น พลังวัตรที่มีก็ธรรมดาไม่รู้ว่าพวกเขาซื่อสัตย์ต่อใคร สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญก็เห็นจะเป็นเงินทองฉะนั้นคนที่เลือกมาจากค่ายมังกรเขียว ต้องตายทุกคน”
ราชามู่ฉางเยียนเสด็จเข้าไปประทับนั่งในศาลา“ข้าให้อันเฉิงก่อตั้งทั้งสี่ค่าย ได้แก่มังกรเขียว เสือขาว หงส์ไฟ และเต่าดำคนของมังกรเขียวกล้าเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่พลังวัตรที่มีก็ธรรมดาคนพวกนี้สามารถซื้อได้ด้วยเงิน เต่าดำและเสือขาวเป็นสายลับและถนัดการจู่โจมเจ้าถนัดสองด้านนี้มากกว่า ฉะนั้นก็มอบให้เจ้าเลยแล้วกัน ส่วนค่ายหงส์ไฟ...ข้าเลือกผู้มากพรสวรรค์เหล่านี้มาจากสำนักที่ยากจน”
อันเฉิงอธิบาย “ความหมายของฝ่าบาทคือ กระจายส่งคนในค่ายหงส์ไฟไปที่สำนักต้าติงสำนักวรยุทธ์ชาง สำนักไท่ซ่างเต้าหรือสำนักอื่นอย่างลับ ๆ มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนของหงส์ไฟและเรียนรู้ในสำนักเหล่านั้นอย่างดีที่สุด พวกเขาจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น กลายเป็นกลุ่มที่เก่งกาจที่สุดในสำนักนั้นๆ เมื่ออนาคตมาถึง...”
ราชามู่ฉางเยียนตรัสต่อ“โดยเฉพาะสำนักต้าติงและไท่ซ่างเต้า คนที่จบมาจากสองสำนักนี้มักจะถูกไทเฮาเก็บไว้ใช้งานอย่างนั้นก็ให้พระนางทรงเก็บไว้เลย ข้าจะไม่มีทางให้ไทเฮาสืบเจอที่มาที่ไปของพวกเขาได้การต่อกรกับไทเฮา จะไม่จบลงภายในหนึ่งหรือสองปีฉะนั้นอนาคตของคนในค่ายหงส์ไฟต่างหากที่สำคัญ”
เฉินเซ่าป๋ายถามขึ้น “ความหมายของฝ่าบาทคืออยากนำหงส์ไฟให้อันเจิง?”
ราชามู่ฉางเยียนส่ายพระพักตร์ “อันเจิงคือผู้มีพรสวรรค์ของแท้ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงแค่ความสามารถในการตรวจสอบของวิเศษหากให้คนของหงส์ไฟฝึกได้สักครึ่งหนึ่ง อนาคตจะช่วยข้าทำงานได้มากแต่ข้ามองอันเจิงไม่ออก เพราะข้ารับรู้ไม่ได้เลยว่าเขาซื่อสัตย์ต่อใคร”
เฉินเซ่าป๋ายหัวเราะในใจ...เจ้าหมอนั่นซื่อสัตย์ต่อจิตใจของตัวเองอย่างเดียว
ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น “ฉะนั้น ตอนนี้ข้ายังมอบหงส์ไฟให้เขาไม่ได้”
เฉินเซ่าป๋ายพูดขึ้น“หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว กระหม่อมขอทูลลา เพราะยังต้องลงมือในคืนนี้และยังต้องไปเจอทานซงอีก ถึงตอนนั้น จะต้องเป็นการเรียกยอดฝีมือจำนวนไม่น้อยแน่จะให้ดีคืออย่าให้ใครถูกจับแม้แต่คนเดียว ตอนนั้น จุดสนใจก็จะพุ่งไปที่ทานซงส่วนทางเยว่ยินก็คงไม่มีใครสนใจ กระหม่อมได้เตรียมร่างหญิงสาวไว้แทนนางแล้วจากนั้นก็จะพาเยว่ยินไปสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ ระหว่างทางหวังว่าคนของฝ่าบาทจะช่วยคุ้มครองได้”
อันเฉิงพยักหน้ารับ “ข้าจะไปจัดการด้วยตนเอง”
“ที่ปากทางถนนชุนหยาง ที่นั่นสามารถส่งมอบคนได้ข้าจะนำตัวนางให้เจ้า จากนั้นข้าก็จะล่อทหารไปอีกทาง หากไม่มีทหารตามมาข้าจะรับหน้าที่ฆ่าคนของค่ายมังกรเขียว”
อันเฉิงพยักหน้าอีกครั้ง “ได้”
เฉินเซ่าป๋ายถวายคำนับ “เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา”
เขาเดินออกจากสวนดอกไม้จากนั้นก็ไปห้องอาหารแล้วหยิบร่มที่ซ่อนเอาไว้ออกมา นั่นเป็นการเดินอย่างเปิดเผยแต่ทว่าไม่มีใครเห็นเขาเลยสักคน
ณ สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์
เฉินเซ่าป๋ายเดินมาถึงหน้าประตูสำนัก มองเข้าไปเห็นความอบอุ่นภายในจึงอดอิจฉาไม่ได้เจ้าหมอนี่ คนรอบด้านต่างสง่าผ่าเผย ทว่าการใช้ชีวิตในโลกใบเล็ก ๆ นี้ราวกับคนในโลกใบใหญ่เข้าไม่ถึงเลย
“ท่านมาหาใคร?”
หลางจิ้งยื่นคอออกมาจากประตูสำนักแล้วถามผู้เฒ่าฮั่วกำลังตุ๋นเนื้อให้อันเจิง ฉะนั้นจึงให้เขามาเฝ้าทางนี้แทน
“รบกวนบอกอันเจิง คืนนี้เตรียมรับคน”
หลังจากพูดจบเฉินเซ่าป๋ายก็เดินจากไป เหลือเพียงแค่หลางจิ้งที่ยืนงงแต่หลางจิ้งก็ไม่อาจรีรอ เขารีบวิ่งไปหาอันเจิงเพื่อบอกสิ่งที่เฉินเซ่าป๋ายพูด
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก“ปัญหามากมายจนเหมือนทางตัน แต่หากฝ่าไปได้ก็จะเจอทางออกเอง...เดิมทีคิดว่าต้องเสียเวลานานกว่าจะช่วยแม่นางเยว่ออกมาได้สุดท้ายชาวโยวก็ให้โอกาสเรา คืนนี้กลางดึก พวกเราทุกคนจะหลับไม่ได้เด็ดขาดต้องอยู่ตรงนี้เพื่อต้อนรับการกลับมาของแม่นางเยว่”
เขาหันไปมองเสี่ยวชีเต้าที่กำลังเล่นกับชายกำยำในสวนบ้านอย่างสนุกสนาน“อย่าเพิ่งบอกเสี่ยวชีเต้า เราจะทำให้เขาประหลาดใจ”