สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 108 ขอเชิญ

            อันเจิงและหลางจิ้งยกมือขึ้นคารวะและโค้งตัวพร้อมกันจากนั้นก็ถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว “เชิญ”

     

            เมื่อตอนที่หลางจิ้งกล่าวคำนี้ออกมาเขาเลื่อนเท้าเข้าไปหาอันเจิง นั่นไม่ใช่การพุ่งเข้าใส่ แต่เป็นเพียงการเลื่อนเข้าไปเท่านั้น

     

            หลางจิ้งเอนตัวลงด้านหน้ามือและเท้าทั้งสองข้างแตะพื้นแล้วพุ่งเข้าไป เขาเงยหน้ามองอันเจิง สายตาประกายความป่าเถื่อนออกมา

     

            อันเจิงชะงักไปเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมหลางจิ้งถึงอยากได้การยอมรับจากผู้อื่น

     

            อันเจิงถอยไปเล็กน้อย จากนั้นร่างก็ลอยขึ้นหลางจิ้งพุ่งไปหยุดอยู่ที่ที่อันเจิงยืนก่อนหน้านี้ มือทั้งสองขูดไปกับพื้นบนพื้นหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางปูด้วยแผ่นหินที่หนาและแข็งแรงมากแต่กรงเล็บทั้งสองข้างของเขาก็ขูดจนพื้นเป็นร่องลึกสิบรอยและเพื่อยืมแรงที่เขาพุ่งออกไป อันเจิงเอนตัวนอนกลางอากาศจากนั้นก็ยื่นมือทั้งสองออกไปด้านหน้าแล้วหมุนร่างออกไปด้วยความเร็ว มือนั้นราวกับเครื่องจักรที่ทรงพลัง

     

            ทันทีที่อันเจิงแตะเท้าลงบนพื้น แผ่นหินบนพื้นก็กระเด็นขึ้น

     

            มือทั้งสองของหลางจิ้งฟาดเข้ากับแผ่นหินที่กระเด็นขึ้นมาแผ่นหินนั้นแตกออกทันที ขณะที่แผ่นหินแตกละเอียด ร่างของหลางจิ้งก็กระโดดออกมาจากเศษหินแล้วฟาดกรงเล็บเข้าที่หน้าอกอันเจิงมือทั้งสองที่ฟาดเข้ามาแข็งแรงราวกับเหล็กกล้าที่ไม่มีอะไรทำลายได้ หากกรงเล็บนี้ฟาดเข้าหน้าอกของอันเจิงแล้วละก็แทบจะไม่มีใครอยากคิดภาพต่อจากนั้นเลย

     

            อันเจิงหลบไปด้านข้างทำให้หลางจิ้งพุ่งคว้าอากาศแล้วเซเล็กน้อย เท้าทั้งสองขูดลงบนพื้นจากนั้นก็ถีบเท้าไปที่ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง ร่างนั้นพุ่งออกไปราวกับลูกกระสุนอีกครั้งความเร็วที่หลางจิ้งมีมากเกินความคาดหมายของผู้คนที่มามุงดูก่อนหน้านี้ทุกคนต่างหัวเราะเยาะเขา เห็นเขาเป็นเพียงแค่ตัวตลกเท่านั้น

     

            ต้นไม้ใหญ่ถูกหลางจิ้งถีบทำให้มีรอยเหวอะหวะอยู่บนนั้น

     

            อันเจิงหลบอีกครั้งจากนั้นก็แตะเท้าลงบนพื้น ร่างเขาลอยขึ้นไปอยู่บนกำแพงทันที

     

            เมื่อเท้าหลางจิ้งแตะลงพื้นเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “ช้าก่อน”

     

            เขาถอดรองเท้าที่ขาดหลุดลุ่ยออกจากนั้นก็วางไว้ด้านข้างอย่างเป็นระเบียบ ขณะนี้เองผู้คนจึงเห็นเท้าที่แปลกประหลาดของเขา...บนเท้ามีขนที่หงิกงอขึ้นเต็มไปหมด ปลายเท้าแตกออกคล้ายกรงเล็บของหมาป่า

     

           หลังจากหลางจิ้งวางรองเท้าเรียบร้อยเขาก็กล่าวขอบคุณและพุ่งตัวเข้าไปอีกรอบขณะที่พูดขอบคุณเขาดูมีมารยาทมาก แต่เมื่อจู่โจมเข้ามา ท่าทีเขาแตกต่างราวฟ้ากับดินเพราะเขาดูเถื่อนดิบและโหดร้ายเหลือเกิน

     

            หลางจิ้งฟาดกรงเล็บเข้าไปอย่างต่อเนื่องและอันเจิงก็หลบหลีกอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เมื่ออันเจิงหลบได้ กรงเล็บแหลมคมจึงขูดเข้าที่กำแพงอย่างจังทำให้กำแพงแตกออกเศษหินและเศษฝุ่นลอยขึ้นเต็มไปหมด เพียงชั่วพริบตากำแพงที่สวยงามก็กลายเป็นรอยขีดข่วนและพังทลายลง

     

            อันเจิงพุ่งลงไปจากกำแพง หมุนตัวกลางอากาศจากนั้นก็ใช้แขนเสื้อปัดเศษหินที่ลอยอยู่ทันใดนั้น เศษหินก็พุ่งไปทางหลางจิ้งราวกับลูกกระสุน หลางจิ้งใช้มือทั้งสองกุมหัวตัวเองแล้วพุ่งไปหาอันเจิงเขาไม่แม้แต่จะหลบเลยสักนิด เศษหินเหล่านั้นกระแทกเข้ากับแขนของหลางจิ้งอย่างจัง แต่กลับไม่ทำให้เขาชะลอความเร็วลงเลยแม้แต่น้อยเดิมทีเสื้อเขาก็ขาดมากพอแล้ว เมื่อเจอการโจมตีของเศษหินเหล่านี้ เสื้อของเขาก็ยิ่งกลายเป็นรอยฉีกขาดมากขึ้น

     

            อันเจิงเพิ่งแตะเท้าลงพื้นหลางจิ้งก็พุ่งเข้ามาอีกแล้วเขาถีบเท้าทั้งสองลงบนพื้น ทำตัวราวกับคิงคองที่กำลังปีนป่ายต้นไม้ มือของเขาจับไหล่อันเจิงส่วนขาทั้งสองข้างก็คล้องเอวอันเจิงเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มออกแรงที่นิ้วมือ หวังใช้ปลายเล็บแหลมคมทิ่มเข้าไปในร่างอันเจิง

     

            ตูม!

     

            ฟองอากาศล่องหนในตัวอันเจิงระเบิดออกระหว่างเขาทั้งสองทำให้ตัวหลางจิ้งกระเด็นออกไป

     

            พลังอากาศ!

     

            เดิมทีเนี่ยชิงที่ยืนอยู่ข้างรูปปั้นหัวสิงโตหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางผิดหวังเล็กน้อยเพราะอันเจิงเอาแต่หลบการโจมตีของหลางจิ้งตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าเขามีความกล้าไม่มากพอแต่เมื่อฟองอากาศระเบิดออกระหว่างอันเจิงและหลางจิ้ง แววตาของเนี่ยชิงก็เป็นประกายขึ้นทันที

     

            ที่จ่วยเยว่โหลว เฟิงเสี่ยวหยางที่เริ่มไม่อยากจะดูต่อก็ขมวดคิ้วขึ้นจากนั้นเขาก็บ่นพึมพำกับตัวเอง “น่าสนใจ”

     

            ที่จวินซินโหลวซูเฟยหลุนที่กำลังกอดสาวงามก็หันมาจ้องอันเจิงแล้วกระตุกมุมปากขึ้น“ไม่แปลกใจเลยที่ติงเซิ้นซาแพ้เจ้าอย่างราบคาบเช่นนั้น”

     

            ไม่เพียงแค่พวกเขาทั้งสามที่ตกตะลึงหลางจิ้งเองก็กำลังตกตะลึงอยู่เหมือนกัน

     

            คนที่ฝึกพลังวัตรต่างรู้ดีคนที่มีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์จะไม่สามารถนำพลังออกมาใช้ภายนอกได้ต่อให้จะมีพลังที่แข็งแกร่งขนาดไหนก็ตาม แต่หากยังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์อย่างมากก็แค่เพิ่มแรงหมัดขึ้นเท่านั้น มีเพียงฝึกพลังให้ข้ามขอบเขตจุติสวรรค์ถึงจะนำพลังภายในออกมาใช้ได้ยิ่งมีพลังอยู่ในระดับที่สูงมากขึ้นเท่าไหร่ พลังการโจมตีก็จะกว้างและไกลมากขึ้นเท่านั้นบางคนสามารถสร้างอาวุธพิเศษขึ้นด้วยพลังภายในใช้พลังภายในมาแปลงเป็นดาบหรืออาวุธอื่น ๆ แต่อาวุธพิเศษนี้ก็ยังแตกต่างจากอาวุธจริงอยู่มาก

     

            “เจ้า...ที่แท้เจ้าข้ามขอบเขตจุติสวรรค์ไปแล้วหรือ?”

     

            หลางจิ้งมีสีหน้าขาวซีดเล็กน้อยจากนั้นก็ก้มหน้าดูหน้าอกของตนที่ถูกระเบิดจนเสื้อผ้าขาดกระจุย

     

            หน้าอกเขามีขนสีดำหนาและมีรอยสักเป็นรูปหัวหมาป่ารอยสักที่มีขนสีดำอยู่มาก ทำให้หัวหมาป่าเหมือนมีชีวิตจริง ๆ

     

            “เจ้า...เจ้าเป็นหมาป่ารึ?” อันเจิงถาม

     

            หลางจิ้งพยักหน้า “ใช่...มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหมาป่าเลี้ยงข้ามาจนโต รูปหมาป่าที่หน้าอกคือบิดาข้า”

     

            ผู้คนรอบด้านส่งเสียงดังขึ้นทันที

     

            “ไอ้คนนี้ถูกหมาป่าเก็บไปเลี้ยง แล้วยังเรียกหมาป่าว่าบิดาอีก”

     

            “ไม่แปลกเลยที่เขาดูป่าเถื่อนขนาดนั้น ทั้งยังไม่เข้าใจชีวิตมนุษย์อีกที่แท้ก็เป็นเดรัจฉานนี่เอง”

     

            “เดรัจฉานที่ไหนกัน นี่มันเลือดสถุลชัด ๆ”

     

            คนที่พูดคำนี้อยู่ไม่ห่างจากอันเจิงมากอันเจิงจึงพุ่งเข้าไปด้วยความเร็วราวกับลูกธนู จากนั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งยกตัวเขาขึ้น“บิดามารดาเจ้าไม่สั่งสอนเจ้าให้ดี เช่นนั้นข้าจะช่วยสอนให้เจ้ารู้ว่าอะไรคือมารยาท”

     

            อันเจิงเหวี่ยงแขนทิ้งร่างคนคนนั้นลงพื้นอย่างแรงร่างครึ่งหนึ่งของเขาถูกกระแทกจมลงบนพื้น อันเจิงเตะเข้าที่ท้องน้อยของเขาจนกลิ้งออกไปราวกับหนอนตัวหนึ่งเขาไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ำก็สลบไปแล้ว

     

            อันเจิงมองไปยังคนอื่น ๆ ที่พูดเมื่อครู่คนเหล่านั้นต่างหน้าซีดและถอยไปด้านหลังทันที

     

            “หมาป่าเป็นคนเลี้ยงข้าจนโตข้าไม่รู้สึกว่าการเรียกหมาป่าว่าบิดาจะแปลกตรงไหน”

     

            เวลานี้ราวกับหลางจิ้งได้ปลดปล่อยตัวเองออกมาจนหมดเขาฉีกเสื้อตัวเองขาดอย่างรวดเร็ว แผ่นหลังของเขาก็มีรูปหัวหมาป่าด้วยเช่นกัน

     

            “ข้าไม่รู้ว่าใครให้กำเนิดข้าแต่ข้ารู้ว่าใครเป็นคนเลี้ยงข้า ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนหรือสัตว์สำหรับข้าพวกเขาต่างเป็นคนในครอบครัว หลายปีก่อนพวกเขาถูกนายพรานฆ่าตายข้าก็ตามไปฆ่านายพรานคนนั้น การแก้แค้นให้หมาป่าไม่ใช่เรื่องน่าอายหากพวกเจ้าดูถูกข้า งั้นก็ออกมาสู้กับข้า หากใครกล้าก็ออกมา!”

     

            เขาคำรามเสียงดัง ทำให้ผู้คนรอบด้านต่างก็หน้าเสียกันไปหมด

     

            เมื่อเห็นว่าผู้คนรอบด้านถอยไปด้านหลังแววตาของหลางจิ้งก็ประกายความรังเกียจออกมา ก่อนจะหันมาหาอันเจิง “ขอบคุณมาก!”

     

            “ขอบคุณอะไร มาประลองกันต่อ”

     

            หลางจิ้งกลับส่ายหน้า “หากเจ้าข้ามขอบเขตจุติสวรรค์ไปแล้วข้าสู้เจ้าไม่ได้หรอก”

     

            “ข้ายังไม่ได้ข้ามขอบเขตจุติสวรรค์เสียหน่อยมันเป็นเพียงกลยุทธ์เล็ก ๆ ของข้าเท่านั้น”

     

            หลางจิ้งชะงักไปเล็กน้อยจากนั้นก็พุ่งมาด้านหน้า “ข้าเชื่อสิ่งที่เจ้าพูด!”

     

            มือทั้งสองของหลางจิ้งตะกุยไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่องการเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วจนเกิดเสียงลม ส่วนอันเจิงก็หลบอย่างต่อเนื่องเช่นกันตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้ อันเจิงไม่ได้โจมตีเขากลับเลยสักครั้งหลางจิ้งฟาดมือออกไปเร็วขึ้นเรื่อย ๆ กำแพงและต้นไม้ข้างถนนต่างก็เป็นรอยขีดข่วนจากกรงเล็บของเขา

     

            “กรงเล็บเจ้าเร็วและโหดเหี้ยมแต่ทว่าแรงต่อสู้ของเจ้ายังแข็งแกร่งไม่พอ หลายกระบวนท่าจึงไร้ประโยชน์”

     

            อันเจิงหลบกรงเล็บของหลางจิ้งจากนั้นก็กระแทกไหล่เข้ากับหน้าอกของเขา อึก...หลางจิ้งเปล่งเสียงออกมา จากนั้นก็เซไปทันที

     

            อันเจิงไม่รอให้หลางจิ้งตั้งตัวได้เขาปล่อยหมัดไปที่หน้าอกหลางจิ้งติดต่อกันเจ็ดครั้ง“เจ้าควรไปฝึกโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ก่อน”

     

            อันเจิงถอยกลับราวกับไม่เคยลงมือมาก่อนเขาเพียงแค่ปล่อยหมัดออกไปเจ็ดครั้ง แต่ทว่า เขาไม่ได้ออกแรงเลยแม้แต่น้อย

     

            หลางจิ้งมองหน้าอกตัวเองอย่างตกตะลึงราวกับไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้น เขารู้ว่าตัวเองแพ้การประลองแล้วอันเจิงใช้เพียงฟองอากาศในการผลักเขาออกไปนอกนั้นก็ไม่ได้ใช้พลังในการปะทะกับเขาเลยสักนิดแต่กลับทำให้เขาแพ้การประลองในครั้งนี้ เดิมทีที่เห็นอันเจิงถอยหลบในใจเขาคิดว่าอันเจิงด้อยกว่าตัวเอง แต่นาทีนี้เขารู้ได้ทันทีว่าตัวเองพ่ายแพ้อย่างราบคาบ

     

            “ข้าประเมินตัวเองสูงเกินไป แล้วยังคิดว่าคนอายุไม่เกินยี่สิบปีที่มีพลังในขอบเขตจุติสวรรค์จะไม่มีใครต่อกรกับข้าได้เสียอีก”

     

            หลางจิ้งถอยไปด้านหลังสองก้าวด้วยสีหน้าที่ขาวซีด

     

            อันเจิงส่ายหน้า “เจ้าใจร้อนเกินไปส่วนข้าก็แค่รู้จักใช้เวลาที่เหมาะเจาะโดยอาศัยความใจร้อนของเจ้าหากต้องประลองกันอย่างสุดความสามารถจริง ๆ ละก็ คนที่ชนะอาจไม่ใช่ข้า”

     

            หลางจิ้งพูดเสียงดัง“ข้าไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ แพ้ก็คือแพ้ ข้าเคยสู้กับคนที่อยู่ขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นแปดมาแล้วเขาสามารถพังหินหนาครึ่งเมตรด้วยหมัดเดียว เขาถอนต้นไม้ใหญ่ได้ อีกทั้งยังทลายแผ่นหินสามสิบแผ่นได้อีกด้วยแต่เขาก็สู้ข้าไม่ได้เพราะเขาช้ากว่า ข้าไม่รู้ว่าเจ้ามีพลังอยู่ขั้นไหนเพราะเจ้าไม่ได้ใช้มันในการต่อสู้เลยสักนิด แต่เท่าที่ข้าดู เจ้าน่าจะข้ามขอบเขตจุติสวรรค์ไปแล้วล่ะแต่ในเมื่อเจ้าบอกว่ายัง อย่างนั้นข้าก็จะเชื่อเจ้า”

     

            เขายกมือคารวะ “ข้าหลางจิ้งแพ้แล้วนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากเจ้าอยากให้ข้าทำอะไรก็บอกมาได้”

     

            อันเจิงยิ้มพลางพูด “ข้าอยากเชิญเจ้า”

     

            “เชิญข้า?”

     

            หลางจิ้งชะงักไป “หมายความว่าอย่างไร?”

     

            “คนส่วนมากต่างก็รู้ว่าข้าเปิดสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ไม่ว่าพวกเขาจะดูถูกสำนักข้ามากเท่าไหร่ สำนักของข้าก็ยังคงอยู่ที่นั่นไม่มีทางหายไปเพราะคำดูถูกของคนอื่น ในสำนักมีคนจำนวนมากที่ต้องการให้เจ้าไปสอน ดังนั้นข้าอยากเชิญเจ้าไปเป็นอาจารย์ฝึกสอนในสำนัก”

     

            หลางจิ้งชะงักไป “สอน...อาจารย์ฝึกสอน?ข้ายังไม่เคยเข้าสำนักวรยุทธ์เลยด้วยซ้ำข้าเป็นไม่ได้แม้กระทั่งนักเรียน แต่เจ้ากลับเชิญข้าไปเป็นอาจารย์?”

     

            อันเจิงอมยิ้มพูดขึ้น “เงินน้อย งานหนัก”

     

            หลางจิ้งหัวเราะทันทีแล้วตอบกลับในอาการที่ยังตกตะลึงอยู่ “ได้!”

     

           ผู้คนที่มามุงดูราวกับผิดหวังกันเป็นอย่างมาก บางคนก็ถอนหายใจราวกับหมดสนุกเดิมทีพวกเขาอยากเห็นคนต่อสู้กันจนเลือดนองแต่สุดท้ายกลับได้เห็นอันเจิงชวนหลางจิ้งไปเป็นครูแทน

     

            “เจ้าถามทางไปสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ได้เลยคงมีคนรู้จักสำนักข้าไม่น้อย เมื่อเจ้าไปถึงแล้วให้ไปหาผู้เฒ่าฮั่ว เขาจะจัดเตรียมที่พักให้เจ้าเองไม่ว่าอย่างไรเจ้าอย่าเสียใจทีหลังก็แล้วกัน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าเป็นอาจารย์ในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วนะ”

     

            หลางจิ้งยืดอกพูด “ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้นพูดแล้วไม่มีทางคืนคำอย่างแน่นอน”

     

            “งั้นก็ดี ไว้ข้ากลับไปจะเลี้ยงเหล้าเจ้าก็แล้วกัน”

     

            หลางจิ้งยกมือขึ้นคารวะจากนั้นก็เดินไปใส่รองเท้าที่ถอดวางไว้ ตอนนี้เขาเดินไปโดยที่ไม่สวมเสื้อหน้าอกและแผ่นหลังก็เผยให้เห็นรูปหัวหมาป่า เดิมทีหลางจิ้งไม่อยากให้คนอื่นเห็นสิ่งนี้แต่ตอนนี้กลับไม่ใส่ใจอีกแล้ว เขาเดินก้าวยาว ๆ จากไป ผู้คนบนถนนต่างถอยหลบราวกับหวาดกลัวเขาเป็นอย่างมาก

     

            “คนคนนั้นโตมากับหมาป่า...”มีบางคนพูดขึ้นเสียงเบา จากนั้นก็ไม่กล้าพูดต่อ

     

            ที่จวินซินโหลว ซูเฟยหลุนยิ้ม “เป็นคนที่แก้สถานการณ์เก่งจริงๆ”

     

            ที่จ่วยเยว่โหลวเฟิงเสี่ยวหยางกระตุกมุมปากขึ้น “เห็นได้ชัดว่ามีพลังสู้หลางจิ้งไม่ได้เลยสักนิดแต่กลับใช้ความสามารถในการหลบหลีก จากนั้นก็หาจังหวะเอาชนะ ถึงแม้จะยังไม่ได้ข้ามขอบเขตจุติสวรรค์แต่ก็เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสนใจเหมือนกัน”

     

            หน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชาง มีคนกระซิบถามเนี่ยชิง“ศิษย์พี่ อันเจิงชนะได้ง่ายมากเลยเนอะ?”

     

            เนี่ยชิงส่ายหน้า “ง่ายรึ?หลางจิ้งมีพลังมากกว่าเขาอีกหากโจมตีเข้าเป้าเพียงครั้งเดียวอันเจิงก็แพ้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นอาจได้รับบาดเจ็บหนักอีกด้วยฉะนั้นตั้งแต่เริ่มจนจบเขาจึงไม่ปะทะกับหลางจิ้งเลยแม้แต่น้อย แต่เลือกใช้วิธีการหลบแทนจากนั้นก็สังเกตข้อบกพร่องของคู่ต่อสู้ สายตาดีจริง ๆ เย็นชามากด้วย...พลังของอันเจิงไม่ได้น่าสนใจอะไรแต่ก็เพียงพอต่อการเป็นผู้บังคับบัญชาทหารแล้ว หากนำทัพออกไปก็คงไม่พ่ายแพ้แน่นอน มิน่าเล่าท่านเสนาบดีของหน่วยทหารจึงชมเขาไม่หยุดปากไม่เลว ๆ”

     

            เนี่ยชิงหัวเราะเสียงดังจากนั้นก็เดินไปเหลือเพียงแค่ผู้คนรุมล้อมที่ต่างก็มีสีหน้าผิดหวัง

     

            อันเจิงจัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองจากนั้นตู้โซ่วโซ่วก็วิ่งเข้ามา “ไม่เลว ๆ เมื่อคิดประลองก็ต้องประลองให้ชนะถึงแม้จะไม่ได้ชนะอย่างขาดลอย แต่อย่างไรก็ถือว่าชนะแล้ว”

     

            อันเจิงยิ้มพลางส่ายหน้า“การชนะเขาน่ะไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือการไม่ให้เขาทำเรื่องชั่วอีกต่างหากเขาเกือบจะเดินไปในทางที่ชั่วร้ายแล้ว หากถูกคนอื่นเอาไปใช้เป็นเครื่องมือละก็เขาต้องกลายเป็นคนชั่วแน่นอน”

     

            “นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่ข้าดีใจไม่ใช่การชนะเขาเสียหน่อย”

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน