ขุนปราบสวาทกาม 18+

    ตอนที่ 35 | หญิงสาวที่กลางป่า

    ขุนปราบกามสวาท

    ตอนที่ 35 | หญิงสาวที่กลางป่า

            

            "พ่อขุนจะกลับแล้วรึ" คุณหญิงมณีจันทร์ถาม หลังจากที่ได้ฟังทัพพูดกับสามีตัวเองว่าเขานั้นจะเดินทางกลับพระนครในช่วงสายวันนี้แล้ว หลังจากทำศึกกับทัพพม่าเสร็จ ก็ผ่านมาได้ราวๆ 3 วันแล้ว และตอนนี้ทัพกับพระยาเดชาก็กำลังนั่งกินอาหารเช้าอยู่กับ ท่านเจ้าเมือง คุณหญิง และเจ้าปิ่นแก้วที่เรือนของเขาอยู่

            "ใช่ขอรับ กระผมมีงานอื่นที่ต้องกลับไปทำด้วยขอรับ" ทัพตอบพลางยกน้ำขึ้นมาดื่มไปด้วย

            "เดิมทีแล้วทัพก็ไม่ได้เป็นทหารที่อยู่ในทัพของกระผมด้วย ที่เขาขึ้นมาถึงที่นี่ก็เพราะมาทำภารกิจในฐานะมือปราบ ไหนเขาจะช่วยกระทำทำศึกอีก เท่านี้กระผมก็เกรงใจเขามากแล้วขอรับ กระผมก็เลยให้ทัพล่วงหน้ากลับพระนครไปก่อน" พระยาเดชาพูดเสริมขึ้นมา

            "เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบใจพ่อขุนมากนะ ที่ทั้งช่วยฉันกับลูกสาว และยังมีน้ำใจมาช่วยทำศึกอีก" คุณหญิงที่ได้ฟังแบบนั้น ก็กล่าวขอบใจทัพยกใหญ่

            "ฉันเองก็ต้องขอบใจท่านขุนด้วยเหมือนกัน เพราะท่านขุนเลยการทำศึกในครั้งนี้ถึงเป็นไปอย่างลุล่วง และก็ขอบใจท่านพระยาเดชากับทหารสยามทุกนายด้วย ที่เดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อร่วมทำศึกกับฉัน" ท่านเจ้าเมืองเองก็กล่าวขอบคุณทั้งสองคน พร้อมกับรินเหล้าใส่จอกให้ทั้งคู่ เพื่อแสดงความเคารพในน้ำใจไปด้วย

            "ไม่เป็นไรเลยขอรับท่านเจ้าเมือง มันเป็นหน้าที่ของกระผมอยู่แล้ว และอีกอย่างสยามกับล้านนาก็เป็นเหมือนเมืองพี่เมืองน้องกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้วขอรับ" พระยาเดชาตอบพร้อมกับยกจอกขึ้นมาดื่ม ทัพเองก็ดื่มเองก็ยกขึ้นมาดื่มตามมารยาทด้วยเช่นกัน

            "///" ส่วนเจ้าปิ่นแก้วที่นั่งอยู่ข้างคุณหญิงมณีจันทร์ ก็นั่งจ้องหน้าทัพอย่างไม่ละสายตาด้วยใบหน้าอันแดงก่ำ นางนั้นไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองถึงเป็นแบบนี้ แต่ตั้งแต่พบหน้ากันครั้งแรก นางก็ไม่อาจละสายตาออกจากทัพได้เลย นางนั้นรู้สึกคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างมากทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน แถมยังใจเต้นทุกครั้งที่ได้เข้าใกล้และสบสายตากับเขาอีกต่างหาก ราวกับว่านางกำลังมีใจให้เขาอย่างไงอย่างงั้น แต่นางก็ต้องสะกดความคิดนั้นเอาไว้ และทำตัวให้ปกติที่สุด เพราะว่านางนั้นมีคู่หมั้นอยู่แล้ว

            ซึ่งแม่ของนางอย่างคุณหญิงมณีจันทร์ก็ไม่ต่างอะไรกับนางเลย นางนั้นโหยหาและต้องการทัพเป็นอย่างมาก ทุกสัมผัสทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้องในวันนั้น นางยังจดจำมันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะความร้อนรุ่มที่เขามอบให้ นางนั้นยังต้องการที่จะทำมันกับเขาอีก แต่ก็ต้องสะกดความโหยหานั้นเอาไว้ แล้วเก็บทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไว้ในห้องนั้น เพราะว่านางนั้นมีสามีอยู่แล้ว แม้ว่าจะโหยหาเขาขนาดไหนก็ตาม

            "ถ้าเช่นนั้นกระผมขอกล่าวลาคุณหญิงกับท่านเจ้าเมืองเลยนะขอรับ" หลังจากที่กินข้าวเสร็จและนั่งคุยกันได้สักพัก ทัพที่เห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเดินทางของตัวเองแล้ว ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับยิ้มให้ทั้งคู่ไปด้วย ก่อนที่จะหันไปยิ้มให้เจ้าปิ่นแก้วที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณหญิง

            "เดี๋ยวฉันออกไปส่งก็แล้วกันนะท่านขุน" ท่านเจ้าเมืองที่ได้ฟังแบบนั้น ก็พูดพร้อมกับทำท่าจะลุกขึ้นมา

            "ไม่เป็นไรขอรับ เชิญท่านเจ้าเมืองคุยกับท่านพระยาเดชาต่อเลยขอรับ เดี๋ยวจะขาดช่วงเอา" แต่ทว่าทัพพูดขึ้นมาซะก่อน เพราะเขานั้นเห็นว่าท่านเจ้าเมืองกับพระยาเดชากำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ

            "ถ้าท่านขุนว่าเช่นนั้นเอาอย่างที่ท่านขุนว่าก็ได้ เดินทางปลอดนะท่านขุน หวังว่าสักวันเราสองคนจะได้พบกันอีก"

            "ไหว้ขอรับท่านเจ้าเมือง ไหวขอรับท่านพระยา ไหว้ขอรับคุณหญิง พี่กลับแล้วเจ้าปิ่นแก้ว" ทัพกล่าวลาทั้งสี่คนก่อนที่จะเดินลงจากเรือนไป ทั้งสองสาวที่ต่างโหยหาเขาแต่ต้องสะกดความต้องอารมณ์นั้นไว้ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจก็ได้แต่นั่งมองเขาลงเรือนไปจนลับสายตา

            "ย๊า!!!!" หลังจากที่ทัพลงเรือนมาแล้ว เขาก็ควบเข้าสีนิลมุ่งหน้าเข้าป่า ตรงกลับพระนครทันที อันที่จริงเขานั้นก็ไม่ได้มีภารกิจเร่งด่วนอะไรที่ต้องไปทำต่อ แต่ที่เขารีบกลับแบบนี้ก็เพราะว่าเขานั้นไม่อยากทำให้ท่าเจ้าเมืองและคุณหญิงลำบากใจ เขานั้นรู้ว่าคุณหญิงโหยหาตัวเองเป็นอย่างมาก และก็รู้ว่าท่านเจ้าเองก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ที่เห็นเมียตัวเองเป็นแบบนั้น เพียงแต่ว่าเขาไม่พูดอะไรออกมาเท่านั้นเอง เขาก็เลยคิดว่าการที่ตัวเองกลับพระนครน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยๆ มันก็จะทำให้คุณหญิงลืมตัวเองได้บ้าง

            "เป็นไงบ้างเจ้าสีนิล อยากจะพักหน่อยไหน" ทัพถามม้าคู่ใจของตัวเอง หลังจากที่เห็นว่ามันเริ่มวิ่งช้าลง เพราะทั้งเขาและมันต่างก็อ่อนแรงกันมากจากการทำศึก และการกวาดต้อนทหารแตกทัพ เจ้าสีนิลมันก็เลยวิ่งช้าลงกว่าทุกครั้ง เขาเองก็ใช้คาถาย่นระยะทางได้สั้นลงเหมือนกัน ได้พักสักหน่อยน่าจะดีกว่า เพราะตอนนี้แดดก็เริ่มแรงแล้วด้วย

            "ข้าว่าเราหาที่พักกันสักหน่อยดีกว่า" พอทัพพูดจบเขาก็ควบเจ้าสีนิลไปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่อยู่กลางป่า เพื่ออาศัยร่มเงาของมันในหารหลบไอร้อนจากแสงแดด จากนั้นเขาก็ลงมาจากหลังของมัน "เจ้าก็ไปพักก่อนแล้วกัน หายเหนื่อยแล้วค่อยเดินทางกันต่อ" แล้วพูดกับมัน เจ้าสีนิลที่ได้ฟังอย่างนั้น ก็เดินไปหาหญ้าเล็มเพื่อเติมพลังงาน ส่วนทัพก็เดินตรงไปหาลำธารที่อยู่ใกล้ๆ นี่ หลังจากที่ยืนหลบแดนจนอุณหภูมิร่างกายเริ่มลดลงแล้ว

            "ฮ่าาาาาส์" เขาตักน้ำเย็นๆ ในลำธารขึ้นมาดื่มไปด้วย ล้างหน้าไปด้วยเพื่อคลายความเหนื่อยล้า ซึ่งน้ำเย็นในลำธารมันก็ทำให้เขาสดชื่นเป็นอย่างมาก เสียงน้ำที่ไหลผ่านโขดหินเองก็ช่วยให้เขาผ่อนคลายไม่ใช่น้อยเลย

            ปัง!!!!! แต่ทว่าในระหว่างที่ทัพกำลังล้างหน้าล้างตาอยู่นั้น เขากลับได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมา ซึ่งเสียงนั้นมันก็ดังก้องไปทั่วทั้งป่า ทำเอานกบินแตกรังกันออกมาไม่หยุด ซึ่งเสียงของมันนั้นก็คล้ายกับปืนไฟของพวกตะวันตกไม่มีผิด ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็มองไปตามทิศทางของเสียง แต่ทว่าเขานั้นกลับไม่เห็นเงาของใครเลย แปลว่าจุดกำเนิดเสียงมันต้องอยู่ห่างออกไปไกลมาก เขาเลยมั่นใจขึ้นไปอีกว่าต้องเป็นเสียงของปืนไฟแน่ๆ เพราะไม่มีสิ่งใดแล้วนอกจากมันที่ส่งเสียงดั่งฟ้าผ่าได้ไกลขนาดนี้

            "คงต้องไปดูเองสินะ" เขาก็เลยตัดสินใจที่จะเดินตามเสียงนั้นไป โดยไม่ลืมที่จะหยิบดาบเหล็กไหลคู่ใจออกมาด้วย เพื่อเตรียมตัวที่จะต่อสู้ เพราะคนที่จะมีปืนไปได้นั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ และคนธรรมดาก็คงไม่มายิงมันที่กลางป่าเช่นนี้ ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้สูงเลยที่อาจจะเป็นทหารพม่าที่แตกทัพมา เพราะจุดที่เขาอยู่มันก็อยู่ห่างจากสนามรบไม่ไกลเท่าไหร่ ถึงจะต้องใช้เวลาเดินทางเป็นวันกว่าจะมาถึงก็ตาม แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่ เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วหลังศึกสงบลง

            "เลิกหนีได้แล้วน่า ยังไงเจ้าก็หนีข้าไม่พ้นหรอก!!!" ทัพที่เดินตามเสียงปืนมานั้น ก็ได้ยินเสียงของชายคนหนึ่งดังก้องขึ้นมา ซึ่งมันก็ทำเอาเขาแปลกใจไม่ใช่น้อย เพราะภาษาที่เขาพูดนั้นเป็นภาษาไทย เขาก็เลยตัดข้อสันนิษฐานที่ว่าเป็นทหารพม่าที่แตกทัพทิ้งไป แล้วใช้คาถามองไกลมองหาชายคนนั้น เพราะเท่าที่ฟังจากเสียง ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ในระยะของคาถานี้แล้ว

            "พรานป่างั้นรึ" ทัพที่เห็นตัวเขาแล้วก็พึมพำขึ้นมา เพราะเท่าที่ดูจากการแต่งตัวของเขาแล้ว ดูเหมือนเขานั้นจะเป็นพรานป่าจริงๆ แถมยังเป็นพรานป่าที่มีวิชาอาคมแก่กล้าอีกต่างหาก เพราะอักขระเลขยันต์ที่อยู่บนผิวกายเขานั้น มีแต่อักขระชั้นสูงทั้งนั้นเลย แต่ที่ทัพแปลกใจก็คือ เขาเอาปืนไฟมาไล่ยิงอะไร

            "ตรงนั้นสินะ" เขาก็เลยใช้คาถามองไกล มองไปยังทิศทางที่ชายคนนั้นกำลังเดินตรงไป จึงได้เห็นเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่นางกำลังวิ่งหนีเขาอย่างทุลักทุเลอยู่ พลางจับแขนข้างที่ถูกยิงไปด้วย"ไม่จริงน่า!!!" ซึ่งมันก็ทำเอาทัพอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองทันที เพราะว่าหญิงสาวคนนั้นมีใบหูที่เรียวยาว และมีปีกนกสีขาวยื่นออกมาจากกลางแผ่นหลัง


    โปรดติดตามตอนต่อไป

    คล้ายกับเรื่องขุนปราบสวาทกาม 18+ ที่คุณอ่าน