ตอนที่12 ชดเชยในส่วนของแม่
ดินแดนอันแร้นแค้นแสนห่างไกลจากความทรงจำที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่นของแสงตะวัน
บัดนี้เหลือเพียงความมืดมนที่ปกคลุมตัวปราสาทสีดำขนาดใหญ่โดยมีชายหนุ่มผมหยักศกนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเก่ากลางห้องโถ่งอันว่างเปล่า
"ก๊อก ก๊อก "
เสียงเคาะประตูตรงทางเข้าจากบุคคลซึ่งมีรูปร่างแปลกประหลาดโดยเฉพาะใบหน้าที่คล้ายกับวัวพร้อมด้วยเขาบนหัวขนาดใหญ่ และิัของมันก็ยังดำสนิทราวกับท้องฟ้ายามราตรี
"จับกุมนางได้แล้วงั้นรึ? โนทอร์" ชายหนุ่มผมหยักศกเอ่ยถามอย่างคาดหวังก่อนจะถูกดับฝันด้วยการส่ายหัวเพียงสองครั้งจากบุคคลผู้มีใบหน้าคล้ายวัว
"พวกลูกน้องข้าแจ้งมา ว่าพบเจอกับยมทูตสีขาวแห่งพระเพลิงทมิฬในเมืองทราซินเวีย"
ผู้มีใบหน้าคล้ายวัวกล่าวออกมาด้วยท่าทางเคร่งขรึมพร้อมกับเพ่งเล็งสายตาไปยังชายหนุ่มบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าเพื่อรอคอยในคำกล่าวอะไรสักอย่าง แต่เขากลับนิ่งเฉยโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดจนโนทอร์ต้องะโถามขึ้นอีกครั้ง
"นี่มันเื่อะไรกันมัวรัส!! "
เมื่อชายผมหยักศกรับฟังคำกล่าวซึ่งมาพร้อมกับความวิตกกังวลอย่างที่ตนไม่เข้าใจ แต่เขาก็ยังคงเงียบเฉยต่อไปเพื่อครุ่นคิดถึงบางสิ่งก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปหน้าประตู
"ถ้ามันขัดขวางหรือคอยเกะกะก็ฆ่าทิ้งซะ " มัวรัสหยุดยืนอยู่ข้างโนทอร์ก่อนจะแตะไหล่เบาๆ ไปสองครั้งแล้วจึงเดินหายลับไปจากตัวห้องโถงอันว่างเปล่า หลงเหลือไว้เพียงแค่บุคคลผู้มีใบหน้าคล้ายวัวยืนกังวลอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด
"ไอ้เ้าโง่เอ๊ย "
……...............................................................
ท้องฟ้าอันมืดมิดไร้ซึ่งหมู่ดาว ทำให้การเดินทางในยามค่ำคืนนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญจนแซมต้องสะดุดล้มเพราะรากไม้ไปหลายหน
"เหม่ออะไรของเ้าแซม ระวังหน่อยสิ" เทียเอ่ยพร้อมกับยื่นมือเพื่อดึงแซมขึ้นจากพื้นโคลน
"เร่งฝีเท้ากันเถอะตอนนี้กำลังจะถึงแล้ว" แซมพยักหน้าตอบรับพร้อมกับวิ่งตามหลังเทียที่กำลังมุ่งตรงไปยังปราสาททราซินเวียได้อย่างคล่องแคล่ว จนทำให้ทั้งสองมาถึงหน้าประตูขนาดใหญ่ด้วยเวลาอันสั้น
แต่มันกลับพังระเนระนาดจากอะไรบางอย่างที่มีกำลังมหาศาลจนเทียและแซมต้องรีบวิ่งเข้าไปดูสถานการณ์
"เทียลูกเมียข้าอยู่ไหน"
"ลงบันไดจากทางขวาเอ็มม่าอยู่ห้องขังทางด้านซ้าย ถ้ามีอะไรก็ะโเรียกข้า "
แล้วทั้งสองก็แยกกันไปตามหาโดยเทียเริ่มจากชั้นหนึ่งถึงบนสุดพร้ะโกนเรียกอีชิลเดอร์อย่างมิขาดสาย แต่ชายผมขาวกลับไม่พบเจอใครนอกจากเสียงร้องะโของแซมที่ดังสนั่นจนเทียต้องรีบวิ่งลงไปดู
แต่กลับพบกับซากศพของทหารกองทับกันอยู่บนพื้นด้วยสภาพที่ถูกฉีกกระชากราวกับโดนสัตว์ร้ายขย้ำ และบางรายนั้นเนื้อตัวบี้แบนประหนึ่งโดนทุบด้วยค้อนปอนด์
ทำให้เทียและแซมต้องรีบวิ่งไปยังห้องขังทางซ้ายเพื่อตามหาสองนางที่ชายผมขาวเคยฝากฝังไว้กับเหล่าทหาร ผู้นอนจมกองเือย่างอเนจอนาถ
"เอ็มม่า!! เ้าเป็อะไรรึเปล่า เอ็มม่า!!
แซมะโเรียกในทันทีที่เห็นเอ็มม่านอนแน่นิ่งอยู่กลางห้องขังพิเศษ พร้อมกับวิ่งไปพยุงนางขึ้นมานั่งก่อนจะพบว่าใบหน้าของเอ็มม่านั้นซีดเผือดราวกับร่างไร้ิญญา
เทียจึงรีบเดินไปคว้าเส้นเหล็กกล้าที่ทำจากธาตุสแคนเดียมพร้อมกับดูดซับพลังจนมันสลายกลายเป็ฝุ่นผง
ทำให้เอ็มม่าสามารถลุกขึ้นมาคว้าคอเสื้อของแซมพร้อมกับร่ำไห้ด้วยความวิตกกังวลจนเนื้อตัวเริ่มสั่นเทา
"ท่านพี่ พวกมันพาตัวเอนี่ไป พวกมันพาตัว..!!! "
"ใจเย็นก่อน ค่อยๆ เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น " แซมกล่าวพร้อมโอบกอดเอ็มม่าไว้เพื่อปลอบขวัญให้นางสงบสติลง แต่เอ็มม่าก็ยังคงปล่อยน้ำตาออกมาอย่างไม่ขาดสายจนเวลาล่วงเลยไปอีกพักใหญ่
แล้วเอ็มม่าก็เริ่มกลับมาตั้งสติก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านเสียงสะอื้นอย่างน่าเห็นใจ จึงทำให้เทียลุกเดินออกไปจากตัวห้องโดยมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
"เ้าจะไปไหนเทีย....เห้ "
แซมรีบวิ่งตามออกไปแล้วก็พบว่าเทียกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนรอยเืพร้อมกับพึมพำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาไม่สบายใจ ก่อนจะหยิบยื่นเศษผ้าสีแดงให้แซมได้สังเกต
"นี่มันอะไร?? "
"นั่นมันเศษผ้าจากแขนเสื้อเอนี่"
และในทันทีที่เอ็มม่าเดินออกมาจากห้องขังก็รีบตรงไปคว้าเศษผ้าอย่างมาดมั่น จึงทำให้เทียเริ่มควานหาเศษผ้าอื่นๆ ซึ่งถูกทิ้งเป็ระยะด้วยจำนวนไม่เท่ากัน
จึงทำให้เทียเริ่มมั่นใจว่าเอนี่ทิ้งเบาะแสไว้ให้ตนได้ตามต่อ ช่างเป็ไหวพริบอันน่าชื่นชมสำหรับเด็กสาวที่กำลังตกอยู่ในอันตราย
"พวกนั้นมีกำลังมาก ให้ข้าได้ช่วยพวกท่านเถอะ " แต่ระหว่างที่ชายผมขาวกำลังสะกดรอยตามก็ต้องหยุดชะงักลงด้วยคำกล่าวของเด็กสาวผู้มาพร้อมกับดวงตาสีแดงฉาน
"มันไม่ใช่เื่ของเ้าเจสสิก้า ถ้าปลอดภัยแล้วก็รีบหนีไปซะ"
"ข้ารู้แต่ข้า้าช่วยนาง และมันก็ไม่ใช่เื่ของท่าน "
เด็กสาวตอบกลับคำกล่าวของเทียด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นและจริงใจจนแซมกับเอ็มม่าััได้ผ่านดวงตาสีแดงอันมาดมั่น ก่อนเทียจะหันมาสนใจในเศษผ้าตามพื้นดินโดยไม่คิดจะห้ามปรามหรือกล่าวสิ่งใดอีก
แต่เอ็มม่าก็ยังหันกลับมาเพื่อขอบคุณในความตั้งใจเ่าั้ ก่อนเจสสิก้าจะตอบรับด้วยการส่ายหน้าพร้อมกับกล่าวคำที่ค้างคาอยู่ในใจ
"ข้าทำเพื่อชดเชยในส่วนของแม่ข้า "
…………………………………………………
"เสร็จภารกิจไปอีกหนึ่งนะท่านแอนดิว"
ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มเดินผ่านกองกำลังทหารนับร้อยชีวิตพร้อมกับเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่อยู่บนบ่าของปีศาจขนาดใหญ่
ก่อนมันจะวางตัวนางไว้บนพื้นหญ้าต่อหน้าแอนดิวผู้ยืนกอดอกและจ้องเขม็งมายังเด็กสาว
"งานข้าเสร็จสิ้นแล้วก็ลากันตรงนี้ละนะไอ้พวกมนุษย์น่ารังเกียจ"
"อ่า บ๊ายบายนะนายท่าน ช่วยพวกเราได้เยอะเลย" ชายผู้มากด้วยรอยยิ้มรีบโบกมือลาปีศาจขนาดใหญ่ราวกับทั้งสองเป็เพื่อนรักที่ไม่เคยแยกจากกัน ก่อนเขาจะหันกลับมาพบว่าเด็กสาวกำลังถูกล้อมรอบด้วยเหล่าทหารผู้มีท่าทางหื่นกระหายอย่างน่ารังเกียจ
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าจับเด็กสาวมาไว้ในกำมือของพวกบ้ากามซะแล้วสิ ฮ่า ฮ่า "
"หุบปากเน่าๆ ของเ้าเสียเอริค เด็กนั่นจะช่วยให้พวกทหารคลายเครียดก่อนออกศึกได้ " แอนดิวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันแข็งกร้าวเพื่อแสดงถึงฐานะที่เขาควรเคารพมากกว่าการมาพูดพล่อยๆ ไปอย่างไม่รู้จักยั้งคิด
"ตายแล้ว!! ท่านแอนดิวโกรธข้าหรือนี่ น่ากลัวชะมัด? แต่ยังไงก็อย่าไปทำอะไรเด็กคนนี้ก่อนแผนเราจะลุล่วงซะล่ะ ไม่งั้นท่านฟาคัสคงโกรธจนควันออกหูแน่"
เอริคเอ่ยด้วยท่าทางยียวนกวนประสาทพร้อมกับอุ้มตัวเด็กสาวออกมาจากเหล่าทหารผู้มีความคิดสุดโสมมอย่างไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน
"อยู่ใกล้ๆ ข้าไว้นะ คุณหลานเ้าเมือง "