[Daylight Part]
รุ่งเช้าเข้ามาเยือน แสงแดดตกกระทบลงบนหน้าต่างกระจกบานใหญ่ภายในห้องนอนราคาหลักล้าน โดยเ้าของห้องคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งนามว่า เดย์ไลท์ มีความหมายว่าแสงแดด แต่ตอนนี้เ้าของชื่อดูจะไม่ค่อยสบอารมณ์และอยากเจอแสงแดดในยามเช้า่เวลาเจ็ดโมงเท่าไหร่นัก
ตี้ตี๊ด ตี้ตี๊ด ตี้ตี๊ด
เสียงของนาฬิกาปลุกที่หัวเตียงดังขึ้น เป็สัญญาณเตือนว่าตอนนี้หากมีคาบเรียนเช้าแล้วลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวก็จะสามารถเข้าเรียนได้ทันเวลา แต่หากช้ากว่านั้นก็มีสิทธิ์จะโดนเช็กชื่อเข้าสายได้
ตี้ตี๊ด ตี้ตี๊ด ตี้ตี๊ด
ผ่านไป 10นาที
เสียงปลุกของนาฬิกาตัวเดิมก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะดับลงอย่างเช่นทุกวัน เพราะมันยังคงส่งเสียงดังน่าหนวกหู จนเ้าของห้องเริ่มรู้สึกรำคาญ
ปึก!
รำคาญจนต้องเงยหน้าขึ้นมาหยิบหมอนปาใส่มันให้หยุดร้องเสียที
"รำคาญฉิบหายเลย รักทำไมไม่ปิดเสียงนาฬิกา!" เดย์ไลท์เอ่ยปากพูด แต่ก็ได้รับเพียงความว่างเปล่ากลับมา ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับคำพูดของเขาเลยแม้เพียงครึ่งคำ
“หือ? ...”
ชายหนุ่มจึงได้พยายามลืมตาที่แทบจะปิดของตัวเอง เพื่อมองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะพบว่ามันว่างเปล่าไร้เงาเ้าของชื่อที่เขาเรียก
เดย์ไลท์หลับตาลงตั้งสติอีกครั้ง ไม่นานชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นและนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อคืนนี้หญิงสาวไม่ได้กลับมานอนที่ห้อง
"ขนของไปทั้งที ทำไมไม่เอาไอ้นาฬิกาเวรนี้ไปด้วยวะ จะแกล้งกันรึไง" เดย์ไลท์ลุกขึ้นมานั่งขยี้หัวยุ่งๆ บนเตียงนอนสีขาวด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก ด้วยเพราะเสียงนาฬิกามันดันมาทำลายความสุขแห่งการนอนของเขาไปจนหมดสิ้น หมดจนไม่สามารถนอนต่อได้อีกแล้ว
ร่างสูงนั่งงัวเงียอยู่บนเตียงสักพักใหญ่ๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องและพบเข้ากับกองเสื้อผ้าของเมื่อคืนที่เขาถอดทิ้งไว้กระจายอยู่เต็มห้อง ทั้งที่ตะกร้าใส่ผ้าก็ไม่ใช่ใบเล็กๆ แต่เขากลับโยนไม่เคยจะลงสักครั้ง
หากในยามปกติที่มีหญิงสาวอย่างที่รักอยู่ด้วย ป่านนี้ไอ้เสื้อผ้าโง่ๆ นี่คงโดนโยนลงเครื่องซักผ้า ไอ้นาฬิกาเวรนี้ก็คงแหกปากร้องเตือนได้ไม่ถึงสิบวินาทีด้วยซ้ำ
มาตอนนี้ที่ต้องนั่งอยู่ในห้องคนเดียวบอกเลยว่า เขาไม่ชิน!
ทั้งที่ก่อนจะมาอยู่ด้วยกัน ห้องมันก็คงจะเคยเป็สภาพนี้แหละ (มั้ง) ตอนนี้มันก็แค่กลับไปอยู่สภาพเดิมก่อนที่เขาจะมีเพื่อนร่วมห้องเท่านั้นเอง ทำไมต้องมารู้สึกไม่ชินด้วยก็ไม่รู้
“ไม่ชินอะไรวะ” ปากเรียวบ่นออกมากับความคิดชั่ววูบของตัวเอง
หลังจากที่ต้องตื่นนอนเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ผมจึงได้ลุกขึ้นไปอาบน้ำแปรงฟัน ก่อนไปก็ไม่ลืมที่จะปิดระบบแจ้งเตือนนาฬิกาอีกครั้ง เพื่อที่ว่าครั้งต่อไปมันจะได้ไม่ดังขึ้นมาอีก
ในระหว่างที่ผมปล่อยให้ร่างกายกระทบเข้ากับสายน้ำเย็นๆ ที่ไหลออกมาจากฝักบัวทรงสูง พลันเสี้ยวหนึ่งของความคิดก็ได้นึกทบทวนเื่ราวของเมื่อคืนไปด้วย
ย้อนไปเมื่อคืน
"ไอ้เดย์ทางนี้" เสียงของไอ้เนส เอ่ยเรียกผมหลังจากที่ผมก้าวขาขึ้นมาที่ชั้นสองห้องประจำของผับได้ไม่ถึงสิบก้าว
ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าก่อนที่ผมจะมา ผมได้ทำการบอกกับคนที่บ้านอย่างที่รักไว้แล้วว่าวันนี้อาจจะกลับดึกไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อและไม่ต้องรอให้นอนก่อนเลย
เดย์ไลท์: วันนี้กลับดึก
ไม่ต้องรอนะ
นอนก่อนเลย
ที่รัก: โอเค ????????
แล้วถ้าอยากไปเที่ยวบ้าง ไปได้เปล่า?
เดย์ไลท์: อยากมาก็มา
แต่มาแล้วห้ามงอแงให้พากลับนะ
ที่รัก: เข้าใจแล้ว ????
ไม่งอแงแน่นอน ❤
แต่ไม่ไปหรอก แค่บอกเผื่อไว้เฉยๆ
เดย์ไลท์: กวนตีน
ที่รัก: ขอบคุณสำหรับคำชมค่าาา
นั่นคือบทสนทนาของผมกับที่รัก ความจริงมันก็เป็แบบนี้ทุกครั้งนั่นแหละ เวลาที่ผมจะออกมาเที่ยวกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็เพื่อนตอน่ไหนของชีวิตก็ตาม
ผมนั่งลงโดยหันหลังให้ประตูทางเข้าเพราะมันใกล้กับจุดที่ยืนอยู่ในตอนนี้ที่สุด แต่นั่งได้ไม่เท่าไหร่ ไอ้บอสมันก็ไปพาสาวๆ จากที่ไหนไม่รู้เข้ามานั่งด้วย
ซึ่งพวกผมก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้วเลยปล่อยๆ ไป ยังไงคนจ่ายเงินจ้างสาวๆ มาก็คือเงินมันไม่ใช่เงินผม แต่ถ้าผมพาออกไปเมื่อไหร่นั่นแหละเงินผมล้วนๆ
แล้วถ้าถามว่าวันนี้ผมจะพาหนึ่งในสาวๆ พวกนี้ออกไปมั้ย?
ผมก็คงต้องถามกลับแล้วล่ะว่า ทำไมผมต้องพาออกไปด้วย??
ทำไมผมต้องไปเสียเงินเอาผู้หญิงคนอื่นด้วยในเมื่อผมมีที่รักรออยู่ที่บ้านแล้ว ต้องบอกเลยว่าผมค่อนข้างให้เกียรติที่รักพอสมควรเลยนะ ผมเข้าใจอารมณ์ที่รักดีเลยว่า เราคบกันอยู่
ใช่ ผมรู้ตัวเองตลอดเวลาว่าตอนนี้ผมไม่ใช่คนโสดอย่างแต่ก่อน แม้ว่าเื่ที่ทำให้ผมกับที่รักจะได้มาอยู่กินด้วยกันจะมาจากเื่เงินหรือเื่เล่นๆ ในตอนแรกอย่างที่เคยบอกกับที่รักไปก็ตาม
ที่รักดีกับผมทุกอย่าง ตามใจผมทุกอย่างและที่สำคัญขูดรีดเก่งอย่างกับผมผลิตเงินเองได้ มันสูบเงินผมเก่งมากแต่ถ้าถามว่าเอาไปใช้มั้ยคำตอบคือ ไม่
ที่ไถก็คือไถไปเก็บ ส่วนที่จะใช้ก็มาขอผมใหม่ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงยอมให้มันทำแบบนั้น
ในขณะที่ผมกำลังนั่งดื่มด่ำกับเสียงดนตรีเบสหนักๆ เหล้าที่ชอบ อยู่ๆ ไอ้เนสก็เอ่ยถามประโยคเดิมๆ ที่ผมฟังแล้วก็รู้เลยว่ามันกำลังกวนตีนผมอยู่ขึ้นมา
"ไอ้เดย์ กูถามจริงๆ นะ เรียนจบแล้วมึงจะขอที่รักแต่งงานเลยหรือเปล่าวะ"
"กูไม่รู้" ผมให้คำตอบเดิมๆ กับมัน แต่ดูท่าว่าคำตอบนี้จะไม่ใช่ประโยคที่มันอยากได้ยินสักเท่าไหร่
"ไอ้เวร! มึงจะมาตอบว่าไม่รู้ไม่ได้" ไอ้เนสบ่นผม "มึงต้องตอบชัดเจนกว่านี้อีกหน่อยดิวะ กูถามมึงรอบที่ล้านได้แล้วมั้งประโยคนี้"
"แล้วมึงจะถามทำเหี้.ยอะไรในเมื่อก็รู้ดีอยู่แล้ว ว่ายังไงคำตอบของกูก็เหมือนเดิม" คือกูจะบอกที่รักเองเมื่อถึงตอนนั้น
"เอ้า!? กูถามเพราะกูเห็นว่ามึงคบกับที่รักนานกว่าคนอื่นมั้ย?"
"คบนานก็จริง แต่กูก็ยังไม่ได้รู้สึกมากถึงขนาดวางแผนใช้ชีวิตด้วยกันไปยาวๆ เปล่าวะ" ไม่หรอกความจริงแล้วทุกวันนี้กูแทบจะนึกภาพตัวเองตอนอยู่คนเดียวไม่ออกแล้ว
"ไม่คิดอยู่ยาวๆ แสดงว่ากำลังคิดสั้น" ไอ้บอสพูดขึ้นหลังจากเงียบมานาน
"ไอ้สัส! กูไม่ได้คิดฆ่าตัวตาย" ผมถีบเก้าอี้มันไปหนึ่งที
"งั้นกูลองถามระยะสั้นๆ กับมึงแทนดีกว่า" ไอ้บอสมองมาที่ผม "หลังเรียนจบ มึงคิดว่ามึงจะยังรักและจะยังคบอยู่กับที่รักรึเปล่า"
"วันนี้พวกมึงเป็เหี้.ยอะไรวะ ถามเยอะแยะ" ผมถามกลับอย่างหงุดหงิดด้วยความรู้สึกมึนหัวหน่อยๆ คาดว่าน่าจะมาจากวอดก้าแก้วที่ไอ้เนสเทให้
ทั้งมึนหัวจากคำถามที่ทำให้ผมต้องใช้สมองคิดตามบวกกับความแรงของวอดก้าที่เพิ่งกระดกเข้าปากไปเพียวๆ สติของผมจึงเริ่มไม่คงที่นัก
"กูถามก็ตอบไอ้สัส ไม่ใช่มาถามย้อนกู" ปากว่าแต่มือไอ้เนสกลับยกขวดเหล้าเทใส่แก้วให้ผม
"เออ! ตอบก็ได้" ผมรับปากพวกมัน ซึ่งคำตอบนี้เองที่ทำให้ที่รักเข้าใจผมผิด คำตอบที่ไม่ได้ผ่านคิวซีของสมองส่วนคิด วิเคราะห์และแยกแยะอย่างทุกครั้งที่ผ่านมา คำพูดที่ผมตั้งใจพูดเพื่อตัดรำคาญ แต่แม่งเสือกเป็คำพูดที่ตัดความสัมพันธ์ของผมกับที่รักด้วย
"รักไม่รักกูไม่รู้ ตอนนี้กูรู้แค่ว่ายัยนั่นเป็คู่นอนที่กูได้มาเพราะเงิน ดังนั้นถ้ากูยังมีเงินอยู่ยังไงที่รักก็ต้องอยู่กับกู!"
หลังจากที่ได้ฟังคำตอบของผมพวกมันก็นิ่งไป ไอ้เนสกลืนน้ำลายลงคอ ที่ผมรู้เพราะลูกกระเดือกของมันขยับ ส่วนไอ้บอสก็ดูนั่งไม่ติดเก้าอี้ มันดูรนแปลกๆ แถมยังมองไปข้างหลังผมอีก
มีอะไรวะ?
ผมคิดในใจก่อนจะหันไปมองตามสายตาของพวก แล้วพบว่าที่รักกำลังยืนอยู่ข้างหลังผม มือเล็กๆ นั้นกำลังกำแน่นจนผมแอบกลัวว่าเล็บยาวๆ ของเธออาจจะจิกลงบนฝ่ามือนุ่มจนเป็แผลได้เื
ถึงจะเป็ห่วง แต่เพราะผมมึนหัวเกินไปจึงลุกไปหาเธอไม่ได้ เพราะกลัวล้มหัวแตกต่อหน้าสาว หมดหล่อกันพอดี
แต่เพราะผมไม่ได้ลุกไปหาและยังคงมองไปที่เดิมทำให้เห็นว่า ที่รักยังคงยืนอยู่ไปไกลจากผมเท่าไหร่นัก สายตาของผมจึงได้เห็นว่าก่อนที่จะเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายสูดลมหายใจเข้าปอดหนึ่งครั้งและปล่อยออกมายาวๆ จนหมด ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้ามาให้กับโต๊ะของพวกผม
"ที่พูดเมื่อกี้นี้ มึงคิดแบบนั้นจริงๆ รึเปล่าเดย์" ที่รักถามผมด้วยเสียงที่ดูนิ่งๆ แต่ผมััได้ว่าปลายเสียงของที่รักมันสั่นและสะบัดเล็กน้อย
"......" ผมเลือกที่จะไม่ตอบ เพราะกลัวว่าจะพูดอะไรไม่ดีออกไปอีก เนื่องจากตอนนี้ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองน่าจะเมาแล้ว ผมกลัวว่าถ้ายิ่งพูดจะกลายเป็ทะเลาะกันไปเปล่าๆ หรือถ้าจะให้พูดคงต้องรอไปคุยกันอีกทีที่ห้อง
"กูถามว่าจริงรึเปล่า!!" ที่รักขึ้นเสียงใส่ผมเมื่อผมไม่พูดอะไรตอบกลับไปในสิ่งที่เธอถามและนั่นมันก็ทำให้ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิด
"มึงจะขึ้นเสียงทำไมวะ!" ผมขึ้นเสียงใส่ที่รักกลับ โชคดีตรงโซนที่พวกผมนั่งเป็ห้อส่วนตัวและเก็บเสียง จึงไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนอื่นมาได้ยิน
"แล้วทำไมมึงถึงไม่ตอบกูล่ะว่ามันจริงรึเปล่า... หรือว่าที่จริงแล้วมึงก็คิดอย่างที่พูดอยู่แล้ว เลยไม่มีอะไรจะพูดแก้ตัวให้กูฟัง?" หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มที่เธอคิดว่าเป็แฟนด้วยสีหน้าผิดหวัง ลิ้นเล็กถูกใช้ดันที่กระพุ้งแก้มเพื่อสงบอารมณ์และกดข่มความไม่พอใจที่เกิดขึ้น มือเล็กยกขึ้นมาเสยผมหน้าของตัวเอง จมูกก็ถอนหายใจออกมาแรงๆ หนึ่งครั้ง
"หรือที่มึงไม่คิดที่จะพูด ก็เพราะมึงกำลังจะบอกกูทางอ้อมว่าที่ผ่านมา เป็กูที่คิดไปเองคนเดียวทั้งหมดใช่มั้ยเดย์?"
"..."
"ตลอดมาที่กูคิดว่าเราคบกัน แม่งคือมึงก็แค่ซื้อตัวกูใช่มั้ย? หึ น่าขำฉิบหาย"
"มึงจะคิดแบบนั้นก็ได้" เพราะความปากไว ความเมาบวกกับไม่อยากทะเลาะกันต่อหน้าเพื่อน ชายหนุ่มจึงตัดบทและพูดอะไรไม่ทันได้คิดไตร่ตรองให้ก่อนออกมา
"หึ ตลกสิ้นดีเลยมึงมั้ยเดย์ เพราะพอลองมาคิดๆ ทบทวนทุกอย่างดูแล้ว กูก็เพิ่งรู้สึกได้เมื่อกี้นี้เลยว่าที่ผ่านมาสิ่งที่มึงทำกับกูแม่งก็ไม่ได้ต่างกับการเป็กระ.หรี่เลยสักนิดเดียว แต่กระ.หรี่อย่างกูก็คงจะโชคดีกว่าคนอื่นๆ หน่อยตรงที่กูมีมึงเป็ลูกค้าคนแรกและคนเดียว"
"...."
"กูไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งกูจะได้ทำอาชีพที่กูพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด อาชีพที่กูบอกกับตัวเองเสมอว่าจะไม่ทำจนกว่าชีวิตกูจะไม่มีทางเลือกจริงๆ"
"...."
"ไม่คิดเลยเนอะ ว่าสุดท้ายแล้วการที่กูรักมึง ยอมมึงทุกอย่างแม่งจะทำให้มึงมองกูเป็กระ.หรี่ซะได้ ตลกร้ายดีวะชีวิตกู"
"มึงพูดพอรึยังรัก กูจะแดกเหล้า" ปากเรียวของชายหนุ่มบ่นประโยคที่น่าตบปากตัวเองสักร้อยครั้งออกมา
ร่างสูงยอมรับตามตรงเลยว่าพูดเพราะไม่อยากฟังว่าอีกฝ่ายบ่นตัดพ้อตัวเอง ไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเลยสักนิดเดียว แต่เหมือนว่าความหวังดีของเขามันจะถูกตีไปเป็อีกอย่าง สุดท้ายทุกอย่างมันก็เลยพังอย่างที่เห็น
"โอเค กูคงพูดมากไปแล้ว งั้นเชิญมึงกับเพื่อนแดกเหล้าต่อกันตามสบายเลย กูไปละ" พูดจบหญิงสาวก็หันหลังพาร่างของตัวเองเดินลงไปที่ชั้นล่างของผับ โดยไม่หันกลับมามองคนที่อยู่ข้างหลังอีกเลยว่าอีกฝ่ายจะมีสีหน้ายังไง
หลังที่รักจากไป ไอ้สองคนมันก็เริ่มหายใจหายคอได้โล่งขึ้น สังเกตได้จากการที่พวกมันเลิกส่งผ่านความคิดกันทางสายตา
"มึงจะไม่ตามไปเหรอวะ" ไอ้เนสถามผม ซึ่งคำตอบก็เหมือนเดิม
"ไม่" ผมตอบด้วยท่าทางไม่แยแสสิ่งใดจนไอ้บอสพูดออกมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าแม่งคงหงุดหงิดกับคำพูดก่อนหน้าของผมไม่น้อย
"ถ้าโดนทิ้งเป็หมา อย่ามาหอนให้พวกกูฟังนะ เพราะพวกกูจะปาหินใส่หัวซ้ำ"
“แล้วก็เื่นี้ถึงไอ้สี่ตัวบาทแน่” ไอ้เนสพูดขึ้นมา ซึ่งสี่ตัวบาทที่มันพูดถึงคือกลุ่มเพื่อนสนิทของผมอีกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกับไอ้สองคนนี้เหมือนกัน แต่เพราะไม่ได้สนิทมากเท่าผม วันนี้พวกมันเลยนอนตีพุงกันอยู่ที่บ้าน แน่นอนว่าไอ้สี่คนนั้นก็สนิทกับที่รักเหมือนกัน
"เออ!" ผมกระแทกเสียงตอบ หลังจากนั้นในหัวผมก็มีแต่ความคิดที่ว่ากลับไปจะพูดยังไงให้ที่รักเข้าใจดีวะ จะขอโทษที่ปากหมาพูดไม่คิดยังไงดี จะเริ่มอธิบายจากตรงไหนก่อน
ระหว่างคิดสายตาก็คอยมองไปทางที่รักตลอด มองจนไอ้บอสมันเห็นแล้วอดอ้าปากด่าผมอีกรอบไม่ได้
"ปากบอกว่าใช้เงินซื้อเขามา แต่ตามึงแม่งจะแดกหัวคนรอบข้างเขาแล้ว" มันว่าให้ผม ถามว่าผมสนใจมั้ย ไม่ครับ ผมไม่ได้สนใจ ผมไม่ได้สนใจมันเลย สมองของผมยังคงคิดไปถึงคำแก้ตัวกับที่รักไม่หยุด คิดไปคิดมาก็ปวดหัว ไม่พอปวดเยี่ยวอีกต่างหาก
ไอ้เวรเอ๊ย! ไม่น่าแดกน้ำเยอะเลยไอ้สัส