มู่เฉิงหลินมาปรากฏตัวในวันรุ่งขึ้น พร้อมกับจูเก่อหมิง มู่เชียนทราบว่าพวกเขามาก็ดีใจมาก ต่างจากเยว่เทียนหงที่เพียงได้ยินชื่อของจูเก่อหมิงก็มีสีหน้าแปลกใจ
“นายน้อยสกุลจูเก่อมาอยู่กับน้องชายเจ้าได้อย่างไร ?”
มู่เชียนเล่าเรื่องหอข่าวให้เขาฟัง จากนั้นก็เอ่ยถึงที่เขามอบแหวนให้นางและพาน้องชายของนางหนีไป แน่นอนว่านางไม่ได้เล่าเรื่องที่เขาพานางเที่ยวหรือเอ่ยวาจาเกี้ยวนางให้เขารับรู้ เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
ทว่าเยว่เทียนหงย่อมทราบดี นายน้อยแห่งหอข่าวผู้นี้ไม่มีทางปรากฏตัวออกมาโดยง่าย การที่บุรุษลึกลับผู้นั้นเดินทางไกลมา ย่อมมีจุดประสงค์สำคัญบางอย่าง… และการที่เขามอบแหวนล้ำค่าให้นางทั้งที่รู้จักเพียงสามวัน ก็เพียงพอที่จะบอกให้รู้แล้วว่าจุดประสงค์นั้นคืออะไร
“เขาช่วยข้าและเฉิงหลินไว้… ข้าจะออกไปพบเขา” หญิงสาวเอ่ยพลางลุกขึ้นด้วยสีหน้าดีใจ ขณะที่ดวงตาสีเทาเปล่งประกายเข้มขึ้น
เยว่เทียนหงดึงมือของนางมากุมไว้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เขาช่วยเจ้าก็ไม่ต่างจากช่วยข้า.. ข้าจะตอบแทนเขาเอง”
“แต่ข้าอยากพบเขา”
“หู่เอ้อ..”
“พะย่ะค่ะ”
“พาคุณชายมู่เฉิงหลินไปพัก บอกเขาว่าอีกสักครู่ข้ากับพี่สาวเขาจะไปหา… ส่วนจูเก่อหมิงมอบป้ายท้องพระคลังให้เขา อยากได้อะไรก็ให้เขาไปเลือกเอา… อ้อ และเพื่อความปลอดภัย จัดหาคนพาเขาไปส่งที่ตระกูลด้วย !”
“พะย่ะค่ะ”
“ปึ้ง !” เสียงมือเล็กทุบเบาๆลงบนโต๊ะ ทว่ากลับทำให้บุรุษทั้งสองในห้องชะงักนิ่ง
“เทียนหง.. ข้าอยากพบเขา… !” เสียงใสเอ่ยด้วยจังหวะที่เนิบช้าเป็นพิเศษ … รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็หวานเป็นพิเศษ ….. รวมถึงดวงตาของนางก็แข็งกร้าวเป็นพิเศษเช่นกัน !
เมื่อถูกความพิเศษมากมายเพียงนั้นกดดัน ร่างสูงที่ถูกนางจ้องมองนั้นก็ไม่อาจเอ่ยวาจาใดได้นอกจาก
“ได้สิ…”
‘โธ่…ฝ่าบาท’
มู่เชียนออกไปพบพวกเขาที่เรือนด้านหน้า ชายหนุ่มทั้งสองคนเห็นนางสบายดีก็มีสีหน้าโล่งใจอย่างมาก โดยเฉพาะมู่เฉิงหลิน หลังจากดึงพี่สาวมากอดแน่นแล้ว ผู้เป็นน้องก็เอ่ยปากต่อว่านางอย่างจริงจัง
“เจ้าเลิกทำเหมือนข้าเป็นสัมภาระที่เปราะบางสักที ข้าเป็นบุรุษต่อให้ตายก็ไม่ต้องการให้สตรีอย่างเจ้ามาปกป้อง !”
“แต่สำหรับข้าเจ้าไม่ใช่บุรุษและข้าก็ไม่ใช่สตรี… ระหว่างพวกเราข้าเป็นพี่และเจ้าก็เป็นน้อง ข้าจึงต้องปกป้องเจ้าไว้ให้ได้ และหากเจ้าไม่อยากได้ก็รีบๆแข็งแกร่งขึ้นสิ ”
“……” จูเก่อหมิงนั่งฟังสองพี่น้องถกเถียงกันด้วยความรักอีกครู่ใหญ่ สุดท้ายมู่เฉิงหลินก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป
แม้จะไม่พอใจอย่างมาก ทว่าที่มู่เชียนกล่าวนั้นก็เป็นความจริง หลังจากนั้นมู่เฉิงหลินก็ยิ่งมุ่งมั่นที่จะฝึกวิชามากขึ้น ชายหนุ่มแทบไม่กินไม่นอนอยู่ในหอรวมปราณ ด้วยความตั้งใจที่ว่า ต่อไปจะไม่ยอมให้พี่สาวมีสิทธิ์เอ่ยคำว่า ‘ปกป้อง’ กับเขาอีก !
สำหรับจูเก่อหมิงหญิงสาวส่งแหวนคืนให้เขา และกล่าวคำขอบคุณกับเขาอย่างจริงใจ จูเก่อหมิงมองใบหน้าของนางที่งดงามขึ้นอีกหลายระดับด้วยความชื่นชอบ
“เจ้าไปทวีปตะวันออกกับข้าดีหรือไม่ ? ระหว่างทางข้าอยากลองพยายามเกี้ยวเจ้าอีกสักพัก”
ครืนนนน…
สายฟ้าปริศนาที่คำรามอยู่เหนือศีรษะ ทำให้มู่เชียนเย็นสันหลังวาบ ทว่าจูเก่อหมิงกลับเหลือบตาขึ้นมองบนฟ้าแล้วยิ้มออกมาอย่างสนุกสนาน
“ว่าอย่างไร ถือเป็นการตอบแทนที่ข้าช่วยเหลือน้องชายเจ้า” ชายหนุ่มเอ่ยต่ออย่างไม่ใส่ใจ
“จูเก่อหมิง ท่านคิดทำอะไรกันแน่ ?”
“ข้าก็แค่ชอบอยู่กับเจ้า อยากเดินทางไปด้วยกัน ยังต้องมีเหตุผลอะไรมากมาย”
ภายในห้องด้านหลัง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านจากร่างสูง จนคนสนิทที่อยู่รอบข้างกังวลว่าฝ่าบาทของเขาจะทนไม่ไหว วินาทีใดวินาทีนึงข้างหน้านายน้อยสกุลใหญ่ผู้นั้นอาจจะต้องตายลงอย่างอนาถ ทว่าเยว่เทียนหงยังคงรักษาสัญญาอย่างสุดความสามารถ ร่างสูงยืนหลับตากำหมัดนิ่ง เพื่อให้ปราณสีดำที่แล่นเปรี๊ยะอยู่รอบกายนั้นสงบลง
“ข้าขอบคุณนะ แต่คนรักของข้าอาจไม่สบายใจ ดังนั้นต่อไปเจ้าอย่าได้เอ่ยวาจาเช่นนี้อีกเลย” เสียงหวานแฝงกระแสจริงจังของนาง ทำให้เยว่เทียนหงที่รอฟังอยู่อีกด้านชะงักไป … นางเรียกเขาว่า ‘คนรัก’
“อีกอย่างข้ารู้ว่าเจ้าเจตนาแกล้งเขาเท่านั้น…” มู่เชียนเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ ด้วยดวงตาของชายตรงหน้าไม่มีความรักและลุ่มหลงอย่างที่ควรมี ในนั้นนางเห็นเพียงความชื่นชม ความห่วงใย และความสาสมใจเท่านั้น
“ฮ่าฮ่าฮ่า.. โดนเจ้าจับได้เสียแล้ว” จูเก่อหมิงหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน
ได้เห็นคนอัดอั้นแต่ระบายออกมาไม่ได้ เหอะๆ แต่ไรมาท่านพ่อชอบยกเจ้าคนแซ่เยว่มาเป็นแบบอย่างให้เขาพยายามฝึกวิชา ทั้งยังชอบเอ่ยถึงความเสียสละความรับผิดชอบบ้าบออะไรของหมอนั่นอีกมากมาย … หากมีโอกาสไม่แกล้งเจ้านั่นให้อัดอั้นใจตาย เขาก็ไม่ใช่จูเก่อหมิงแล้ว !
“พอที...เจ้าไม่กลัวความเดือดร้อน แต่ข้ากลัวเข้าใจหรือไม่ ?” ความหึงหวงของลาวาแช่แข็งผู้นั้น นางรับมือไม่ไหวหรอกนะ
“เช่นนั้นรอให้คนรักของเจ้าไม่อยู่… แล้วค่อยลอบมาพบกันอย่างคราวก่อนก็ได้ !”
“จูเก่อหมิง !” เสียงใสตวาดแหวไล่หลัง… ชายหนุ่มกวนประสาทผู้นั้นจากไปแล้ว พร้อมด้วยเสียงหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี ทิ้งมู่เชียนไว้กับความหวั่นใจในสิ่งที่รออยู่
เป็นโชคดีของนาง ที่อานุภาพของคำว่า ‘คนรัก’ ทำให้เยว่เทียนหงไม่ได้ใส่ใจฟังประโยคน่าโมโหเมื่อครู่นั้น ทันทีที่หญิงสาวก้าวเข้ามาในห้อง ร่างสูงก็ยื่นมือให้นาง ดวงตาสีเทาเผยประกายตาลุ่มหลงรักใคร่ออกมาอย่างเปิดเผย
เขาสืบทราบมาว่า บิดาของนางถูกเสี้ยววิญญาณมารเข้าครอบงำ ธาตุมืดรุนแรงเช่นนั้นย่อมต้องกัดกร่อนร่างเขาอย่างช้าๆ ทางเดียวที่จะรอดได้ก็คือถูกช่วยเหลือโดยเทพอสูรธาตุแสง และเทพอสูรตนนั้นก็ได้รับการยืนยันว่าอยู่ที่แคว้นเฟยหยางอย่างแน่นอน
“พี่ใหญ่อยู่ที่ทวีปตะวันออกจริงสินะ” เสี่ยวจิ้งเอ่ย ขณะที่ลวี่ซานถงหรี่ตาลง ขณะรับฟัง ‘รายชื่อผู้ตามขบวนเสด็จ’ อันยาวเหยียดอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
ฟู่หลิง หู่อี หู่เอ้อ หู่ซาน หู่ซื่อ ทำหน้านิ่งเฉยไม่รู้ไม่ชี้ จะให้ฝ่าบาทของพวกเขาเดินทางไปแคว้นตะวันออกโดยไม่มีกำลังทหารติดตามได้อย่างไร ในเมื่อแคว้นเหล่านั้นล้วนเป็นอริกับแคว้นต้าเยว่ของเขา !
“เยว่เทียนหง เจ้าจะพากองทหารนับหมื่นนั่นจะร่วมทางไปด้วยจริงหรือ ?” เสี่ยวจิ้งเอ่ยถามเนือยๆ ซึ่งก็ได้รับคำตอบเป็นเสียงเย็นชากลับมา
“ฟู่หลิง หู่อี หู่เอ้อ .. พวกเจ้าสามคนตามข้าไป ที่เหลือกลับต้าเยว่ให้หมด !”
“ฝ่าบาท แต่ฐานะของพระองค์ พวกนั้นมองปราดเดียวก็ทราบได้แล้ว !” คนสนิททั้งห้าคุกเข่าลงโต้แย้งอย่างไม่กลัวตาย ต่อให้ทรงปลอมแปลงใบหน้าลดระดับปราณอย่างไร ทว่าด้วยความเป็นอริของธาตุมืดและธาตุแสงย่อมไม่อาจปกปิดฐานะผู้ครอบครองกระจกรัตติกาลได้ ! เยว่เทียนหงอาจเป็นอันตรายได้
ทว่าขณะเดียวกันหากพาทหารไป ไม่ทันเข้าทวีปตะวันออกก็คงถูกกองทัพนับแสนมารุมล้อมแล้ว พวกเขายังจะปฏิบัติภารกิจอะไรได้อีกหรือ ?!
“ที่จริงหากนายหญิงบรรลุราชันย์ยุทธ์ก็สามารถให้เจ้าหลบอยู่ในมิติได้ แม้กระทั่งกองทหารพวกนี้บรรจุเข้ากำไลมิติได้ รวมถึงกองกำลังเจ็ดธาตุด้วยเช่นกัน” ลวี่ซานถงเอ่ย อุตส่าห์มีกองกำลังมหาศาลเช่นนี้มาเสนอตัวรับใช้ หากไม่รับไว้เขาก็คงโง่เกินไปแล้ว
“ข้าเห็นด้วย… ยามนี้มู่เชียนสำเร็จมหายุทธ์ขั้นกลาง หากให้นางเข้าสู่หอรวมปราณชั้นหก ไม่แน่ว่าเพียงหนึ่งเดือนก็สามารถบรรลุราชันย์ยุทธ์ได้แล้ว !” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างดีใจ
ประโยคที่ว่าเขาสามารถเข้ามิติกำไลได้นั้น ทำให้เยว่เทียนหงรู้สึกสนใจอย่างมาก มิตินั่นคือสถานที่ลับของนาง เป็นที่แห่งเดียวที่นางสามารถหลบหนีไปจากเขาได้ และเขาไม่อยากให้มันเป็นความลับอีกต่อไปแล้ว
แต่เมื่อนึกว่าตนต้องแยกจากนางถึงหนึ่งเดือน เยว่เทียนหงก็เริ่มไม่แน่ใจนัก
“เชียนเชียน มานี่สิ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกนางมาใกล้ ก่อนจะเอ่ยปากให้นางฟัง
“เมื่อก่อนที่จะเข้าสู่มหายุทธ์ เจ้ามีตราประทับจ้าวยุทธ์กี่ชิ้น…”
“อืมม… หมื่นกว่าชิ้นกระมัง” มู่เชียนเอ่ยตอบตามจริงนั่นทำให้เยว่เทียนหงนิ่งชะงักไป คนสนิทของเขาแต่ละคนต่างก็มีสีหน้าแปลกประหลาดอย่างมาก
จ้าวยุทธ์ทั่วไปสามารถสร้างตราประทับจำลองได้หนึ่งร้อยชิ้นก็ยากเย็นแล้ว แม้เป็นฟู่หลิงที่มีชื่อเสียงเป็นถึงผู้ชำนาญด้านเวทย์อักษร ในร่างก็ยังมีเพียงแค่สองพันชิ้นเท่านั้น ทว่านางกลับมีถึงหนึ่งหมื่นชิ้น !
พรสวรรค์ด้านเวทย์อักษรของนางคงไม่ต้องพูดแล้ว เยว่เทียนหงยิ้มพลางลูบศีรษะนางอย่างอ่อนใจ… “ตราประทับของเจ้ามากมายเกินไป .. ดูแล้วหากไม่ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเจ้าคงไม่อาจบรรลุได้จริงๆ”
“การบรรลุระดับราชันย์เกี่ยวข้องกับจำนวนตราประทับด้วยหรือ ?” มู่เชียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไม่ใช่ว่ายิ่งมากยิ่งดีหรือไร ?”
“ที่ว่าตราประทับมียิ่งมากยิ่งดีนั่นก็ใช่… เพราะมันหมายถึงเจ้าจะสามารถควบคุมเวทย์อักษรที่ซับซ้อนได้มากกว่าผู้อื่น แต่ในขณะเดียวกันการที่เจ้าจะบรรลุระดับราชันย์ ก็ต้องใช้ความพยายามที่มากกว่าผู้อื่นด้วย”
“ระดับจ้าวยุทธ์ คือการสร้างตราประทับจำลอง ระดับมหายุทธ์คือการโยกย้ายตราประทับสร้างเป็นเวทย์อักษรอย่างง่ายๆ ส่วนระดับราชันย์ยุทธ์นั้นก็คือ ความสามารถในการควบรวมตราประทับ และแยกมันออกได้อย่างอิสระ เพื่อให้สามารถสร้างอักษรเวทย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้ ดังนั้นการที่เจ้าต้องใช้”
ผู้อื่นควบคุมตราประทับเพียงร้อยชิ้นเท่านั้น ในขณะที่นางต้องควบคุมนับหมื่นชิ้นทั้งยังต้องทำด้วยความคล่องแคล่วอย่างมาก… แค่คิดพวกฟู่หลิงก็รู้สึกหนักใจแล้ว ทว่ามู่เชียนกลับรู้สึกต่างออกไป
“อย่าห่วงเลย ตราประทับหมื่นกว่าชิ้นนั้นข้าคิดว่า…สามารถควบคุมได้ค่อนข้างดี” มู่เชียนเอ่ยยิ้มๆให้พวกเขาสบายใจ
“ค่อนข้างดีอะไร เจ้าควบคุมมันได้ดีมากต่างหาก !” เสี่ยวจิ้งเอ่ยโอ้อวดทันใด เป็นถึงนายของเขาจะด้อยกว่าผู้อื่นไม่ได้
“ถูกต้อง.. ตั้งแต่เป็นจ้าวยุทธ์นายหญิงก็สามารถฝึกอักขระเวทย์ได้ ทุกวันนี้สามารถใช้อักษรเวทย์ได้พร้อมกันถึงสิบอักษร เหนือล้ำกว่ามหายุทธ์ผู้อื่นไปไกล … ย่อมสามารถบรรลุราชันย์ได้ไม่ยาก” ลวี่ซานถงเอ่ย หูของเขาเชิดตั้งขึ้นระหว่างหรี่ตามองคนจากต้าเยว่ด้วยเจตนาไม่ต่างจากน้องชาย ท่าทางของพวกเขาทำให้มู่เชียนรู้สึกอับอายอย่างมาก
“อีกอย่าง หนึ่งเดือนด้านนอกนี้ ในมิติก็เป็นเวลาสิบเดือน นางยังไม่บรรลุก็แปลกแล้ว” เสี่ยวจิ้งเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ
เยว่เทียนหงหลุดยิ้มออกมากับท่าทางของเทพอสูรทั้งสอง เขาเองก็ภาคภูมิใจในตัวนางไม่น้อยกว่าผู้ใดทว่าเวลาหนึ่งเดือนนั้นก็นานไปอยู่ดี….
“วันที่เจ้าบรรลุมหายุทธ์ขั้นสูงแล้ว ออกมาพบข้าสักครั้ง” เยว่เทียนหงเอ่ยยิ้มๆ “ข้ามีวิธีทำให้เจ้าบรรลุราชันย์ได้เร็วขึ้น !”
“จริงหรือ..?!” มู่เชียนเอ่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย “มีท่านก็สบายขึ้นมาก ขอบคุณนะ..” มู่เชียนเอ่ยพร้อมส่งยิ้มหวานให้
เยว่เทียนหงมองรอยยิ้มของนางแล้วก็อดใจไม่ไหวดึงนางมากอดไว้แน่น ก่อนจะจุมพิตลงบนศีรษะนางโดยไม่ใส่ใจสายตาผู้ใด การกระทำของเขาทำให้มู่เชียนเขินอายจนหน้าแดงจัด หญิงสาวเหลียวมองรอบข้างอย่างตกใจ แน่นอนว่าพวกฟู่หลิงต่างก็ผลุบผลับหันหนีไปคนละทิศละทางด้วยด้วยความชำนาญ
“ข้าไม่ใช่คนใจเย็นนัก.. รู้ใช่หรือไม่ ?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ย แว่วเสียงเสี่ยวจิ้งบ่นพึมพำบางอย่างลอยมา ทว่ามู่เชียนกลับไม่อาจได้ยินสิ่งที่เทพมังกรน้อยกล่าว ด้วยถูกริมฝีปากร้อนที่กระซิบแนบหูดึงความสนใจไปจนสิ้น
“ข้าให้เวลาเจ้าสิบวันเท่านั้น … อย่าให้ข้ารอนาน”