บทที่ 42 กินปลา
เฉินเถียนเถียนจูงมือเฉินเฉินเดินออกจากลานบ้าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะไปที่ใดดี แม้ว่าฝ่ายป้าใหญ่จะมีอาหารให้กินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ดีที่จะรบกวนท่านบ่อย ๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบุตรชายของหลินชุนฮวา ซึ่งป้าใหญ่ไม่ชอบใจเอาเสียเลยอยู่ด้วย
ส่วนการขึ้นเขาไปหาอาหารนั้น เฉินเถียนเถียนกลับรู้สึกหมดความมั่นใจไปโดยฉับพลัน ช่างเถิดดูเหมือนว่าในลำธารเล็ก ๆ ที่ไหลลงมาจากเขาเซินหนี่จะมีปลาอยู่บ้าง ไปลองเสี่ยงดูที่นั่นดีกว่า
เฉินเถียนเถียนสีหน้าหม่นหมองจูงมือเด็กน้อยเดินไปข้างหน้า แต่เฉินเฉินกลับอดใจที่จะถามออกไปไม่ได้ จึงเอียงหน้าถามว่า
“พี่สาว พวกเราจะไปที่ใดกัน?”
“จะไปที่ใดได้อีก ก็พาเจ้าไปหาอะไรกินไงเล่า” น้ำเสียงของเฉินเถียนเถียนดูไม่ค่อยดีนัก ก็นี่ไงท่าทีของเด็กตัวแสบที่มีต่อนางก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ดีเท่าไร นางไม่มีความอดทนพอจะต่อล้อต่อเถียงกับเด็กแสบนี่หรอก
การพาเจ้าหนูนี่ออกไปหากับของกินด้วย ก็ถือว่านางมีจิตสำนึกเกินพอแล้ว ตรงตีนเขาลำธารเล็ก ๆ ค่อย ๆ ไหลเข้าสู่หมู่บ้าน ผ่านชายขอบของหมู่บ้านแห่งนี้ แล้วไหลต่อไปยังที่ไกลโพ้นไม่รู้ว่าที่นั่นคือที่ใดกันแน่
แต่ลำธารจะไหลไปที่ใดนั้น เฉินเถียนเถียนไม่ได้อยากรู้เลยสักนิด ก็ในเมื่อตอนนี้หิวโหยอยู่ นางคิดสิ่งใดไม่ออก เลยหากิ่งไม้มาสักกิ่ง ปอกเปลือกออกคิดหาวิธีอยู่นานกว่าจะเหลาให้เป็นปลายแหลมได้
เฉินเถียนเถียนพับปลายชุดขึ้นถอดรองเท้าลงไปในน้ำ เฉินเฉินยืนมองอยู่ตรงฝั่ง เฉินเถียนเถียนกลั้นหายใจเพ่งสมาธิ ปลาตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่งว่ายผ่านข้างเท้านาง นางกระชากกิ่งไม้ปักลงไปทันทีปลาน้อยดิ้นรนใกล้ตายอยู่บนปลายกิ่งไม้ ในความทรงจำปลาที่นี่ไม่มีใครกินกัน
ไม่ต้องกล่าวถึงเนื้อที่มีไม่มาก ก้างยังเยอะอีกต่างหาก แม้แต่น้ำแกงที่ตุ๋นออกมาก็ยังมีกลิ่นคาวปลาแรงฉุน ซ้ำปลาพวกนี้ก็ลื่นเสียเหลือเกิน ไม่มีใครจับมันได้เลย
แต่ผู้คนที่นี่กลับไม่รู้เลยว่า ปลาเป็นของที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ปลาในลำธารเล็ก ๆ เพราะถูกปล่อยให้ว่ายไปมาตามอำเภอใจ จึงไม่กลัวคนเลยแม้แต่น้อย ขนาดตัวก็ใหญ่โตเพียงพออีกด้วย
ปลาตะเพียนคือปลาที่เฉินเถียนเถียนจับขึ้นมาได้ เพียงตัวเดียวก็หนักเกินหนึ่งจิน*[1]แล้ว เฉินเถียนเถียนจึงปลดปลาออกจากกิ่งไม้ทันที แล้วขว้างไปทางเฉินเฉิน
“รับไว้ ถ้าปล่อยให้มันหนีไป วันนี้เจ้าก็ต้องอดข้าวเป็นแน่” เฉินเฉินกลัวต้องอดข้าวจริง ๆ เลยรีบคว้าปลาในมือไว้แน่น ในที่สุดก็มีปลากองอยู่ริมฝั่งถึงสี่ห้าตัว เฉินเถียนเถียนจึงเดินขึ้นมาสวมรองเท้า
ในยุคสมัยนี้ แค่เปิดเผยเท้าออกมาก็ถือว่าเสียความบริสุทธิ์แล้วเฉินเถียนเถียนต้องจดจำเอาไว้ให้ดี เรียนรู้วิธีการของอวิ๋นเคอเมื่อวานนี้ เฉินเถียนเถียนก็ไปเก็บกิ่งไม้มากองไว้ จากนั้นก็ไปเจอหินที่ใช้จุดไฟริมลำธาร เอามาเคาะจนเกิดประกายไฟ ในที่สุดก็ก่อไฟขึ้นมาได้แม้จะยากลำบากไปบ้าง
ถ้าไม่ได้เอาปลามาทำให้สะอาดก็คงไม่อร่อยแน่ ๆ เฉินเถียนเถียนไม่มีมีด จึงไปหาเศษหินบนพื้นมาใช้แทนมีด ไม่นานปลาก็ถูกทำความสะอาดจนเสร็จ จากนั้นก็เสียบไม้แล้วเริ่มย่าง พอกลิ่นหอมของปลาเริ่มโชยมา เด็กที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ ก็เริ่มกลืนน้ำลาย
แต่ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้ไม่เคยกินอาหารเช่นนี้ จึงถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่า
“พี่สาว กินของพวกนี้ได้หรือ?”
เฉินเถียนเถียนทำหน้าเคร่งขรึมกล่าวเสียงเย็นชาว่า “งั้นเจ้าก็อย่ากินเลยแล้วกัน”
“...” เอาเถอะ พี่สาวคนนี้ก็ดุมาก แต่ยังดีกว่าท่านแม่มากแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ตบหูเขาแล้วยังเตรียมอาหารให้เขากินด้วย เฉินเฉินเลียนแบบท่าทางของเฉินเถียนเถียนกัดปลาบนกิ่งไม้ เห็นเขากินตะกละตะกลามขนาดนั้น เฉินเถียนเถียนก็เตือน
“เคี้ยวให้มากหน่อยเนื้อปลามีก้างระวังติดคอเอานะ” เฉินเฉินพยักหน้าไปด้วย ยัดอาหารเข้าปากไปด้วย อวิ๋นเคอล่าสัตว์จนจบอีกวันหนึ่ง บ่าของเขาแบกกวางตัวเล็กตัวหนึ่งเดินลงมาจากภูเขา
ภาพที่เห็นคือสองพี่น้องนั่งกินปลากันอยู่บนพื้นอย่างไม่สนใจภาพลักษณ์ใด ๆ หญิงสาวคนนี้หิวเพียงใดกันนะ ถึงกับกินของที่ไม่อร่อยเช่นนั้นได้
การปรากฏตัวของอวิ๋นเคอขัดจังหวะเฉินเถียนเถียนที่กำลังกิน นางนึกถึงท่าทางตะกละตะกลามของตัวเองเมื่อครู่ แล้วก็รู้สึกอายจนหน้าแดงดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เจอชายคนนี้ ข้ามักจะอยู่ในสภาพที่ไม่น่าดูที่สุด อวิ๋นเคอสบตากับนางครู่หนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ เบนสายตาไป ก่อนแบกเนื้อสัตว์เดินไปทางเมืองต่อ
เฉินเถียนเถียนก็ก้มหน้าลงไม่ยอมอันใดเลย ตอนนี้มีเฉินเฉินอยู่ข้าง ๆ นางก็ไม่กล้าคุยกับชายผู้นี้ ถ้าหากเผลอเอ่ยอันใดออกไป นางจะต้องออกเรือนกับคนป่าผู้นี้จริง ๆ เป็นแน่
อวิ๋นเคอนึกขึ้นในใจ เด็กที่อยู่ข้าง ๆ หญิงสาวเมื่อครู่น่าจะเป็นน้องชายของนางสินะ ตามหลักแล้วน้องชายของนางก็เป็นลูกแท้ ๆ ของหลินชุนฮวา แต่เหตุใดถึงได้หิวโหยเหมือนพี่สาวขนาดนี้กันเล่า
เขาว่าเสือดุยังไม่กินลูกแต่หญิงบ้านนอกคนนั้นไม่มีความเป็นมนุษย์เลยหรือ อวิ๋นเคอสะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิด เมื่อได้ยินเสียงเด็กที่ปากทางเข้าหมู่บ้านตะโกนขึ้นมาแล้วก็วิ่งออกไป
“คนป่าลงมาจากภูเขาแล้ว!” เขาเพิ่งนึกได้ว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับตัวเองเสียหน่อย แต่ตอนที่เขาแบกเนื้อสัตว์ขึ้นเกวียน หลินชุนฮวาก็ขึ้นเกวียนมาเช่นกัน ซ้ำยังจ้องมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด
“เอาของเหม็น ๆ พวกนั้นไปไกล ๆ ข้าหน่อย” อวิ๋นเคอไม่ได้ใส่ใจจะเอาเรื่องหญิงผู้นี้ นั่งอยู่บนเกวียนเดินทางไปยังตัวเมืองเงียบ ๆ
เมืองเถาฮัวเป็นเมืองที่ใกล้อยู่หมู่บ้านเซินหนี่ที่สุด อวิ๋นเคอมักจะแลกเปลี่ยนสิ่งของจำเป็นในชีวิตกับชาวบ้านในหมู่บ้านเซินหนี่เป็นหลัก แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เขาวางแผนจะสร้างเรือนที่ตีนเขา การสร้างเรือนย่อมต้องใช้เงินเช่นนั้นเขาจึงนำกวางตัวนี้มาที่เมืองเพื่อแลกเงิน
เขารอให้เกวียนหยุดนิ่งจากนั้นก็แบกกวางกระโดดลงจากเกวียนทันที แล้วเดินไปยังโรงเหล้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง หลินชุนฮวามองตามแผ่นหลังนั้นอย่างรังเกียจแล้วถ่มน้ำลาย
“โชคร้ายจริง ๆ ที่ต้องนั่งเกวียนคันเดียวกับคนป่าเถื่อนผู้นี้” จากนั้นนางก็จัดแต่งทรงผมอย่างงดงาม แล้วเดินเข้าไปในเมือง
อวิ๋นเคอขายเนื้อสัตว์ให้กับร้านอาหารอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเดินออกมา กลับพบว่าหญิงที่แต่งตัวหรูหรานางนั้นเดินเข้าไปในตรอกแคบแห่งหนึ่ง เขาไม่ได้ตั้งใจจะสนใจเรื่องนี้ แต่เมื่อเขาเดินผ่านปากตรอกนั้น หลินชุนฮวากลับเอนกายเข้าไปในอ้อมกอดของชายร่างสูงใหญ่
ทั้งสองกอดจูบกันอย่างหวานชื่น แล้วเดินเข้าไปในลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ช่างดีเสียจริงหลินชุนฮวากำลังนอกใจเฉินผิงอัน แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับเขาอยู่แล้ว อวิ๋นเคอมองผ่านแล้วเลือกที่จะไม่สนใจจำสิ่งที่เห็น จากนั้นก็รีบเดินทางกลับหมู่บ้านพร้อมกับเงินที่มีอยู่ในอก เขายังมีเรื่องอีกมากมาย ไม่มีเวลารอเกวียนกลับหมู่บ้าน จึงต้องเดินกลับแทน
เฉินเถียนเถียนพาเฉินเฉินไปกินปลาสองสามตัวที่ริมแม่น้ำ อย่างน้อยก็พอจะทำให้อิ่มท้องได้ เฉินเถียนเถียนส่งเด็กน้อยกลับเรือนโดยตั้งใจจะดูแลเขาอีกต่อไป ส่วนตัวนางเอง ตอนกลางคืนได้ตกลงว่าจะขึ้นเขาไปฝึกล่าสัตว์ ดังนั้นตอนกลางวันจึงต้องพักผ่อนให้ดี นางมุดเข้าไปในโรงฟืน เอนตัวแล้วก็หลับในทันที
[1] หนึ่งจิน เท่ากับห้าร้อยกรัม