บทที่ 54 แกะน้อยเย่ฝาน
เหนือยอดเขาจวนฝ่า เหล่าศิษย์มากมายต่างเหาะเหินเวหา บางกลุ่มก็เหาะเหินด้วยกระบี่ บางกลุ่มก็นั่งเรือบิน มา รอบ ๆ บริเวณยอดเขา มีนกกระเรียนร้องก้องกังวานท่ามกลางหมู่เมฆา และเหยี่ยววิญญาณโผบินอย่างอิสระในท้องนภา ศาลาและเรือนต่าง ๆ ลอยเด่นอยู่บนอากาศ สายน้ำตกไหลรินลงมาจากที่สูงสามหมื่นจั้ง
ทัศนียภาพงดงามราวกับแดนสวรรค์ ฉู่ซิวสวมชุดคลุมลายเมฆปักไหมทอง เดินเล่นไปตามทางเล็ก ๆ บนภูเขาอย่างสบายอารมณ์ สายตาสอดส่อง ค่อยๆ ชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามตลอดทาง
“ศิษย์พี่ฉู่...”
“ศิษย์พี่ฉู่!”
“คารวะศิษย์พี่ฉู่”
เหล่าศิษย์ที่พบเจอเขาต่างคำนับทักทาย แววตาของพวกเขามีทั้งความเคารพและความอิจฉา ตอนนี้ทุกคนรู้ดีว่าเขากำลังจะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ฉู่ซิวผู้ได้ฉายาว่าปีศาจฉู่ ยามนี้เขามิได้ถือตัวแต่อย่างใด เขาตอบรับทุกคำทักทายของทุกคนด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและเป็นกันเอง ทำให้เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างหลงใหล
เขาเดินเข้าไปในอาณาเขตเขตชั้นใน
ระหว่างทาง ก็ได้ยินเหล่าผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่พูดคุยเรื่องราวที่เกี่ยวกับเขา
“ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่า เจ้าสำนักของแคว้นกระบี่อนันต์ได้พาลูกศิษย์คนโปรดสองคนมาสังเกตการณ์ในครานี้ด้วย ดูท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ เขาประกาศกร้าวว่าจะท้าดวลบุตรศักดิ์สิทธิ์บนบันไดสู่สวรรค์ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตนเอง”
“ข้าเคยได้ยินเรื่องของทั้งสองคนนี้ พวกเขาคือคู่แฝดชายหญิงหลงชิงเฟิงและหลงเสวี่ยเยว่ ทั้งคู่มีร่างกายแบบกระบี่ เมื่อใช้กระบี่ร่วมกัน พวกเขาคือจ้าวแห่งคนรุ่นใหม่เลยก็ว่าได้”
“ไม่ใช่แค่แคว้นกระบี่อนันต์ หนุ่มแห่งตระกูลเจียงที่เกิดมามีกายาเทวะ ก็ต้องการขัดขวางบุตรศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน”
“แดนศักดิ์สิทธิ์ไท่อี้ มีผู้ที่เกิดมามีร่างเต๋า”
“อะไรนะ? ร่างเต๋า? ร่างกายไร้เทียมทานแบบนี้ปรากฏขึ้นอีกแล้วเหรอ?” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
“เหล่าอัจฉริยะต่างพากันปรากฏตัว คงถึงเวลาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว!”
“เฮ้อ ไม่รู้ว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ฉู่จะต้านทานเหล่าอัจฉริยะเหล่านี้ได้หรือไม่”
“ข้าว่ายาก กลัวว่าเขาจะพ่ายแพ้ง่าย ๆ ในพิธีน่ะสิ หากเป็นเช่นนั้นคงทำให้เกียรติของแดนศักดิ์สิทธิ์ของเราต้องมัวหมอง” ผู้อาวุโสของยอดเขาจวนฝ่าคนหนึ่งไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวฉู่ซิวเท่าไหร่นัก เขารู้สึกกังวลในใจเป็นอย่างยิ่ง
...
ฉู่ซิวเดินเล่นต่อไปพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างมิขาดสาย แคว้นกระบี่อนันต์
“ข้าช่างมีวาสนาพัวพันกับแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จริง ๆ”
“จำได้ว่ายี่สิบปีก่อน บุตรศักดิ์สิทธิทั้งชายหญิงของพวกเขาก็เป็นพี่น้องกัน” น้องชายชื่อเฟิงชิงหยาง เป็นคนหยิ่งผยอง คิดว่าตัวเองเก่งกล้าที่สุดในปฐพี ดูถูกที่ข้าเป็นผู้บำเพ็ญอิสระ และตราหน้าว่าข้าเป็นคนของพรรคมาร เขาขัดขวางไม่ให้ข้าขึ้นหอคอยซีหวง จนถูกข้าสังหารที่ทะเลสาบจงโจวตะวันตก
พี่สาวชื่อเฟิงเหยาซีงดงามเป็นเลิศ นางต้องการล้างแค้นให้น้องชาย จึงไล่ล่าข้าไปถึงทวีปตะวันออกก่อนที่ศีรษะของนางจะถูกตัดจนขาดกระเด็น แววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นและไม่ยอมแพ้ของนางยังคงติดตาข้ามาจนถึงทุกวันนี้
ต่อมากลุ่มคนที่ไล่ล่าข้าอย่างบ้าคลั่งที่สุดก็คือคนของแคว้นกระบี่อนันต์
ฮ่า ๆ !
[ฮะฮะฮ่า นายท่านคือเจ้าคือยมทูตบุตรศักดิ์สิทธิ์นี่เอง!]
“คนของแคว้นกระบี่อนันต์จะมาหาเรื่องข้าคราวนี้ คงเป็นศิษย์เอกชายหญิงรุ่นนี้แน่ ๆ”
[คิกคิก]
“หึ ๆ” ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ฉู่ซิวก็มาถึงหน้าประตูหอตำราแล้ว หอตำรางดงามตระการตาและยิ่งใหญ่อลังการ เป็นอาคารไม้ทรงหอคอย สูงหลายพันจั้ง ตัวหอเปล่งประกายเรืองรองน่าหวาดหวั่น ทั้งงดงามและแฝงไปด้วยอันตรายที่มิอาจคาดเดา หัวใจของฉู่ซิวเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อของเขาตึงเครียดขึ้นทันที
“นี่คือมหาค่ายกลผสานปัญจธาตุ มันมีทั้งป้องกัน กักขัง หลอกลวง สังหาร และฟื้นฟู หากผู้บุกรุกไม่ตาย ค่ายกลทั้งห้าจะฟื้นฟูตัวเองอย่างไม่รู้จบ...”
“น่ากลัวจริง ๆ”
ฉู่ซิวพูดชื่นชม “ต่อให้เป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย หากขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์ติดอยู่ข้างใน ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะรอดออกมาได้”
“ฮ่า ๆ เจ้าหนู เจ้าพูดผิดแล้ว! มหาค่ายกลนี่สืบทอดมาจากองค์จักรพรรดิไท่ซู่ ต่อให้เป็นขอบเขตราชันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปก็ต้องบาดเจ็บ” เสียงแหบแห้งของชายชราดังมาจากข้างหลัง นัยน์ตาของฉู่ซิวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เขาคิดในใจว่าผู้ที่กล่าวเช่นนี้ช่างมีพลังฝีมือสูงส่งยิ่งนัก มาถึงโดยที่เขาไม่ทันได้รู้ตัวเลยสักนิด
ฉู่ซิวหันกลับไป พบกับชายชราที่ดูแก่ชรามาก ๆ เขาอยู่ในชุดผ้าป่านสีดำ ผมและหนวดเคราของเขาขาวโพลน ใบหน้าของเขามีริ้วรอยเหี่ยวย่นเต็มไปหมด หลังของเขาโค้งงอ มือขวาที่เหี่ยวแห้งถือไม้เท้าไผ่อยู่ เขาดูแก่ชรามาก มากจนดูเหมือนเลือดลมในร่างกายแห้งเหือด ราวกับเทียนไขที่กำลังจะมอดดับ ดูเหมือนว่าลมพัดเบา ๆ ก็สามารถพัดเขาปลิวไปได้
“คารวะท่านผู้อาวุโส” ฉู่ซิวประสานมือคารวะ
“ไม่ทราบว่าท่านคือ?” ชายชราหัวเราะ เผยให้เห็นว่าฟันของเขาหลุดร่วงไปจนหมดแล้ว
“ข้าก็แค่คนเฝ้าประตูหอตำรา ครึ่งตัวของข้าฝังอยู่ในดินแล้ว แม้แต่ชื่อของตัวเองก็ลืมไปเสียแล้ว” หลังจากพูดจบ เขาก็เดินโซเซเข้าไปในประตูหอตำราโดยใช้ไม้เท้าค้ำ ฉู่ซิวหรี่ตาลงจ้องมองแผ่นหลังของเขา
“ขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์”
“เลือดลมในร่างกายของเขาแห้งเหือด แต่เขาคือขอบเขตมหาศักดิ์สิทธิ์ขั้นปลายแน่นอน แข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักทั้งสามยอดเขารวมกันเสียอีก”
“ให้ตายเถอะ สมแล้วที่เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่คนเฝ้าประตูก็ยังแข็งแกร่งราวกับปีศาจ” ฉู่ซิวก้าวเท้าเข้าไปในหอตำรา
หอตำราแห่งนี้มีทั้งหมดเก้าชั้น
ศิษย์ฝ่ายนอก สามารถเข้าได้แค่ชั้น 1-2
ศิษย์ฝ่ายใน 1-4
เจ้าหน้าที่แต่ละยอดเขาและศิษย์สืบทอด 1-5
ผู้อาวุโสแต่ละยอดเขา ศิษย์สายตรงชั้น 1-7
เจ้าขุนเขาแต่ละยอดเขา บุตรศักดิ์สิทธิ์และบุตรีศักดิ์สิทธิ์ชั้น 1-8
ส่วนชั้นที่ 9 มีเพียงท่านจอมเทพองค์ปัจจุบันและอดีตท่านจอมเทพเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ ตอนนี้ ฉู่ซิวยังไม่ได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเขาจึงได้รับสิทธิ์เท่ากับศิษย์สายตรง
เขาตรงไปที่ชั้น 7 ทันที จำนวนศิษย์ที่นี่น้อยกว่าชั้นล่างอย่างเห็นได้ชัด ฉู่ซิวเหลือบมองเห็นเย่ฝานที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างไกล ๆ เย่ฝานกำลังพูดอะไรบางอย่างกับหญิงชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉู่ซิวจึงรวบรวมพลังลมปราณไปที่หู ทำให้การได้ยินของเขาเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่า
“ท่านผู้อาวุโส ตำรากายาสามราชันทั้งหมดเล่มนี้ ลดราคาให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้ามีแต้มบุญไม่พอจริงๆ” หญิงชราลืมตาขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดอย่างเย็นชาโดยไม่มองหน้าเขา “ถ้าแต้มบุญไม่พอ ก็ไปสะสมมาให้พอ ค่อยกลับมาใหม่”
“ท่านผู้อาวุโสช่วยผ่อนผันให้ข้าหน่อยไม่ได้หรือขอรับ?” เย่ฝานทำหน้าละห้อย
“ไม่ได้!”
“เช่นนั้นก็ได้ขอรับ” เย่ฝานถอนหายใจพลางทำหน้าจ๋อย เขาพยายามขอแต้มบุญจากสหายที่รู้จักแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเขาก็มองเห็นฉู่ซิว ที่แกล้งทำเป็นเลือกดูตำราอยู่ไกล ๆ
“ศิษย์พี่ฉู่...” เขารีบเดินเข้าไปหา ฉู่ซิวแสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกมา
“น้องเย่ เจ้าก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ”
“ใช่แล้ว” สีหน้าของเย่ฝานไม่ค่อยดีนัก เขาพูดอย่างจนใจว่า “ข้าเจอตำราฝึกฝนร่างกายเล่มหนึ่งที่ถูกใจ แต่แต้มบุญของข้าไม่พอ ขอยืมหน่อยได้หรือไม่ อีกไม่กี่วันข้าจะคืนให้เป็นสองเท่า” เมื่อฉู่ซิว ได้ยินดังนั้น เขาก็ยิ้มแห้ง ๆ
“สหายเย่ ไม่ใช่ข้าไม่อยากช่วย”
“แต่ข้าเองก็อยากแลกตำราหมัดเล่มหนึ่ง และแต้มบุญของข้าก็มีพอดีเป๊ะเลย”
“งั้นหรือ”เย่ฝานทำหน้าละห้อย
“เช่นนั้นข้าไปหาขอยืมจากสหายคนอื่นก็แล้วกัน” เขาทำหน้าจ๋อยก่อนจะหันไปคารวะลา
“ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว” หลังจากพูดจบ เขาก็รีบลงไปชั้นล่างด้วยท่าทางรีบร้อน
“ดูเหมือนแกะน้อยเย่ของข้า จะเจอของดีอีกแล้วสินะ?”
[หึ ๆ ]
“หึ ๆ” ฉู่ซิวเดินไปหาหญิงชราที่ดูแลชั้น 7 แล้วโค้งคำนับเล็กน้อย
“ท่านผู้อาวุโส ไม่ทราบว่าตำราฝึกฝนกายาสามราชาทั้งสามเล่มนั้น ต้องใช้แต้มบุญเท่าไหร่หรือขอรับ?”หญิงชราลืมตาขึ้น จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก็จำเขาได้ นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อ้อ ที่แท้ก็ฉู่ซิวนี่เอง”
“ตำราเล่มนั้นต้องใช้แต้มบุญห้าหมื่นแต้มในการแลก”
“ถ้าเจ้าอยากดู ก็ไม่ต้องแลกก็ได้ แค่อย่าเอาออกไปจากหอตำราก็พอ” การปฏิบัติต่อคนสองคนต่างกันราวฟ้ากับเหว
ฉู่ซิวส่ายหัวแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่านผู้อาวุโส แต่กฎของแดนศักดิ์สิทธิ์ ข้าย่อมต้องปฏิบัติตาม” เขากลับทำหน้าลำบากใจ
จริง ๆ แล้วแต้มบุญของเขาก็ไม่พอเช่นกัน แต่อีกไม่นานก็พอแล้ว...
“ศิษย์พี่ฉู่ ท่านมีแต้มบุญไม่พอหรือขอรับ? ข้ามีอยู่ เชิญท่านเอาไปใช้ก่อนเลย!”
“ศิษย์พี่ฉู่ ข้าก็มีขอรับ” เหล่าศิษย์ผู้ปฏิเสธที่จะให้เย่ฝานยืมแต้มบุญ ต่างก็รีบรุมล้อมเขาในทันที
“ฮ่า ๆ ช่วงนี้ข้าหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน เลยไม่ได้ออกไปทำภารกิจ ขาดแต้มบุญไปบ้างนิดหน่อย ขอบใจพวกเจ้ามากนะศิษย์น้อง”
“อีกไม่กี่วัน ข้าจะรีบคืนให้เป็นสองเท่า”
“เรียบร้อยแล้วขอรับศิษย์พี่”
“เพียงไม่กี่แต้มเอง เชิญศิษย์พี่รับไปเถิด” บรรยากาศช่างอบอุ่นและกลมเกลียว สมกับเป็นสหายร่วมสำนักที่คอยช่วยเหลือกัน บุคลิกของฉู่ซิวช่างสมคำร่ำลือจริง ๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าสำนักจะชื่นชมเขา หญิงชราพยักหน้าอย่างเห็นด้วย