แม้ว่าซุยหงจะบาดเจ็บหนักแต่สัมผัสของมันก็ยังดีกว่าของคนทั่วไปมาก มันจึงได้ยินสิ่งที่เทียนอี้พึมพำออกมาเบาๆ ท่าทีของมันจึงเปลี่ยนไปทันทีมันรีบคว้าตัวของ ซุยเหมยลี่ ลูกสาวของตนมาใกล้ๆทันที ก่อนที่จะจ้องมองเทียนอี้อย่างหวาดระแวงอย่างมาก
"เจ้ารู้ได้ยังไง..เจ้าเป็นใครกันแน่แล้วต้องการอะไรจากพวกเราสองคนพ่อลูก"
เทียนอี้เห็นเช่นนั้นก็ทำได้เพียงตบไปที่หน้าผากของตนเองที่เผลอตัวหลุดปากออกไปจนได้. ก่อนจะหันมาส่งรอยยิ้มที่มันพยายามทำให้ดูอบอุ่นให้สองพ่อลูกก่อนที่จะพูดกับซุยหงตามตรง เพราะในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วปิดบังไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
"บอกพี่หงตามตรงวันนี้ข้าเจอกับเหมยลี่โดยบังเอิญที่ตลาด และเห็นว่านางถูกคำสาปบางอย่างกัดกินอยู่จึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือ และนางก็เลยพาข้ามาช่วยท่านที่นี้"
เมื่อได้ยินสิ่งที่เทียนอี้พูดซุยหงหันหน้าไปมองซุยเหม่ยลี่ทันที นางทำเพียงพยักหน้าขึ้นลงเหมือนไก่จิกข้าวสารเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นซุยหงจึงผ่อนคลายความระวังลงบ้างเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่ไว้ใจเทียนอี้อยู่ดี ซุยหงยังคงกอดเหม่ยลี่เอาไว้และถามเทียนอี้ต่อ
"แล้วเจ้ารู้ได้เช่นไรว่าข้านั้นติดคำสาป และรู้ได้ยังไงว่าพลังของข้าอยู่ขอบเขตราชันย์จักรพรรดิ"
"เรื่องนี้ข้าคงตอบท่านไม่ได้พวกเราผู้ฝึกตนใครบ้างเล่าจะไม่มีความลับของตนเอง เพียงแต่ว่าข้าได้รับปากเหม่ยลี่แล้วว่าจะรักษาให้พ่อของนาง ส่วนท่านจะยอมการรักษาหรือไม่ยอมนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"
เทียนอี้ไหนเลยจะยอมบอกถึงความลับของตนเองให้กับใครรู้ง่ายๆ จึงยกเรื่องของการรักษาคำสาปขึ้นมาแทนเพื่อเปลี่ยนประเด็นในการสนทนา
ซุยหงเมื่อได้ยินคำพูดของเทียนอี้มันจึงนิ่งไปพักใหญ่ มันก็เคยเป็นผู้ที่อยู่ในยุทธภพคนหนึ่งเรื่องนี้มันย่อมรู้ดีว่าผู้ฝึกตนย่อมมีความลับที่ไม่สามารถบอกต่อผู้ไดได้ ตัวมันนั้นใกล้ที่จะตายจากโลกนี้ไปอยู่แล้ว ที่มันยังเป็นห่วงมีแค่เหม่ยลี่เพียงเท่านั้นเพราะนางนั้นยังเยาว์จนเกินไป แต่ตอนนี้เทียนอี้กลับปรากฏตัวขึ้นมาและบอกว่าจะรักษาคำสาปให้กับมันอีกด้วย ที่สำคัญดูเหมือนว่าเทียนอี้จะไม่มีเจตนาร้ายกับพวกตนจริงๆ ซุยหงจึงอยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้งเพื่อเหม่ยลี่
"เจ้าบอกว่าสามารถทำให้คำสาปที่ติดพวกข้ามานานได้อย่างนั้นใช่หรือไม่"
เทียนอี้ไม่ได้ตอบคำถามของซุยหง เขาทำเพียงชี้นิ้วไปที่ร่างของเหม่ยลี่เท่านั้นซุยหงจึงมองไปที่เหม่ยลี่ ด้วยความฉลาดของเหม่ยลี่นางย่อมเข้าใจสิ่งที่เทียนอี้ต้องการจะสื่อจึงหันไปพูดกับซุยหงด้วยความดีใจทันที
"ท่านพ่อพี่ชายเทียนอี้นั้นเป็นหมอเทวดาล่ะ เพียงแค่รักษาให้ข้าแปบเดียว ข้าก็ไม่รู้สึกอึดอัดอีกแล้ว ท่านพ่อดูสิขนาดบาทแผลที่แขนยังหายไปหมดเลย" เหม่ยลี่ดึงแขนเสื้อขึ้นก่อนที่จะยื่นแขนเล็กๆของนางผู้เป็นพ่อได้ดู
เมื่อเห็นเช่นนั้นซุยหงจึงสังเกตุดูลูกสาวของตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเหม่ยลี่สดใสแข็งแรงขึ้นจริง ขนาดบาดแผลที่แขนของนางที่ได้รับเจ็บมาเมื่อหลายปีก่อนก็ยังหายไปด้วย ซุยหงจึงหันไปพูดกับเทียนอี้อีกครั้ง
"น้องชายข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยข้าเพียงเป็นห่วงเหม่ยลี่เท่านั้นนางเป็นทุกอย่างของข้า" เทียนอี้ทำเพียงพยักหน้าเพื่อบอกว่าไม่เป็นไรมันเข้าใจดี
"ถ้าเช่นนั้นข้าขอรบกวนน้องชายด้วย ถ้าเจ้ารักษาข้าสำเร็จจริงไม่ว่าเจ้าต้องการอยากรู้อะไรข้าจะตอบคำถามเจ้าโดยไม่ปิดบัง" เทียนอี้เดินเข้ามาที่ด้านข้างเตียงของซุยหงทันทีก่อนจะพูดบางอย่างกับซุยหง
"ท่านไม่ต้องกังวลยังไงข้าก็รักษาคำสาปให้กับท่านได้ เพียงแต่ว่าคำสาปที่กัดกินท่านนั้นมันกัดกินตัวท่านมานานเกินไปท่านอาจจะเจ็บปวดอย่างมากเวลาที่ข้าช่วยคลายคำสาปให้"
สิ่งที่เทียนอี้บอกมานั้นซุยหงย่อมเข้าใจดีเพราะคำสาปนี้มันกัดกินตัวเขามาอย่างยาวนานมากแล้วการจะนำมันออกไปคงไม่ง่ายมากนัก ไม่ว่าความเจ็บปวดเท่าไดมันก็ทนได้ ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดทรมานทีมันได้รับมาแล้วหลายปีความเจ็บปวดครั้งนี้จะนับเป็นอันไดได้กัน
ซุยหงทำเพียงพยักหน้าให้เทียนอี้เท่านั้น เทียนอี้จึงเริ่มการรักษาทันที การรักษาซุยหงนั้นยากกว่าการรักษาให้เหม่ยลี่นับร้อยเท่า เพราะระดับคำสาปนั้นแตกต่างกันมากซุยหงดูเหมือนว่าจะได้รับคำสาปมาโดยตรง แต่เหม่ยลี่นั้นเพียงได้รับคำสาปต่อมาจากกลิ่นอายของคำสาปที่แผ่ออกมาจากซุยหงอีกทีเท่านั้นทำให้ความรุนแรงนั้นต่างกันมาก
เทียนอี้วางมือซ้ายบนหน้าอกมือขวาไว้ที่เหนือช่องท้องของซุยหง จากนั้นก็ใช้พลังแห่งแสงส่งเข้าไปชำระล้างร่างกายของซุยหง แสงสีขาววิ่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกายของทำให้ซุยหงรู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งร่าง
แต่เมื่อแสงสีขาวเข้ามาถึงบริเวณหัวใจในตอนนั้นเองเหมือนมีพลังงานบางอย่างพยายามที่จะต่อต้านกับแสงสีขาวนั้น ทำให้ซุยหงเลือดออกมาคำโตและใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เหมยลี่ที่อยู่ข้างๆตลอดเวลาเมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดากระอักเลือดออกมาก็ตกใจอย่างมาก แต่เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการรักษานางจึงใช้มือเล็กๆของตัวเองทั้งสองข้างปิดปากของตัวเองไว้ไม่ให้ส่งเสียงออกมา
ใบหน้าของเทียนอี้ตอนนี้ ปรากฏเหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงมาที่แก้ม การใช้พลังแห่งแสงต่อสู้กับคำสาปในหัวใจของซุยหงเขาต้องใช้ความระมัดระวังเป็นหย่างมากเพื่อไม่ให้หัวใจได้รับการกระทบกระเทือนไปด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้เขาเสียชีวิตได้ทันที
เมื่อเทียนอี้ใช้พลังแห่งแสงคุ้มกันหัวใจได้แล้ว ตอนนี้คำสาปสีดำ ก็ได้พยายามที่จะหนีออกมาจากร่างกายของซุยหง แต่มีหรือที่เทียนอี้จะยอม ให้มันหนีไปได้ง่ายๆ ตอนนี้มือขวาของเทียนอี้ได้ยกออกมาบริเวณเหนือท้องน้อยของซุยหง ก่อนที่จะใช้พลังของแสงคลุมผ่ามือเอาไว้
ตอนนั้นเองแต่มีควันสีดำที่มีรูปร่างลักษณะเป็นหัวกระโหลก ได้พุ่งออกมาจากบริเวณหน้าอกของซุยหงเพื่อทำการหลบหนี และกรีดร้องด้วยเสียงอันน่าสยดสยองราวกับว่ามันมีชีวิต แต่ทันใดนั้นเองมือขวาของเทียนอี้ที่คลุมไปด้วยแสงสีขาวก็คว้าไปที่หัวกะโหลกอันนั้นก่อนที่เขาจะออกแรงบีบ
ตูม!!..
เทียนอี้บดขยี้มันจนแตกสลายไปในอากาศในพริบตาด้วยแรงบดขยี้นั้นทำให้กระท่อมหลังน้อยที่ใกล้จะพังอยู่แล้วก็ระเบิดออกมาทันทีเช่นกัน เมื่อคำสาปได้ถูกทำลายลงแล้ว แสงสีขาวก็ได้ทำการฟื้นฟูร่างกายให้กับซุยหงทันที ซุยหงหลังจากที่กระอักเลือดออกมาแล้ว ใบหน้าของมันก็ได้ซีดขาวลงไปมากจนน่ากลัว
แต่เมื่อได้รับพลังฟื้นฟูของแสงสีขาวนั้นใบหน้าที่ซีดขาว ก็กลับมามีน้ำมีนวลอีกครั้งร่างกายที่ผอมแห้งติดกระดูกก็เริ่มมีเนื้อหนังและกล้ามเนื้อโผล่ขึ้นมาทีละน้อยทีละน้อยจะกลับสู่สภาวะปกติ ในที่สุด เพียงแต่ว่าระดับพลังของยังต้องอาศัยการเก็บสะสมลมปราณอีกครั้งด้วยตัวเอง ถึงจะสามารถกลับมาอยู่ในขอบเขตเดิมได้
เมื่อหายเป็นปกติแล้วซุยหงก็ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วซุยหงพร้อมกับเหมยลี่ทำการคุกเข่าขวาลงหนึ่งแล้วก้มหัวให้กับเทียนอี้เพื่อทำการขอบคุณเทียนอี้ เมื่อเห็นเช่นนั้นเทียนอี้ก็รีบประคองทั้งสองคนลุกขึ้นมาอีกครั้งเพื่อที่จะได้พูดคุยกัน แต่เมื่อมองไปรอบๆตัว กระท่อมไม้กลับพังจนไม่เหลือแล้ว
"ข้าต้องขอโทษด้วยตอนนี้กระท่อมของพวกท่านพังหมดแล้ว เอาเช่นนี้เป็นไรเดียวพวกเราไปคุยกันที่โรงเตี๊ยมดีกว่าจะได้หาอะไรกินกัน ดูเหมือนว่าเหม่ยลี่กับท่านก็ยังไม่ได้กินอะไรเลย เดียวมื้อนี้ข้าเลี้ยงเองเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ระเบิดกระท่อมของพวกท่านด้วย"
เทียนอี้จึงพูดแกมบังคับให้ทั้งสองคนไปคุยกันที่โรงเตี้ยม ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่กล้าขัดเทียนอี้แต่อย่างใด ทั้งสามคนจึงเดินออกจากชุมชนคนยากไร้ไปที่โรงเตี๊ยมประจำของ เพื่อทานอาหารและพูดคุยกันจบตอนครับ