หลังจากเคี่ยวหมูตุ๋นน้ำแดงจนน้ำแกงในหม้อมีความเหนียวข้นแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็ค่อย ๆ โรยต้นหอมซอยสีเขียวสดลงไป ส่วนเกี๊ยวสามเซียนก็เพิ่งถูกนำออกจากหม้อเมื่อครู่นี้เอง โจ๊กปลาที่ถูกเคี่ยวทิ้งไว้ด้วยไฟอ่อนก็กำลังงวดได้ที่
ในระหว่างที่เหลียงเฉินตักหมูตุ๋นน้ำแดงขึ้นจากหม้อ เสิ่นเชียนเกอก็นำผักกาดกวางตุ้งใส่ลงในกระทะที่มีเนื้อปลาเหยาน้ำมันส่งเสียงฉี่ฉ่า จากนั้นก็เพิ่มรสละมุนด้วยน้ำต้มกระดูกปลาเข้มข้นเล็กน้อยแล้วผัดต่อจนน้ำแห้ง ไม่นานนัก ปลาผัดผักกาดกวางตุ้งก็ถือเป็อันเสร็จสิ้น
เก๋อมามาเลือกภาชนะที่เหมาะสมสองสามใบใส่กับข้าวและโจ๊กส่งให้เหลียงเฉิน พลางกำชับนางด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อีกประเดี๋ยวเ้าต้องไปเรือนข้าง ๆ กับคุณหนูรอง เ้าจะต้องทำตัวกระฉับกระเฉงและรอบคอบเข้าไว้”
ด้านเหลียงเฉิน แม้ในมือจะถือกล่องอาหาร แต่สายตาของนางกลับมิอาจละไปจากหมูตุ๋นน้ำแดงชิ้นอวบหนาที่ยังเหลืออยู่ในหม้อได้เลย น้ำลายไม่รักดีนี้ก็มุ่งแต่จะไหลออกมาเสียให้ได้ สาวใช้ผู้ถูกกำชับจึงขานรับออกไปเบา ๆ อย่างใจลอย “เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
ท่าทางพะวักพะวนห่วงของกินของสาวใช้ ทำให้เก๋อมามาใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากของนางด้วยความหมั่นไส้ “วางใจเถอะ ข้าจะเก็บส่วนของเ้าไว้ให้ กลับมาแล้วค่อยกิน!”
เมื่อได้ยินวาจาของเก๋อมามา ดวงตาของเหลียงเฉินก็เปล่งประกายสุกใสขึ้นในทันที “จริงหรือเ้าคะ! ขอบคุณมากนะมามา! คุณหนูรอง พวกเรารีบไปกันเถอะเ้าค่ะ”
เสิ่นเชียนเกอที่เห็นเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มขบขัน พลางส่ายหน้าเอือมระอา ทันใดนั้นความรู้สึกบางอย่างก็แล่นเข้าสู่หัวใจ … ‘มีชีวิตแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน’ ในภพก่อน เหลียงเฉินนั้นก็คอยติดตามรับใช้นางเช่นนี้ แต่กลับไม่เคยมีชีวิตที่สุขสบายเลยสักครั้ง เนื่องจากนางมักจะเรียกหาแต่เหมยจิ่งและใช้ให้ไปจัดการเื่สำคัญ ๆ อยู่เป็นิจ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ต้องมีเหมยจิ่งอยู่ข้างกายด้วยตลอด ในคราที่นางเรียนรู้การปรุงอาหารจากอาจารย์ นางก็ไม่เคยปิดบังเหมยจิ่งเลยเช่นกัน เหมยจิ่งที่เรียนรู้ด้วยวิธีครูพักลักจำจึงได้ฝีมือการทำครัวไปไม่น้อย ภายหลังสาวใช้ผู้แปรพักตร์ก็กลายเป็แม่ครัวประจำตัวของเสิ่นเจียวเจียวไปในที่สุด
แต่กับเหลียงเฉินนั้นตรงกันข้าม สาวใช้ไม่เคยได้รับสิทธิ์ให้ลิ้มลองอาหารฝีมือคุณหนูของตนเลยสักครั้ง ทว่ายามที่นางถูกตระกูลลงโทษ ก็เป็เหลียงเฉินที่เอาตัวเองมาปกป้องขอรับโทษแทน สุดท้ายเหลียงเฉินที่น่าสงสารในยามนั้นก็ถูกเสิ่นเจียวเจียวใช้ไม้กระบองทุบตีจนจากโลกนี้ไป
“เหลียงเฉิน หากเ้าชอบอาหารเหล่านี้ พรุ่งนี้ข้าจะเริ่มสอนเ้าทำดีหรือไม่” เสิ่นเชียนเกอแย้มรอยยิ้มจริงใจส่งให้คนตรงหน้า สายตาของนางเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจระคนรักใคร่
เหลียงเฉินไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เื่น่ายินดีเช่นนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเอง นางตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ดวงตาสองข้างมองดูเสิ่นเชียนเกออย่างไม่อยากเชื่อ “คุณหนูรอง บ่าว…บ่าว ไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่เ้าคะ?”
เก๋อมามาที่รู้สึกหมั่นไส้ถลึงตาใส่สตรีรุ่นลูกไปคำรบหนึ่ง “ฮึ! ฝันอะไรของเ้า! ข้าว่าเ้าชักจะมีเวลานอนมากเกินไปเสียแล้ว! ยังไม่รีบกล่าวขอบคุณคุณหนูรองอีก!”
ด้วยเสียงดุของมามาบวกกับความดีใจเป็ล้นพ้น กระตุ้นให้เหลียงเฉินกระวีกระวาดวางกล่องอาหารลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะคุกเข่าต่อหน้าคุณหนูของนาง “ขอบคุณมากเ้าค่ะคุณหนูรอง บุญคุณของคุณหนูชาตินี้บ่าวจะไม่ลืมเลยเ้าค่ะ”
เสิ่นเชียนเกอเห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้าไปดึงตัวสาวใช้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “เอาเถอะ เพียงแค่อาหารไม่กี่อย่างเท่านั้นเอง”
ไม่นานนัก เก๋อมามาที่กำลังมองดูคนทั้งคู่ด้วยความสุขใจอยู่ข้าง ๆ ก็เร่งเร้าให้ทั้งนายและบ่าวรีบนำอาหารไปส่งที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าก่อนที่จะเย็นชืดจนเสียรส
เมื่อเสิ่นเชียนเกอผลัดผ้าและสวมเสื้อคลุมตัวบางเรียบร้อยแล้ว นางก็พาเหลียงเฉินมุ่งตรงไปยังเรือนหลักที่ตั้งอยู่ติดกัน ไม่นานนักเสียงเคาะประตูเรือนหลักก็ดังขึ้น
ผู้ที่เดินมาเปิดประตู เป็หญิงชราสวมอาภรณ์สีเทาหม่นผู้หนึ่ง
ผู้รับใช้ชราไม่ได้มีท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใดเมื่อเงยหน้าขึ้นมองแล้วพบว่าผู้มาเยือนยามโพล้เพล้เช่นนี้คือคุณหนูรองเชียนเกอ นางทำเพียงเปิดประตูและเชื้อเชิญแขกเข้ามาด้านในเสียงเรียบนิ่ง “เชิญคุณหนูรองเข้ามาก่อนเ้าค่ะ”
เสิ่นเชียนเกอเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนเดินนำเหลียงเฉินผ่านประตูเข้าไปแต่โดยดี คุณหนูผู้มีมารยาทหันไปกล่าวกับผู้รับใช้ผู้เฒ่าอย่างสุภาพ “มามา ข้ามาเยี่ยมท่านย่าและท่านอาเ้าค่ะ”
มามาผู้เฒ่าชำเลืองมองคุณหนูรองเล็กน้อย วาจาที่กล่าวตอบน้อยคำจนแทบจะนับได้ “เชิญคุณหนูรองตามบ่าวมาทางนี้เ้าค่ะ”
เสิ่นเชียนเกอเดินตามผู้เฒ่าชุดสีเท่าหม่นไปเงียบ ๆ ในยามนี้แสงสว่างยังไม่ลับหายไปจากขอบฟ้า ท้องนภายังไม่ได้มืดสนิท คุณหนูรองตระกูลเสิ่นจึงอาศัยแสงสลัวนี้สังเกตไปรอบ ๆ เรือนหลักด้วยความสนอกสนใจ
ภพก่อน นางได้พบเจอท่านย่าเพียงปีละครั้งถึงสองครั้งเท่านั้น และในทุก ๆ ครั้งก็จะเป็ท่านย่าที่เป็ฝ่ายมาหาในโอกาสพิเศษ เช่น วันปีใหม่ ซึ่งนางก็จะเข้าไปคารวะและทักทายท่านย่าเป็ปกติ ไม่มีอะไรพิเศษ ภายหลัง เมื่อเกิดเื่กับตระกูลเสิ่นแล้ว ทุก ๆ คนในตระกูลล้วนถูกเนรเทศไปอยู่เขตชายแดนทั้งหมด ดังนั้นนี่จึงถือเป็ครั้งแรกที่นางได้มาเห็นที่พักอาศัยของท่านย่าและท่านอาในเมืองหลวง
ภายในเรือนถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยมอ่อง ูเาจำลองและดอกไม้ใบหญ้าก็ล้วนตกแต่งได้อย่างวิจิตรงามตา ภายในกระถางบัวใบเล็ก มีใบบัวสีเขียวชอุ่มใบน้อยชูช่อโผล่พ้นน้ำ ยามทอดสายตามองก็ช่วยให้ผ่อนคลายสบายใจเป็อย่างยิ่ง ตลอดระเบียงทางเดินก็ถูกจัดวางไว้ด้วยกระถางต้นไม้ใบงาม ในแต่ละกระถางมีบุปผานานาพรรณสีสันสดใสปลูกประดับไว้ไม่ซ้ำชนิด เห็นชัดว่า ทุก ๆ กระถางได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็อย่างดี
แต่แล้ว จู่ ๆ หางตาของเสิ่นเชียนเกอก็เหลือบไปเห็นกระถางใบหนึ่ง ซึ่งภายในนั้นมีต้น ‘โบตั๋นเขียวอันล้ำค่า’ งอกงามอยู่!
ที่เสิ่นเชียนเกอทราบว่าต้นไม้ในกระถางคือ ‘โบตั๋นเขียว’ และที่กล่าวว่า ‘ล้ำค่า’ นั้น ก็เป็เพราะในภพก่อน นางบังเอิญไปเห็นตอนที่เสิ่นเจียวเจียวได้รับต้นดอกโบตั๋นสีเขียวกระถางหนึ่งเข้า ….ต่อมาเสิ่นเจียวเจียวเอาต้นไม้ที่ได้มานี้ไปมอบให้กู้เฉินอวี้ หลังจากนั้นไม่นานกู้เฉินอวี้ก็นำ ‘ต้นโบตั๋นที่ออกดอกสีเขียว’ ชูช่องดงาม ขึ้นถวายไทเฮาเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์บางอย่าง… จนในภายหลัง ทั่วทั้งเมืองหลวงมีเื่ตลกเล่าขานกันว่า ‘หากเ้าอยากเป็เศรษฐีก็จงไปหาดอกโบตั๋นสีเขียวมาปลูกไว้’
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ เสิ่นเชียนเกอก็เริ่มเอะใจ
… ‘เช่นนั้น ดอกโบตั๋นสีเขียวที่เสิ่นเจียวเจียวมอบให้กู้เฉินอวี้ จะใช่กระถางเดียวกันกับของท่านย่าหรือไม่?’...
ทว่าเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มคิดไปไกล เสิ่นเชียนเกอก็รีบสลัดความฟุ้งซ่านให้พ้นสมอง
เรือนหลักหลังนี้ ถึงแม้จะถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้านน่าอยู่ แต่พื้นที่ภายในก็ไม่ได้กว้างขวางเท่าที่ควร หากเทียบกันแล้ว ตัวเรือนทั้งหมดมีขนาดใหญ่เป็สองเท่าของเรือนรองที่นางอาศัยอยู่เท่านั้น
ไม่นานนัก ฝีเท้าของมามาผู้เฒ่าก็หยุดลง และเมื่อเสิ่นเชียนเกอเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าขณะนี้ตนกำลังยืนอยู่ภายใต้แสงเทียนที่ส่องสว่างไปทั่วห้องโถง หลังจากกล่าวขอบคุณหญิงชราเป็ที่เรียบร้อย หญิงสาวก็ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน
ในส่วนลึกสุดของโถงนั้น มีหญิงชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ในมือเหี่ยวย่นถือสร้อยร้อยลูกประคำขนาดใหญ่ ด้านหลังของนางมีมามาอายุราว ๆ สี่สิบปีสวมอาภรณ์แสนเรียบง่ายยืนอยู่ด้วยท่าทางสำรวม
ยามได้กลับมาเห็นใบหน้าแก่ชราที่คุ้นเคยอีกครั้ง น้ำตาหยดใส ๆ ก็ไหลรื้นไปทั่วขอบตา เสิ่นเชียนเกอพยายามข่มกลั้นไม่ให้น้ำตาที่ปริ่มอยู่นี้ล้นทะลักออกมาด้วยความยากลำบาก
ตอนนี้เสียงฝีเท้าอันอ้อยอิ่งเปลี่ยนเป็รวดเร็วขึ้นโดยพลัน ก้าวเพียงสองก้าวหญิงสาวก็มาหยุดอยู่ต่อหน้าผู้ที่นางคิดถึงมากที่สุด เสิ่นเชียนเกอยกมือสั่นเทาขึ้นประสานแล้วก้มศีรษะจรดพื้น “หลานมาเยี่ยมท่านย่าเ้าค่ะ ขอให้ท่านย่ามีความสุขและสุขภาพร่างกายแข็งแรงนะเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเผยรอยยิ้มใจดีพลางเอื้อมมือไปประคองผู้เป็หลานสาวขึ้นจากพื้น “เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องทำตัวสุภาพกับย่ามากนักหรอก เมื่อคืนหลับสบายดีหรือไม่? หากเรือนของเ้าขาดแคลนสิ่งใด ก็ส่งคนมาขอที่เรือนย่าได้ เรือนของย่ามีของใช้ที่จำเป็ทุกอย่าง”
เสิ่นเชียนเกอเงยหน้ามองอีกฝ่าย ััอบอุ่นที่ไหล่บางในตอนนี้อุ่นซ่านไปถึงใจดวงน้อย ใบหน้าใต้ผ้าคลุมแย้มยิ้มถึงดวงตา พร้อมกันนั้นริมฝีปากบางก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงออดอ้อนที่เจือแววขี้เล่น “เช่นนั้นหากขาดเหลือสิ่งใด หลานก็จะให้สาวใช้มาขอทันที หลานขอไม่เกรงใจแล้วนะเ้าคะ”
“เช่นนี้จึงจะถูก มา มานั่งพูดคุยกับย่าสักหน่อยดีกว่า” เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าค่อย ๆ ดึงหลานสาวเข้ามานั่งข้างกายอย่างถนอมมือ
เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าเล็กคาดผ้าบางไว้ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดมาพบย่าแล้วต้องปิดบังใบหน้าด้วยล่ะ?”
เสิ่นเชียนเกอลูบไล้ผ้าสีขาวบนหน้าเล็กน้อยพลางเอ่ยตอบเบา ๆ ด้วยท่าทีเขินอาย “เมื่อไม่กี่วันก่อนหลานมีปากเสียงกับพี่สาว หลานไม่ทันระวังก็เลยสะดุดล้มจนใบหน้าได้รับาเ็เ้าค่ะ” สิ้นเสียงเสิ่นเชียนเกอก็ค่อย ๆ สังเกตสีหน้าของผู้เป็ย่าด้วยความระมัดระวัง
ถึงแม้ในภพก่อน ท่านย่าจะดีกับนางมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ในภพนี้ที่ทั้งเวลา สถานที่ และสถานการณ์แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ท่านย่าจะยังคงดีกับนางเหมือนในครั้งนั้น คำบอกเล่านี้มีเจตนาสองประการ ประการแรกก็เพื่อเป็การหยั่งเชิงท่าทีของท่านย่าที่มีต่อเสิ่นเจียวเจียว ประการที่สอง ก็เป็การหยั่งเชิงท่าทีของท่านย่าที่มีต่อนาง
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าก็ใแทบสะดุ้ง รอยยิ้มที่มีมลายหายไปอย่างรวดเร็ว คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าชราเต็มไปด้วยความร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด
“ร้ายแรงหรือไม่? เ้าได้เชิญหมอมาตรวจแล้วหรือยัง? สิ่งที่สำคัญสำหรับผู้หญิงอย่างเรา ก็คือการดูแลรักษาตนเองให้ดี คราวหน้าคราวหลังอย่าได้ผลีผลามเช่นนี้อีก เ้าจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนให้มากรู้หรือไม่!”
วาจากึ่งตำหนิกึ่งเป็ห่วงเป็ใยทำให้คนที่รอฟังตกอยู่ในภวังค์ทันที ณ ห้วงเวลานั้น เสิ่นเชียนเกอแทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความปลื้มปีติเอาไว้ไม่อยู่ …ท่านย่ายังคงเป็ท่านย่า เป็คนดีคนเดิมของนาง…
ทั้งสองภพสองชาติที่ผ่านมา ก็มีเพียงท่านย่าเท่านั้นที่พร่ำสอนให้นางรักและเคารพตนเอง ส่วนเสิ่นฮูหยินผู้เป็มารดากลับเอาแต่พูดกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า นางจะต้องเห็นแก่ตระกูลเสิ่นเป็สิ่งสำคัญ และต้องอุทิศตนเสียสละเพื่อตระกูลให้มาก
ด้วยเหตุนั้น ในภพก่อน เพื่อตระกูลเสิ่น เพื่อบิดามารดาและพี่ชาย เสิ่นเชียนเกอผู้นี้จึงจำต้องยอมสละตนอย่างไร้ทางเลือก
ท่านย่าไม่ได้ตำหนินาง อีกทั้งก็ไม่ได้พูดแก้ต่างให้เสิ่นเจียวเจียวแม้แต่น้อย ที่สำคัญคนที่ท่านย่ายังคงเป็ห่วงเสมอและเป็ห่วงมากที่สุดก็คือนาง ในภพก่อน ท่านย่าพยายามคิดหาทุกวิถีทางที่จะปกป้องนาง ดังนั้นในภพนี้ นางก็จะขอเป็ฝ่ายปกป้องท่านย่าบ้าง
เสิ่นเชียนเกอปลดผ้าบางลงอย่างไม่คิดอับอาย นางตั้งใจเผยรอยแผลบนใบหน้าให้เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าได้เห็น
“ท่านย่า ที่จริงแผลของหลานดีขึ้นมากแล้วเ้าค่ะ หลานเคยเชิญท่านหมอมารักษาถึงสองครั้ง ท่านหมอกำชับว่า าแนี้ไม่ควรให้ถูกแสงแดดมากนัก มิฉะนั้นจะทิ้งรอยแผลเป็ไว้ได้ ดังนั้นหลานจึงได้คาดผ้าบางไว้ตลอด”
ครั้งสุดท้ายที่เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าได้พบปะลูกหลาน ก็เมื่อเทศกาลจงชิว* แต่ใน่วันปีใหม่ที่ผ่านมา นางไม่ได้ออกไปพบผู้ใดเลยเนื่องด้วยสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก จากครั้งนั้นจนถึงตอนนี้ ผู้ชราจึงไม่ได้พบหน้าหลานสาวมาเป็เวลากว่าครึ่งปีแล้ว
*เทศกาลจงชิว = เทศกาลไหว้พระจันทร์
ยามเมื่อสาวน้อยตรงหน้าปลดเปลื้องผ้าบางที่บดบังใบหน้าออกนั้น เสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าที่ได้พบเจอผู้คนมามากมายก็ยังต้องตกตะลึงจนไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดได้
คาดไม่ถึงว่า ในระยะเวลาเพียงแค่ครึ่งปี หลานสาวของนางจะมีรูปโฉมที่งดงามขึ้นถึงเพียงนี้!
โบราณว่า ‘รูปโฉมสตรีมักเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ’ สำหรับเสิ่นเชียนเกอ ดูเหมือนคำกล่าวนี้จะเป็จริงโดยแท้
หากแก้มด้านขวาไร้รอยแผลนั่นแล้ว เกรงว่าความงามของเจี่ยงกุ้ยเฟยเมื่อครั้งยังสาวก็ยังมิอาจสู้ความงามสะคราญของดรุณีน้อยนางนี้ได้เลย
.
.
.