Short Erotic

    After Story 5 คิวที่ 5 แบล็ค

            พี่แบล็คน่ะ เขาเป็นคนที่ค่อนข้างหัวร้อนง่าย

            ปี๊น!!!

            “รีบไปตายรึไงไอ้สัส!! ไม่มีใครสอนรึไงว่าให้เปิดไฟตอนจะเลี้ยว!”


            พี่แบล็คน่ะ เขาเป็นคนปากร้ายเอามากๆ แม้กระทั่งเพื่อนในแก๊งก็ห้ามเขาไม่อยู่

            “หิว”

            “แล้ว?”

            “อยากกินอ่ะ”

            “ตีนก็มีทำไมไม่เดินไปตักล่ะ มาบอกกูแล้วจะได้แดกมั้ย”

            “แบล็คมึงก็แรงไป”


            พี่แบล็คน่ะ เขาเป็นคนดุ ดุทุกอย่างแม้กระทั่งสัตว์ตัวน้อยๆ 

            “ทำไมมันเละแบบนี้วะ! ใครทำ!”

            “ไอ้พ่ออย่าดุน้องสิ”

            “จะไม่ให้ดุได้ยังไงวะ แม่งเอามาฝากเป็นงี้ทุกรอบ แล้วสุดท้ายกูต้องมานั่งเก็บให้แม่งเนี่ย แมวตัวเองก็ไม่สอนให้ดี”

            “มันก็แค่แมวน่า น้องแค่เล่นเอง จะไปซีเรียสทำไม”

            “มึงมาเก็บให้กูมั้ยล่ะ ไม่ช่วยก็อยู่เงียบๆ”


            ฉันก็พยายามให้เขาปรับนิสัยความหัวร้อนแล้วนะ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงเขาก็ยังหัวร้อนไม่เปลี่ยนเลย 

            แถมบางทีพอฉันไปเซ้าซี้เขามากๆ ก็กลายเป็นว่าฉันโดนดุไปอีกคนอีก สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ทำใจ 

            แต่ถึงแบบนั้นฉันก็ยังไม่ลดความพยายามหรอก ฉันอยากให้เขาลดความหัวร้อนลงมากกว่านี้

            ตัดมาที่ปัจจุบันหลังจากเคลียร์เรื่องครอบครัวของพี่โฟลทเราก็กลับมาใช้ชีวิตปกติ พี่โฟลทก็หายเศร้าแล้วเลยไม่ต้องเป็นห่วงอะไร

            “นานา พี่วานอะไรเราหน่อยได้มั้ย” พี่ธินยื่นซองน้ำตาลมาให้ตรงหน้า ฉันรับมาดูเหมือนเป็นเอกสารอู่รถเลย “เอาเอกสารไปให้ไอ้แบล็คที่อู่ให้หน่อย”

            “ตอนนี้เลยหรอคะ”

            “อือ มันรีบใช้น่ะ เดี๋ยวพี่เรียกรถให้ เราไปเตรียมตัวเลย”

            “ค่ะ” สุดท้ายฉันก็ต้องไปสินะ ช่วยไม่ได้

            เตรียมตัวเสร็จก็นั่งรถที่พี่ธินเรียกไว้ให้ ไม่นานก็มาถึงอู่ที่พี่แบล็คทำงานอยู่ ลงรถถแล้วเดินตรงเข้าไปด้านในก่อนจะไปถามพวกพี่ช่างที่ทำงานกันอยู่ เขาบอกว่าพี่แบล็คอยู่ห้องด้านบนชั้นสอง

            ฉันเดินขึ้นมาตามที่พี่ช่างบอกก่อนจะมาหยุดที่หน้าห้อง กำลังจะง้างมือเคาะประตูแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงจากด้านในห้อง ด้วยความสงสัยกวาดตามองซ้ายมองขวาก่อนจะเอาหูแนบกับประตูเพื่อฟังคนด้านในห้อง

            “คุณลองมองสภาพของที่ส่งมาหน่อยเถอะครับ ว่ามันพอจะเรียกว่าสินค้าพร้อมใช้งานได้ตรงไหน”

            เสียงทุ้มต่ำลอดออกมาจากในห้อง แม้จะไม่ได้ตะโกนแต่เสียงของเขากลับเขาราบเรียบจนเกินคำว่าปกติ “ผมไม่ได้จ่ายราคาถูกๆ เพื่อจะได้ของที่แตกตั้งแต่ยังไม่แกะกล่องนะ”

            ฉันได้ยินเสียงของอีกฝ่ายในสายดังเบาๆ คล้ายพยายามแก้ตัวอะไรบางอย่าง แต่พี่แบล็คสวนกลับทันควัน น้ำเสียงยังคงนิ่งแต่กดต่ำลงกว่าเดิม

            “คำว่าขอโทษมันไม่ช่วยอะไรเลยคุณฐณัตร์ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุแบบนี้นี่มันครั้งที่ห้าแล้ว ที่ผ่านมาผมแก้หน้าให้คุณมาตลอด คนที่โดนด่าคือผมไม่ใช่คุณ ผมคิดว่าคุณคงเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อนะ”

            มีช่วงหนึ่งที่เขาเงียบไป เหมือนกำลังฟังอีกฝ่ายตอบอะไรบางอย่างก่อนที่เสียงสุดท้ายจะตามมา “ไม่ครับ”

            เสียงวางสายดังขึ้นพร้อมกับเสียงขยับเก้าอี้ถอยแรงๆ ตามด้วยเสียงของบางอย่างกระแทกโต๊ะจนฉันสะดุ้งก่อนจะมีเสียงสบถหยาบดังตามมา “FUCK!!! พอกันทีแม่งเอ้ย!!!”

            ยังไม่ทันตั้งตัวประตูห้องก็เปิดออกกระทันหัน “ว้าย!” 

            พี่แบล็คขมวดคิ้วมองฉันด้วยสายตาหลุบต่ำ “ทำบ้าอะไรของเธอห๊ะ!”

            “เอ่อ…ขะ-ขอโทษค่ะ คือหนู…” 

            “ให้ตายเถอะ แต่ละคน คงมีสักวันที่กูได้เข้าโรงพยาบาลประสาทแน่ๆ”  ฉันไม่ได้เม้มปากกำซองเอกสารในมือแน่น “ยืนบื้ออะไรอยู่ จะเข้าก็เข้า ไม่เข้าก็วางของแล้วออกไป” 

            อีกแล้ว พี่แบล็คดุอีกแล้ว ไม่ชอบเลย ฉันเดินไปวางเอกสารลงบนโต๊ะของเขาก่อนจะเดินออกมาเลยโดยไม่พูดอะไรหรือแม้แต่จะลา และเหมือนว่าพี่แบล็คก็ไม่ได้คิดจะรั้งฉันไว้ด้วย

            ก็รู้หรอกว่าสิ่งที่ฉันทำมันผิดมากแต่ไม่เห็นต้องว่ากันขนาดนั้นเลยนี่ ทำไมต้องว่ากันขนาดนี้เลยนี่ 

            “อ่าว สาวน้อยนี่ มาหาไอ้แบล็คหรอ” เงยหน้ามาเจอพี่โฟลทที่กำลังเดินมาพอดี ฉันรีบสูดน้ำตากลับเข้าไปพยายามทำหน้าให้ปกติที่สุด 

            “ทำไมตาแดงแบบนั้นอ่ะ ร้องไห้มาหรอ หรือว่าโดนไอ้แบล็คว่าอีก” พอได้ยินชื่อของเขาน้ำตามันก็เอ่อขึ้นมาทันที 

            “นี่เรื่องจริงหรอเนี่ย” พี่โฟลทตรงเข้ามาเหมือนจะมาปลอบ

            “หนูขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ” ฉันเลือกที่จะปัดมือเขาและเดินหนีออกมาเลยไม่รอให้พี่โฟลทได้ถามไถ่อะไรไปมากกว่านี้

            ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมคุยอะไรกับใครทั้งนั้น อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายหรือพลอยโดนด่าเพราะฉันไปด้วย


            Black Part 


            ทิ้งตัวลงกับเก้าอี้หยิบเอกสารที่ยัยเด็กนั่นเอามาให้เอามาจัดการ 

            “ไอ้เหี้ยแบล็ค! มึงทำอะไรน้องเนี่ยห๊ะ!” ประตูถูกกระชากออกพร้อมกับไอ้โฟลทที่ทำหน้ายักษ์เข้ามาในห้อง

            “แหกปากทำเหี้ยอะไร”

            ปึง! มันทุบโต๊ะพร้อมซองเอกสารที่ผมวานให้ไปจัดการ 

            “กูสิต้องถาม มึงทำอะไรสาวน้อยของกู” สาวน้อย? มันคงหมายถึงยัยเด็กนั่น “แล้ว?”

            “ยังจะมาแล้วอีกไอ้สัส มึงทำน้องร้องไงไอ้เหี้ย!” ผมขมวดคิ้วปม ร้องไห้? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม 

            “ยัง ยังไม่สำนึกอีก”

            “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับกู” 

            “เอ้า! ไม่เกี่ยวก็เหี้ยเหอะ ก็มึงเป็นคนทำน้องร้องไห้ไอ้สัส แล้วอย่ามาพูดนะว่า ‘เป็นห่วงก็ไปปลอบเองน่ะ’ ถ้ามึงพูดออกมาคราวนี้กูต่อยมึงจริงๆ ด้วย” 

            “…” 

            “เล่ามาเดี๋ยวนี้เลย ว่าทำไมน้องถึงร้องไห้”

            “ไม่รู้เหี้ยอะไร น้องเพราะมึงเนี่ย!” 

            “…” ผมพยายามคิดตามในสิ่งที่มันพูดพลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้า

            “ยืนบื้ออะไรอยู่ จะเข้าก็เข้า ไม่เข้าก็วางของแล้วออกไป” 

            หรือว่าจะเป็นประโยคนี้

            “ทำหน้างั้นแสดงว่านึกออกแล้วอ่ะดิ”

            “เออ” 

            “รู้แล้วก็ดี แล้วจะเอาไงต่อ” 

            “ทำงานต่อไง” ไอ้โฟลทถึงกับทำหน้าที่เหมือนอยากจะพุ่งเข้ามาบีบคอผม “นี่มึง-กูหมดคำจะพูดเลยว่ะ”

            “…”

            “กูเข้าใจนะว่ามึงโมโหอ่ะ แต่ช่วยเลิกอารมณ์หัวร้อนของมึงไประบายใส่คนอื่นได้มั้ยคนอื่นไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของมึงนะเว้ย” 

            “…” 

            “แล้วอีกอย่างนึงนะ ไอ้ปากมึงเนี่ย ช่วยลดความปากร้ายหน่อยเหอะ กูเห็นมึงพ่นออกมาแต่ล่ะทีนี้ ถ้าไม่คิดว่าเป็นเพื่อนกันกูต่อยมึงไปนานล่ะ ไอ้สัส คนเหี้ยอะไรปากหมาชิบหาย”

            “…” 

            “ไม่ต้องทำหน้าเหมือนจะต่อยกูไอ้สัส กูจะด่ากูจะพ่นจนกว่ามึงจะสำนึกอ่ะ”

            ผมนั่งฟังไอ้โฟลทพล่ามมาไม่รู้กี่นาที นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตเลยมั้งที่โดนด่าขนาดนี้ ปกติมีใครกล้าเสียที่ไหน 

            ที่นึกออกก็คงมีแค่ไอ้โยหรือไอ้ธินล่ะมั้ง ที่มักจะด่าผมเวลาผมคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่แต่ก็ไม่ขนาดนี้

            “เฮ้อ…เหนื่อย” 

            “จบรึยัง”

            “จบแล้ว”

            “งั้นก็ออกไปได้แล้ว กูจะทำงาน” ไอ้โฟลทจิ๊ปากพร้อมกับสูดหายใจเข้าลึกราวกับว่ามันกำลังพยายามหักห้ามตัวเองไม่ให้ซัดหน้าผม 

            “ก่อนไปกูขอซัดหน้ามึงก่อนได้มั้ย”

            “ถ้ามึงซัดกูกูก็ซัดมึงกลับ แฟร์ๆ” 

            “เฮ้อ… โอเค งั้นแล้วแต่มึงเลย กูก็ขอให้มึงโดนน้องเกลียดขี้หน้า เกลียดจนไม่เข้าใกล้มึงเลบ ฮึ้ย!!” 

            เงยหน้าจากเอกสารยกยิ้มมุมปากส่งให้ไอ้เพื่อนเวรตรงหน้า “ถ้าเป็นแบบนั้นได้ก็ดีสิ”

            หลังจากเคลียร์งานเสร็จผมก็ขับมอเตอร์ไซค์ตรงดิ่งกลับบ้านทันที บ้านที่เคยเป็นบ้านแสนสุข แต่ตอนนี้มันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว 

            เพล้ง!

            “ฉันบอกว่ายังไงห๊ะ! บอกว่าไม่เอากระเทียมไม่ใช่รึไง! ผ่านมาแค่ไม่กี่ชั่วโมงความจำเสื่อมรึยังไงห๊ะ!!” ผมเดินเข้าไปตามเสียงโวยวายจนมาหยุดที่ห้องครัว ผู้หญิงหน้าร้ายที่หน้าตาคล้ายผมในชุดเดรสราคาแพง กวาดสายตาไปที่พื้นข้างเท้าพบกับเศษจานและอาหารที่ถูกเขวี้ยงไม่นาน

            “ข-ขอโทษด้วยค่ะ ดิฉันเป็นเด็กใหม่เลยไม่ทราบ” คำขอโทษของคนใช้ที่สั่นเครือราวกับจะร้องไห้ ใบหน้าของเขาดูอึดอัดเต็มทน

            “แล้วยังไง! จะใหม่หรือแล้วฉันต้องรู้ด้วยหรอห๊ะ!! จะอยู่ที่นี่ก็ต้องรู้ทุกอย่างอย่ามาอ้าง!!”

            “รำคาญว่ะเบลล์ จะแหกปากทำห่าอะไรกลัวชาวบ้านเขาไม่รู้รึไงห๊ะ” เบลล์ พี่สาวของผมหันมาพร้อมกับใบหน้าที่ดูโกรธจัด “แล้วแกมายุ่งอะไรด้วยห๊ะ! นี่มันของฉันมั้ย”

            เดินเข้าไปใกล้เพื่อสำรวจสถานการ์ก่อนจะหยิบเงินก้อนออกมาก้อนหนึ่งยื่นให้แม่บ้านคนนั้นไป “พี่เก็บเสร็จพี่ออกจากงานเลยนะครับ ผมจ้างออก”

            “นี่แกทำบ้าอะไรของแกห๊ะแบล็ค!!” 

            “อะไร ก็เห็นอยู่นี่ ตาก็ไม่ได้บอดหูก็ไม่ได้หนวกหนิ จะถามทำไม”

            “นี่แก!!” 

            เบลล์ง้างมือหมายจะตบผมแต่ผมรับมือของเธอไว้ได้ก่อน ก่อนจะค่อยๆ บิดมันทีละนิด 

            “อะไรกันๆ น้องชายกลับบ้านมาทั้งทีแทนที่จะต้อนรับให้มันดีๆ หน่อยแต่ไหงมาทำร้ายกันแบบนี้ล่ะหืม” ส่งร้อยยิ้มแสยะที่เคยทำประจำให้พี่สาว “ไม่ทำหน้าแบบนั้นสิเบลล์ เดี๋ยวฟิลเลอร์ที่เธอพึ่งไปฉีดมามันจะเบี้ยวเอานะ”

            “แก!!!” 

            ปะทะคารมณ์กับพี่สาวอยู่พักใหญ่ผมก็ละตัวเองออกมายังห้องพระบนชั้นสอง เอื้อมมือไปจุดธูปหนึ่งดอกแล้วยกไหว้รูปภาพตรงหน้า

            “แม่ครับ เบลล์มันระรานชาวบ้านเขาอีกแล้วครับ เมื่อไหร่มันจะเลิกนิสัยแย่ๆ สักที ผมเหนื่อยแล้วนะ”

            “...”

            “บางทีผมก็คิดนะ ว่าทำไมพ่อถึงไม่เอามันไปด้วย ไม่งั้นคงไม่ต้องมาเหนื่อยแบบนี้ทุกครั้งตอนที่กลับบ้าน” 

            “...”

            “แต่อย่างว่าแหละ คนนิสัยเดียวกันมันจะไปอยู่ด้วยกันได้ยังไง มีแต่จะฆ่ากันเสียเปล่า ช่างเถอะ เอาเป็นว่าวันนี้ผมแค่มาดูบ้านเฉยๆ ส่วนเรื่องนั้นที่ผมเคยบอก ผมจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปแม่ก็ไม่ต้องทนฟังเสียงแว้ดๆ ของเบลล์มันแล้วนะครับ กลับไปอยู่กับยายกับพี่น้องแม่ดีกว่า น่าจะสบายใจกว่าเยอะ”

            ไหว้แม่เสร็จก็หยิบของในห้องพระรวมถึงรูปแม่เอาไปใส่รถจนครบ มองดูพวกรับจ้างที่กำลังทยอยยกของออกจากบ้านไปทีละนิด 

            “นี่มันอะไรกันแบล็ค!! แกทำอะไรทำคนพวกนี้มาเอาของในบ้านฉันออกไปหมดเนี่ย!” เบลล์เดินตรงมาที่ผมพร้อมกับสีหน้าที่โกรธจัดกว่าเก่า คงตกใจและโมโหล่ะมั้ง ก้จู่ๆ มีคนที่ไหนไม่รู้มายกของออกจากบ้านนี่ ก็ไม่แปลกหรอก

            “ของใครนะ ของพวกนี้มันของแม่ไม่ใช่ของแกเบลล์”

            “อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง! ตอบฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าแกกำลังทำอะไร!”

            “จะขายบ้านมันก็ต้องย้ายของมั้ย อย่าถามอะไรโง่ดิ” สีหน้าของเธอดูโมโหมากว่าเดิม ขนาดที่ว่าหน้าแดงเห็นเส้นเลือดปูดที่ขมับ 

            “ขายบ้านหรอ นี่มันบ้านของฉันนะ! แกมีสิทธิ์อะไรมาขายบ้านฉัน!!”

            “บ้านแม่ไม่ใช่บ้านแก อีกอย่างชื่อเจ้าของบ้านก็เป็นชื่อฉัน เพราะฉะนั้นฉันจะทำอะไรกับบ้านหลังนี้ก็ได้”

            “นี่-”

            “หยุดแหกปากสักทีดิ! รำคาญ! เดี๋ยวก็เอารองเท้ายัดปากแม่งเลย” 

            “ไอ้-”

            ผมเดินออกมาปล่อยให้เธอยืนโวยวายอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว ในเมื่อผมเตือนไปแล้วว่าจะขายบ้านหลังนี้แต่เธอกลับไม่เคยเห็นหัวกันและยังทำตัวนิสัยไม่ดี ก็ได้แต่หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้เธอจำใส่สมองกลวงๆ ของเธอได้บ้าง ว่าคำพูดของผมไม่ใช่เรื่องล้อเล่น





            เวลาช่วงบ่ายหลังจากที่ฉันกลับมาจากอู่ฉันก็เดินเตร็ดเตร่อยู่แถวสวนสาธารณะแถวห้างสรรพสินค้า เหตุผลที่ยังไม่กลับบ้านก็เพราะไม่อยากเอาหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตานี่ไปให้พวกพี่ๆ เห็น เดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ 

            นั่งลงที่ริมบึงแล้วนั่งในท่ากอดเข่า เหม่อมองผิวน้ำที่กำลังสั่นไหวจากลมโชยที่พัดมาเป็นระยะ 

            “เฮ้อ…” 

            ครืด~ 

            เสียงสั่นของโทรศัพท์ให้ฉันต้องหยิบขึ้นมาดู เป็นพี่โฟลทที่โทรมา 

            “ฮัลโหลค่ะ”

            [สาวน้อยของพี่ ตอนนี้หนูอยู่ไหนครับ]

            “มีอะไรรึเปล่าคะ” 

            [ร้องไห้หรอ]

            “ป-เปล่าค่ะ” พยายามปรับเสียงให้เป็นปกติที่สุดแต่เหมือนว่าจะไม่ได้ผลแฮะ 

            [สาวน้อย อย่าโกหกพี่ครับ พี่รู้นะ เราโกหกพี่ไม่ได้หรอก] 

            “…” ฉันได้แต่เม้มปากแน่น สูดน้ำตากลับเข้าที่เดิม

            [เฮ้อ…พี่ขอโทษแทนไอ้แบล็คด้วยนะ มันก็ปากหมาแบบนั้นแหละ อย่าไปใส่มันนักเลย]

            “พี่โฟลทขอโทษหนูทำไมคะ พี่ไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย พี่แบล็คต่างหากที่ควรขอโทษหนู”

            [นั่นสิเนาะ] พูดไปก็ดันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้านี้ ปากเรียวเริ่มเบะพร้อมกับน้ำตาที่จู่ๆ ก็ไหลออกมา 

            [จะว่าไปตอนนี้เราอยู่ไหน ให้พี่ไปอยู่เป็นเพื่อนมั้ย]

            “ไม่…ไม่เป็นไรค่ะ หนูอยู่คนเดียวได้” ยกมืมอเช็ดน้ำตาที่มันยังคงไหลอยู่ไม่ยอมหยุด

            [ร้องไห้อีกแล้วหรอ อยู่ไหนเดี๋ยวพี่ไปหาเราเดี๋ยวนี้แหละ]

            “หนูไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ”

            [ไม่! พี่จะไปหา รอพี่เลยสาวน้อย เราหนีพี่ไม่พ้นหรอก]

            “พี่-!”

            ยังไม่ทันจะพูดจบพี่โฟลทก็ดันวางไปเสียก่อน ฉันได้แต่ถอนหายใจทิ้ง ตอนนี้ฉันยังไม่อยากเจอใครทั้งนั้น ไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนแทนฉัน เอาจริงเดิมทีฉันก็ผิดด้วยแหละที่ไปแอบฟังพี่แบล็คคุยธุระ มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรเอาเสียเลย แต่ถึงแบบนั้นพี่แบล็คก็ไม่ควรว่าด่าฉันหรือมาระบายใส่ฉันนะ

            นึกแล้วก็โมโห ถ้าฉันมีความกล้ามากพอฉันคงด่าสวนเขาไปแล้ว ไม่มานั่งเสียใจแบบนี้หรอก

            เสียงเครื่องยนต์ดังใกล้เข้ามาทีละนิด ทำให้ฉีนต้องหันไปมอง เป็นรถยนต์ที่ดูคุ้นตาแต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก หรือจะเป็นพี่โฟลท นี่เขามาจริง ๆ เหรอ

            แต่พอเห็นร่างสูงในเสื้อสีดำเสื้อหนังก้าวลงจากรถ ความคิดนั้นก็ต้องดับวูบลงทันที

            “พี่…แบล็ค” ฉันพึมพำชื่อเขาออกมาเสียงแผ่ว ทำไมอ่ะ ทำไมเขามาอยู่ที่นี่ มันควรจะเป็นพี่โฟลทไม่ใช่หรอ

            เขาปิดประตูรถอย่างแรงก่อนเดินตรงมาหาฉันด้วยสีหน้าหงุดหงิดจัด

            “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมยังไม่กลับบ้านห๊ะ!” น้ำเสียงของเขาเข้มจัดจนฉันสะดุ้งเฮือก

            “หนู…แค่มานั่งพัก”

            “พักหรอ แล้วจะนั่งพักกันไปถึงเมื่อไหร่ห๊ะ! จะนั่งจนถึงเช้าเลยรึไงถึงจะกลับ!”

            “พี่แบล็ค!” 

            “ทำไมวะ ถึงได้ชอบสร้างเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อนจังเลย คิดว่าตัวเองเป็นนางเอกนิยายรึไง ถึงต้องให้คนมาคอยตาม คอยปลอบน่ะ!”

            “…” คำพูดนั้นเหมือนฟาดเข้าหน้าฉันแรง ๆ จนพูดไม่ออก ฉันได้แต่กำมือแน่น สูดลมหายใจกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ อีกแล้ว คำพูดใจร้ายนั่นอีกแล้ว ทำไมต้องด่าต้องตะคอกกันด้วย

            “พี่ไม่มีสิทธิ์พูดแบบนี้กับหนูนะคะ อีกอย่างหนูไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนสักหน่อย!”

            “ไม่ได้ทำแล้วนี่อะไรวะ! รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองยังขึ้นรถเมย์ไม่คล่อง เวลาก็ปาไปเกือบสามทุ่ม แทนที่นั่งรถกลับบ้านยังจะมานั่งหน้าสลอนอยู่ที่สวนอีกแล้วคนอื่นก็ต้องลำบากมารับเนี่ย ยังจะพูดอีกมั้ยว่าไม่ทำให้เดือดร้อนเนี่ยห๊ะ!” ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาทั้งน้ำตา มันก็จริงอย่างที่เขาพูด แต่ว่านะ…

            “แล้วเพราะใครล่ะที่ทำให้หนูต้องทำแบบนี้!” ฉันเถียงกลับสุดเสียง “ก็เพราะพี่ไม่ใช่เหรอ! ถ้าพี่ไม่พูดจาแบบนั้น หนูจะต้องหนีออกมานั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ไหม! แล้วใครบังคับให้พี่มารับหนูกันล่ะ ก็ไม่มีนี่ ถ้าไม่อยากมาแล้วพี่จะมาทำไม! จะมาเสนอหน้าให้หนูเห็นทำไม!!”

            “…” 

            “ถ้าเกลียดกันมากนัก จะมายุ่งกับหนูทำไม! จะย้ายมาอยู่ด้วยกันทำไม! ฮือ!!” 

            “…”

            “ถ้าหนูน่ารำคาญมากพี่จะมายุ่ง ฮึก…กับหนูทำไม จะมาดูแลหนูทำไมกัน ฮือ…” สุดท้ายฉันก็พูดออกไป น้ำตาที่พยายามกลั้นเมื่อก่อนหน้าตอนนี้มันไหลออกมาราวกับที่พยายามกลั้นมันไร้ความหมาย

            “หนูมันน่ารำคาญมากเลยสินะ พี่เลยพูดไม่ดีกับหนู” 

            พอกันที ฉันจะไม่ทนกับเขาอีกแล้ว 

            เขาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังแล้วเหมือนเหยียบซ้ำบนความรู้สึกของฉัน

            “ใช่ เธอมันน่ารำคาญ”

            คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่ากลางอก ฉันชะงักไปทันที ริมฝีปากสั่นจนพูดไม่ออก เพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดแบบนั้นจริงๆ 

            โอเค ฉันมันน่ารำคาญจริงๆ สินะ

            “เพราะฉะนั้นคุณหนู…” 

            “…”

            “เลิกทำตัวน่ารำคาญ แล้วกลับราชวังของเธอได้แล้ว อย่าให้ปีศาจอย่างฉันต้องหงุดหงิดไปมากกว่านี้เลย” คำพูดนั้นเย็นยะเยือกกับรอยยิ้มที่แสนสยดสยองนั้นทำเอาฉันถึงกับไปไม่ถูกราวกับว่าทั้งร่างแข็งค้างเหมือนถูกตรึงไว้กับที่

            “โอเคค่ะ…” ฉันตอบเสียงแผ่ว มือสั่นน้อย ๆ ขณะยกขึ้นเช็ดน้ำตา “หนูจะกลับ พี่แบล็คกลับไปก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวหนูกลับเอง”

            เขาขยับคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเข้มอีกครั้ง “ใครอนุญาตให้เธอกลับเอง”

            ฉันเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง ดวงตาสีเข้มคู่นั้นกำลังจ้องมาที่ฉันด้วยแววแข็งกร้าว 

            “แต่…”

            “ขึ้นรถ จะกลับก็กลับพร้อมกันนี่แหละ”

            “ไม่เอา! หนูไม่อยากกลับกับพี่”

            “ไม่ได้ถามว่าอยากหรือไม่อยาก” เขาขัดขึ้นทันที เสียงต่ำและเฉียบคม “อย่าดื้อให้มันมากนักฉันไม่มีอารมณ์มาเถียงกับเด็กดื้อๆ ตอนกลางคืนแบบนี้”

            “ปล่อยหนูนะ!!” แม้จะพยายามสะบัดข้อมือหรือฉุดยื้อยังไงก็ตามแต่เหมือนจะไม่ได้ผล คงเพราะแรงเขากับแรงฉันมันห่างกันมาก ขนาดยื้อทั้งตัวมือที่พี่แบล็คจับฉันยังไม่ขยับแม่แต่นิดเดียวเลย

            เขาดันตัวฉันให้ขึ้นไปนั่งเบาะข้างคนขับ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถอีกฝั่งแล้วสตาร์ทรถขับออกไปโดยที่ไม่ถามกันสักคำ

            ระหว่างทาง ไม่มีใครพูดอะไรเลย มีเพียงเสียงลมยามค่ำคืนที่พัดผ่าน และความเงียบที่โคตรจะอึดอัดระหว่างเราเท่านั้น

            “หนูจะลง”

            “…”

            “หนูบอกว่าหนูจะลงค่ะ” 

            “…” เขายังคงนิ่งเงียบเมินเฉยกับคำขอของฉัน 

            “พี่แบล็ค-”

            “เงียบ!!!!” เสียงตะคอกคำเดียวทำฉันสะอึกจนไม่กล้าเถียงต่อ แต่ฉันไม่ยอมหรอก ฉันจะไม่ยอมให้เขามาทำร้ายจิตใจกันอีกแล้ว

            “ไหนว่ารำคาญกันไงคะ ถ้ารำคาญจริงทำไมพี่แบล็คไม่ยอมปล่อยหนูให้กลับเองล่ะคะ จะยอมเปลืองน้ำมันมารับหนูกลับบ้านทำไม”

            “หยุดพล่ามเดี๋ยวนี้”

            “ไม่หยุดค่ะ” เขาเหลือบมามองฉันครู่หนึ่ง ถึงแม้จะครู่เดียวก็สามารถเห็นสายตาที่ดูโกรธจัดได้อย่างชัดเจน

            “พี่แบล็คหนูถามจากใจจริงนะคะ พี่รำคาญหนูจริงๆ หรือเปล่า” 

            “…” 

            “พี่แบล็คอย่าเงียบค่ะ ตอบหนู”

            “เงียบซะ”

            “ไม่ค่ะ หนูจะไม่เงียบจนกว่าพี่จะตอบคำถามหนู”

            “นานา! บอกให้เงียบก็ดิ! อย่าทำตัวน่ารำคาญให้มันมาก!”

            “รำคาญพี่ก็ปล่อยหนูสิคะ! พี่จะพาหนูมาด้วยทำไม-ว๊าย!”

            เอี๊ยด!!

            แรงเบรคของรถทำเอาหน้าเกือบทิ่มคอนโทรล “พี่แบล็คทำ-!”

            “มันเป็นอะไรนักหนาวะห๊ะ!!! ทำไมต้องทำตัวดื้อตลอดเวลาด้วย! ที่พูดๆ ไปมันไม่เคยเข้าหูเลยใช่มั้ย!!” 

            “หนูต่างหากที่ต้องถามพี่! พี่เป็นบ้าอะไร เอะอะก็ด่าหนูอย่างเดียว เกลียดหนูมาก รำคาญหนูมากก็ปล่อยหนูไปสิจะมายุ่งอะไรนักหนา!!” ฉันตะโกนออกไปทั้งน้ำตา นิ้วทั้งสิบจิกลงที่ฝ่ามือแน่นจนตอนนี้แทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว

            “หนูเกลียดพี่…ฮึก เกลียดๆๆๆๆ เกลียดที่สุด.. หนูไม่อยากอยู่แล้ว ปล่อยหนูไปที ฮือ!!!” 

            “…” 

            อยากหายไปจากตรงนี้ ไม่อยากเจอ ไม่อยากเห็นหน้าเขาแล้ว ใครก็ได้พาฉันออกไปจากตรงนี้ที…

            จู่ๆ ก็มีแรงมากระชากมือที่ปิดหน้าออกพร้อมกับสัมผัสอุ่นที่โผเข้ากอดตัวฉัน พยายามดึงสติก่อนจะค่อยๆ ลืมตาพบว่าเป็นเขานั่นแหละที่กอด 

            แต่ที่มันน่าตกใจกว่าก็คือ น้ำตาที่หยดลงบนคอของฉันมันดันเป็นน้ำตาของเขา

            “ขอโทษ…” 

            ฉันหันมองเขาที่ตอนนี้กำลังซุกหน้ากับต้นคอของฉัน เสียงเข้มที่เคยดุเคยว่าฉันเมื่อก่อนหน้าตอนนี้กลับเบาลงแทบไม่ได้ยิน น้ำเสียงแหบแห้งปนสั่นเครือทำให้รับรู้ได้ทันทีว่าเขากำลังร้องไห้เหมือนกัน 

            “จะเกลียดจะโกรธอะไรพี่ก็เกลียดไป แต่ขออย่างเดียว…อย่าทิ้งพี่” อย่าทิ้งงั้นหรอ…

            “พี่มันคนน่ารังเกียจ” 

            “อืม” 

            “พี่มันคนใจร้าย”

            “…”

            “พี่มันปีศาจ”

            “…”

            “พี่มัน…” จู่ๆ ก็รู้สึกจุกที่อกจนมันพูดไม่ออก ผู้ชายคนนี้มัน…

            พี่แบล็คผละตัวออกเขาถอนหายใจออกมาเบาๆ พร้อมกับเบนใบหน้าออกไปยังฝั่งหน้าถนน

            “อยากลงใช่มั้ย”

            “ค-ค่ะ” จู่ๆ พี่แบล็คก็ออกรถก่อนจะมาหยุดที่บ้าน 

            “ถ้าเกลียดกันขนาดนั้นพี่จะไปเอง เข้าบ้านไปได้แล้ว” คำตอบของเขาทำเอาฉันไปต่อไม่ถูก หมายความว่าไง “พี่แบล็คจะย้ายออกหรอคะ”

            เขาหันมาพร้อมกับแววตาที่ไร้อารมณ์ “ใช่ ก็เกลียดกันไม่ใช่หรอ ถ้าพี่ออกเธอคงจะสบายใจมากกว่า”

            ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่พี่แบล็คที่ฉันรู้จัก พี่แบล็คตัวจริงต้องด่าฉันสิ เขาต้องดุฉันต้องพูดจาแรงใส่กัน ไม่ใช่อมกันแบบนี้

            “ลงสิ จะนั่งอยู่ทำไม”

            จู่ๆ ก็เกิดรู้สึกจุกอกขึ้นมาดื้อๆ ไม่อยากลงจากรถ ฉันควรดใจสิที่เขาจะย้ายออก ควรดีใจสิที่เขาจะไม่อยู่มาว่าร้ายใส่แล้วแต่ทำไม…

            ทำไมถึงอยากรั้งเขาไว้กัน… ทำไม…

            “ร้องไห้ทำไม” เสียงเรียกของเขาดึงให้ฉันออกจากความคิด ก่อนจะยกมือขึ้นมาแตะดวงตาที่ตอนนี้มีน้ำตาไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 

            “หนูไม่รู้ หนู…ฮือ!!” สุดท้ายก็ปล่อยโฮออมา คราวนี้พี่แบล็ไม่ได้เข้ามากอดฉันเหมือนเมื่อกี้ เขาเพียงแแค่นังนิ่งและเบนสายตาไปทางอื่น

            ไม่อยากให้เขาไปเลย ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้เลย

            ฉันนี่มัน แย่จริงๆ ทั้งที่เกลียดเขา เกลียดจนอยากให้เขาไปให้พ้นๆ หน้าแท้ๆ แต่ทำไมพอเขาจะไปจริงๆ กลับถึงได้ไม่อยากให้เขาไป 

            เสียงขลุกขลิกของคนข้างให้ฉันสะดุ้งพร้อมกับหันไปมอง พอเห็นว่าพี่แบล็คกำลังลงจรกรถกำลังเดินตรงมาฝั่งฉัน เขาเปิดประตูออกก่อนจะดึงฉันลงจากรถ 

            ”เข้าบ้านซะ”

            “หนู…” ยังไม่ทันจะพูดจบก็ถูกพี่แบล็คดึงแขนให้ลงจากรถก่อนเขาจะดึงแขนฉันให้เดินเข้าบ้านจนมาหยุดที่ห้องนั่งเล่น 

            “ไปนอนซะ” เขาไม่พูดอะไรต่อนอกจากหันหลังเหมือนกำลังจะเดินออกจากบ้าน 

            จู่ๆ ใจก็รู้สึกโหวงๆ ขึ้นมา ไม่ ไม่เอาแบบนี้

            “ไม่ไปได้มั้ยคะ” เจ้าของแผ่นหลังกว้างหยุดเดินก่อนจะหันมามองฉันด้วยสีหน้านิ่งเรียบ 

            “หนู…หนู ไม่อยาก…ให้พี่…” เสียงที่เปล่งออกไปมันเบามากจนแทบจะไม่ได้ยิน ประโยคที่อยากจะพูดมันก็ดันมาพูดไม่ออกเสียงนั้น

            “อะไร”

            “หนู…ฮึก! ไม่อยากให้พี่ไป ฮือ!!!” สุดท้ายก็กลั้นมันไว้ไม่อยู่ก่อนจะปล่อยโฮออกมา เรี่ยวแรงที่เคยมีก็หายไปพร้อมกับน้ำตาและทรุดกับพื้นตรงนั้น

            “…”

            “หนูขอโทษ หนูเกลียดพี่ก็จริง แต่…ฮึก! แต่หนูก็ไม่อยากให้พี่ไป ฮือ!!! หนู…ขอโทษ” 

            ได้ยินเสียงจิ๊ปากกับเสียงฝีเท้าที่เข้ามาใกล้ก่อนจะมีมือหนามาดึงฉันให้ลุกขึ้นแล้วสวมกอด 

            “ทำไมถึงเรื่องมากจังห๊ะ ยัยเด็กนี่” ประโยคที่คุ้นเคยทำเอาฉันถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ พี่แบล็คคนเดิมกลับมาแล้ว 

            “พี่อย่าไปจากหนูนะ ฮึก…” มือทั้งสองข้างสวมกอดเขาแน่นราวกับไม่อยากให้เขาจากไปไหน

            “นี่เธอเป็นไบโพล่าหรือยังไงห๊ะ เมื่อกี้ยังไล่กันตอนนี้มาขอให้อยู่เนี่ย” 

            “ฮือ…” เขาดันตัวฉันออกเอื้อมมือมาปาดน้ำตาที่เปื้อนหน้าฉันเบาๆ “ยัยเด็กขี้แย”

            “เพราะพี่นั่นแหละ”

            “พูดมากว่ะ”

            “พี่-อื้อ!” ยังไม่ทันจะได้สวนกลับจู่ๆ คนตรงหน้าก็เข้าจู่โจมปิดปากด้วยปากของเขาก่อนจะผละออก “ยัยเด็กขี้แย เธอต้องรับผิดชอบ”

            “เอ๊ะ?!-พี่แบล็ค!” 

            พี่แบล็คจับเสื้อของฉันที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาถอดออกด้วยมือเดียวพร้อมกับก้มลงมาปิดปากแล้วสอดลิ้นร้อนเข้ามาสำรวจด้านใน

            “อื้อ!!”

            มือหนาข้างหนึ่งของเขาล็อคคอฉันไว้ไม่ให้ขยับไปไหน ส่วนมืออีกข้างของเขาสอดเข้ามาในกางเกงชั้นในที่ไม่รู้ว่ากางเกงยีนส์ที่ใส่มันถูกปลดออกไปตอนไหน

            “อื้อ…อ่าส์” 

            นิ้วสากลากผ่านแพนนี้ก่อนจะคลืบคลานเข้ามาด้านในจนมาถึงร่องกลีบก่อนมันจะค่อยๆ กดเข้ามาในตัว

            “อื้อ!”

            นิ้วแกร่งขยับเข้าออกถี่ๆ มือข้างที่เคยจับอยู่ที่คอเลื่อนมาถกเสื้อและชุดชั้นในให้พ้นมือก่อนเขาจะก้มลงมาเชยชิมยอดอกที่กำลังชูชัน

            “อ่าส์…”

            ความเสียวซาบซ่านแผ่กระจายไปทั่วท้อง มือที่เคยกำเสื้อตอนนี้ต้องเอื้อมไปจิกแขนของอีกคนเพื่อระบายอารมณ์แทน

            เขาผละนิ้วและปากออกเมื่อเห็นว่าฉันกำลังได้ที่ เขาอุ้มฉันไปวางลงบนเคาน์เตอร์บิ้วอิน จับขาทั้งสองข้างของฉันยกเป็นตัวเอ็ม เขาทำอะไรบางอย่างก่อนจะสอดใส่ตัวตนเข้ามา

            “อ๊าส์!!”

            ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ทันตั้งตัวเขาก็กระหน่ำสะโพกเข้ามาทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก “อ๊ะ…อ๊ะ… ฮื้อ!! สะ-เสียว”

            มือหนาของเขาเลื่อนไปเขี่ยจุดตรงกลางกลีบยิ่งทำให้ความเสียวมันพลุ่งพล่านมากกว่าเดิมจนฉันกรีดร้องดังลั่นบ้าน

            “หนู…จะแตกแล้ว อ๊าส์!!” 

            เสียงเฉอะแฉะของน้ำกามที่มันค่อยๆ ไหลซึมออกมาดังชัดแข่งกับเสียงของรถที่วิ่งผ่านไปมาด้านนอกบ้านก่อนไม่นานความอึดอัดของฉันก็ถูกปลดปล่อย

            “อ๊ะ…” 

            พี่แบล็คดึงตัวออกก่อนจะอุ้มฉันนั่งกับเก้าอี้แล้วจับฉันให้อยู่ในท่าออนท็อป

            “รับผิดชอบกับสิ่งที่เธอทำซะยัยเด็กขี้แย” 

            เขาจับสะโพกของฉันกดลงที่แท่งลำโตพร้อมกับบังคับให้ขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ

            ด้วยความใหญ่ของมันทำให้ความอารมณ์ของฉันมันพลุ่งพล่านไปไกลเกินกว่าจะหยุดได้

            “อ่าส์~” 

            สะโพกเล็กขยับเป็นจังหวะพลางใช้มือของตัวเองขยำก้อนอกเพื่อระบายอารมณ์ “ซี๊ด~ อื้ม~”

            มือเล็กปรับเก้าอี้ให้เอนลงพร้อมกับกดอีกคนให้นอนราบจากนั้นก็ขยับสะโพกขึ้นลงด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมทำให้คนใต้ร่างครางเสียงหลง

            “ซี๊ด… อ่าส์!”

            มือหนาบีบเค้นบั้นท้ายยิ่งทำให้ฉันมีอารมณ์พลุ่งพล่านมากจนต้องขยับสะโพกเร็วขึ้น “เร็วขึ้นอีก”

            “อ๊าส์!!! อ๊าส์!!! อ๊าส์!!!” ซอยสะโพกก่อนจะกระตุกตัวพร้อมกับน้ำในตัวที่ไหลออกมา “อึก! อื้อ!”

    มือหนาจับสะโพกให้ขึ้นลงให้รูดแก่นกายอย่างช้าๆ “อ่าส์~”

            พี่แบล็คจับฉันให้ลุกขึ้นก่อนจะจับตัวฉันให้พลิกหันหลังแล้วสอดมือเข้าใต้ขาขวาจับวางบนโต๊ะแล้วสอดตัวตนเข้ามา 

            “อื้อ!!”

            เขาเริ่มขยับตัวแล้วกระแทกสะโพกเข้ามา เสียงของเนื้อกระทบกันดังจนก้องไปทั่วห้อง มือหนาบีบคลึงหน้าอกราวกับว่าจะให้มันคามือให้ได้

    “อ๊ะ…อ๊ะ…อ๊ะ…พี่แบล็ค…หนูจะแตก…แรงกว่านี้หน่อย…นะคะ”

            พี่แบล็คซอยสะโพกตามคำขอของพลางใช้มือสะกิดเม็ดกระสันทำให้ฉันดิ้นพล่านเพราะความเสียวที่มากเกินไป “อ๊าส์!! อ๊าส์!! อ๊าส์!”

            น้ำในตัวพุ่งออกมาจนเลอะไปหมด ทั้งน้ำกามและน้ำปัสสาวะและเหมือนเขาก็เสร็จเหมือนกัน

            เสียงหอบของเราประสานดังไปทั่วห้องนั่งเล่นก่อนไม่นานจะได้ยินเสียงรถยนต์ที่คุ้นหูกันดี อย่าบอกนะว่ามีคนกลับมาแล้วน่ะ ทำไงดี

            ยังไม่ทันจะหันไปบอกอีกคน เขาก็ถอดกายจับฉันอุ้มขึ้นพาดบ่าพร้อมกับหยิบข้าวของที่วางเกลื่อนกลาดบนพื้นเดินขึ้นขั้นสองราวกับว่ารู้ความต้องการของฉัน

            พอเข้าห้องพี่แบล็คโยนฉันลงบนเตียง และจัดการโยนข้าวของลงกับพื้นก่อนจะไต่ขึ้นมาบนเตียงราวกับว่าจะต่อจากเมื่อกี้

            “ต่ออีกหรอคะ”

            “ทำไม? มีปัญหารึไงห๊ะ”

            “แต่หนูเหนื่อยแล้วนะคะ”

            “ใครสน วันนี้ทั้งคืนเธอต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำไว้”

            “หนูต้องเป็นคนพูดบทนั้นต่างหากล่ะ”

            “ทำไม? อยากให้ชดใช้รึไง” ฉันเม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้าเบาๆ 

           แอบเห็นคนตรงหน้ายกยิ้มร้าย แววตาที่เคยนิ่งเรียบตอนนี้กลับฉายแววร้ายสะท้อนแสงจันทร์ด้านนอกหน้าต่างราวกับปีศาจที่หิวโหย 

            “ก็ได้ ถ้าอยากได้แบบนั้นปีศาจร้ายตนนี้ก็จัดให้ คุณหนูของผม จากนี้ก็เตรียมตัวรับคำขอโทษของผมเอาไว้ให้ดีนะคุณหนู เพราะผมจะไม่หยุดขอโทษจนกว่าคุณหนูจะให้อภัย”

            :)


    คล้ายกับเรื่องShort Erotic ที่คุณอ่าน

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    เมื่อที่รักของผมเป็นซีอีโอเจ้าเสน่ห์

    นิยาย อีโรติก
    2.40M 1665
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530