เส้นทางสู่เทพ

    ตอนที่ 45 การรุกรานของการ์เดียน 3

    รอยอ้าปากค้างทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมา เพราะรอบตัวรอยตอนนี้มีแต่กองซากศพของสัตว์ร้ายตัวใหญ่นับไม่ถ้วนกองพะเนินรวมตัวกันอยู่ พื้นที่โดยรอบเองก็กลายเป็นทะเลทรายไปหมดไม่เหลือเค้าเดิมของโรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sให้เห็นอยู่อีกแล้ว ราวกับว่าบริเวณนี้เพิ่งเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเกี่ยวกับทะเลทรายถ้าโถมเข้ามาที่แห่งนี้ทั้งหมดในคราวเดียว แต่ก็ยังทำให้รู้ได้ว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นโรงเรียนศิลปะการต่อสู้Sก็คงเป็นอาคารเรียนที่มีตึกสูงหลายสิบชั้นที่ยังไม่ถูกทำลายไปโผล่ขึ้นมาให้เห็นอยู่ประปราย

    ไม่ใช่แค่เขตพื้นที่รอบหลุมมิติเท่านั้นที่กลายเป็นทะเลทราย แต่มันยังกระจายวงกว้างจนทำให้เมืองหลวงของประเทศTกลายสภาพเป็นทะเลทรายไปด้วยเหมือนกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้มันยากเกินกว่าที่จะคำนวณได้จริง ๆ เพราะพื้นที่เมืองหลวงของประเทศต้องกลายสภาพไปเป็นทะเลทรายไปทั้งหมดและพื้นที่โดยรอบยังกลายเป็นพื้นที่ต่อสู้กับพวกสัตว์ร้ายที่หลุดรอดออกมาจากหลุมมิติอีกด้วย อย่าว่าแต่ผู้มีพลังพิเศษที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองพิเศษเลย แม้แต่กองกำลังป้องกันตนเองที่อยู่แนวหน้าตอนนี้ต่างก็อยากถอยหนีออกมาจากพื้นที่แห่งนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

     

     

    เปรี้ยง!

    ตู้ม!

    ต้าม!

    ณ สถานที่แห่งหนึ่งภายในเขตโรงเรียน 

    เสียงการต่อสู้ดังวุ่นวายไปทั่วซึ่งมีรอยเป็นจุดศูนย์กลางของเสียงเหล่านั้น หน่วยอัสนีที่คอยคุ้มกันรอยอย่างลับ ๆมาโดยตลอด ได้ปรากฏตัวออกมาให้รอยได้เห็นจนครบทั้ง 5 คนแล้วตอนนี้

    รอยคุ้นเคยกับอินฮวาและแอนนาดีที่มักจะถูกปรมาจารย์บีโฮเรียกออกมาอยู่บ่อยครั้ง แถมทั้งคู่ยังเป็นคนที่สอนการต่อสู้เกี่ยวกับพลังพิเศษให้กับรอยและกลุ่มเพื่อนมาโดยตลอดอีกด้วย แต่อีก 3 คนนั้นรอยไม่เคยเห็นหน้าคร่าตาพวกเขามาก่อนเลย มองดูผ่าน ๆแล้วพวกเขาดูเหมือนจะเป็นคนเอเชียด้วยกันทั้งหมด และพวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีพลังพิเศษระดับสูงของสำนักอินซา ทั้ง 5 คนยังคงสวมชุดสูทสีดำเหมือนเดิมไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนก็ตาม 

    รอยเข้าใจแล้วว่าทำไมตัวเองถึงได้รู้สึกเหมือนกับเล่นบานาน่าโบ๊ทแบบนั้น เป็นเพราะตอนนี้รอยกำลังถูกแบกอยู่บนหลังของชายที่มีร่างกายสูงใหญ่คนหนึ่งของหน่วยอัสนีอยู่นั่นเอง ซึ่งตอนนี้เขากำลังวิ่งขยับตัวไปมาพร้อมกับคอยต่อสู้ป้องกันสัตว์ร้ายที่หลุดเข้ามาทำร้ายรอยไปด้วย เลยทำให้รอยมีความรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกมาจากโลกแห่งฝันร้าย

    ชายร่างสูงใหญ่ที่แบกรอยอยู่นี้มีชื่อว่าโกโจเป็นผู้มีพลังพิเศษสายป้องกันคนเดียวในหน่วยอัสนี จนถึงตอนนี้ยังไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนเล็ดลอดเข้ามาทำร้ายรอยได้เลยแม้แต่ตัวเดียว ด้วยพลังพิเศษของโกโจที่เหมือนกับสามารถดูดซับความเสียหายทั้งหมดที่เข้ามาปะทะร่างของเขาได้ รอยที่อยู่ใกล้ที่สุดยังไม่สามารถรับรู้ถึงแรงปะทะจากสัตว์ร้ายที่พุ่งเข้ามาทำร้ายโกโจได้เลยแม้แต่น้อย

     

    รอยไม่เข้าใจจริง ๆว่าทำไมตัวเขาถึงได้ตกเป็นเป้าหมายของพวกสัตว์ร้ายเหล่านี้ ทั้ง ๆที่เขาไม่ได้ไปทำอะไรกับพวกมันเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะมีหน่วยอัสนีคอยปกป้องจากรอบทิศทางแล้วก็ตาม แต่พวกมันก็ไม่มีท่าทีสนใจหน่วยอัสนีคนไหนเลยสักคนเดียว ทั้ง ๆที่พรรคพวกของมันก็ถูกฆ่าตายไปมากมายถึงขนาดนั้น เหมือนกับว่าในสายตาของพวกมันมีเพียงแต่รอยเท่านั้นที่อยู่ตรงนี้ สัตว์ร้ายบางตัวถึงแม้ว่ามันใกล้จะตายมันก็พยายามตะเกียงตะกายคลืบคลานอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อเข้ามาหารอยให้ได้

     

    นี่ยังเป็นเพียงแค่การต่อสู้ของกลุ่มคนเล็ก ๆเท่านั้นแต่ความเสียหายที่พวกเขาต้องเจอนั้นไม่ใช่น้อย ๆเลย ถ้าดูจากกองซากศพสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าตายไป เมื่อรอยมองออกไปไกลมากกว่าเดิมก็มีการต่อสู้อีกมากมายหลายกลุ่มให้รอยได้เห็น ที่ไม่ใช่แค่กลุ่มเดอะคิวบ์และกองกำลังป้องกันตนเองของประเทศTเท่านั้นที่กำลังต่อสู้อยู่ แต่มันยังมีกลุ่มสำนักมวยไทย สำนักสักยันต์อาคมและกองกำลังต่าง ๆอีกมากมายที่รอยไม่รู้จักกำลังทำการต่อสู้กับพวกสัตว์ร้ายอยู่โดยรอบบริเวณที่ดูชุลมุนวุ่นวายไปทั่วและส่วนใหญ่พวกเขาเป็นคนของประเทศTที่เข้าร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ทั้งสิ้น

     

    รอยมองดูว่าการต่อสู้ของพวกผู้ใหญ่ที่กำลังต่อสู้กับพวกสัตว์ร้ายอยู่นั้น มันเทียบไม่ได้กับระดับนักเรียนที่รอยพบเห็นจากภายในรั้วโรงเรียนหรือการแข่งขันจากระบบแคปซูลเลยแม้แต่น้อย ถ้าให้เทียบระดับการประลองของรอยกับพวกผู้ใหญ่ มันดูไม่ต่างอะไรกับเด็กที่มีพลังพิเศษทะเลาะต่อยตีกันธรรมดาทั่วไปเลย จิตสังหารที่รอยสัมผัสได้จากกลุ่มคนตรงหน้ามันเทียบกันไม่ได้จริง ๆ ถึงแม้ว่ารอยจะเคยฆ่าสัตว์ร้ายในโลกแห่งฝันร้ายไปมากมายแล้วก็ตาม แต่ก็ยังรู้สึกขนลุกกับจิตสังหารของกลุ่มคนตรงหน้านี้อยู่ดี

    อย่างการต่อสู้ที่รอยมองเห็นพวกเขาต่อสู้อยู่ใกล้ ๆนี้ว่าเป็นคนของสำนักมวยไทยและคิดเพียงแค่ว่าสำนักมวยไทยที่ฝึกสอนภายในโรงเรียนของพวกเขาเป็นเพียงแค่นักฝึกศิลปะการต่อสู้ประจำชาติธรรมดาทั่วไปก็เท่านั้น มันดูไม่มีพาวเวอร์เลยแม้แต่น้อยเมื่อต้องใช้ทักษะการต่อสู้ของพวกเขาฆ่าสัตว์ร้ายขนาดใหญ่เหล่านี้ ที่แม้แต่อาวุธปืนสมัยใหม่ยังทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย

    แต่เมื่อรอยได้มาเห็นชายวัยกลางคนที่ใช้ทักษะมวยไทยโจมตีใส่สัตว์ร้ายอยู่นั้นความคิดของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เพราะการเตะแต่ละครั้งของเขาสามารถสร้างเป็นคลื่นระเบิดลมกระแทกใส่แมงป่องที่รุมล้อมเขาอยู่หลาย 10 ตัวให้กระเด็นออกไปได้เพียงแค่การเตะกวาดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยที่ไม่ได้เข้าไปใกล้ตัวพวกมันเลยแม้แต่น้อย

    รอยมองว่าการเตะของเขาไม่ได้แฝงไปด้วยพลังพิเศษอะไรเลยมีแต่พลังกายของตัวเขาเองล้วน ๆ แต่ดูเหมือนว่าการเตะที่เขาใช้จะเป็นทักษะประจำสำนักของพวกเขา คลื่นลมระเบิดที่กระแทกใส่ตัวแมงป่องให้ลอยไปนั้นมันรุนแรงจนทำให้แมงป่องที่มีขนาดตัวใหญ่ลอยไปได้ไกลหลายสิบเมตร จนทำให้คิดไปว่ามันไม่มีน้ำหนักตัวเลยหรือยังไงกันที่ลอยออกไปแบบนั้น

    จากนั้นชายวัยกลางคนก็พุ่งตัวเข้าหาด้วยความเร็วสูงไปประชิดตัวแมงป่องที่ตกลงมานอนหงายท้องเพราะยังตั้งหลักไม่ได้ เมื่อชายวัยกลางคนเข้ามาประชิดตัวแมงป่องแล้วก็เตะอย่างแรงเข้าไปที่หน้าของแมงป่องอย่างจัง แต่แมงป่องเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยถึงมันจะหงายท้องอยู่และพลิกตัวหนีไม่ได้แต่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมันก็พยายามเอาก้ามที่แข็งขึ้นมาบังการโจมตีของชายวัยกลางคนไว้ได้ทัน

    แต่ด้วยแรงเตะที่รุนแรงของชายวัยกลางคนมันทำให้กล้ามของแมงป่องที่เอามาป้องกันไว้หักจนไม่เหลือชิ้นดี แถมแรงเตะยังทะลุไปตรงส่วนหน้าของมันจนยุบตัวลงไปเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ ไม่เพียงแค่นั้นการเตะที่แฝงไปด้วยลมระเบิดยังทำให้เปลือกที่ห่อหุ้มตัวของแมงป่องแตกร้าวออกมาเป็นเสี่ยง ๆราวกับกระจกที่เพิ่งถูกทุบด้วยของแข็ง จากนั้นร่างของแม่งป่องก็นอนแน่นิ่งไปในทันทีหลังจากที่ถูกลูกเตะดอกนี้เข้าไป

     

    การต่อสู้ของอินฮวาที่กำลัังต่อสู้อยู่นี้รอยเองก็เพิ่งเห็นสีหน้าจริงจังอย่างนี้ของเขาเป็นครั้งแรก พลังสายฟ้าที่เขามักจะถูกอินฮวาโจมตีใส่ในช่วงฝึกซ้อมนั้น ความรุนแรงและความเร็วของสายฟ้าที่ผ่าลงมานั้นมันคนละเรื่องกับที่ใช้ในการฝึกซ้อมกับเขาเลย เพียงการดีดนิ้วครั้งเดียวของอินฮวาก็สามารถสร้างฟ้าผ่าลงมาได้อย่างต่อเนื่อง การโจมตีของสายฟ้าที่ผ่าลงมาจากความว่างเปล่าผ่าลงกลางหัวของงูยักษ์อย่างแม่นยำจนหัวของมันเละกลายสภาพเป็นกองเลือดไปในทันที เหลือไว้แต่เพียงส่วนลำตัวที่ไม่ได้ถูกฟ้าผ่าไปด้วยที่ยังคงชักดิ้นชักงออยู่สักพักก่อนที่มันจะนอนแน่นิ่งไป แถมอินฮวายังใช้พลังพิเศษการควบคุมดินของเขาในการสร้างพื้นที่ให้ทุกคนในหน่วยอัสนี้ยืนได้อย่างมั่นคงบนพื้นทะเลทรายไว้อีกด้วย

     

     

    ในระหว่างที่รอยกำลังมองดูการต่อสู้อย่างสนใจอยู่นั้นภูติแห่งฝันร้ายก็พูดแทรกขึ้นมาว่า

    “ดูเหมือนผู้ทดสอบจะสงสัยซินะว่าทำไมถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นทั้ง ๆที่ตัวผู้ทดสอบเพิ่งจะออกมาจากโลกแห่งฝันร้ายเมื่อครู่นี้เอง”

    รอยตอบรับอยู่ในใจและรอฟังภูติแห่งฝันร้ายพูดต่อ

     “ผู้ทดสอบลองดูที่ข้อมูลภารกิจที่เพิ่งอัปเดตหลังจากที่ผู้ทดสอบออกมาจากโลกแห่งฝันร้ายดูซิ แล้วผู้ทดสอบจะเข้าใจเองว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

    เมื่อภูติแห่งฝันร้ายพูดจบรอยก็รีบเปิดข้อมูลของภารกิจขึ้นมาดูด้วยความสงสัยทันที ปรากฏว่ามันมีตัวเลขปรากฏขึ้นมาบอกวันเวลาที่ผ่านไปของภารกิจเป็น (3/7) และมีข้อความหมายเหตุบอกอีกว่าผู้ทดสอบไม่สามารถอยู่กับที่ได้ในระยะเวลาหนึ่ง เพราะอาจจะทำให้ผู้ทดสอบตกเป็นเป้าหมายของผู้บุกรุกจากมิติอื่นได้ ซึ่งหมายเหตุที่เขียนเอาไว้ไม่ได้บอกรายละเอียดที่แน่ชัดว่ารอยสามารถอยู่พื้นที่เดิมได้กี่นาทีถึงตกเป็นเป้าหมายของผู้บุกรุก

    “อะไรวะเนี่ย!! ตอนแรกมันไม่ได้มีหมายเหตุแบบนี้บอกเอาไว้เลยหนิ” รอยสบถอยู่ภายในใจอย่างหัวเสียเพราะเรื่องสำคัญแบบนี้ทำไมเพิ่งถึงมาบอกเอาตอนนี้ ถ้ารอยรู้ว่ามีหมายเหตุแบบนี้อยู่ในภารกิจของโลกแห่งความเป็นจริงเขาก็คงไม่เข้าไปในโลกแห่งฝันร้ายเป็นแน่ ถึงแม้ว่ามันจะสำคัญในการเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาก็ตาม แต่ในระหว่างที่เขาอยู่ในโลกแห่งฝันร้าย รอยไม่สามารถการันตีได้เลยว่าเขาจะออกมาจากโลกแห่งฝันร้ายได้ตอนไหน เพราะในภารกิจแต่ล่ะครั้งมันไม่ได้มีความแน่นอนอยู่เลย ถึงแม้ว่าภารกิจครั้งนี้มันจะเป็นการต่อสู้กับร่างเงาก็ตามแต่มันก็อาจจะมีภารกิจอะไรบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมาอีกก็ได้เมื่ออยู่ในโลกแห่งฝันร้าย

    เมื่อรอยอ่านจบเลยทำให้รอยเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงถูกสัตว์ร้ายเหล่านี้โจมตีแต่ที่ทำให้รอยแปลกใจคือเรื่องของระยะเวลามากกว่า

    “เชี่ย!! มันผ่านมา 3 วันแล้ว? ทำไมเวลามันถึงได้เดินเร็วแบบนั้นล่ะ แค่เข้าไปทำภารกิจแปบเดียวเองนะ” ในความรู้สึกของรอยนั้นเพียงแค่การประลองกับร่างเงา มันจะกินเวลาในโลกแห่งความจริงไปถึง 3 วันเลยอย่างงั้นเหรอ นี่ถ้าไม่มีหน่วยอัสนีคอยปกป้องตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมารอยคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถอยู่รอดมาถึงวันนี้ได้เป็นแน่ 

    ตอนนี้มันมีแต่คำถามมากมายเต็มหัวรอยไปหมดที่ยังคงสงสัยอยู่ แต่สถานการณ์ตอนนี้มันวุ่นวายเกินไปหมดจนยากที่จะรวบรวมความคิดต่าง ๆได้จริง ๆ

    การที่หน่วยอัสนีต้องคอยปกป้องรอยและพาหนีออกไปด้วยนั้นสร้างความเหนื่อยล้าให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะพารอยหนีไปที่ไหนพวกสัตว์ร้ายเหล่านี้ก็ยังคงตามล่ารอยไม่หยุดแถมยังพารอยหนีออกไปจากเขตโรงเรียนก็ไม่ได้อีกด้วย เลยทำให้ 3 วันที่ผ่านมานี้พวกเขาแทบจะไม่ได้หยุดพักกันเลยทีเดียวเพราะรอบ ๆบริเวณนี้แต่พวกสัตว์ร้ายเพ่นพ่านกันอยู่มากมายเต็มไปหมด ถึงแม้ตอนนั้นรอยจะยังไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายของพวกมันอยู่ก็ตาม แต่เมื่อพวกสัตว์ร้ายเห็นกลุ่มคนมันก็พุ่งเข้าหาด้วยความกระหายอยู่ดี มันเลยทำให้พวกเขาต้องวิ่งวนอยู่ภายในเขตโรงเรียนและพยายามหาที่ปลอดภัยเพื่อหยุดพักกันเป็นช่วง ๆ 

    แต่ก็เป็นอย่างที่เห็นเมื่อพวกเขาหยุดพักเมื่อไหร่มันกลับกลายเป็นว่าสัตว์ร้ายเหล่านี้กลับพุ่งเข้ามาหาพวกเขากันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า และยิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำ ๆขึ้นหลายครั้งจนอินฮวาสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรบางอย่างในตัวรอย เลยทำให้พวกเขาต้องผลัดกันพารอยเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาและยังต้องคอยป้องกันสัตว์ร้ายที่พร้อมจะเข้ามาจู่โจมพวกเขาอยู่ตลอดระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมาอีกด้วย จนทำให้พวกเขามีสภาพอ่อนล้าอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ ถ้ารอยไม่ได้เป็นลูกศิษย์สายตรงของปรมาจารย์บีโฮพวกเขาคงทิ้งรอยไปทั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแล้ว

     

    ในระหว่างที่รอยกำลังพึมพำกับตัวเองอยู่นั้น โกโจก็หยุดวิ่งและหันหน้ามาถามกับรอย

    “ตื่นแล้วเหรอ?”

     

    ด้วยน้ำเสียงที่เข้มขรึมและรูปร่างที่สูงใหญ่จนน่ากลัวของโกโจ มันเลยทำให้รอยต้องรีบตอบกลับไปทันทีอย่างไม่รู้ตัว

    “ช...ใช่ครับ”

     

    โกโจได้ปล่อยรอยลง จากนั้นรอยก็หันไปรอบ ๆแต่ดูเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างหายไป ทั้ง ๆที่หน่วยอัสนีทั้งหมดอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว แต่...

    “แต่...แล้วปรมาจารย์บีโฮล่ะ? ใช่แล้วปรมาจารย์บีโฮล่ะอยู่ที่ไหน?”

     

    โกโจได้ยินในสิ่งที่รอยพูดจึงได้หันหน้าขึ้นมองไปทางหลุมมิติที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนแรกที่เกิดหลุมมิติขึ้น  รอยเองก็เลยหันหน้ามองตามไปด้วยแต่สิ่งที่รอยเห็นมันน่าเหลือเชื่อเกินไปจริง ๆ รอยจึงได้ขยี้ตาและเพ่งมองไปอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพราะที่รอยเห็นคือมีมนุษย์งูกำลังลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าใกล้กับหลุมมิตินั่นเอง และคนที่ต่อสู้อยู่กับมนุษย์งูก็คือปรมาจารย์บีโฮกับใครอีกคนที่มีไฟลุกท่วมตัวที่รอยไม่รู้จักอยู่ด้วยอีกคน

     

    “ตัวประหลาดอะไรวะนั่น ท่อนล่างเป็นงูแต่ลำตัวส่วนบนเป็นมนุษย์ ความสูงของมนุษย์งูไม่ต้องพูดถึงแค่ลำตัวส่วนล่างของมันก็ยาวมากถึง 3 เมตรเข้าไปแล้ว หืม...” ในระหว่างที่รอยกำลังสังเกตลักษณะของมนุษย์งูอยู่นั้นก็เห็นท่าที่แปลก ๆของปรมาจารย์บีโฮที่ดูแล้วอาการไม่ค่อยดี 

    รอยมองไปที่ปรมาจารย์บีโฮด้วยความแปลกใจเพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยที่รอยเห็นปรมาจารย์บีโฮมีสีหน้าที่ดูทุกข์ทรมานแบบนั้น แถมชายที่มีไฟลุกท่วมตัวเองก็มีสีหน้าที่ดูทุกข์ทรมานไม่ต่างไปจากปรมาจารย์บีโฮเหมือนกัน เลยทำให้รอยมีคำถามแบบนี้ขึ้นมาในใจ

    “มนุษย์งูนั่นมันแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงขนาดทำให้ปรมาจารย์บีโฮมีสีหน้าที่ทุกข์ทรมานแบบนั้นได้” เพราะในความคิดของรอยนั้นระดับสุดยอดปรมาจารย์ที่มีอยู่เพียงไม่มีคนในแต่ละประเทศนั้นนับว่าเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งในระดับที่กว่าเหนือมนุษย์ทั่วไปมาก จะมาเสียท่าให้กับมนุษย์งูจากมิติอื่นง่าย ๆแบบนี้ได้ยังไงกัน 

    แต่นั่นมันก็คือความคิดในแบบของรอยเท่านั้นเพราะไม่มีใครรู้หรือหาคำตอบได้เลยว่าหลุมมิติที่ปรากฏขึ้นมาใหม่นี้ภายในมิติใบนั้นมีตัวประหลาดที่มีความแข็งแกร่งระดับไหนอาศัยอยู่

     

    รอยจึงได้หันมาถามกับชายร่างใหญ่ด้วยความร้อนรน

    “แล้วนี่พวกคุณไม่คิดจะไปช่วยปรมาจารย์บีโฮกันเลยเหรอ?”

     

    “ช่วยเหรอ? อย่าว่าแต่ให้จะช่วยเลยพวกเราแค่เข้าไปใกล้บริเวณนั้นก็ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตอยู่ได้ด้วยซ้ำ และคำสั่งที่ท่านปรมาจารย์มอบไว้ให้คือต้องปกป้องเจ้าไม่ให้เป็นอะไรไปได้เป็นอันขาด แถมพวกเราในหน่วยอัสนี้ยังไม่มีความสามารถในการบินได้เลยด้วยสักคนเดียว ถึงพวกเราจะไปช่วยมันก็ไม่มีประโยชน์หรอก มีแต่จะไปเป็นตัวถ่วงของท่านปรมาจารย์ซะเปล่า ๆ”

     

    รอยเองก็เข้าใจดีเพราะถ้าเจอกับคู่ต่อสู้ที่สามารถบินบนฟ้าได้อย่างอิสระมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต่อสู้ด้วย ถ้าศัตรูไม่ลงมาเล่นกับเราที่บนพื้นก็ยากที่จะทำอะไรได้จริง ๆ ปรมาจารย์บีโฮเองก็ไม่ใช่คนที่มีความสามารถในการบินได้แต่ก็สามารถใช้ทักษะตัวเบาในการเหยียบอากาศลอยตัวได้เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆเพื่อกระโดดขึ้นไปบนฟ้าในชั่วเวลาหนึ่งได้ก็เท่านั้น เลยทำให้ไม่เป็นปัญหามากนักที่จะต่อสู้กับศัตรูที่บินบนท้องฟ้าได้อย่างอิสระ แต่ที่เป็นปัญหามากที่สุดคือรอบตัวของมนุษย์งูมีพายุทรายหมุนวนอยู่ตลอดเวลาจนยากที่จะมองเห็นตัวของมันได้อย่างชัดเจน แถมท่ามกลางพายุทรายเหล่านั้นยังมีงูขนาดเล็กใหญ่มากมายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากพายุทรายออกมาโจมตีทั้งคู่อยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

     

    รอยเองก็มองดูปรมาจารย์บีโฮต่อสู้ได้ไม่นานทางด้านรอยเองก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น

    ก๊าสส!

    พื้นดินที่อินฮวาสร้างไว้ถูกทำลายโดยหนอนยักษ์ที่พุ่งขึ้นมาจากพื้น ฟันที่แหลมคมหลายร้อยซี่ของมันไม่มีอะไรสามารถขว้างกั้นเส้นทางของมันได้ แต่ทันทีที่หนอนยักษ์โผล่ขึ้นมาก็ถูกชินจิใช้พลังเคลื่อนย้ายพามันออกไปทันทีก่อนที่มันจะได้เข้ามาถึงตัวรอยซะอีก

    รอยสังเกตสีหน้าของแต่ละคนนั้นดูเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก รอยไม่รู้ว่า 3 วันที่ผ่านมานี้พวกเขาต้องต่อสู้แบบนี้กันมาโดยตลอดเลยรึเปล่า ยิ่งรอยอยู่ที่เดิมอย่างนี้ต่อไปมีแต่จะแย่ยิ่งขึ้นไม่เพียงแต่ต้องคอยต่อสู้อยู่ตลอดเวลาแต่ยังต้องคอยปกป้องรอยไปอีกด้วย รอยจึงรีบบอกให้ทุกคนออกจากพื้นที่ตรงนี้ให้ไกลที่สุดเพื่อที่จะไม่ให้พวกสัตว์ร้ายเหล่านี้มองเขาเป็นเป้าหมายของมันอีก

    จากนั้นรอยก็เรียกร่างเงาที่เป็นเหมือนกับตัวแทนของเขาออกมาเพื่อดูปฏิกิริยาของพวกสัตว์ร้ายที่มีต่อร่างเงาว่าเป็นอย่างไร แต่ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นพวกสัตว์ร้ายยังคงสนใจแต่เพียงตัวเขาเหมือนเดิม

     

    ย้อนกลับมาก่อนวันที่เกิดเรื่อง

    ในระหว่างที่ปรมาจารย์บีโฮกับชินจิอยู่ภายในห้องใต้ดินกับรอยที่เข้าไปอยู่ในโลกแห่งฝันร้ายเป็นที่เรียบรอยแล้ว ซึ่งเวลาแห่งความเป็นจริงนั้นได้ผ่านไปแล้วถึง 12 ชั่วโมง อยู่ ๆห้องใต้ดินก็เกิดการสั่นไหวที่รุนแรงขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย จากนั้นกำแพงหินด้านข้างก็เกิดการแตกร้าวขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมกับมีปากอ้ากว้างขนาดใหญ่ทะลุกำแพงหินออกมา ปากของมันมีฟันที่แหลมคมหลายร้อยซี่หมุนวนราวกับสว่านอยู่รอบปากอันกว้างใหญ่พร้อมที่จะกลืนกินทั้ง 3 คนไปได้พร้อม ๆกัน เศษหินเศษดินที่ขว้างทางอยู่ต่างถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี จนเมื่อลำตัวอวบอ้วนของมันโผล่ออกมาก็ทำให้รู้ว่ามันคือหนอนยักษ์นั่นเองที่พุ่งออกมาจากกำแพงหิน

     

    ชินจิพุ่งเข้าไปสัมผัสตัวกับหนอนยักษ์ทันทีและใช้พลังเคลื่อนย้ายหายตัวไปพร้อมกับมันในชั่วพริบตา ปรมาจารย์บีโฮรู้สึกสงสัยที่เห็นว่าหนอนยักษ์ตัวนี้มันพุ่งเป้ามาที่รอยโดยตรงเพราะจิตสังหารของมันบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าคือรอย แต่ยังไม่หมดแค่นั้นพื้นดินก็เกิดการสั่นสะเทือนอีกละลอก เพราะว่ามีหนอนยักษ์โผล่ออกมาพร้อมกันจากรอบทิศทางโดยที่ไม่รู้เลยว่ามันมีทั้งหมดกี่ตัว ปรมาจารย์บีโฮไม่รอช้าเดินเข้ามาใกล้รอยมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนมองเห็นปรมาจารย์บีโฮหลายคนพุ่งเข้าไปชกหนอนยักษ์ทุกตัวในเวลาเดียวกันก่อนที่หนอนยักษ์จะออกมาจากกำแพงได้ก่อนซะอีก แต่ด้วยปากที่ใหญ่โตและน่าขยะแขยงของมันปรมาจารย์บีโฮทำเพียงแค่ชกลมออกไปด้วยท่วงท่าที่สบาย ๆโดยที่ไม่ได้สัมผัสถึงตัวของพวกหนอนยักษ์เลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ทำให้พวกมันกระเด็นกลับเข้าไปที่รูกำแพงที่พวกมันขุดออกมา พร้อมกับส่วนหัวที่เละแหลกเหลวราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบใส่อย่างแรงจนบริเวณส่วนหัวของพวกมันยับยู่ยี่และตายไปทั้งอย่างนั้น แต่มันยังไม่หมดแค่นั้นพื้นดินยังคงสั่นไหวไม่หยุดอย่างต่อเนื่องเหมือนกับว่าจะมีสัตว์ร้ายอีกมากมายกำลังมุดดินลงมา

     

    ชินจิที่เคลื่อนย้ายตัวเองกลับมาแล้วก็รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์นี้ไม่ใช่น้อย

    ปรมาจารย์บีโฮเห็นว่าชินจิกลับมาแล้วก๋็รีบพูดขึ้นมาทันที

    “รีบพาเจ้าหนูนี่ออกไปจากห้องใต้ดินนี้เถอะดูท่าว่าพวกสัตว์ร้ายเหล่านี้จะเล็งเป้ามาที่เจ้าหนูนี่โดยตรง”

     

    ชินจิตอบรับอย่างเข้าใจและรีบพารอยเคลื่อนย้ายออกจากห้องใต้ดินไปทันที แต่พอมาถึงข้างบนแล้วกลับกลายเป็นว่ามีสัตว์ร้ายมากมายที่ไม่สามารถมุดดินเข้าไปที่ห้องใต้ดินได้รวมตัวกันอยู่มากมายเต็มไปหมดตรงพื้นที่โรงฝึก ที่ตอนนี้ได้กลายสภาพไปเป็นเศษซากปรักหักพังจนไม่สามารถรู้ได้เลยว่าที่แห่งนี้เคยเป็นโรงฝึกของสำนักอินซามาก่อน เมื่อชินจิเห็นแบบนั้นแล้วเลยต้องรีบเคลื่อนย้ายรอยออกไปที่อื่นต่อทันที 

    รอยกับชินจิมาปรากฏตัวตรงส่วนสนามต่อสู้ที่ยังคงมีบาเรียป้องกันไว้อยู่ ชินจิวางรอยที่ยังคงไม่ได้สติไว้ตรงจุดที่นั่งคนดูจากนั้นก็กระโดดเคลื่อนย้ายตัวเองไปปรากฏตัวอยู่บนบาเรียเพื่อมองดูว่ารอบ ๆว่ายังมีสัตว์ร้ายตามเข้ามาอีกรึเปล่า แต่ปรากฏว่าไม่มีสัตว์ร้ายตัวไหนเข้ามาใกล้บริเวณรอบ ๆสนามต่อสู้แห่งนี้เลย ราวกับว่าพวกมันรู้ดีว่าภายในสนามต่อสู้แห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ภายในให้พวกมันสนใจ ไม่เหมือนกับสนามต่อสู้ที่อยู่รอบข้างที่ถูกทำลายไปเพราะมีหน่วยป้องกันตนเองใช้มันเป็นฐานที่มั่นชั่วคราว เพราะเห็นว่ามีบาเรียคอยป้องกันสนามต่อสู้ไว้อยู่ แต่ตัวบาเรียเองก็มีขีดจำกัดพลังของมัน เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาจากพลังพิเศษของผู้อำนวยการเดเนียลที่หลงเหลือเอาไว้ ในเมื่อผู้อำนวยการเดเนียลได้ตายไปแล้วก็เลยไม่มีใครมาเติมพลังบาเรียให้กับสนามต่อสู้นี้อีกเลยหลังจากวันนั้น มันจึงไม่สามารถทนรับกับพลังโจมตีของพวกสัตว์ร้ายที่พยายามฝ่าเข้ามาภายในสนามต่อสู้ได้อย่างที่พวกกองกำลังป้องกันตนเองคาดหวังไว้จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ถูกทำลายล้างไปอย่างที่ชินจิเห็น

    คล้ายกับเรื่องเส้นทางสู่เทพ ที่คุณอ่าน