“จุดพักพลังมีทั้งหมด 108 จุด จำเป็นต้องเคลื่อนพลังไปให้ครบหากไม่อยากให้มีปัญหาตามมาภายหลัง”
แอนเดอร์สันทวนคำพวกของอาจารย์วิเอร่าพลางมองไปยังนักเรียนปี 2 หลายคนกำลังร้องตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดจากการส่งพลังไปยังจุดต่างๆแล้วเกิดผิดพลาด อย่างไรก็ตามในกลุ่มนักเรียนกลับมีนักเรียนที่มาจากตระกูลใหญ่ไม่ได้ร้องเจ็บปวดทรมาน สาเหตุก็เพราะว่าพวกเขาไม่ได้ฝึกตามที่อาจารย์วิเอร่าพูดเอาไว้ ดูท่าศาสตร์ของนักรบที่ใช้เป็นพื้นฐานในการเคลื่อนไหวแต่ละตระกูลใหญ่จะมีเอาไว้ในการครอบครอง
“ที่ผ่านมาพวกเขาใช้ศาสตร์นักรบแล้วอย่างนั้นเหรอ”
แอนเดอร์สันถอนหายใจหลังจากคิดกลับไปถึงตอนที่เขาถูกล่า แม้เขาจะไม่รู้เลยว่าศาสตร์นักรบเป็นอย่างไรในตอนนั้น เขากลับสามารถรอดชีวิตจากการไล่ล่าของนักฆ่าได้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้รวดเร็วคงจะเป็นธาตุลมและฉายาผู้เชี่ยวชาญในการหลบหนี ที่ทำให้ความเร็วของเขามากกว่าเดิมจนไม่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายใช้ศาสตร์ของนักรบไล่ตาม
วูบ!
มานามหาศาลถูกดึงออกจากแกนพลังเวทย์ส่งไปยังจุดที่ 1 บริเวณใจกลางหน้าอกเพื่อจะนำไปสู่จุดต่างๆที่อยู่เหนือหน้าอกขึ้นไป การเคลื่อนไหวด้วยสเต็ปดวงดาวตามที่อาจารย์วิเอร่าอธิบายให้เข้าใจ แอนเดอร์สันจำเป็นต้องโคจรมานาไปทั่วร่างให้ได้ก่อน ปกติเหล่านักเวทย์จะทำเพียงแค่ดึงมานาออกมาจากแกนพลังเวทย์และส่งไปยังแขนเพื่อร่ายเวทย์ผ่านนิ้วมือหรือผ่านอุปกรณ์เพื่อทำให้เวทย์กระจายไปเสริมส่วนต่างๆให้แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้สิ่งที่นักเรียนทำกลับแปลกไปจากเดิมเพราะสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือการนำมานาโคจรไปยังส่วนขาที่แทบไม่ได้ใช้มานาเลยสักนิดเดียว
แอนเดอร์สันจึงพยายามทำความเข้าใจกับการโคจรพลังมานาไปยังส่วนอื่นที่ไม่ใช่แขน การฝึกนี้นับว่าเป็นพลังใหม่ที่น่าใช้งาน ตลอดเวลาเขานึกว่านักเวทย์ใช้เพียงเวทย์และความเร็วเท่านั้น ไม่นึกว่าจะมีศาสตร์แห่งนักเวทย์ถูกใช้งานผสมผสานอยู่ด้วยเพื่อให้การเคลื่อนไหวของพวกเขารวดเร็วและมีความยืดหยุ่นที่สูงขึ้นไปอีก
“หืม ได้ในครั้งที่ 3 เท่านั้นเหรอ”
แอนเดอร์สันทำหน้าสงสัยพลางมองไปยังอาจารย์วิเอร่า เขาอยากจะสอบถามเกี่ยวกับการโคจรว่าส่วนมากนักเรียนต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหนเพื่อจะทำให้มานาไหลเวียนไปทั่วร่างครบ 108 จุด สำหรับเขาในตอนนี้เพียงแค่ทดลอง 3 ครั้งเท่านั้นก็สามารถโคจรมานาไปตามจุดทั้ง 108 ได้แล้ว อีก 1 ชั่วโมงเขาไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิควบคุมก็ได้ หากฝึกจนครบชั่วโมงเขาคิดว่าร่างกายคงจะตอบสนองไปเองโดยไม่จำเป็นต้องโคจรด้วยความคิด
“อาจารย์ครับ ต้องใช้เวลามากแค่ไหนเหรอครับในการโคจรมานา”
ครั้งแรกมีการผิดพลาดในการโคจรบ้าง อย่างไรก็ตามด้วยการมีฉายาการช่วยเหลือจากสายลมทำให้ร่างกายของแอนเดอร์สันมีการฟื้นฟูเมื่อลมกระทบร่างทำให้อาการบาดเจ็บหายไป เขาจึงทดลองโคจรในครั้งที่ 2 ปรากฎว่าเขาสามารถโคจรได้ดีกว่าครั้งแรกโดยไม่มีข้อผิดพลาด แต่เมื่อครั้งที่ 3 เริ่มขึ้นเขากลับพบว่าตัวเองโคจรได้ดีจนไม่มีข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้นเลยและสามารถเร่งการโคจรให้เร็วขึ้นได้อีก
“หืม มีปัญหาอะไร ปกติน่าจะต้องใช้เวลาสัก 1 อาทิตย์เพื่อให้คุ้นชินและต้องใช้เวลาสัก 1 เดือนเพื่อให้ใช้งานได้คล่อง”
“อ๋อเปล่าครับ อาจารย์ครับ แล้วทำไมถึงไม่มีคนฝึกศาสตร์นักรบอย่างนั้นเหรอครับ จากที่ผมสังเกตได้ การโคจรพลังสามารถนำมานาออกมานอกร่างกายได้และสามารถคลุมไปที่อาวุธได้”
“อย่างที่รู้ มันเป็นศาสตร์ที่ต้องฝึกมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งลำบากมากเพราะต้องทนกับความเจ็บปวดจนกว่าอายุจะถึง 10 ปีเพื่อให้กล้ามเนื้อทนรับมานาไหว”
“แล้วถ้าฝึกช้ากว่านั้นจะเกิดอะไรขึ้นครับ กล้ามเนื้อจะพัฒนาขึ้นไหมหากว่าฝึกแล้วก็ใช้เวทย์รักษาเรื่อยๆ”
“มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่ทำ ถ้านายอยากลองฉันก็ไม่ว่านะ”
“อาจารย์ครับ แล้วถ้าหากว่านำมันออกมาสร้างเป็นม่านพลังและนำมาครอบอาวุธล่ะครับ”
“แบบนี้เหรอ”
แอนเดอร์สันทำหน้าดีใจเมื่อรู้ว่าอาจารย์สร้างม่านพลังบางๆครอบร่างกายได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังนำมานาครอบไปตามอาวุธได้อีก
“ใช่ครับ แบบนี้เลย”
“ตัดใจซะเถอะแอนเดอร์สัน อย่างที่บอกไปเราเป็นนักเวทย์ไม่ใช่นักรบ ต่อให้นักเวทย์จะคลุมร่างกายเอาไว้ด้วยมานาได้ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือความแข็งแรง”
แอนเดอร์สันลองนำนิ้วขึ้นมาจิ้มม่านพลังมานารอบๆร่างของอาจารย์วิเอร่า ปรากฎว่ามันปริแตกในทันที
“ศาสตร์นักรบมีวิธีฝึกของมัน ไม่ใช่คิดแล้วจะทำได้ ฉันสามารถควบคุมมานาให้มาคลุมร่างได้ แต่ฉันไม่รู้วิธีทำให้มันแข็งตัวให้แข็งแรง การคลุมอาวุธก็เช่นเดียวกัน แม้ฉันจะคลุมอาวุธได้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงก้อนมานาคลุมอาวุธเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มความสามารถใดๆเลย”
“มีคนทำได้ไหมครับ คนที่ไม่ใช่นักรบแต่สร้างม่านพลังป้องกันรวมไปถึงคลุมอาวุธด้วยมานาให้มันแข็งแกร่งขึ้น”
“มี แต่เขาไม่บอกหรอกว่าทำได้อย่างไร ฉันพอได้ยินทริคมาเล็กๆน้อยๆนะ เห็นเขาลือกันว่ามานาจะแข็งกลายเป็นเกราะได้จำเป็นต้องทำลายมันเรื่อยๆจนรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้มานาแข็ง ส่วนการคลุมอาวุธก็ให้คิดรูปแบบเปลี่ยนมานาให้กลายเป็นสิ่งที่อยากให้มันแสดงผล เช่น อยากให้มานากลายเป็นไฟ”
แอนเดอร์สันคิดว่ามันยุ่งยาก เนื่องจากศาสตร์แห่งนักรบส่วนมากมักใช้จินตนาการและการฝึกซ้ำๆเพื่อให้เกิดรูปแบบเวทย์ขึ้นมาโดยไม่ใช้ผ่านวงเวทย์ การที่วิธีฝึกหายไปแล้วจึงทำให้ไม่สามารถเลียนแบบศาสตร์นักรบได้ อย่างไรก็ตามแอนเดอร์สันกลับสนใจวิธีการส่งมานาไปยังกล้ามเนื้อ เนื่องจากมันจะทำให้ร่างกายของเขาทนทานมากยิ่งขึ้น
ฉึก!
เข่าซ้ายทรุดลงไปนั่งบนพื้นดินพร้อมกับอาการเจ็บปวดวิ่งตั้งแต่ปลายเท้าจนถึงเอว เมื่อรู้ว่าการที่มานาไหลทะลักออกจากท่อพลังงานไปยังกล้ามเนื้อทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ แอนเดอร์สันจึงใช้เวทย์รักษาเพราะฉายาการช่วยเหลือจากสายลมต้องใช้เวลาในการรักษาตัว
“ฉันบอกแล้วว่ามันทำไม่ได้ นายต้องฝึกตั้งแต่ 3 ขวบและต้องกินยาควบคู่เพื่อไม่ให้มันเจ็บปวด”
แอนเดอร์สันฉีกยิ้มส่งไปให้อาจารย์วิเอร่า ตอนนี้เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะร่างกายของเขามันกลายเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว เขาต้องขอบคุณฉายาผู้มีร่างกายเป็นเลิศที่ได้ซื้อเอาไว้ มันทำให้เขามีร่างกายเป็นเลิศอย่างชื่อฉายา เขาสามารถฝึกทุกอย่างให้เชี่ยวชาญได้ในระยะเวลาอันสั้น จากการทดลองโคจรพลังและใช้ได้ในครั้งที่ 3 และมีโอกาศโคจรได้โดยไม่ต้องใช้สมาธิได้ใน 1 ชั่วโมงนั้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขารู้แล้วว่าตัวเองมีร่างกายที่สุดยอดมากแค่ไหน
หลังจากที่แอนเดอร์สันเจ็บปวดจากการทดลองส่งมานาไปยังกล้ามเนื้อได้ในครั้งแรก เขาจึงโคจรมานาต่อไปให้ชินก่อน หากเขามีความสามารถในการจัดการกับมานาที่ดีกว่านี้ คงไม่ใช่เรื่องยากหากว่าเกิดอาการบาดเจ็บ
วิ๊ง!
“เดี๋ยวนะ เขาฝึกมาก่อนแล้วอย่างนั้นเหรอ ไม่ ไม่น่าใช่ หากฝึกมาก่อนแล้วไม่น่าจะถามเรา”
วิเอร่ามองดูแอนเดอร์สัน แม้เธอจะไม่รู้ว่านักเรียนโคจรพลังได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหนบ้าง แต่จากอาการเจ็บปวดบนใบหน้าของนักเรียนทำให้เธอรู้ว่าทุกคนพยายามโคจรตามที่เธอบอก ยังไม่มีใครที่โคจรมานาได้ ยกเว้นเด็กตระกูลใหญ่ที่เดินไปนั่งข้างสนามเพื่อรอให้คาบเรียนจบลง พวกเขาเหล่านั้นเชี่ยวชาญการโคจรมานาแล้วและยังมีทักษะเท้าของนักรบประจำตระกูล จึงไม่จำเป็นต้องเรียนเพิ่มเติม
แต่แอนเดอร์สันกลับทำในสิ่งที่น่าสนใจกว่านักเรียนธรรมดาและนักเรียนจากตระกูลใหญ่ เขาได้ทดลองโคจรมานาไปเรื่อยๆในคาบเรียน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังนำมันออกมาจากร่างกายสร้างม่านพลังมานาและเคลือบอาวุธเอาไว้จนมองเห็นแสงสีฟ้าปรากฎครั้งแล้วครั้งเล่าจากการฝึกโคจรมานาของแอนเดอร์สัน
“หืม”
คิ้วของอาจารย์วิเอร่าย่นเข้าหากันหลังจากเห็นแอนเดอร์สันมีความสามารถในการควบคุมมานาได้อย่างใจนึกทั้งที่ฝึกมาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ม่านพลังมานาและการเสริมมานาลงไปยังอาวุธของเขาก็ดูลื่นไหลไม่ติดขัน แทบไม่ต่างจากเธอในตอนโคจรมานาเลยสักนิดเดียว
เพล้ง!
“เปราะจริงสินะ ส่วนการเสริมลงไปในอาวุธก็เปล่าประโยชน์”
แอนเดอร์สันถอนหายใจ เมื่อรู้ว่าการใช้มานาคลุมอาวุธมันเปล่าประโยชน์เป็นอย่างมาก เขาไม่สามารถทำให้มันแสดงผลออกมาเป็นอะไรได้เลย ลองคิดให้มานาร้อนเพื่อจะทำให้มันเผาไหม้ก็ทำไม่ได้ ลองเคลื่อนไหวให้มันคมอย่างกับใบมีดทำไม่ได้เช่นกัน ส่วนม่านพลังรอบตัวที่เขาสร้างขึ้นมานั้น มันเปราะอย่างกับแป้งขนมปัง ต่อให้อาจารย์จะบอกทริคว่าจำเป็นต้องรู้วิธีการทำให้มันแข็งผ่านการทุบซ้ำๆ แอนเดอร์สันกลับไม่เข้าใจอะไรเลยเขาจึงหยุดที่จะใช้มานาคลุมร่างและอาวุธเปลี่ยนไปทดลองใช้งานมันกับสเต็ปดวงดาวแทน ตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะเคลื่อนไหวอย่างกับเล่นสเก็ตน้ำแข็ง
“อาจารย์ครับ มานามายังจุดที่อยู่ส่วนขาแล้วผมต้องทำอย่างไรต่อครับ”
“ลองก้าวขาดูแล้วจะเข้าใจ พยายามวิ่งให้ได้เพื่อเป็นขั้นแรกจากนั้นค่อยพยายามเรียนรู้วิธีการเคลื่อนไหวตามสเต็ปดวงดาว”
แอนเดอร์สันก้าวเท้าไปข้างหน้าหลังจากนำมานามาโคจรบริเวณขาทั้งสองข้าง ทันใดนั้นเขาก็พุ่งออกไปด้านหน้าด้วยความเร็วไวเพียงแค่ก้าวเล็กๆเท่านั้นระยะทางที่พุ่งออกไปได้กลับไกลมากกว่าวิ่งปกติ แอนเดอร์สันจึงลองวิ่งรอบๆสนามในทันที เพื่อปรับร่างกายตัวเองให้ชินกับความเร็ว
“อาจารย์ แล้วยังไงต่อครับ”
“ต่อไปอยู่ที่เธอแล้วว่าจะปรับการก้าวขาและเคลื่อนไหวยังไง จำภาพที่ฉันเคลื่อนไหวได้ไหม การวิ่งไม่จำเป็นต้องวิ่งด้วยท่าทางใช้กำลังทั้งหมด เพียงแค่ก้าวเล็กน้อยแล้วให้มานาเป็นตัวผลักดันแทน”
แอนเดอร์สันลองลดก้าวของตัวเองลงแล้วเพิ่มมานาเข้าไปแทนปรากฎว่าระยะทางในการก้าวของเขาไปได้ไกลเท่าเดิม เขาจึงพยายามเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีกจนกระทั่งทุกคนเห็นแอนเดอร์สันเดินช้าๆแต่ความเร็วของเขากลับเท่าคนที่ใช้เวทย์เสริมความเร็วพุ่งสุดตัว
“อย่างนั้นแหละ พยายามควบคุมทิศทางให้ได้ ต่อไปก็ลองเลี้ยว เริ่มจากเลี้ยวโค้งให้ได้ก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนไปเป็นเลี้ยวหักมุม”
แอนเดอร์สันลองทำตามที่อาจารย์อธิบาย ภายใต้การทำงานของฉายาผู้มีร่างกายเป็นเลิศทำให้เขาใช้เวลาฝึกแต่ละอย่างด้วยการวิ่งรอบสนามเพียง 3 รอบเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในการวิ่งของแอนเดอร์สันอาจารย์วิเอร่ากลับเห็นบางอย่างที่ต่างออกไปจากการวิ่งของนักเรียนคนอื่นๆที่พยายามหัดวิ่งเช่นเดียวกัน การวิ่งของแอนเดอร์สันนั้นไร้เสียง ต่อให้เขาจะพุ่งด้วยความเร็วก็ตาม ทุกอย่างกลับไม่ได้ส่งเสียงออกมาสักเล็กน้อย ผ้าคลุมหลังหรือการวางเท้า ทุกอย่างกับเงียบอย่างกับนักฆ่า