วันที่ 26 ธันวาคม เหนือชั้นบรรยากาศใกล้วงโคจรดวงจันทร์
‘เดอะฮีริส’ ที่แห่งนี้อยู่ภายใต้เซ็กเตอร์ยี่สิบเก้า มีเขตปกครองในอาณัติ 5 เขตแบ่งออกเป็เมือง 3 เขต ป่าไม้ 1 เขต และเกาะ 1 เขต
...เกาะที่เป็ที่ตั้งของ ‘สวนปฏิทิน [Calenderof Garden] ’...แอเรียเขตที่ห้า
บนเกาะอันห่างไกลจากตัวเมืองไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้รวมถึงการทดลองลับมากมายที่เกิดขึ้น ที่นี่ถูกปิดตายลงไม่เหมาะสำหรับเป็ที่อยู่อาศัย...
โดยจะเรียงพื้นที่เป็วงกลมจากมากไปหาน้อยภายในการออกแบบของที่นี่จะประกอบด้วย สร้างแผ่นดินสี่ส่วน เกาะหนึ่งส่วนน้ำทะเลสี่ส่วน และเขตป่าไม้อีกหนึ่งส่วน จำลองการสร้างทะเลเทียมบนชั้นบรรยากาศ
...ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตล่วงรู้ถึงมหันตภัยที่กำลังจะเกิดขึ้นนับต่อจากนี้
ณ เดอะฮีริสดินแดนที่ไร้ชีวิตของมนุษย์
...จะมีก็เหลือแต่เหล่าริพพ์ุ์ที่อยู่ดำรงชีพด้วยกินมนุษย์และสัตว์อื่นเป็อาหาร
พื้นที่เป็เกาะแอเรียเขตที่ห้าซึ่งในปัจจุบันมีแต่ซากปูนหญ้ามอส สนิมเหลืองตามอาคารศูนย์วิจัยร้างไร้ผู้คน
มีอาคารศูนย์วิจัยแห่งหนึ่งที่รูปร่างยังคงสภาพดีและถูกปล่อยร้างทึ้งรูปร่างถูกออกแบบตามหลักการทฤษฎีปฏิทินจูเลียน[4] เป็เกาะที่เรียกว่า
ซึ่งอาคารวิจัยนั้นตั้งอยู่ใจกลางเกาะล้อมรอบด้วยทะเลเทียม 4 ทิศ
11:05 pm
ชั้น 2th หลังเครื่องเร่งอนุภาคแทคีออน `พาราแลคเซอร์ เกิดการะเิขึ้นทั่วพื้นที่โดยส่งแรงสั่นะเืลามไปรอบเกาะ
ผลจากความรุนแรงได้ส่งคลื่นกระแทกกระจายไปทั่ว...
จากศูนย์กลางการะเินั้นเต็มไปด้วยซากปรักหักพังรอยแตกเศษอิฐคอนกรีตทุกสิ่งถูกทำให้ประสบความพินาศย่อยยับ
ตัวโครงสร้างตึกภายนอกเก่าเปื่อย วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เกิดชำรุดและรอยร้าว
ภายในข้าวของกระจัดกระจายระเนระนาด ในสถานที่แห่งนี้ได้ตลบกลิ่นอวนความตายที่ยังชำระล้างไม่หมด
...และ ณใจกลางสวนหย่อมลักษณะเป็วงกลม มีเตียงพยาบาลตั้งอยู่ 3 เตียงและปรากฏเงาร่างจำนวนสามร่างของแต่ละเตียง
โดยมีเงาสีแดงกำลังนอนอิงเลียนแบบปางปรินิพพานและเงาสีเหลืองและเงาสีเขียวกำลังหยิบของในถุงซองขนมมานั่งแทะเป็ของว่าง
"นี่นายน่ะ..เมื่อไหร่จะหยุดกิน..."
เงาร่างสีดำปรากฏกายสลัวโดยมีแสงบังร่างจนพร่ามัวฉายดวงตาสั่นไหวแพร่จิตสังหารนัยต์ตาคมดั่งมีดจ้องมองเด็กชายอ้วนผมเขียวที่กำลังกินอาหารที่มาจากชิ้นส่วนมนุษย์จนเขาต้องอ้าปากค้างไม่กล้ากินชิมคำต่อไป
"หยวนหน่อยเถอะๆน่า...! แอรีส ฮาร์เวทส์พึ่งจะถือกำเนิดมาได้ไม่นานเป็ธรรมดาที่เขายังทำตัวเป็เด็กชวนปวดหัวอยู่บ้าง"
"หิ"เงาร่างดำพ่นลมออกจมูกเก็บสีหน้าลงแล้วหันมาคุยต่อกับสาวแว่น"ชื่อนามไม่จำเป็.."ผมทองอร่ามที่รอบข้างกายเธอบนเตียงเต็มไปด้วยหนังสือแสดงให้ถึงว่าเธอเป็คนใฝ่เรียนรู้
"เธอนี่ทำตัวหยาบคายจังเลยน้าไหนๆ พวกเราก็วงศ์วานเดียวกันทั้งที มาผูกมิตรกันเถอะ...อย่างน้อยการใช้ชื่อเรียกก็ดูเป็กิจลักษณะกว่าสรรพนามแทนตัวเ้า ออ ข้าหน่อยเถอะน้า..." เธอยังคงส่งเสริมถึงว่าชื่อจะไม่มีความหมายกับพวกเขาก็ตาม
"พวกเราเป็พวกมีอารยะแล้วถึงจะพึ่งมีก็ต้องสำเหนียกว่า นามขานรับ เป็สิ่งจำเป็ในการสร้าง..." 'แค่ก แค่ก' เด็กชายอ้วนผมเขียวยังแทะต่อไป ก่อนที่เธอจะเอ่ยคำว่า ครอบครัว
"...." เงาร่างสีดำขยับมือวูบขึ้น รอบตัวเด็กชายอ้วนปรากฏหนามสีแดงสดจากรอบทิศทาง ผุดขึ้นมาจากอากาศอันว่างเปล่าแล้วทิ่มใส่ชายอ้วนที่ยังคงแทะอาหารกินต่อไป
ตัวหนามเสียบเข้ากับใบหน้าของฮาร์เวทส์พร้อมกับเฉือนมือที่กำลังหยิบติ่งหูอาหารโปรดของเขา "อ๊าาาา หนะ...หน็อยแน่!!"
ฮาร์เวทส์คำรามเสียงเย็นก่อจะที่เก็บอาการนั้นกลืนลงท้องเป็อย่างรวดเร็วเพราะเขาเผชิญหน้ากับจิตฆ่าฟันขุมหนึ่งที่เหมือนกับว่าจะกำลังโดนูเาหล่นทับเขาถึงกับเก็บท่าทีโกรธพร้อมเบือนหน้าหนี " ระ...เรา...ล้อเล่นน่ะ'
โคร้กกกกเสียงท้องร้องดังจากฮาร์เวทส์ "ฮึกๆๆ" น้ำตาของเขาปริ้มเล็กน้อยแอรีสส่งสายตาเอือมเวทนามัน ไม่คิดไม่ฝันว่าฮาร์เวทส์จะเป็พวกในวงศฺวานเดียวกัน"น่าสมเพช!"
"ฮาร์เวทส์!...ฮาร์เวทส์เองก็หยุดร้องได้แล้วน้า การกินอย่างมูมมามแบบนั้น จริงสิมันดููไม่จนทาแมนเลย" เธอพลิกหนังสือที่วางกองอยู่บนเตียงหาคำว่าสุภาพบรุษ" อ้า 'เจนเทิลแมน' ละ"
แต่กๆๆ เสียงกำค้ำเท้าเข้ามาหาอย่างเชื่องช้าผู้ชายผมสีม่วงสวมแว่นหนา ใส่สูทดำกำลังจ้ำเท้าก้าวมาในที่ที่พวกเขาทั้งสามนั่งประชุมอยู่โดยมองไปรอบๆ ผ่านตัวแอรีชเขาแสดงสีหน้าเคารพ...
"ทำไมถึงใช้เตียง ?" หนุ่มแว่นผมสีม่วงเอียงด้วยความสงสัยแล้วเหลือบไปเห็นฮาร์เวทส์ เขาจ้องมองมันเขม็ง! ..
" อ้าว...ทีชนี่นามาสิๆ" ผู้หญิงผมทองอร่ามเรียกเขา ชายที่ดูมีภูมิฐานใส่สูทดูเอาการเอางานจากนั้นเธอกวักมือทำท่าดึง เตียงพยาบาลที่ห่างกันออกไปไกลก็เคลื่อนที่มาใกล้พวกเขา "เชิญนั่งค่า!"
เขายังคงส่งสายตาหวาดหวั่น"ไม่ต้องห่วง มีแอรีชอยู่ ฮาร์เวทส์ก็เป็ได้แค่เด็กเอาแต่ใจคนหนึ่งเท่านั้น" ทีชรั้งสายตากลับ...ก่อนจะมองเตียงพยาบาล ในใจกูร้องลั่น...ทำไมถึงใช้เตียงพยาบาลเป็ที่นั่ง
" เธอยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลย..."เขากวาดมือชี้ไปที่เตียงที่กลายมาเป็ที่นั่ง...
" นั่นเพราะพวกเรา คือผู้ป่วย..." แอรีสกล่าวเสียงเย็น .."ถูกต้องแล้วค่า!! " ผู้หญิงผมทองอร่ามเสรืม
"...." เขาไม่พูดอะไรเพิ่ม เพียงดันแว่นขึ้นแล้วนั่งลงบนเตียงที่ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบๆ
"เอาละในเมื่อมากันพร้อมหน้าแล้ว ก็จะขอเริ่มทำการอธิปรายความอยู่รอดของวงศ์วานครั้งที่หนึ่งเริ่มขึ้นณ บัดนี้!!! ฉัน...ริโอนาโด พุชซี่ ขอเสนอตัวเป็ท่านประทัดเอง"
"ตามใจ"แอรีสเอ่ยโดยที่ยังจ้องมองไปข้างหน้าไม่เหลือบมองเธอและสนใจตำแหน่งท่านประทัดอะไรของพุชซี่ด้วยซ้ำ
" เอ่อ...เรา ...ในฐานะที่เราพึ่งเกิด เราก็อยากเป็ท่านประทัดด้วย"ฮาร์เวสท์เสนอตัวเอง
"พุชซี่ เธอใช้คำพูดผิดแล้ว 'ท่านประธาน' ต่างหาก " ทีชดันแว่นขึ้นเล็กน้อย " ใช่ๆ นั้นแหละๆ ฮ่าๆๆเอาเป็ว่าขอฟังข้อคิดเห็นกันหน่อยนะ" พุชซี่กล่าวเป็นัยยะ
"...พวกเกิดใหม่ในถิ่นของผมมีเพิ่มขึ้น... เจ็ดพันสามกว่า มีสติขึ้นมาสามตน นอกนั้น...ไร้สัมปชัญญะ"
"ของถิ่นเรามะ..ไม่มี ตายห่าหมดแล้ว...ฮ่า..."ฮาร์เวสท์กล่าวด้วยสีหน้าปกคลุมไปด้วยเหงื่อ ถ้าเขาบอกว่ากินไปหมดแล้วคงต้องโดนแอรีสทำโทษเป็แน่โทษว่าพวกมันมาหาเื่แล้วฆ่าพวกมันให้ตายไปซะยังดีกว่าให้รู้ว่ากินพวกมันทั้งหมดเข้าไปแล้ว
"...." ทีชสะอึ้กนำลายลงลูกคอ ความกดดันถาโถมเขายอมว่าตัวเขานั้นด้อยกว่าบุคคลทั้งสาม ณ ที่แห่งนี้ แต่ฮาร์เวสท์นั้นเป็ตัวตนที่ไม่แน่นอนสำหรับเขา และพูดไม่รู้เื่...
"ว้าว!ถือเป็เื่น่ายินดี ถ้ารวมพวกเรา ทั้งหมดเข้าไปก็มี 8 ตน" ริโอนาโด ทำหูทวนลมจากคำตอบจากฮาร์เวสท์และทำทีท่าตื่นเต้นแสดงออกชัดทางสีหน้า..
ทีชเอ่ยต่อ "แต่สามตนนั้นยังประชันฝีมือฆ่ากันเองไม่หยุดมาเดือนหนึ่ง"
"ว้าแย่จัง อีแบบนี้ ถื่นที่อยู่ของพวกเราต้องเละเทะขึ้นอีกแน่"สีหน้าเธอกลายมืดครึ้มมาทันที "ถ้าแบบนี้คงต้อง 'โป้ะ!' หิหิหิ " ริโอนาโดดีดนิ้ว "พะ...พวกเขาหยุดต่อสู้กันแล้ว"ทีชััได้ถึงการหยุดการปะทะระหว่างกันของเหล่าวงศ์วานของตัวเองที่อาณาเขตของเขา
" ฮาร์เวทส์เธอพอที่จะไปเจรจาให้ทีได้ไหม..." ริโอนาโดกล่าว
"ห้ะ!พุชซี่ นี่เธอจะบ้ารึไง!! อยากส่งเ้าพวกนั้นไปตายรึไง" ทีชสบถ "ไม่ต้องห่วงไปฮาร์เวทส์น่ะ ตอนนี้ยังอิ่มอยู่พวกเขาไม่เป็ไรหรอก"
"ถึงยังงั้นมันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา.." ทีชกังวล"ถ้างั้น ให้แอรีสไปคุยให้ไหม?" เธอแย้ง"นั้นก็ไม่ได้ ไม่เหมาะสม!" เขารบปัดความเห็นนี้ทึ้งโดยดุษฎี
"ทำไมเธอไม่ไปเองล่ะ..." แอรีชถาม
"แหมๆก็ฉันเป็สาวน้อยบอบบาง ตัวก็แค่นี้ื ถ้าเกิดโดนพวกนั้นรุมรังแกเข้า"เธอกล่าวเสียงเย็น "พวกมันต้องกลายเป็เศษเนื้อบด..."
"....."
แอรีชกับริโอนาโด พุชซี่จ้องมองกันไปมา " งั้น.. ช่างมัน ปล่อยพวกมันไว้อย่างงั้นแหละ!!"แอรีชไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกเธอพลางจับจี้ห้อยคออย่างช้าแล้วหลับตาลง...
"งั้น...เข้าเื่เลยดีกว่า.."พุชซี่เลียริมฝีปากแล้วกวาดมือออกไปข้างหน้า... ณที่ตรงนั้นปรากฏภายฉายบุคคลหนึ่ง....
ทีชอุทานภายในใจ(นั่นมันอุปกรณ์ทีี่ประดิษฐจากเจรามี่ แม้แต่เ้าคนยุ่งยากนั้นก็เข้าร่วมงั้นเหรอ..)
...
" พวกเราจะทำเื่แบบนี้กันจริงๆ รึ?" ทีชถาม" แน่นอน ฉันกับแอรีชเห็นตรงกันแล้วด้วยแต่อำนาจสั่งการเป็ของฉันเพียงผู้เดียว เข้าใจตรงกันนะ.."พุชซี่ยิ้มออกเหมือนเด็กสาวน้อยที่กำลังเล่นซน...
" ต่อให้จะมีใครตายไปมากเท่าไหร่ก็ช่างนะเหรอ..." เขามองเธอด้วยสายตาแน่ใจนะ... ไม่มีทางถอยกลับแล้วนะ...
เธอยิ้มออก...ความสวยงามนี้ตราตรึงดำรงอยู่ภายในั์ตาของทีช...
1
กริ้งง....
เสียงนาฬิกาดังลั่นรุ่งอรุณยามเช้ามาเยือน เข้า่เดือนพฤษภา ณ ห้องที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบหรูมีร่างสาวขี้เซานอนอยู่โซฟาห้องนั่งเล่นด้วยสภาพเหงื่อออกเปียกชุ่มทั่วร่างที่คอของเธอมีจี้ประหลาดเรืองแสงสีฟ้าสุกสกาวเรือนแสงอ่อนๆอยู่
"ไม่!!!อย่าไป...นะ!!!"เธอกรีดร้องะโชื่อใครบางคนออกมา...พร้อมคว้ามือไปตรงหน้าได้แต่อากาศธาตุเธอลืมตาขึ้นและรู้สึกว่าร่างกายรับน้ำหนักที่เพิ่มของอะไรบางอย่างเธอลืมตาขึ้น...
บางอย่างที่ได้จ้องมองมาที่เธอดวงตากลมใส ขนนุ่มฟูนอนทับอยู่บนตัว และน้ำลายย้อยอยู่เต็มลิ้นของมัน "อย่านะ!! อเล็ค อย่าได้คิด..." แพล็บๆๆหมาพันธุ์โกเด้นฟีเวอร์เลียไปที่ใบหน้าที่ยังไม่ตื่นนอนของเธอ... มันมีชื่ออเล็กซานเดอร์ พ่อของเธอ 'อเล็ตต้า แฟงค์ ฟรอสเตอร์' ชอบเรียกมันว่า 'าา' เพราะขนตัวสีเหลืองเหมือนดั่งทองคำ..
" ลุกออกไปเดี่ยวนี้...าา" อเล็กซานเดอร์เห่าโฮ่งรับก่อน 1 ครั้ง และกระโจนไปด้านข้างวิ่งวนไล่งับหางของตัวเองในห้องอย่างเริงร่า
เธอรีบเช็ดคราบน้ำลายออกจากใบหน้าพร้อมกับกุมขมับเหมือนกับว่าเธอพึ่งฟื้นสภาพการแฮงค์เธอรีบเข้าห้องน้ำล้างหน้าและทำกิจวัตรประจำวันที่แสนจะปกติ หลังจากที่อาบน้ำเสร็จเธอที่นุ่งผ้าขนหนูอยู่ก็กระโจนลงบนเตียงโซฟา แล้วใช้งานกำไล โคโลโฟน(โทรศัพท์ยุคปัจจุบัน รูปร่างผสมเครื่องประดับที่แทรกฟังชั่นนาโนเทคเข้าไป)แล้วนอนฟังข่าว ก่อนจะไปชงกาแฟ
เด็กสาวเอ่ย"มีข่าวคนหายอีกครั้งที่อาณาเขตมิดทาวด์? " นี่ก็รอบที่ห้าแล้วที่เหยื่อทุกรายล้วนเป็เด็ก เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเปิดโคโลโฟนทึ้งไว้แล้วเดินเข้าห้องครัวเพื่อไปทำอาหาร แค่หยิบขนมปังทาเนยใส่เครื่องปิ้งก็เป็การทำอาหารสำหรับเธอ
จากนั่นเธอก็เดินมาหยุดที่กระจกเงาด้านมันสะท้อนให้เห็นผิวขาวกายหยาบที่ดูกร้านโลก ไม่สมกับเพศของเธอด้านหลังปรากฎริ้วรอยบาดคมมาก รอยแผลไฟไหม้หลายแห่ง รอยของมีคมทั่วผิวพรรณเป็ผิวปราศจากความงดงามซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยของการต่อสู้ แผลฟกช้ำหลายจุดคนอื่นอาจมองว่าน่าเกียจแต่เธอคิดเสมอว่านี่เครื่องพิสูจน์บันทึกหลักฐานความแข็งแกร่ง ความทรงจำ บททดสอบและความเพียบพร้อม ร่องรอยแห่งประสบการณ์
ทว่ามีรอยแผลหนึ่งบริเวณเอวด้านขวามีลักษณะเหมือนถูกคว้านถากด้วยของปลายแหลมขรุขระ แต่แผลร่องรอยนี้ได้ผสานสมานกันเป็ที่เรียบร้อย เมื่อเธอเห็นเธอเอามือไปลูบคล้ำอย่างเ็า จิตใจเธอดิ่งลงก้นเหวแห่งความสิ้นหวัง... ก่อนที่เสียง โฮ่ง... ของอเล็คซานเตอร์จะดังขึ้น...บ่งบอกว่ามันหิวแล้ว้ามื้อเช้าของมัน เสียงเห่าหอนช่วยปลุกเธอหลุดจากภวังค์
ชีวิตของเธอเป็ผู้อื่นช่วยไว้ ั้แ่วันนั้นเธอก็กลายเป็พวกเห็นแก่ตัวเรื่อยมา เธอสาบานไว้กับคนที่ช่วยเธอ เธอจะถนอมชีวิตของเธอไว้แต่เพียงผู้เดียว จะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรก็ตามมาพรากแย่งชิงสิ่งที่เป็ของตัวเอง เธอต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้มากจนไม่มีสิ่งใดในโลกมารบกวนชีวิตของเธอ พลังที่มากพอจะขีดเขียนเส้นชะตาตน...
มีเสียงเรียกเข้าจากกำไลข้อมือของเธอ " เห้!! แคลร์ วันนี้เธอจะกลับมาเข้าเรียนแล้วใช่ไหม "
เธอสงสัยหมอนี่รู้จักคอนเท็คในการติดต่อเธอได้ยังไง " นายเอาเบอร์ฉันมาได้ไง?" เขาฉีกยิ้มที่ปลายสาย " ไม่เอาน่า เพื่อนกันก็ต้องรู้สิ แค่เบอร์ติดต่อ ทำยังไงได้มา คนเขาไม่สงสัยกันหรอก"
"นั่นแหละที่น่าสงสัย" เธอกล่าว "โดยปกติเท่าที่ฉันจำได้กับนายแล้ว ฉันไม่เคยให้เบอร์ไว้กับใครทั้งนั้นนอกซะจากอาจารย์ที่ปรึกษา"
"..." เขาเหงื่อออกชุม " เอาน่าๆ เื่หยุมหยิมๆ ว่าแต่วันนี้เธอกลับมาเข้าเรียนแล้วใช่ไหม!"
เธอคิดสักพักแล้วเหล่มองตัว