ตอนที่สาม
แสงดาวในความฝัน
หนึ่งสัปดาห์แรกผ่านไปแพทย์หญิงปลายดาว สงค์ประภาสแสร้งทำว่าตัวเองปกติ ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรทั้งที่ภายในใจมันว้าวุ่นจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามกิจวัตรประจำวันของตัวเองอย่างที่เคยเป็มาได้ปลายดาวรู้ตัวเองดีว่า เธอไม่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่เลยสักวัน เพราะในทุก ๆวันยามที่พยายามจะข่มตาให้หลับลง ภาพใบหน้าของละอองฝันก็วนเวียนอยู่ในหัวแบบที่สลัดไม่หลุดเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ปลายดาวพยายามคิดในแง่ดีและปลอบใจตัวเอง ว่ามันคงเป็เพราะร่างกายเธอเหนื่อยล้าสะสม และมีภาวะเครียดรวมถึงเื่ราวในวันนั้นระหว่างตัวเธอเองกับอดีตเพื่อนสนิทวัยมัธยมยังคงค้างคาอยู่ทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่นนี้
ต่อมาในสัปดาห์ที่สองคุณหมอคนเก่งก็ยังคงพยายามจะใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับคำว่าปกติมากที่สุดไม่รู้ว่าทำไม อะไร ๆ ก็ไม่เป็ใจให้เธอลืมเื่ราวของละอองฝันเลยแม้แต่น้อย หรืออาจเป็เพราะเื่ราวเ่าั้ไม่ได้ติดอยู่ในความคิดหากแต่มันกลับติดอยู่ภายในใจต่างหาห
บรรยากาศภายในอาคารทรงสี่เหลี่ยมของโรงพยาบาลตอนเย็นวันอาทิตย์เงียบสนิทคลินิกเฉพาะทางปิดให้บริการั้แ่่บ่าย บุคลากรทางการแพทย์ทยอยเปลี่ยนเวร ส่วนคนเฝ้าไข้ก็คงนั่งประจำที่อยู่ณ บริเวณห้องพักของผู้ป่วยหมดแล้ว เพราะหากเข้าออกผิดเวลา ประตูห้องพักฟื้นก็จะปิดสนิทไม่ต้อนรับแขกต้องรอเวลาเข้าเยี่ยมในเช้าวันถัดไป
แพทย์หญิงปลายดาวสงค์ประภาสเพิ่งเคลียร์เอกสารวิจัย และเขียนรายงานเสร็จ เมื่อยกนาฬิกาข้อมือเรือนโปรดขึ้นมาดูหน้าปัดของมันก็บอกเวลาเกือบหกโมงแล้ว ดวงอาทิตย์ิ่เหม่อยู่ตรงขอบฟ้าสาดแสงสีส้มอมม่วงไปทั่วผืนนภากว้างกอปรกับบรรยากาศสงบเงียบในเวลาโพล้เพล้ ยิ่งทำให้ความรู้สึกบางอย่างในหัวใจของคุณหมอวัยยี่สิบเก้าปีเด่นชัดขึ้นมาตอกย้ำว่าเธอไม่สามารถสลัดเื่ราวพวกนี้ออกจากหัวได้จริง ๆ
ก้อนเนื้อตรงอกข้างซ้ายเต้นเป็จังหวะปกติแต่เสียงกลับดังชัดจนเ้าของร่างได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง อาจเพราะความเงียบที่เริ่มเข้าปกคลุมพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ผู้คนบางตา ร้านค้าก็ปิดตัว ร่างสูงร้อยเจ็ดสิบเิเสาวเท้าไปตามทางเดินอย่างไม่เร่งรีบหูสองข้างได้ยินเสียงจังหวะการเต้นของอวัยวะขนาดเท่ากำปั้นสลับกับเสียงพื้นรองเท้าเสียดสีกับทางเดินซีเมนต์ และเสียงลมหายใจเข้าออก
ปลายหางตาเรียวเห็นร่างของใครบางคนเดินตามหลังมาแวบๆ แต่ไม่ได้คิดจะชะลอฝีเท้ารอ เธอยังคงเดินต่อไปด้วยความเร็วเท่าเดิม ในหัวก็พยายามสลัดความคิดทุกอย่างเกี่ยวกับคนไข้รายใหม่ของตัวเองออกไปให้พ้นๆ แต่ก็เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
“หมอดาวคะรอด้วยค่ะ” เสียงแหลมเล็กของใครบางคนะโไล่หลัง น้ำเสียงนั้นสั่นเล็กน้อยเพราะเ้าของร่างพยายามสุดความสามารถในการวิ่งให้ถึงตัวเ้าของชื่อ
ร่างสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเของคุณหมอปลายดาวชะงักฝีเท้าลงหมุนตัวกลับไปตามต้นเสียง ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเดรสสีขาวยาวคลุมเข่า มีเสื้อกาวน์สีขาวสะอาดสวมทับเธอคือ คุณหมอทอรัก หากจำไม่ผิด เป็แพทย์ประจำบ้านที่เคยราวด์ใหญ่ด้วยกันไม่กี่ครั้งปลายดาวไม่คิดว่าเราสนิทกันมากขนาดนั้น
“มีอะไรรึเปล่าคะ”ปลายดาวคิดว่าตัวเองเผลอใช้น้ำเสียงราบเรียบมากเกินไปด้วยความเคยตัว เพราะเธอแอบสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายหน้าเสียไปเล็กน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เื่ที่ปลายดาวจะเก็บมาคิดหรือใส่ใจ เพราะเธอไม่ได้รู้สึกสนิทใจกับคนตรงหน้ามากนัก ถ้าหากจะให้นิยามความสัมพันธ์ระหว่างคุณหมอทอรักกับตัวเธอเองก็คงเป็แค่เพื่อนร่วมงาน
“คะคือ เห็นว่าหมอดาวพึ่งเลิกงานเหมือนกัน ก็เลยจะชวนไปเดินถนนคนเดินด้วยกันน่ะค่ะ”
“ไม่สะดวกค่ะขอโทษด้วยนะคะ พอดีต้องกลับไปทำรีพอร์ตงานวิจัยต่อ” คนตัวสูงกว่าตอบทันควัน
ปลายดาวไม่คิดจะรักษาน้ำใจใครเพราะเธอไม่ได้อยากมีเพื่อน หรือรับเอาใครเข้ามาในชีวิตของตัวเองเพิ่มเธอหันหลังแล้วเดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้ได้ด้วยตัวเองว่าอีกฝ่ายคงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
หญิงสาววัยยี่สิบเก้าปีทั้งเข้าถึงยากและโลกส่วนตัวสูง ปลายดาวเป็อย่างนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรเธอไม่เคยเปิดรับเพื่อนใหม่ เพราะคิดมาตลอดว่าแค่ละอองฝันคนเดียวก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว และเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น นอกจากคุณหมอปลายดาวจะไม่มองหาเพื่อนใหม่แล้วเธอเองก็ยังคงเฝ้ารอคนคนเดิมให้กลับมาอยู่ทุกวัน
และเพราะเหตุนี้กำแพงในใจของคุณหมอคนเก่งก็สูงและหนามากกว่าเดิม เพราะเว้นที่ว่างไว้รอให้เ้าของที่ตัวจริงกลับมา
ปลายดาวมาถึงบ้านพักของตัวเองในเวลาราวๆ หกโมงครึ่ง ท้องน้อย ๆ เริ่มส่งเสียงโครกครากประท้วงเพราะถึงเวลาอาหารเย็นแล้วแต่เธอกลับไม่มีความรู้สึกอยากอาหาร พักนี้นอกจากจะมีอาการย้ำคิดย้ำทำมัวแต่จดจ่อกับเื่เดิมๆ ก็ยังรู้สึกเบื่ออาหารร่วมด้วยพลันสมองก็นึกถึงประโยคที่มีคนชักชวนเมื่อครู่นี้ขึ้นมา
ถนนคนเดิน
รู้ตัวอีกทีร่างสูงสมส่วนของคุณหมอสาวก็มาหยุดอยู่ตรงถนนเส้นที่ปิดกั้นเอาไว้สำหรับจัดงานถนนคนเดินทุกสุดสัปดาห์เสียแล้วปลายดาวอยู่ในชุดเสื้อยืดย้วย ๆ กับกางเกงสามส่วน พร้อมเกล้าผมด้วยตัวหนีบแบบลวก ๆไม่เหลือมาดคุณหมอเ้าหลักการเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาเรียวรีกวาดมองไปรอบๆ บริเวณ ถึงแม้ว่าจะเป็เวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว บริเวณถนนเส้นนี้กลับมีผู้คนพลุกพล่านยิ่งกว่าโรงพยาบาลในตอนกลางวันกลุ่มคนมากมายพากันเดินออกจากตรอกซอยพร้อมกับของกินเต็มไม้เต็มมือ และมีกลุ่มคนอีกหนึ่งกลุ่มที่เพิ่งมาถึงแล้วกำลังจะเดินเข้าไปจับจ่ายเช่นกันคนเหล่านี้ไม่กลับบ้านไปพักผ่อนกันหรืออย่างไร
แพทย์สาวถอนหายใจกับตัวเองออกมาเบาๆ เธอไม่ชอบสถานที่ที่มีผู้คนแออัด แต่ทำอย่างไรได้ ในเมื่อมาถึงแล้วจะให้กลับไปมือเปล่าก็คงเสียเที่ยว อย่างน้อย ๆก็ควรได้กับข้าวสำหรับมื้อเย็นวันนี้กลับไปด้วย และจะเป็การดีมาก หากเธอได้ของกินที่ถูกใจกลับไปสำหรับมื้อเช้าวันพรุ่งนี้ด้วย
เสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านประเภทสายอย่างสะล้อและซอกำลังบรรเลงเป็เพลงพื้นเมือง พร้อมกับเสียงนักร้องนำที่ร้องเอื้อนเป็กำเมืองยิ่งทำให้ตลาดแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวาตรงลานข่วงเมืองข้าง ๆ โซนตลาด เป็พื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหาร ขันโตกหลายสิบใบวางเรียงกันบนเสื่อผืนใหญ่ที่ปูไว้รับรองประชาชนทุกคนสามารถเลือกที่นั่งได้ฟรี คนส่วนมากมักใช้่เวลานี้กับการร่วมวงพูดคุยพร้อมกินอาหารกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน
ไม่มีใครมาคนเดียวเหมือนเธอเลยสักคน
แต่คุณหมอคนเก่งก็ไม่คิดจะนั่งกินที่นี่อยู่แล้วต่อให้ทำนองเพลงจะดึงดูดและลื่นหูชวนฟังมากขนาดไหน แต่ความแออัดและสภาพอากาศที่อบอ้าวก็ทำเอานั่งดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนไม่ลงจริง ๆ
สองขาเรียวเดินตามกลุ่มผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะเดินมาจนเกือบสุดซอยของล็อกแรกแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรถูกปากหรือน่ากินสักอย่างทั้งผู้คนเบียดเสียด เสียงจ้อกแจ้กจอแจรอบตัว ผสมกับอากาศร้อน ๆยิ่งทำให้แพทย์สาวรู้สึกหงุดหงิดจนอยากรีบ ๆ เดินให้เสร็จ
ปลายดาวเดินวนมาถึงล็อกที่สองซึ่งอยู่ตรงกลางเธอหยุดอยู่หน้าร้านไก่ทอดโรงเรียนเสียบไม้ แล้วเลือกหยิบมันสำหรับพอกินคนเดียว แม่ค้าเอาไก่กรอบๆ ที่เย็นแล้วโยนลงกระทะที่น้ำมันเริ่มออกสีคล้ำ ๆ เพื่ออุ่นอาหารให้ เห็นอย่างนั้นคิ้วสองข้างของเธอก็ขมวดเข้าหากันจนแทบเป็ปม ถ้าหากว่ากินอะไรอย่างนี้ทุกวันชีวิตของเธอคงสั้นลงหลายสิบปี จากคุณหมออาจจะกลายเป็คนไข้ของแพทย์สักคนก็เป็ได้
มือเรียวยื่นธนบัตรสีแดงให้แม่ค้าแล้วรับของที่สั่งมาถือไว้ในมือ เธอยกถุงใส่ไก่ทอดไม้เล็ก ๆจำนวนสิบไม้ขึ้นเหนือศีรษะแล้วจ้องมองมันอยู่แวบหนึ่ง จู่ ๆ ก็นึกถึงใครบางคนขึ้นมา
ใครบางคนที่ชอบกินเ้าสิ่งนี้
สองขายาวยังคงก้าวไปต่อเรื่อยๆ จนมาถึงเกือบสุดทางของล็อกสุดท้าย ดวงตาคมตวัดมองไปที่ร้านขนมเบเกอรีเล็ก ๆ ที่เหลือสินค้าจำนวนไม่มากคาดว่าคงขายดีจนเกือบหมดแล้ว พอสังเกตดูดี ๆ ก็พบว่ามีชีสเค้ก บราวนีและคุกกี้เหลืออยู่อย่างละไม่กี่ชิ้นเท่านั้น หน้าตาดูเชิญชวนให้เข้าไปซื้ออย่างเลี่ยงไม่ได้พอรู้ตัวอีกที แพทย์สาววัยยี่สิบเก้าปีก็มาหยุดอยู่หน้าร้านขนมแห่งนี้เสียแล้ว
“สวัสดีค่ะเอาชีสเค้กกับคุกกี้อย่างละหนึ่งอันค่ะ” เสียงหวานติดทุ้มเอ่ยสั่งของ
ปลายดาวสังเกตเห็นว่าหน้าตาของขนมเหล่านี้มันดูคุ้นๆ จนน่าใจหาย เธอรู้สึกเหมือนเคยเห็นซองขนม และการตกแต่งแบบนี้ที่ไหนสักแห่งแต่ก็ยังนึกไม่ออก
แม่ค้าตัวเล็กที่มุดอยู่ใต้โต๊ะเพราะกำลังเตรียมเก็บของก็เด้งตัวขึ้นเพื่อรับลูกค้าใบหน้าสวยหวานของเ้าของร้านหันกลับมาเตรียมส่งยิ้มอย่างเป็มิตร และวินาทีที่ดวงตาคู่สวยคู่นั้นสบเข้ากับลูกค้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็เหมือนโลกทั้งใบพลันหยุดหมุนลงทันที
“ดาว…”
“ฝัน…”
เสียงของคนสองคนที่เอื้อนเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายแ่เบาไม่ต่างกันสำหรับปลายดาวแล้ว นี่คงเป็วันที่ดีที่สุดในรอบสองสัปดาห์ของตัวเอง การกลับมาเจอกันครั้งนี้มันคงเหนือความคาดหมายมากจริงๆ อยู่ที่โรงพยาบาล เราสองคนเป็คุณหมอกับคนไข้ และตอนนี้ เรากลับกลายเป็แม่ค้ากับลูกค้าเสียอย่างนั้นโชคชะตากำลังเล่นตลก แต่ปลายดาวกลับรู้สึกขอบคุณ
ขอบคุณที่ทำให้เธอได้เจอละอองฝันเร็วขนาดนี้
“ทุกคนอาทิตย์หน้ามีงานปริทัศน์ คุณครูให้พวกเรามาตกลงกันว่าจะขายอะไร” เสียงแหบ ๆของเด็กผู้ชายะโขึ้น พร้อมกับใช้แปรงลบกระดานเคาะบนโต๊ะสองสามครั้งเรียกความสนใจจากเพื่อนๆ ในห้อง
ปลายดาวและละอองฝันชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองเงยหน้าขึ้นมองไปที่ต้นเสียงขณะนี้หัวหน้าห้องกำลังวุ่นวายกับการไล่ให้คนอื่น ๆ ไปนั่งประจำที่ เพื่อจะได้แจกแจงรายละเอียดที่ได้รับมาให้ทุกคนรับทราบพร้อมกัน
“งานปริทัศน์คืออะไรอะดาว”ละอองฝันหันไปหาเพื่อนสนิทที่อยู่ข้าง ๆ ยกมือขึ้นป้องปากแล้วโน้มตัวไปกระซิบเบา ๆที่ข้างหูของอีกฝ่าย
“ก็งานโชว์ผลงานนักเรียนไงเหมือนที่เราไปซื้อสายไหมแถวหน้าห้องวิทย์ปีที่แล้วไง จำได้ไหม” ปลายดาวเอนตัวและขยับใบหน้าเข้าไปใกล้คนช่างสงสัยอีกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยตอบโดยไม่ได้หันหน้าไปสบสายตาโดยตรง
“อ๋อ”คนที่ได้รับคำตอบก็ลากเสียงยาวตอบรับ พยักหน้าหงึกหงักพร้อมกับค่อย ๆ เคลื่อนตัวกลับมานั่งตรงๆ ที่โต๊ะของตัวเอง
“มีใครอยากเสนออะไรไหมออกไอเดียมาได้เลยนะ เดี๋ยวค่อยมาโหวตกัน”เสียงของหัวหน้าห้องยังคงทำหน้าที่เรียกสติเพื่อนร่วมชั้นให้กลับมาสนใจหัวข้อสนทนาได้เป็อย่างดี
สิ้นประโยคนั้นเด็ก ๆ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองทับหนึ่งก็พากันยกมือ เสนอความคิดเห็นของตัวเองอย่างกระตือรือร้นบ้างก็รอให้หัวหน้าห้องชี้มาทางตัวเองก่อนค่อยพูด บ้างก็ยกมือพร้อมกับะโออกมาทำให้ตอนนี้เกิดเป็ความโกลาหลเล็ก ๆ ในห้องเรียน
ละอองฝันพยายามจับใจความและความคิดเห็นของเพื่อน ๆ ทุกคน แต่ก็ไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด เพราะต่างคนต่างพูดแทรกกันไปมาจนจับประเด็นไม่ได้แม้เธอจะอยากมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือกับเพื่อน ๆ มากแค่ไหน แต่เมื่อเห็นว่ามีคนเสนอความคิดเห็นไปเยอะพอสมควรแล้วจึงทำเพียงนั่งเงียบและรอใช้สิทธิ์โหวตเสียดีกว่า
ละอองฝันฟุบหน้าลงกับโต๊ะไม้แข็งๆ อีกครั้ง เพราะคิดว่าศึกแห่งการออกความคิดเห็นครั้งนี้คงไม่จบลงง่าย ๆ เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆ ปิดลงและหลับพริ้มจนเห็นแพขนตางอนยาวเรียงสวยเป็แถวชัด เด็กหญิงละอองฝันตั้งใจตัดการติดต่อทางโลกจนหมดสิ้น
ััอุ่นๆ ที่หูสองข้างทำเอาคนที่แกล้งหลับต้องหรี่ตาขึ้นมามองพบว่าเพื่อนสนิทของเธอกำลังใช้มือของตัวเองปิดหูเธอเอาไว้ เพื่อปิดกั้นเสียงรบกวนภายนอกให้
“ขอบคุณน้า”แทนที่จะเกรงใจ ละอองฝันเลือกตอบออกไปพร้อมส่งรอยยิ้มทะเล้น ๆ ให้อีกฝ่าย จนสังเกตเห็นว่าปลายดาวกำลังส่งสายตาคาดโทษมาให้แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่อีกฝ่ายจะดุเธอจริงจังสักที
“นี่ๆ เราขอเพิ่มหน่อยได้ไหม ทำคุกกี้กันเถอะ ฝันมีสูตรเด็ดอร่อยมาก ๆ เลยนะ”
สิ้นประโยคนั้นคนที่ถูกพูดถึงก็กระเด้งตัวผุดลุกขึ้นทันที พร้อมกับหันหน้าไปมองเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ด้วยกันตาปริบๆ เมื่อครู่เป็เพื่อนผู้หญิงที่ชื่อว่าเพลง เคยทำงานกลุ่มด้วยกันหลายครั้งเนื่องจากจำนวนคนไม่ครบตามที่คุณครูกำหนด ปลายดาวและตัวเธอเองจึงจำเป็ต้องไปรวมกลุ่มกับเพื่อนคนอื่นอย่างเลี่ยงไม่ได้
ถ้าจำไม่ผิดมีครั้งหนึ่งที่เราต้องทำรายงานวิชาสังคม เรานัดกันที่ห้องสมุดของโรงเรียนเพื่อความสะดวกในการเดินทางของเพื่อนทุกคนในกลุ่มและวันนั้นเอง ละอองฝันก็ทำคุกกี้ติดมือมาแจกเพื่อน ๆ ด้วย นี่อาจเป็สาเหตุให้เพลงเสนอชื่อเธอเป็ตัวเลือกในการโหวตครั้งนี้
แม้จะเข้าใจดีว่าเป็ความหวังดีและในใจของละอองฝันก็นึกขอบคุณที่อีกฝ่ายชื่นชอบขนมของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น เธอกลับไม่มั่นใจในตัวเองว่าจะสามารถแบกรับความคาดหวังของเพื่อนๆ ทั้งห้องได้ ทำขนมให้เพื่อนกิน กับการทำขายให้คนอื่น ความรู้สึกมันไม่เหมือนกันหรอก
“ฝันว่าไงโอเคไหมถ้าห้องเราจะขายคุกกี้สูตรของฝันกัน” คนถูกเรียกสะดุ้งอีกครั้งเงยหน้าขึ้นมองไปที่หัวหน้าห้องซึ่งส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังมาให้เธอทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มแหย ๆ แล้วเอื้อมมือขึ้นไปกระตุกที่แขนเสื้อของปลายดาวเบาๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ
“ถ้าจะทำขายก็ต้องทำเยอะใช่ไหม แต่ฝันยังไม่เคยทำขนมเยอะขนาดนั้น” ปลายดาวเอ่ยตอบแทน
“ยังไงพวกเราทุกคนก็ต้องช่วยกันอยู่แล้วถ้าฝันตกลง เราก็เอาชื่อฝันมาโหวตก่อน ถ้าผลโหวตออกมาแล้วคุกกี้ฝันชนะค่อยมาแบ่งหน้าที่กันอีกที แบบนี้โอเคไหม”
ใบหน้าสวยเฉี่ยวของปลายดาวลอบมองเพื่อนตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างๆ อย่างรอคำตอบ ปกติแล้วละอองฝันเป็เด็กกล้าแสดงออกและมั่นใจในตัวเองถึงอย่างนั้น ก็มีจุดย้อนแย้งในตัวเองเช่นกัน เพราะเพื่อนของเธอคนนี้มักจะขาดความมั่นใจเวลาต้องเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆ เป็ครั้งแรก
ปลายดาวเองก็ไม่ใช่คนที่ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมหรือบุคคลใหม่ ๆ ได้ง่ายมากนัก แต่ไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่เห็นละอองฝันมีอาการประหม่า และตกที่นั่งลำบาก เธอเองก็ทลายกำแพง และฝืนขีดจำกัดของตัวเองเพื่อปกป้องอีกฝ่ายอยู่ร่ำไป
ปลายดาวเอียงใบหน้าไปทางละอองฝันเล็กน้อยแต่ระยะห่างเพียงแค่นั้นก็มากพอให้ลมหายใจอุ่น ๆ จากปลายจมูกรั้นของอีกคนปะทะเข้ากับแก้มข้างซ้ายของเธอแล้วปลายดาวหัวใจกระตุกวูบ จังหวะของมันกระชั้นขึ้นไม่มากแต่ก็พอให้เ้าของร่างกายรู้สึกถึงอาการผิดปกติได้
“อยากทำไหม”ปลายดาวเอ่ยถาม
“ดาวสัญญาไหมว่าจะช่วยฝันจนจบงาน”
“แน่นอนสิใครจะปล่อยให้ฝันทำอยู่คนเดียว”
“เมื่อกี้ดาวเอาอะไรบ้างนะคุกกี้กับชีสเค้กใช่ไหม เดี๋ยวฝันใส่ถุงให้นะ” เสียงหวานสั่นเครือเอ่ยตอบกลับไปหลังจากเรียกสติตัวเองกลับมาได้
คนที่สูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบสามเิเรู้สึกใไม่น้อยที่ได้พบกับคนที่ไม่คาดฝันในเวลานี้แต่ละครั้งที่เจอกับปลายดาวมีแต่สถานการณ์ที่ไม่เป็ใจ ไม่ว่าจะในโรงพยาบาลหรือถนนคนเดินแบบนี้
ดวงตากลมโตฉายแววไหววูบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี แสร้งทำเป็มองหาถุงพลาสติกขนาดกลางมาใส่ขนมให้ลูกค้าคนรู้จัก
แล้วปลายดาวจะไม่รู้สึกคุ้นเคยกับขนมพวกนี้ได้อย่างไรในเมื่อเธอเป็คนแรกที่ได้ชิมฝีมือของเ้าของร้านนี้ ไม่ว่าจะเป็ขนมอะไรหรืออีกฝ่ายจะปรับสูตรใหม่กี่ครั้ง คุณหมอคนเก่งแบบเธอมักเป็คนแรกที่ได้ชิม แต่นั่นมันก็ผ่านมาเป็สิบปีแล้วปลายดาวไม่กล้าคิดว่าความพิเศษที่เธอได้รับในวันนั้น ณขณะนี้เธอจะยังคงเป็คนเดียวที่ได้รับมันอยู่
“ฝันขายขนมตรงนี้นานแล้วเหรอ”คนที่รู้สึกอยากกลับบ้านั้แ่วินาทีแรกที่เท้าแตะถนน เริ่มรู้สึกอยากซื้อเวลาตรงนี้ให้นานออกไปมากกว่านี้เธอพยายามชวนคุยเพื่อถ่วงเวลา แม้มันจะเป็เพียงไม่กี่นาที แต่ปลายดาวก็ไม่รู้สึกเสียดาย
“ก็หลายปีแล้ว…อันนี้ฝันให้ ดาวไม่ต้องจ่ายเงินนะ” มือเล็กยื่นถุงขนมส่งให้คนตัวสูงกว่าที่ยืนรออยู่ข้างหน้า
“ไม่ได้ๆ ของซื้อของขาย ดาวรับฟรี ๆ ไม่ได้หรอก”
“ไม่เห็นเป็ไรเลยไม่ใช่ของขายสักหน่อย อันนั้นสูตรใหม่เลยนะ นี่ฝันหยิบออกมาจากกล่องให้ดาวชิมคนแรกเลย”
แพทย์หญิงปลายดาวคล้ายถูกไม้หน้าสามฟาดเข้ากลางหน้าอย่างจังประโยคเมื่อครู่แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง มันไม่ต่างอะไรกับประโยคหยุดเวลาที่ทำให้ก้อนเนื้อเล็กๆ ภายใต้เสื้อยืดของตัวเองเต้นแรง และระรัวขึ้นอย่างไม่สามารถควบคุมได้ริมฝีปากแทบกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่จนไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองทำหน้าอย่างไรอยู่
“ขอบคุณนะฝันเดี๋ยวดาวช่วยขายดีกว่า” แน่นอนว่าคุณหมอวัยยี่สิบเก้าปีมีความสุขมากกว่าทุกวันที่ผ่านมาแค่เพียงคำว่า “คนแรก” จากปากของอดีตเพื่อนสนิทกลับมีอิทธิพลต่อความรู้สึกได้ถึงเพียงนี้
“ไม่เป็ไรฝันจะเก็บร้านพอดี”
“งั้นเดี๋ยวดาวช่วย”
ไม่ว่าเปล่าแพทย์สาวถือวิสาสะเดินอ้อมเข้าไปอยู่ข้างหลังโต๊ะวางสินค้า หวังจะช่วยเ้าของร้านตัวเล็กเก็บขนมที่เหลือและอุปกรณ์ทั้งหมดให้เสร็จไว ๆ พื้นที่ของคนขายแตกต่างกับตอนที่ยืนซื้อของอยู่ข้างหน้าไม่น้อยในฐานะลูกค้า อากาศก็ยังพอถ่ายเทได้บ้างตามความหนาแน่นของประชากรแต่เมื่อลองมายืนอยู่ตรงจุดของคนขาย กลับรู้สึกว่าหายใจลำบากมากกว่าข้างนอกเสียอีก
“ฝันนี่มันร้อนมากเลยนะ ร่างกายฝันมันจะไม่ไหวเอานะ” เ้าของร้านขนมโฮมเมดส่ายศีรษะของตัวเองไปมาเบาๆ อย่างคนปลงใจ
นอกจากอีกคนจะตีเนียนเข้ามาช่วยเก็บของโดยไม่รอการอนุญาตจากเธอแล้วเ้าตัวยังทำทีพูดนู่นนี่ไปเรื่อยอย่างคนที่้าเบี่ยงเบนประเด็นอีกต่างหาก
“ไหวไม่ไหวฝันก็ทำมาตั้งนานแล้วดาว”
“งั้นรีบเก็บของกันดีกว่าฝันจะได้ไปนั่งขันโตกกับดาว”
“เดี๋ยวนะใครจะไปกับดาว ฝันยังไม่เห็นรู้เื่อะไรเลย”
“นี่ดาวซื้อไก่ทอดมาตั้งสิบไม้ไม่ช่วยกันกินเหรอ” เพียงแค่ได้ยินว่าปลายดาวมีของโปรดของตัวเอง ละอองฝันก็แทบจะลืมทุกอย่างสิ้น
“ก็ได้แต่แค่แป๊บเดียวนะ ฝันไม่อยากกลับถึงบ้านดึกมาก”
สิ้นเสียงหวานคนตัวสูงกว่าก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างคนที่กลั้นไว้ไม่อยู่ ตอนนี้ปลายดาวอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองสักครั้งว่าต่อให้เวลาผ่านไปสักกี่สิบปี ละอองฝันก็ยังเป็ละอองฝันคนเดิมของเธอมาเสมอ จู่ๆ กลิ่นอายของวันเก่า ๆ ก็ย้อนกลับมา บรรยากาศระหว่างเราทั้งสองคนกลับดีขึ้นโดยที่เราเองก็ััมันได้
ไม่เกร็งไม่อึดอัด แม้จะยังมีความรู้สึกวูบไหวบางอย่างอยู่ในอกแต่ถึงอย่างนั้นก็เป็ความรู้สึกแปลกที่ดีสำหรับคนสองคน ละอองฝันยังยกให้เธอเป็คนแรกที่ได้ชิมขนมสูตรใหม่และยังเป็คนเดิมที่ชอบกินอะไรเดิม ๆ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ถ้าอย่างนั้นปลายดาวก็อยากจะขอให้เื่ของเรา เป็เหมือนเดิมบ้างได้ไหม
เธออยากกลับมามองใบหน้าสวยหวานของละอองฝันได้นานเท่านานตามที่ตัวเอง้าอยากกลับมาจ้องมองเข้าไปในดวงตากลมโตสีคาราเมลคู่นั้น แล้วไม่รู้สึกเ็ปหรือสั่นไหวภายในใจเหมือนอย่างเคยขอให้หลังจากผ่านพ้นวันนี้ไป เราทั้งสองคน กลับมาเป็ปลายดาวละอองฝันดังเดิมได้หรือเปล่า
“คิดถึงเนอะ”มัวแต่คิดอะไรไปไกลจนไม่ทันได้ยับยั้งชั่งใจตัวเองให้มากพอเป็แพทย์สาววัยยี่สิบเก้าปีที่หลุดปากพูดบางอย่างออกมา
ความเงียบโรยตัวเข้าบรรยากาศระหว่างคนสองคนอีกคราเสียงจ้อกแจ้กเซ็งแซ่รอบ ๆ ตัวยังคงดำเนินไปแบบที่มันเป็มาตลอด แต่ไม่รู้ทำไมทั้งปลายดาวและละอองฝันกลับได้ยินเสียงเ่าั้ไม่ค่อยชัดนัก เพราะเสียงที่เราทั้งคู่ได้ยินกลับเป็เสียงหัวใจที่เต้นผิดปกติของตัวเองต่างหาก
“คิดถึงอะไรเหรอ”คนตัวเล็กกว่าแสร้งตอบกลับไปอย่างคนไม่รู้เื่
“เอ่อดาวหมายถึง คิดถึงบรรยากาศตอนนั้นเนอะ ที่เราทั้งห้องขายคุกกี้แล้วก็มาช่วยกันเก็บของแบบนี้” ขอเพียงสักครั้งให้อีกฝ่ายเชื่อในคำแก้ตัวของเธอปลายดาวขอเพียงเท่านั้น
“อือพอนึกดูแล้วก็คิดถึงเพื่อนเนอะ”
“ดาวก็คิดถึงเพื่อนหมายถึงเพื่อนแค่คนเดียวของดาว” แพทย์หญิงปลายดาว สงค์ประภาสพูดทิ้งท้ายเธอยกมือขึ้นลูบที่แก้มของตัวเองเบา ๆ สองสามที ก่อนก้มลงถอดส่วนประกอบของโต๊ะตรงหน้าออกแล้วเรียงลงบนกล่องเก็บอุปกรณ์ล้อลากขนาดใหญ่โดยที่เ้าของร้านเองก็ยังไม่สามารถตั้งสติได้ว่า สิ่งที่ตัวเองได้ยินเมื่อครู่มันหมายความว่าอย่างไร
ไม่ใช่แค่ปลายดาวที่ไม่กล้าคิดอะไรเข้าข้างตัวเองแต่ละอองฝันเอง ก็ไม่มั่นใจในความรู้สึกเหล่านี้เช่นกัน
เจอกันที่ปลายดาวละอองฝัน