นับจากวันนั้นก็ผ่านมาร่วม 10 วันแล้ว อาฉีที่เพิ่งฟื้นจากพิษไข้ ได้เพียง 2 วัน ยังคงขมักเขม้นอยู่กับการ เคี่ยวน้ำแกง ปกติในห้องครัวแห่งนี้ เป็เสมือนห้องครัวส่วนตัวของอาฉีเพราะในห้องนี้ มีหม้อน้ำแกงขนาดใหญ่ ถีง 10 หม้อ โดยปกติแล้ว อาฉี จะใช้มากสุดแค่5 หม้อเท่านั้น แต่หลังจากฟื้นไข้ อาฉี ก็ขมักเขม้นเคี่ยวน้ำแกงถึง 10หม้อเลยทีเดียว ทำเอา เด็กๆในร้านพากัน งง ที่เ้านายของเขาจะขยันเกินไปรึเปล่าขยันจนทุกคนในร้านไม่กล้าี้เีกันเลยทีเดียว
“นายน้อยขอรับท่านอย่าหักโหมนักเลย ท่านทำงานอย่างกับว่ามีหนี้ต้องรีบใช้”อาฉี หันไปมองอาตู้ ก่อนจะตอบกลับไป
“ข้าไม่มีหนี้ แต่ข้าแค่อยากทำพวกเ้าอย่าเอาแต่สนใจข้า ไปสนใจงานของตัวเองเสียเถิด อีกไม่เกินครึ่งชั่วยามร้านจะเปิดแล้วพวกเ้าไปตรวจความเรียบร้อยให้ดีเถิด ข้าี้เีออกไปรับหน้า ”
หลังจากนั้นไม่นาน ร้านบะหมี่ของฉีซื่อก็เปิดให้บริการตามปกติทันทีที่ประตูร้านเปิด ลูกค้าก็มายืนรอหน้าร้านเต็มไปหมด แถม่นี้คนยังมากินมากขึ้นผิดปกติลูกค้าบางคนก็คุ้นหน้า บางคนก็แปลกหน้า แต่ยังไงก็ช่างเถอะ ขอแค่ขายได้ก็พอ แต่ตอนนี้คนเยอะอาฉีต้องต่อโต๊ะเสริมให้ลูกค้ากินหน้าร้านแต่ก็ยังไม่พอ จนอาฉีเริ่มมีความคิดที่จะต่อเติมร้าน แต่ก็อย่างว่าหากจะต่อเติมก็ต้องซื้อที่เพิ่ม เห็นทีจะต้องคำนวณเงินอย่างจริงจังเสียแล้ว
“นายน้อยขอรับ กลุ่มพ่อค้าปลอมโต๊ะนั้นมากินร้านเรา2วันเลยนะขอรับ” อาตู้ กระซิบอาฉีที่ในขณะกำลังยืนนับเงินอยู่
“พ่อค้าปลอม เหตุใดถึงกล่าวเช่นนั้น”
“นายน้อย ถึงข้าน้อยจะไม่ได้เรียนหนังสือแต่ข้าน้อยมองออกน่ะข้ารับ ว่าใครเป็ใคร” อาฉีหยุดคิดลูดคิด แล้วหันไปคุยกับอาตู้
“อย่างไร ไหนเ้าลองว่ามาซิ ว่าเ้าแยกแยะอย่างไร”
“คนผู้นั้นแม้จะแต่งตัวเหมือนพ่อค้า แต่ท่าทางการวางตัวของเขา อย่างกับเป็พวกองครักษ์ จะกินจะนั่ง จะยืน พวกเขาล้วนแต่ไปในทิศทางเดียวกัน แถมยังดูระมัดระวังตัวอีกด้วยนะขอรับ”
“เขาอาจจะเคยเป็คนในวังแล้วลาออกมาเป็พ่อค้าก็ได้ เ้าคิดมากไป”
“แต่มากัน 5 คน เลยนะขอรับพ่อค้าปลอม 5 คนเลยนะขอรับ” อาตู้พูดจบ อาฉีก็ชำเลืองมองโต๊ะที่อาตู้ว่า พวกเขา 5 คน ล้วนแต่เป็อย่างที่อาตู้พูด
“ผิดปกติ จริงๆด้วยพวกเขามาทำอะไรกันที่นี่” อาฉี บ่นพรึมพรัม
“พวกเขาไม่ได้กินกันวันละมื้อนะขอรับแต่จะมากินทุกรอบที่ร้านเราเปิดเลยนะขอรับ” ร้านของอาฉีไม่ได้เปิดตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่จะเปิดเป็รอบ คือเช้าตรู่ั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างปิดอีกทีก็สาย และเปิดอีกที ก็ตอนเที่ยง แล้วปิด ตอนบ่ายแก่ๆ จากนั้นเปิดอีกทีก็พลบค่ำ แล้วก็ปิดตอน 2 ทุ่ม
“นายน้อยขอรับ นายน้อยนายน้อยได้ยินที่ข้าน้อยหรือไม่ขอรับ” อาตู้เอ่ยท้วงเมื่อเห็นนายน้อยของเขา เริ่มยืนเหม่อลอย ั้แ่ท่านผู้นั้นจากไป นายน้อยของเขาถ้าวันไหนไม่ได้หยิบจับทำอะไรก็จะเหม่อลอยเช่นนี้ จนตัวเขาเองก็ชักห่วงอาการแบบนี้ผู้เป็นายเสียแล้ว
“อาตู้ เ้าเฝ้าร้านให้สักครู่ข้าขอขึ้นไปที่ห้องประเดี๋ยว” อาฉีรีบเดินหลบไปห้องของตนและทันทีที่ถึงห้อง อาฉีก็หยิบพู่หยกที่จินอู่มอบให้เขาก่อนจากไปขึ้นมามองพินิจพิเคราะห์นึกถึงคสามสัมพันธ์วาบหวามชั่วคราวครั้งนั้นที่เกิดขึ้น ก่อนจะเยาะเย้ยตนในใจที่เหตุใดถึงได้รอคอยคนผู้นั้นอยู่ได้
“ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะอาฉีผ่านมานานขนาดนี้ เขาคงลืมกันไปแล้ว เ้าจะรอเขาไปใยกัน หึๆๆ”
.....................................................
ชีวิตของอาฉี ยังคงดำเนินเช่นนี้ไปอย่างราบเรียบจาก 10วันเป็ เดือน จาก 1 เดือน เป็3เดือน ส่วนพ่อค้าปลอมพวกนั้นก็ยังคงมากินที่ร้านแบบนี้ทุกวัน ทุกมือ โดนมีอาตู้เข้าไปตีสนิทแต่พ่อค้าปลอมพวกนี้ก็ถามคำตอบคำ ยังคงวางมาดกันไม่เปลี่ยน
“อาตู้ เดี๋ยวข้าจะไปหาซื้อแป้งมาทำเส้นเพิ่มเสียหน่อยเพราะร้านที่สั่งให้มาส่งประจำ เริ่มจะขึ้นราคาและของที่มาส่งบางทีก็ไม่ครบจำนวนข้าว่า ข้าจะลองไปดูที่อื่นดู เผื่อจะได้ราคาที่ดีกว่านี้”
“นายน้อยจะไปที่ใดขอรับขอข้าติดตามท่านไปด้วยเถิด ”
“ไม่ได้ อาตู้ข้าจะสอนเ้าทำน้ำแกง เ้าจะได้เคี่ยวแทนข้า ตอนข้าไม่อยู่ อย่าห่วงเลยข้าไปไม่กี่วันหรอก แค่เมืองใกล้ๆนี้เอง 3-4 วันข้าก็กลับแล้ว”
“ขอรับ นายน้อยข้าจะหาคนที่ไว้ใจได้ และเป็วรยุทธติดตามท่านไปด้วยนะขอรับ”
“ดี ขอบใจเ้ามาก” อาตู้เป็เด็กกำพร้าที่เดินเร่ร่อน มาขอบะหมี่กินที่ร้านพ่อแม่ขแงอาฉีเห็นแล้วเกิดความสงสาร เนื่องจากอยู่ในวัยเดียวกันกับอาฉี จึงรับเขาไว้แล้วตั้งชื่อว่าอาตู้ดังนั้น อาตู้จึงไม่ได้เห็นอาฉีเป็แค่เ้านายเท่านั้น แต่อาฉีคือพี่ชายที่อาตู้ยอมมองชีวิตให้ได้
“นายน้อยจะเดินทางวันไหนขอรับข้าน้อยจะได้เตรียมของให้ขอรับ”
“อีก 3 ให้หลังนี้ละกันข้าจะไปตอนเช้า ส่วนตัวเต้า คืนนี้ เตรียมตังให้พร้อม ข้าจะเริ่มสอนเ้าเลย”
“นายน้อย ทำไมท่านถึงรีบเช่นนี้เล่าขอรับ”
“เพราะแป้งที่เรามีอยู่เริ่มไม่เพียงพอแล้ว ข้าถึงรีบไป และข้าไปก็ไม่อยากปิดร้าน ดังนั้น ทางนี้ต้องพึ่งเ้าแล้วอาตู้”อาฉีพูด พลางเอามือตลไหล่ของอาตู้เบาๆ ก่อนจะเดินจากไป