หลังจากเื่วุ่นวายในเมืองผ่านไป จางหลินเซิงไม่ได้รีบร้อนออกเดินทาง
เขาตั้งใจพักอยู่ในเมืองจินหลิงอีกสองสามวัน
หนึ่งเพื่อเตรียมเสบียงสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป
อีกหนึ่ง…
เพราะหลี่หยวนเพิ่งออกมาเที่ยวเมืองใหญ่เป็ครั้งแรก
จางหลินเซิงจึงไม่ได้อยากลากศิษย์ของตนออกจากเมืองทันที
เช้าวันต่อมา ทั้งสองนั่งอยู่ในร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง
จางหลินเซิงนั่งอยู่ด้านในสุดของร้าน
เขาหันหลังให้กับประตู
ส่วนหลี่หยวนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
บนโต๊ะมีน้ำชาหนึ่งกา กับของกินง่าย ๆ อีกสองสามอย่าง
หลี่หยวนกำลังมองผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกถนนด้วยความสนใจ
“อาจารย์”
“หือ?”
“เมืองนี้ใหญ่จริง ๆ”
จางหลินเซิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“เพิ่งรู้หรือ?”
“ข้าคิดว่าตอนที่เข้ามาเมื่อวานก็ว่าใหญ่แล้ว แต่พอเดินดูจริง ๆ กลับใหญ่กว่าที่คิดอีก”
“เช่นนั้นก็เดินดูให้พอ”
หลี่หยวนยิ้ม
“ขอรับ”
อีกด้านหนึ่งของเมือง
ภายในโรงฆ่าสัตว์ที่ตั้งอยู่ท้ายตลาด
ชายฉกรรจ์หลายคนกำลังยืนล้อมกลุ่มชายเกือบสิบคนที่มีสภาพสะบักสะบอม
หนึ่งในนั้นมีใบหน้าบวมจนแทบจำไม่ได้
“พูดอีกครั้ง”
เสียงทุ้มดังสนั่น
ชายทั้งกลุ่มตัวสั่น
ตรงหน้าพวกเขาคือชายร่างใหญ่คนหนึ่ง
เขาอ้วนจนเสื้อผ้ารัดแน่นไปทั่วร่าง
พุงยื่นออกมาจนแทบมองไม่เห็นปลายเท้า
ใบหน้ากว้าง ผิวดำแดง มีเคราดำหนาปกคลุมเต็มแก้มและคาง
แม้จะนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ แต่ยังดูเหมือนูเาลูกหนึ่ง
ชายผู้นี้คือ…
หัวอู่เต๋อ
หัวหน้าพรรคปังตอเหล็ก
พรรคอิทธิพลประจำย่านโรงฆ่าสัตว์ของเมืองจินหลิง
พรรคปังตอเหล็กไม่ได้มีชื่อเสียงในยุทธภพ
แต่ในย่านนี้…
แทบไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของพวกมัน
พวกมันปล่อยเงินกู้ เก็บค่าคุ้มครอง และควบคุมร้านค้าเล็ก ๆ รอบโรงฆ่าสัตว์
หากใครไม่จ่าย…
ก็จะมีคนไปเตือนถึงหน้าร้าน
บางครั้งเตือนด้วยคำพูด
บางครั้งใช้ปังตอเป็ตัวช่วย
หัวอู่เต๋อใช้มือลูบเครา
“พวกเ้าบอกว่าเด็กคนเดียวเล่นงานพวกเ้าเกือบสิบคนจนหมดสภาพ?”
“ขอรับ…”
“แล้วมันอยู่ที่ไหน?”
“อยู่ในเมืองขอรับ”
“เมืองใหญ่ขนาดนี้ แล้วพวกเ้าจะให้ข้าหาอย่างไร?”
ลูกน้องคนหนึ่งรีบตอบ
“พวกข้าเห็นมันกลับไปทางร้านน้ำชาแถวตลาดตะวันออก”
หัวอู่เต๋อตบโต๊ะ
ปัง!
“งั้นก็ไปหา!”
“ขอรับ!”
“พาคนไปให้หมด!”
ลูกน้องชะงัก
“หมดเลยหรือขอรับ?”
หัวอู่เต๋อถลึงตา
“หรือเ้าจะไปคนเดียว?”
“ไม่ขอรับ!”
“เช่นนั้นก็รีบไป!”
ไม่นานนัก
ชายฉกรรจ์เกือบสามสิบคนก็รวมตัวกัน
พวกมันถือทั้งกระบอง ไม้ และมีดสั้น
เดินเป็กลุ่มใหญ่ผ่านตลาดจนชาวบ้านต้องหลบทาง
เสียงพูดคุยดังขึ้นตลอดทาง
“พรรคปังตอเหล็กมาแล้ว!”
“เกิดเื่อะไรขึ้น?”
“ใครไปหาเื่พวกมันอีก?”
หัวอู่เต๋อเดินอยู่ตรงกลางกลุ่ม
หน้าอกผึ่งพุงยื่น
เดินอย่างคนที่คิดว่าทั้งเมืองเป็ของตัวเอง
ไม่นานนัก…
พวกมันก็มาถึงร้านน้ำชา
ลูกน้องที่ถูกหลี่หยวนทำร้ายชี้เข้าไปด้านใน
“พี่ใหญ่! มันอยู่ข้างใน!”
หัวอู่เต๋อเงยหน้ามองร้าน
“เข้าไป!”
ประตูร้านถูกผลักเปิดอย่างแรง
ปัง!
คนในร้านน้ำชาพากันสะดุ้ง
ลูกค้าหลายคนรีบวางถ้วยชา
พนักงานถึงกับหยุดเดิน
หัวอู่เต๋อเดินนำลูกน้องเกือบสามสิบคนเข้ามา
เสียงดังของเขาดังก้องไปทั่วร้าน
“ไอ้เด็กเมื่อวาน!”
“ออกมา!”
“เ้ากล้าทำร้ายคนของพรรคปังตอเหล็ก แล้วคิดว่าจะจบง่าย ๆ หรือ?”
หลี่หยวนหันไปมอง
สีหน้าเปลี่ยนทันที
เขาจำคนเ่าั้ได้
“อาจารย์…”
จางหลินเซิงยังคงนั่งหันหลังให้คนทั้งหมด
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างใจเย็น
หัวอู่เต๋อเดินเข้ามาอีกสองสามก้าว
สายตาจับจ้องอยู่ที่หลี่หยวน
“เป็เ้านี่เอง!”
เขาชี้นิ้ว
“เ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังหาเื่ใคร?”
หลี่หยวนยังไม่ทันตอบ
หัวอู่เต๋อก็เริ่มประกาศเสียงดัง
“ที่นี่คือเขตของพรรคปังตอเหล็ก!”
“ใครทำร้ายคนของข้า ก็เท่ากับหาเื่กับข้าทั้งหมด!”
ลูกค้าหลายคนเริ่มลุกหนี
บางคนแอบออกทางด้านหลัง
บางคนยืนหลบอยู่มุมร้าน
หัวอู่เต๋อยิ่งได้ใจ
“วันนี้ถ้าเ้าไม่คุกเข่าขอโทษ…”
เขากำหมัด
“อย่าหวังว่าจะได้เดินออกจากร้านนี้!”
แต่ในจังหวะนั้นเอง…
หัวอู่เต๋อก็รู้สึกแปลก ๆ
คนที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่ตรงนั้น…
รูปร่างคุ้นตาอย่างประหลาด
ไหล่
แผ่นหลัง
ท่าทางการนั่ง
แม้แต่การถือถ้วยชา…
หัวอู่เต๋อขมวดคิ้ว
ความรู้สึกบางอย่างเริ่มผุดขึ้นมาในใจ
เขาจ้องแผ่นหลังนั้นอยู่นาน
หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“หรือว่า…”
ชายที่นั่งอยู่ตรงนั้นวางถ้วยชาลง
ก่อนพูดขึ้นอย่างไม่รีบร้อน
“เสียงนี้…”
เขาหยุดเล็กน้อย
“คุ้น ๆ จัง”
หัวอู่เต๋อตัวแข็ง
ชายผู้นั้นค่อย ๆ หันกลับมา
ใบหน้าที่เขาไม่เคยลืมปรากฏขึ้นตรงหน้า
ดวงตาของหัวอู่เต๋อเบิกกว้าง
ปากที่กำลังจะะโกลับนิ่งสนิท
“เ้า…”
ริมฝีปากขยับอยู่หลายครั้ง
แต่ไม่มีเสียงออกมา
ลูกน้องคนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างเห็นหัวหน้าตัวเองเงียบ จึงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังข่มขวัญศัตรู
เขาจึงก้าวออกมา
“เ้าหนู!”
เสียงะโดังลั่น
“กล้าดีนักนะ! รู้หรือไม่ว่าคนตรงหน้าเ้าคือใคร?”
หัวอู่เต๋อหันขวับ
“หยุด…”
แต่ลูกน้องไม่ได้ยิน
“นี่คือหัวหน้าพรรคปังตอเหล็กของเรา! ในย่านนี้ไม่มีใคร—”
“ข้าบอกให้หยุด!”
หัวอู่เต๋อะโ
แต่ลูกน้องยังพูดต่อ
“ต่อให้เป็พวกคนจาก—”
เพียะ!
ฝ่ามือใหญ่ฟาดเข้าที่ศีรษะอย่างแรง
ลูกน้องคนนั้นหน้าทิ่มโต๊ะ
“โอ๊ย!”
ทั้งร้านเงียบกริบ
หัวอู่เต๋อหอบหายใจ
“ข้าบอกให้หยุดก็หยุดสิวะ!”
ลูกน้องกุมหัวด้วยความมึนงง
“พี่ใหญ่…ข้ากำลังช่วยท่านอยู่นะ…”
“ช่วยบ้านเ้าน่ะสิ!”
หัวอู่เต๋อแทบอยากเตะมันออกไปนอกร้าน
เขาหันกลับมามองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า
สีหน้าที่เคยดุดันหายไปจนหมด
เหลือเพียงความกระอักกระอ่วน
จางหลินเซิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ
จากนั้นจึงมองชายร่างใหญ่อย่างขบขัน
“ว่าไง…”
เขาวางถ้วยลง
“เ้าอ้วนหัวอู่เต๋อ”
หัวอู่เต๋อกลืนน้ำลาย
จางหลินเซิงยิ้มบาง ๆ
“ไม่เจอกันตั้งหลายปี”
“ยังไม่เลิกทำชั่วอีกหรือ?”
หัวอู่เต๋ออ้าปาก
แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร
ด้านหลังเขา ลูกน้องเกือบสามสิบคนกำลังมองหน้ากันไปมา
ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อครู่หัวหน้าของพวกเขายังประกาศศักดาเสียงดังอยู่เลย
แต่ตอนนี้กลับยืนตัวแข็งราวกับเห็นผี
หัวอู่เต๋อสูดลมหายใจเข้าลึก
ก่อนฝืนยิ้ม
“ท่าน…”
จางหลินเซิงเลิกคิ้ว
“หือ?”
“ท่านยังจำข้าได้ด้วยหรือ?”
“ข้าจำคนที่ติดเงินข้าได้แม่นกว่าจำคนทั่วไปอยู่แล้ว”
ใบหน้าของหัวอู่เต๋อกระตุก
ลูกน้องด้านหลังพากันหันมองหน้ากัน
“ติดเงิน?”
“พี่ใหญ่เคยติดเงินเขาหรือ?”
หัวอู่เต๋อหันกลับไปตวาด
“หุบปาก!”
ทั้งกลุ่มเงียบลงทันที
หลี่หยวนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองอาจารย์สลับกับชายร่างใหญ่
แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เขาไม่เคยเห็นอาจารย์มีท่าทีเช่นนี้มาก่อน
ดูเหมือน…
อาจารย์จะรู้จักชายผู้นี้เป็อย่างดี
จางหลินเซิงเหลือบมองหลี่หยวน
ก่อนหันกลับมาหาหัวอู่เต๋อ
“เอาล่ะ”
“ไหนลองเล่าให้ข้าฟังหน่อย”
เขาเทชาลงในถ้วยอีกใบ
“่หลายปีที่ผ่านมา…”
“เ้าไปสร้างเื่อะไรไว้บ้าง?”
หัวอู่เต๋อหน้าเจื่อน
ส่วนลูกน้องเกือบสามสิบคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง…
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว