ตอนที่85 ทดสอบ
คนตระกูลเก่อมาถึงในช่วงสายที่แดดดีที่สุดพอดีคนในครอบครัวฟู่ที่นอนพักเอาแรงอยู่ก็ตื่นแล้วเช่นกันแต่ฟู่เวยและฟู่หรงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากมายสองพี่น้องจึงตื่นนอนแต่เช้าไปโรงเรียนแล้ว
ฟู่เยี่ยนกำลังศึกษาหินสีดำอยู่ในดินแดนต่างมิติเมื่อได้ยินเสียงดังจากหน้าประตูเธอจึงออกมาและเห็นว่าคนที่มาคือผู้เฒ่าของตระกูลเก่อแม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านก็มาเช่นกัน
นางถงเดินเข้ามาจับมือหวังซู่เหมยแล้วบ่นว่าเก่อหงจวินมันเป็นคนไม่ได้เรื่องจากนั้นก็บอกว่าเธอรู้สึกผิดและรู้สึกเสียดายหลานสะใภ้คนนี้
หวังซู่เหมยเองก็ทักทายอย่างสุภาพเช่นกันเธอบอกว่าการช่วยชีวิตคนนั้นได้บุญกุศลกว่าการสร้างเจดีย์ 7 ชั้นแต่ในใจของเธอยังคงรู้สึกโมโหที่ตระกูลเก่อทำไม่ดีกับฟู่ต้านี
แต่ฟู่เยี่ยนได้ทำเรื่องดีๆ สมควรช่วยลูกสาวรักษาชื่อเสียงไว้ ดังนั้นหวังซู่เหมยจึงแสดงสีหน้าถ่อมตนออกมา
ผู้เฒ่าตระกูลเก่ออายุพอกันกับฟู่เหล่าชวนเขาพูดจามีเหตุผลมาก เขายังมอบของขวัญขอบคุณฟู่เยี่ยนที่ช่วยเหลือทายาทตระกูลเก่อทุกคนในตระกูลต่างรวบรวมเงินมาเป็นค่าตอบแทนน้ำใจทั้งหมด 300 หยวน
ฟูต้าหย่งรับเงินก้อนนี้เอาไว้ฟู่เยี่ยนเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรเพราะเธอแค่ประจวบเหมาะได้ช่วยตระกูลเก่อไว้ได้ก็เท่านั้นถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้ทำไปเพื่อพวกเขาอยู่ดี
ผู้เฒ่าตระกูลเก่อพูดจบแล้วยังคงไม่กลับไปเขายังคงชวนฟู่ต้าหย่งคุยอยู่อย่างนั้น ฟู่เยี่ยนยังศึกษาศิลาวิญญาณดินไม่เสร็จเธอจึงเริ่มเกิดความรำคาญส่วนฟูต้าหย่งเองก็มองออกว่าหัวหน้าตระกูลเก่อมีบางอย่างอยากพูดกับเขาดังนั้นเขาจึงถามออกไปตามตรง
“ลุงเก่อถ้าลุงมีอะไรก็พูดออกมาตามตรงเถอะ”ฟูต้าหย่งเองก็เวียนหัวกับการพูดจาอ้อมค้อมวกไปวนมาของหัวหน้าตระกูลเก่อแย่แล้วตอนนี้เขาอยากยุติการพบหน้ากันของทั้งสองตระกูลโดยเร็ว
“หลานชายงั้นฉันจะขอพูดออกไปตามตรงเลยแล้วกันหลายปีมานี้เป็นเพราะตระกูลเก่อมีหลานชายไร้ศีลธรรมอย่างเก่อหงจวินแม้ในตระกูลจะมีลูกหลานที่ได้ดิบได้ดีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ฉันเลยคิดเองว่าเป็นเพราะสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเรามีปัญหาหรือไม่? หลานพอจะให้อาจารย์ฟู่ไปดูที่สุสาน เพื่อชี้แนะพวกเราหน่อยได้ไหม ? ” เก่อเซิ่งลี่หัวหน้าตระกูลเก่อถามขึ้นมาด้วยความเกรงใจ
ฟู่เยี่ยนรู้สึกดูแคลนผู้เฒ่าผู้แก่ที่พูดจาในทำนองนี้มากลูกหลานของตนเองไร้ศีลธรรม ไม่มีใครในตระกูลประสบความสำเร็จเท่าที่คนเรื่องแบบนี้มันโทษแค่สุสานบรรพบุรุษของตนเองได้หรือ ? การอบรมของครอบครัวมีส่วนสำคัญต่างหากคนไร้ศีลธรรมอย่างเก่อหงจวินล้วนมาจากการอบรมสั่งสอนของผู้เป็นแม่ทั้งนั้น
‘ไผ่ชั่วให้หน่อไม้ดี’พ่อแม่ที่เป็นดั่งสำนวนนี้เป็นเพียงคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นหลุมศพของบรรพบุรุษสามารถรับประกันความเจริญรุ่งเรืองของลูกหลานได้เท่านั้นแต่พวกเขาจะประสบความสำเร็จและเป็นคนดีได้หรือไม่นั้นอยู่ที่การกระทำของพวกเขาเองความสำเร็จขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หากคุณต้องการเป็นคนดี คุณก็ต้องมีความเป็นมนุษย์ให้ได้เสียก่อน!
เพียงแต่หากเธอพูดแบบนี้ออกมาตามตรงมันจะกลายเป็นการสร้างความโกรธแค้นต่อกันดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องพูดอ้อมค้อมให้นุ่มนวลไว้
“หัวหน้าตระกูลเก่อหลุมศพบรรพบุรุษตระกูลเก่อไม่ได้มีปัญหาอะไร ตรงกันข้ามกลับตั้งอยู่ในสถานที่ฮวงจุ้ยดีเชื่อว่าในภายภาคหน้า ลูกหลานของตระกูลจะต้องเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
แผนที่จะเปรียบเทียบหลุมศพไม่สู้เชื่อฟังคำพูดของผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและพาตัวเองไปประสบความสำเร็จถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องพลังแห่งความรู้ไร้ที่สิ้นสุด”
ฟู่เยี่ยนพูดจบเก่อเซิ่งลี่ก็มีสีหน้าละอายใจเป็นอย่างที่พูดจริง เพราะแม้แต่หมู่บ้านอันผิงก็ยังมีโรงเรียนอยู่ภายในหมู่บ้านขนาดคนในหมู่บ้านเสี่ยวโจวยังต้องมาเรียนหนังสือที่หมู่บ้านอันผิงและเป็นเพราะเหตุนี้เองทำให้เด็ก ๆ หลายคนมักจะแอบหนีเรียนอยู่เป็นประจำ
เก่อเซิ่งลี่กล่าวขอบคุณแล้วก็พาคนในตระกูลเก่อกลับไปหลังจากที่เขากลับไปแล้วก็ร่วมมือกับหัวหน้าตระกูลอีกสองตระกูลในหมู่บ้านเพื่อยื่นเรื่องขอเปิดโรงเรียนประถมนอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในตระกูลเก่อเขาพยายามอย่างหนักในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาในครอบครัว เพราะสมัยเด็กเก่อเซิ่งลี่เคยได้รับการศึกษาจากโรงเรียนเอกชนมาก่อนดังนั้นเขาจึงเข้ามาดูแลเรื่องการศึกษาของตระกูลโดยไม่สนใจเรื่องอายุอีกด้วย
ในอนาคตอีกไม่กี่ปีต่อไปฟู่เยี่ยนจะได้กลายเป็นปรมาจารย์ด้านอภิปรัชญาที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติในประเทศจีนและตระกูลเก่อภายใต้การนำของเก่อเซิ่งลี่จะหันมาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาของลูกหลานและในอนาคตพวกเขาจะอบรมลูกหลานผู้มากพรสวรรค์ออกมาได้เป็นจำนวนมาก
เก่อเซิ่งลี่จดจำคำพูดที่อาจารย์ฟู่เคยพูดเอาไว้ว่า‘ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พาตัวเองไปประสบความสำเร็จ’ ได้ขึ้นใจเขาได้เขียนมันไว้เหนือผังตระกูล และกลายเป็นคำพังเพยสอนลูกสอนหลานไปรุ่นสู่รุ่น
แต่ในฐานะนักเรียนมัธยมต้นตอนนี้ฟู่เยี่ยนต้องไปโรงเรียน หรือต่อให้เธอลาหยุดอยู่บ้านเธอก็จะแอบขี้เกียจไม่ได้เป็นอันขาด เพราะอีกไม่นานการทดสอบเดือนแรกจะมาถึงแล้ว
เดิมทีโรงเรียนมัธยมต้นในชุมชนไม่มีการสอบรายเดือนแต่ครูจงที่เพิ่งย้ายมาปีนี้เป็นเยาวชนที่มีการศึกษาเพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรับตัวเข้ากับการสอบเข้ามัธยมปลายได้เขาจึงได้เกิดไอเดียนี้ขึ้นมา โจวชิวลู่ร้องคร่ำครวญมาหลายวันแล้วแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งการมาถึงของการทดสอบนี้ได้
เช้าวันรุ่งขึ้นที่โรงเรียนโจวชิวลู่ได้นำของที่เจิ้งหมิงฝากมาขอบคุณฟู่เยี่ยนติดมาด้วยมันไม่ได้มีเพียงแค่เงินที่ถูกห่อมาอย่างดีเท่านั้นแต่ยังมีอุปกรณ์การเรียนที่ภรรยาของเจิ้งหมิงไปซื้อมาจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย
โจวชิวลู่ชอบกล่องดินสอที่อยู่ด้านในมากจนเกือบน้ำลายไหลออกมา แต่พี่สาวก็ซื้อให้เธอแล้วเช่นกันเพียงแต่ลายและสีไม่เหมือนกับของฟู่เยี่ยน โจวชิงหยูฟังจากรายละเอียดที่เจิ้งหมิงเล่าให้ฟังเธอมีความรู้สึกว่าเดิมทีฟู่เยี่ยนไม่อยากเข้ามายุ่งเรื่องคนอื่นแต่ที่เปลี่ยนท่าทีไป คงเพราะเห็นแก่น้องสาวของเธอ
ดังนั้นเธอจึงพาน้องสาวออกไปเลือกซื้อของด้วยนับตั้งแต่ที่โจวชิงหยูแยกบ้านออกมาจากครอบครัวของพ่อแม่สามี ดูเหมือนเธอจะผ่อนคลายลงมากเธอกล้าที่จะใช้เงินในมือแล้วและด้วยความที่เจิ้งจงต้องการชดเชยให้หลังจากที่รู้ว่าเจิ้งหมิงจะยังคงนับถือเขาเป็นพ่อและจะคอยดูแลยามเขาแก่เฒ่าเขาก็ให้เงินเจิ้งหมิงมาซื้อบ้านอีกด้วย
และด้วยความที่โจวชิวลู่เป็นเพื่อนสนิทของอาจารย์ฟู่เธอจึงพลอยได้รับผลประโยชน์นี้ไปด้วย
“พวกเราแลกกันดีไหม ? ฉันชอบสีกล่องดินสอที่เธอใช้อยู่”ฟู่เยี่ยนเห็นว่าโจวชิวลู่จ้องกล่องดินสอในถุงไม่วางตา
“ไม่ล่ะฉันยังอยากใช้มันอยู่ เอาไว้ผ่านไปสักสองสามวันค่อยเอามาแลกกันใช้ ! ” โจวชิวลู่ตกลงเรื่องแรกกล่องดินสอกับเพื่อนสนิทเรียบร้อย
“ได้ถึงตอนนั้นเธอก็เอามาแลกเองแล้วก็จัดกล่องดินสอให้ฉันด้วย จริงสิฉันมีเรื่องอยากจะฝากเธอไปบอกพี่เขยของเธอหน่อย”ฟู่เยี่ยนอยากใช้โจวชิวลู่เป็นกระบอกเสียงให้เธอเพราะเธอเห็นถึงไหวพริบและความคล่องแคล่วของเจิ้งหมิงจึงอยากดึงเขาเข้ามาเป็นพันธมิตรให้กับจางเหว่ย แต่จางเหว่ยนั้นสูงส่งเกินไปเขาเป็นถึงลูกชายของนายกเทศมนตรีจาง ไม่ใช่ผู้ที่มีชะตาเกราะเพชรคุ้มกัน
นายกเทศมนตรีจางเองก็มีศัตรูทางการเมืองและมีคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันจางเหว่ยจึงไม่ควรเข้ามาพัวพันเรื่องพวกนี้ดังนั้นเจิ้งหมิงจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
เจิ้งหมิงเป็นคนกว้างขวางมีความทะเยอทะยาน ไม่ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ อีกทั้งเธอยังมีบุญคุณต่อเขาเขาได้เห็นวิธีของเธอแล้ว และในอนาคตจะไม่กล้าเล่นลูกไม้กับเธอแน่นอนหากฝ่ายหนึ่งมีความกลัว ความร่วมมือถึงจะอยู่ได้ยาวนาน
ฟู่เยี่ยนที่วางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้วจึงทำให้เจิ้งหมิงได้เห็นทุกสิ่งแล้วมาขอทำความร่วมมือกับเธอนี่ไม่ใช่ความใจร้ายหรือความเห็นแก่ตัวของฟู่เยี่ยนแต่เป็นความร่วมมือที่มาเยือนเอง มันไม่เหมือนความร่วมมือที่เราต้องไปขอร้องคนอื่น
แน่นอนว่าอย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่เหมือน
โจวชิวลู่เลิกเรียนแล้วจึงได้ฝากของไปให้เจิ้งหมิงมันเป็นจดหมายที่ฝากส่งถึงจางเหว่ย โดยเนื้อความเขียนความคิดและแผนการของฟู่เยี่ยน
เพราะการหาพันธมิตรจะต้องได้รับความยินยอมจากจางเหว่ย
เจิ้งหมิงได้รับจดหมายแล้วตัวจดหมายไม่ได้ปิดผนึก ซึ่งนี่เป็นวิธีการหนึ่งของฟู่เยี่ยนหากมีคนอ่านจดหมายฉบับนี้จบ กระดาษจะเผาไหม้ตัวเองเป็นยันต์ประเภทหนึ่งที่ฟู่เยี่ยนทำขึ้นมาตามวิธีลับของบรรพบุรุษ
หากเจิ้งหมิงแอบอ่านเนื้อความในจดหมายจดหมายฉบับนี้ก็จะหายไป ต่อให้เขาเขียนมันขึ้นมาใหม่ตัวกระดาษก็จะไม่เผาไหม้ตัวเอง ฟู่เยี่ยนไปถามดูก็รู้แล้ว
เรื่องจริงได้พิสูจน์แล้วว่าฟู่เยี่ยนมองเหตุการณ์ไม่ผิดจางเหว่ยสงสัยว่าทำไมอาจารย์ฟู่ไม่ติดต่อมา แต่กลับเขียนจดหมายมาให้เขาหลังจากที่เขาอ่านจบแล้ว ยังไม่ทันจะได้อ่านทวนซ้ำอีกรอบกระดาษจดหมายก็เผาไหม้ตัวเองไปเสียแล้ว !
“บ้าเอ้ยนี่มันอะไรวะเนี่ย ! ” จางเหว่ยที่อ่านจดหมายจบกับเจิ้งหมิงที่ทำหน้าที่คนส่งจดหมายถึงกับตกตะลึงเจิ้งหมิงย่อมคิดทบทวนมากกว่าจางเหว่ย ทั้งยังเหงื่อท่วมตัวด้วยความขนลุกอีกด้วยโชคดีนะที่เขาไม่ได้เปิดจดหมายอ่าน !