“เอมแน่ใจนะ ว่าจะไม่ไปกรุงเทพพร้อมกับแม่”สายสุนีย์พูดเกลี้ยกล่อมในขณะที่เลือกหยิบเสื้อผ้าออกจากตู้แล้วเดินอ้อมมาทางปลายเตียงก่อนที่จะนั่งเผชิญหน้ากับบุตรสาวที่กำลังนั่งพับผ้าวางไว้ข้างกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
“แน่ใจค่ะ คุณแม่ไม่ต้องเป็ห่วงเอมเลย อีกแค่ 3-4 วันคุณยายก็กลับจากปฏิบัติธรรมแล้วล่ะค่ะ”
เสียงใสๆของลูกสาวเอ่ยในขณะที่ช่วยจัดแจงเสื้อผ้าของสายสุนีย์ใส่กระเป๋าเดินทาง
ถึงแม้บุตรสาวจะพูดแบบนั้นแต่ผู้เป็แม่ก็อดที่จะเป็ห่วงไม่ได้ ทั้งที่กำหนดไว้แล้วว่าจะกลับกรุงเทพหลังจากที่คุณยายเจิมจันทร์เสร็จสิ้นจากการปฏิบัติธรรมแต่แล้วอยู่ๆเมื่อตอนบ่ายก็มีโทรศัพท์ด่วนจากภาคินัยผู้เป็สามีบอกให้กลับกรุงเทพด่วนเหตุเพราะน้องไอซ์หรือเด็กชายภคพงษ์น้องชายต่างบิดาของเอมมาลินเกิดอุบัติเหตุหกล้มกระดูกแขนซ้ายหักจากการเล่นเซิร์ฟสเก็ตจนต้องเข้าเฝือกต่อให้มีพี่เลี้ยงหรือพยาบาลคอยดูแลอย่างใกล้ชิดแต่ความเอาแต่ใจตัวเองชอบเหวี่ยงวีนของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ยังอยู่ในวัยเยาว์อายุแค่เก้าขวบแถมนิสัยดื้อรั้นทำให้สายสุนีย์เป็ห่วงว่าอาการาเ็ของน้องไอซ์จะไม่ทุเลาลง
“ไม่มีใครอยู่เป็เพื่อนเอมอย่างนี้ จะไม่เหงาแย่หรือลูกดูสิทั้งสร้อยทั้งชดก็ไม่อยู่กันทั้งคู่”
สายสุนีย์มิวายพูดถึงคนรับใช้ทั้งสองอย่างสร้อยต้องเก็บกระเป๋าไปดูแลเจิมจันทร์ระหว่างปฏิบัติธรรมเหมือนเช่นทุกครั้งไหนจะนายชดที่ลากลับบ้านเพราะต้องไปดูแลเมียที่เพิ่งคลอดลูก สรุปว่าไม่มีใครอยู่บ้านหลังใหญ่นี้นอกจากเอมมาลิน
“เอมมีงานทำยามว่างแล้วค่ะ ไม่เหงาแน่นอน” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทีสดใส
“อ๋อ....กี่ทอผ้าตัวเก่าของคุณยายใช่ไหมลูกั้แ่กลับมาจากบริษัทก็มารบเร้าให้คุณยายสอนทอผ้านี่ดีนะที่เอมหัวเร็วไม่งั้นคุณยายคงมัวแต่สอนจนไม่ได้ไปปฏิบัติธรรมแน่เลย”
มารดารู้ทันทีว่างานยามว่างที่เอมมาลินพูดถึงคืออะไรนึกแอบหมั่นไส้นิดๆหลังจากรู้จากวิมลว่าลูกสาวคนสวยของเธอแอบแปลงร่างเป็สาวทอผ้าในขณะที่เธอต้อนรับลูกค้าอยู่มิหนำซ้ำยังเกือบถูกลูกค้าจับได้
ทั้งวิมลและยุพาต่างยอมรับว่าเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดจนถูกพอเจตน์ผู้จัดการเ้าระเบียบตำหนิใส่ไปหนึ่งยกแต่ดูเหมือนผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งสองดูไม่สะทกสะท้านกลับรู้สึกยินดีที่ได้ช่วยให้คุณหนูแสนสวยได้ทำตามที่้า
การบอกลาของสองแม่ลูกเป็ไปอย่างเร่งรีบรถเช่าคันหรูขนาดเล็กกลางเก่ากลางใหม่พร้อมคนขับรถเป็ตัวเลือกเดียวเพื่อให้ทันขึ้นเครื่องบินไฟลท์ที่เร็วที่สุดของวันนี้เอมมาลินโบกมือให้รถที่เคลื่อนตัวห่างออกไปจนลับสายตาจากนั้นก็หันหลังกลับเข้าภายในบ้านและลงกลอนประตูใหญ่แ่าเดินมุ่งหน้าไปห้องโถงที่เปิดออกไปสู่สวนหลังบ้านได้
หญิงสาวชอบมุมที่มองเห็นสวนหลังบ้านเป็ที่สุดวันก่อนเอมมาลินจึงขอร้องแกมบังคับให้ป้าสร้อยกับนายชดช่วยกันยกกี่ทอผ้าออกมาจากห้องเก็บของประกอบทุกอย่างจนเข้าที่เข้าทางตั้งไว้ที่โถงใต้ถุนหลังบ้านซึ่งตรงกับห้องนอนชั้นสองของหญิงสาวพอดีคุณยายเจิมจันทร์เองก็ยินดีที่ได้เห็นกี่ทอผ้ากลับมาใช้การได้อีกครั้ง
ในขณะที่หญิงสาวเริ่มที่จะเอาจริงเอาจังกับกี่ทอผ้าตรงหน้าเธอเหมือนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากในสวนหญิงสาวหยุดมือตั้งใจฟังเสียงอีกครั้ง
“………...”
เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ได้หูแว่วไปมือที่จับกระสวยอยู่วางลงอย่างเบามือ แล้วลุกเดินไปยังทิศทางของเสียงที่คาดว่าอยู่ที่ใดที่หนึ่งในสวนหลังบ้านสายตาก้มต่ำเมื่อได้เห็นเ้าตัวต้นเสียง
มันคือแมวไทยตัวเล็กที่นั่งตาแป๋วแหววอยู่ใต้โคนต้นหอมหมื่นลี้
“อ้าว เ้าเหมียว....หลงมาจากไหนเนี่ย!”
“เหมียวววว” เ้าขนปุยสีส้มแซมขาวสลับดำมีหนวดสีขาวยาวเรียงเส้นสวย มันจ้องหน้าเธอแถมยังอ้าปากร้องไม่หยุด
จนหญิงสาวย่อตัวนั่งยองๆใช้มือลูบหัวแมวน้อยเบาๆทดสอบดูว่ามันจะกลัวคนแปลกหน้าหรือไม่
เ้าเหมียวเงียบเสียงลงใช้หัวคลอเคลียที่มือของหญิงสาวอย่างไว้ใจ
“อุ้ยน่ารักจัง คุ้นเคยกับคนด้วย”
จากนั้นมันก็เปลี่ยนท่าทางเอี้ยวตัวไปคลอเคลียกับโคนต้นไม้จมูกสีขาวอมชมพูของมันขยับดุ๊กดิ๊กสูดดมกลิ่นที่โชยมาเอมมาลินคิดไปเองว่าขนาดแมวยังหอมฟินกับกลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ต้นนี้เลย
หญิงสาวนึกติดใจรสชาติชาดอกหอมหมื่นลี้ที่ได้ดื่มเมื่อสองวันก่อนเลยเอื้อมมือไปเก็บกำไว้สองสามช่อ ‘เอาไว้ทำชาดื่มอีกดีกว่า’
“เหมียว” มันเงยหน้ามองสิ่งที่อยู่ในมือของหญิงสาวไม่วางตาดูแสนรู้กว่าแมวทั่วไปซะจริง
“แกเป็แมวกินดอกไม้ไม่ได้หรอก มานี่มา เดี๋ยวหาอาหารให้กิน”
เอมมาลินพูดราวกับเหมียวน้อยจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดในใจคิดว่าก็ดีเหมือนกันมีแมวอยู่เป็เพื่อนยามเหงาเหมียวน้อยรีบเดินเยื้องย่างตามร่างบางเข้าบ้าน
แมวน้อยที่เพิ่งเจอกันไม่นานะโขึ้นนั่งบนเก้าอี้ตัวข้างๆกับหญิงสาวมันเงยหน้ามองมือเรียวยาวที่กำลังบรรจงใส่กลีบดอกหอมหมื่นลี้และเทน้ำร้อนใส่กา
เธอก้มสูดดมไอน้ำที่ลอยขึ้นนำพากลิ่นหอมชื่นใจก่อนที่จะปิดฝากาน้ำจนได้ที่แล้วรินใส่ถ้วยชา
“อ้าว เ้าเหมียว ทำไมไม่กินปลากรอบล่ะ ไม่หิวเหรอ” เหมียวน้อยทำท่ากระดิกหูได้ยินเสียงพูด
มันไม่แม้แต่จะมองปลากรอบแสนอร่อยในจานใบเล็กกลับจ้องมองอากัปกิริยาของร่างบางที่กำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นเป่าความร้อนก่อนที่จะละเลียดดื่มจนชาหมดถ้วย
“เหมียววววววว” คราวนี้มันร้องเสียงเหมียวลากยาวเหมือนจะพูดได้กะพริบตาช้าๆ พลางยกขาหน้าสองขาเกาะขอบโต๊ะ
หญิงสาวลองหยิบปลากรอบจ่อที่ปากของมันคราวนี้ได้ผล มันอ้าปากงับปลากรอบจากมือ เคี้ยวด้วยฟันกรามเสียงดังกรุบๆหมดแล้วก็เงยหน้ามอง เอมมาลินเห็นดังนั้นก็หัวเราะชอบใจยกใหญ่เลื่อนจานปลากรอบไว้ตรงหน้ามันอีกครั้ง
“เอาล่ะ แกนั่งตรงนี้นะ อย่าซน ฉันมีงานต้องทำ” หมดห่วงกับการให้อาหารแมวหลงตัวนี้ไปสักที
เมื่อเวลาแห่งการจิบน้ำชาสิ้นสุดลงร่างบางเข้าประจำที่นั่งกี่ทอผ้าเริ่มรังสรรค์ผลงานให้เสร็จอย่างที่ตั้งใจ
“วันนี้อยู่บ้านคนเดียวเป็อย่างไรบ้างหนูเอม” เสียงปลายสายไถ่ถามด้วยความเป็ห่วงข้างกายมีหญิงรับใช้คนสนิทสาละวนจัดแจงที่นอนสำหรับนายหญิงชรา
“ทำไมจะอยู่คนเดียวไม่ได้ล่ะคะคุณยาย เอมยังอยู่ที่จีนคนเดียวได้สบายๆ เลยแค่นี้สบายมากค่ะ”
หญิงสาวตอบพลางเช็ดเส้นผมเปียกลู่หลังจากอาบน้ำสระผมเสร็จก็รีบโทรศัพท์หาคุณยายเจิมจันทร์
“คุณยายคะ แถวนี้มีใครเลี้ยงแมวบ้างหรือเปล่าคะ”
“แมวเหรอ? เพื่อนบ้านเราก็ไม่มีใครเคยบอกว่าเลี้ยงแมวเลยนะมีอะไรหรือเปล่าลูก” เจิมจันทร์กล่าวด้วยไม่รู้ว่าหลานสาวจะถามถึงแมวทำไม
เอมมาลินหันไปมองดูเ้าแมวน้อยกำลังนอนเหยียดยาวท่าทางสบายใจอยู่บนโต๊ะหัวเตียง
“ก็วันนี้มีแมวสามสีเข้ามาในบ้านเราค่ะเอมเอาปลากรอบให้กินแล้วมันก็ยังไม่ยอมไปไหน”
เจิมจันทร์ลองหันไปถามสร้อยเผื่อว่าจะได้คำตอบ
“สร้อย แถวบ้านเรามีใครที่ไหนเลี้ยงแมวบ้างหรือเปล่าหนูเอมบอกว่ามีแมวสามสีเข้าบ้าน”
“ไม่มีหรอกค่ะนายท่าน ในละแวกบ้านเราอิฉันรู้จักเกือบทุกบ้านจะมีบ้านที่อยู่หน้าปากซอยทางเข้าเขาก็เลี้ยงแต่สุนัขตัวใหญ่ๆคงไม่มีแมวอย่างที่คุณเอมว่า” แม่บ้านหญิงคนเก่าแก่บอกอย่างกับรู้จักคนละแวกบ้านไปเสียหมด“หรือว่าจะมีคนเอามาปล่อยคะ”
เสียงพูดแทรกเข้ามาในโทรศัพท์ของป้าสร้อยทำให้เอมมาลินนึกสงสารแมวน้อยตัวนี้ขึ้นมา
“ทำอย่างไงกับมันต่อดีคะคุณยาย ดูสิตัวเล็กนิดเดียว อายุน่าจะประมาณ 3-4เดือนเท่านั้นเอง”
“เอาเถอะลูก เดี๋ยวยายกลับบ้านก่อนแล้วเราค่อยว่ากันตอนนี้ให้มันอยู่เป็เพื่อนหนูเอมไปก่อนแล้วกัน ก็ดีเหมือนกันนะหนูเอมจะได้ไม่เหงา”
เอมมาลินเหลือบมองเ้าแมวตัวที่ถูกกล่าวถึงอีกครั้ง‘ดีนะที่ฉันไม่แพ้ขนแมว ไม่งั้นแกโดนอัปเปหิออกไปจากบ้านแน่นอน’ หญิงสาวนึกหมั่นไส้ที่เ้าตัวดีที่ใช้คางเกยเท้าหน้านอนหลับตาพริ้มทำราวกับที่นี่คือบ้านของบ้านมัน
เมื่อคาดว่ามันคงหลับสนิทแล้วร่างบางในชุดนอนก็หันมาคุยโทรศัพท์กับคุณยายน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเพราะเห็นว่ายังหัวค่ำอยู่
เ้าขนปุยลืมตาขึ้นช้าๆดวงตาสีเขียวเปล่งประกายจ้องแผ่นหลังของหญิงสาวไม่วางตา