จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 132 ไร้เรี่ยวแรงพลิกกาย

            ดัชนีเอกสุริยัน!

            ทันทีที่ตกถึงพื้นเย่เฉินก็ได้ถ่ายเทพลังปราณเข้าสู่นิ้วมือของเขา วิชาดัชนีทะลุแหวกไปในอากาศแต่ก็ต้องถูกบีบบังคับให้พ่ายแพ้อีกครั้งนี่เป็นครั้งแรกที่วิชาดัชนีเอกสุริยันของเขาต้องเผชิญกับความปราชัยนึกไม่ถึงว่าเมื่อปะทะเข้ากับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งแล้วจะเกิดเพียงประกายไฟขึ้นบนร่างกายเท่านั้น

            “ใช้วัสดุชนิดใดในการหลอมขึ้นมากันแน่ร่างกายจึงได้แข็งแกร่งเช่นนี้” เย่เฉินแอบถอนหายใจ

            ในขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นหุ่นเชิดเฟิงอิ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็บีบมือของเขาอีกครั้งและดูเหมือนว่าเขากำลังจะใช้วิชาลับอีกครั้ง เขาไม่มีความเกรงใจเลยจริงๆด้วยพลังวิญญาณมีอย่างต่อเนื่อง จึงได้ปล่อยกระบวนท่าออกมาไม่หยุดยั้ง

            “เจ้าคิดว่าข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งอย่างนั้นหรือ?” เย่เฉินหัวเราะเยาะท่าทางของเสือกระโจนและลิงกระโดดของอสูรเดือดดาลปรากฏขึ้นพร้อมกันมุ่งตรงเข้ากระแทกใส่หุ่นเชิดเฟิงอิ่งในทันทีขัดจังหวะกลยุทธ์รอยพิมพ์ของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งอย่างรุนแรง

            โฮก!

            โฮก!

            โฮก!

            ในไม่ช้าเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก็ดังขึ้นมาเย่เฉินเรียกวิชาลับการต่อสู้ระยะประชิดที่ทรงอานุภาพออกมาเขาเหมือนกับสัตว์ร้ายที่ลงมาจากภูเขา ลงมือด้วยชุดการต่อสู้ที่แปลกประหลาดบางครั้งเหมือนพยัคฆ์ บางครั้งก็เหมือนวานรที่ดุร้าย บางครั้งก็เหมือนราชสีห์และบางคราก็เหมือนดั่งหมาป่า มีท่วงท่าการเคลื่อนไหวทั้ง คว้า จับ ตะปบ ตี กระชากใช้มือ เท้า เข่า และไหล่รวมกันอย่างลงตัว ข้อต่อส่วนต่างๆของร่างกายล้วนกลายเป็นอาวุธอันร้ายแรง

            อย่างไรก็ตามวิชาการต่อสู้ระยะประชิดที่เขาพึ่งพาได้เสมอได้ถูกหุ่นเชิดเฟิงอิ่งสกัดไว้ทันท่วงที

            เขาประเมินความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งต่ำไปมากทุกครั้งที่เขาลงมือ ก็จะถูกหุ่นเชิดเฟิงอิ่งขัดขวางไว้ทุกครั้งและด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง แม้ว่าจะถูกเขาตีไปครั้งหนึ่งแต่ก็ไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย

            “แล้วจะต่อสู้อย่างไรต่อ”เย่เฉินบ่น และถอยห่างออกไปเรื่อยๆเพราะตอนนี้เขาถูกหุ่นเชิดเฟิงอิ่งโจมตีเข้าจนเงยหน้าไม่ขึ้น

            หลังจากปะทะกันอยู่นานร่างของเขาก็รู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก มีรอยกระบี่จำนวนมากอยู่ทั่วร่างผิวหนังและเนื้อของเขาก็ฉีกขาด

            “ข้าไม่สู้แล้วข้าไม่สู้แล้ว” เย่เฉินตะโกนออกไปเบาๆ ขณะที่กำลังถูกไล่ล่าไปทั่วทั้งเวที

            จะสู้ต่อไปได้อย่างไรกันในเมื่อความเร็วของเขาถูกยับยั้งเอาไว้ พลังก็ถูกยับยั้งเอาไว้และด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้าม และการมีพลังวิญญาณที่เพิ่มเติมขึ้นได้อย่างต่อเนื่องในการเผชิญหน้ากันครั้งนี้เขาก็เหมือนถูกกำหนดให้ต้องพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวช

            “มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะสู้ต่อหรือไม่”ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังจิบน้ำชาอย่างสบายใจอยู่เบื้องหน้าโต๊ะหินแต่กลับไม่ให้ความสนใจใดๆ

            “จะให้สู้ก็ได้แต่ต้องเอากำไลเงาจันทร์เจ็ดดาราอะไรนี่ออกให้ข้าก่อนสิ”

            “เจ้าฝันไปเถอะ”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มอย่างสบายๆ “นี่คือการฝึกตน!จะต้องได้รับความทุกข์ทรมานบ้าง ถ้าอยากจะแข็งแกร่งก็จะต้องเรียนรู้การถูกทุบตีเสียก่อน เมื่อถูกทุบตีเป็นจำนวนมากพอ ผิวหนังก็จะหนาขึ้นเองโดยธรรมชาติวางใจเถอะ ไม่ถึงตายหรอก!”

            บ้าสิ!

            คำพูดของฉู่ซวนเอ๋อร์เกือบทำให้เย่เฉินกระอักเลือดออกมา

            “สู้ต่อสิ”ฉู่ซวนเอ๋อร์หยิบถ้วยน้ำชาอย่างสบายๆ และเม้มปากจิบชาอย่างสบายใจโดยนางไม่สนใจต่อเสียงตะโกนของเย่เฉินเลย

            ตูม!

            ตาม!

            หุ่นเชิดเฟิงอิ่งเข้าโจมตีเย่เฉินอย่างดุเดือดรวดเร็ว และทรงพลัง เย่เฉินใช้วิชาลับจำนวนมากมายในการตอบโต้แต่ก็ยังถูกบดขยี้และไร้เรี่ยวแรงจะพลิกกาย พลังในทั่วร่างกายเกลือกกลิ้งไปมาด้วยถูกยับยั้งไว้โดยกำไลเงาจันทร์เจ็ดดารา

            โอ๊ย...!

            ทั้งยอดเขาดรุณีหยกเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้โหยหวนของเย่เฉิน ดังนั้นเมื่อมีศิษย์เดินผ่านเชิงเขาก็ต้องแหงนมองขึ้นมาทันที เพราะไม่รู้ว่าด้านบนภูเขามีใครกำลังสังหารหมูอยู่หรือเปล่า!

            หลังจากผ่านไปสามชั่วยามหุ่นเชิดเฟิงอิ่งก็หยุดโจมตี

            เมื่อมองไปยังเย่เฉินอีกครั้งเขากำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนเวทีต่อสู้ราวกับหมูที่ถูกฆ่าตายสภาพของเขาดูน่าสังเวชยิ่งนัก เสื้อผ้าของเขาขาด และเปียกโชกไปด้วยคราบเลือดเขาถูกทุบตีจนแทบจะจำแม่ตนเองไม่ได้เลยทีเดียว

            “ข้าให้เวลาเจ้าฟื้นฟูตนเองหนึ่งชั่วยาม”ด้านล่างเวที ฉู่ซวนเอ๋อร์กำลังจิบชาที่มีกลิ่นหอม และสะบัดมือไปพลางเพื่อเรียกเม็ดยาวิญญาณที่มีรัศมีสีม่วงออกมา “หลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วยามมาประลองกันต่อ”

            “เจ้ามันคือหญิงบ้าชัดๆ”เย่เฉินแอบบ่น แต่ก็ยังคว้าเม็ดยาวิญญาณยัดใส่เข้าปาก

            แม้ว่าเขาจะอยู่กับอาจารย์คนนี้มาไม่นานแต่เขาก็เข้าใจนางเป็นอย่างดี หากจะพูดออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรเขาก็ทำได้ทั้งหมด เขามั่นใจ แม้ว่าจะมีการฟื้นฟูที่ไม่สมบูรณ์ทั้งหมดแต่หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามฉู่ซวนเอ๋อร์จะต้องสั่งให้หุ่นเชิดเฟิงอิ่งเข้าโจมตีตรงเวลาอย่างแน่นอน

            ดังนั้นเพื่อให้ได้รับความทรมานน้อยลงเขาจึงต้องทำการฟื้นฟูร่างกายให้ได้มากที่สุดภายในเวลาหนึ่งชั่วยาม

            เมื่อเม็ดยาวิญญาณเข้าสู่ร่างกายมันก็ละลายหายไปอย่างรวดเร็วรักษาบาดแผลทั่วทั้งร่างและบวกกับพลังการฟื้นฟูที่แข็งแกร่งของเขาพลังปราณที่ห่อเหี่ยวของเขารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว บาดแผลต่างๆก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “ฐานการฝึกตนระดับขั้นรวมพลังสามารถรับมือการโจมตีอย่างต่อเนื่องของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งเป็นเวลาถึงสามชั่วยามเยี่ยมไปเลย เจ้าทำให้ข้าต้องแปลกใจจริงๆ” ฉู่ซวนเอ๋อร์พึมพำและนั่งมองเย่เฉินที่กำลังนั่งสมาธิอยู่บนเวทีต่อสู้เพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

            แม้ว่าจะแปลกใจแต่ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ไม่ได้ตกใจมากมาย เพราะหลังจากที่ได้พบเจอเย่เฉินด้วยตาตนเองตลอดทางมานี้เย่เฉินทำให้นางต้องตกใจมามากมาย เมื่อเทียบกับฉากที่ผ่านๆ มาฉากเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงอีก

            โจมตี!

            ทันทีที่ครบหนึ่งชั่วยามเย่เฉินที่ยังคงนั่งฟื้นฟูอาการบาดเจ็บก็ได้ยินคำสั่งโจมตีของฉู่ซวนเอ๋อร์ทันที

            ทันใดนั้นหุ่นเชิดเฟิงอิ่งที่ยืนนิ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ขยับขึ้นมาในทันทีพุ่งตัวเข้ามาหาเย่เฉินเหมือนเงาดำ จากนั้นก็โบกมือใช้ฝ่ามือโจมตีออกไป

            เย่เฉินลุกขึ้นยืนขึ้นแล้วและไม่ถอยหนีไปไหน พลังปราณทั่วทั้งร่างถูกถ่ายเทลงสู่ฝ่ามือจากนั้นก็ปล่อยหมัดเขย่าบรรพตออกไป

            ตูม!

            ฝ่ามือและหมัดสอดประสานกันหุ่นเชิดเฟิงอิ่งไม่ไหวติง แต่เย่เฉินกลับถอยไปด้านหลังอย่างคร่ำครวญ

            การต่อสู้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

            เช่นเดียวกันกับเมื่อสี่ชั่วยามที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มต่อสู้กันมา เย่เฉินก็มีแต่ถูกตีจนไร้เรี่ยวแรงจะพลิกกายและเพียงแค่ครึ่งชั่วยามทั่วทั้งร่างของเย่เฉินก็เปียกโชกไปด้วยเลือด

            โอ๊ย...!

            ด้วยเสียงที่ดังขึ้นมาเย่เฉินเหมือนถูกบีบบังคับให้ฆ่าตัวตายเขาไม่เคยพบเจอกับความน่าอับอายเช่นนี้มาก่อนเลย แม้ว่าเฟิงอิ่งจะเป็นหุ่นเชิดแต่กลับเปลี่ยนเป็นเหมือนตัวซวยไม่ว่าจะเป็นวิชาลับแบบใดก็ถูกเขาสกัดขวางไว้ได้ทั้งหมด ทั้งความเร็ว พลังและการฝึกตนก็ถูกยับยั้งไว้ ต่อหน้าหุ่นเชิดเฟิงอิ่งเขามีแต่จะถูกทำร้ายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            “ทำไมไม่ไหวแล้วหรือ?” ด้านล่างเวที เสียงหัวเราะที่สบายๆของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ดังขึ้นมา

            “ถอดเจ้ากำไลข้อมือบ้าชิ้นนี้ให้ข้าก่อนสิข้าจะได้ไปสู้กับมันต่อ” บนเวที เย่เฉินต้องพบเจอกับความยากลำบากในการตอบโต้โจมตีจึงได้ก่นด่าออกมา

            “นี่คือเหตุผลของอาจารย์?”

            “เดิมทีก็ใช่”เมื่อเย่เฉินถูกฝ่ามือของเฟิงอิ่งจนกระเด็นลอยออกไป จากนั้นเขาก็คลานหนีออกมาและต่อว่า “เดิมทีข้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ท่านก็ยังจะใช้กำไลข้อมือนี่ยับยั้งความเร็วและพลังของข้าข้าจะไปชนะได้อย่างไร”

            “ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูด”ฉู่ซวนเอ๋อร์ลุกขึ้นมาเป็นครั้งแรก สีหน้าของนางดูจริงจัง “เมื่อถูกกดขี่คนเราก็จะแสดงศักยภาพที่แตกต่างออกมา แล้วเจ้าล่ะ? ข้าได้ยินเจ้าเอาแต่บ่นแน่นอนว่าพละกำลังของพวกเจ้ามีความแตกต่างกันแต่พวกเจ้าแตกต่างกันแค่ความเร็วกับพละกำลังเองหรือ?ตั้งแต่ต้นมาเจ้าไม่เคยมีความเชื่อในชัยชนะเลย เมื่อเจ้าไม่เชื่อมั่นต่อให้เจ้าแข็งแกร่งอย่างไร ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้ฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เหลือบไปมองเย่เฉินบนเวที “ในตอนนั้นเจ้าก็สู้กับจื่อซานจนเกือบตายแต่กลับพลิกกลับมาชนะได้ ในตอนนี้คู่ต่อสู้เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้ความรู้สึกแล้วเจ้าไม่มีความเชื่อมั่นในชัยชนะเช่นนั้นหรือ?”

            “ในเส้นทางของผู้ฝึกตนหากมีจิตใจที่กล้าหาญ และหัวใจที่มั่นคงก็สามารถเผชิญขวากหนามที่จะพบเจอในภายภาคหน้าได้”

            “เจ้าสามารถแพ้บ้างก็ได้แต่อย่าได้ละอายใจในความพ่ายแพ้”

            เย่เฉินนิ่งเงียบคำพูดของฉู่ซวนเอ๋อร์เหมือนเอาเข็มทิ่มศีรษะ ทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก

            ในฐานะศิษย์ฝึกหัดเขาไม่สามารถจะไม่พอใจต่อผู้เป็นอาจารย์ได้ เขาดูถูกตนเองจนเกินไปตั้งแต่แรกเริ่มเขากลัวความแข็งแกร่งของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งจึงทำให้เขาสูญเสียความเชื่อมั่นในชัยชนะไป

            “ต่อไปข้าจะไม่ออกคำสั่งให้เฟิงอิ่งหยุดโจมตีจนกว่าเจ้าจะล้มลง” ด้านล่างเวทีฉู่ซวนเอ๋อร์เหลือบมองไปยังเย่เฉินเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อก้าวออกไปในอากาศ และหายไปในพริบตา

            ตูม!

            บนเวทีซ้อมต่อสู้การโจมตีของเฟิงอิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สีหน้าของเย่เฉินสงบลงอย่างมากเมื่อเขาเลือกจะยอมรับความพ่ายแพ้

            “ความเชื่อมั่นในชัยชนะ”เย่เฉินพึมพำ ขณะที่ถอยหลังออกไป

            “ตั้งแต่แรกเริ่มของการต่อสู้ข้าเกรงกลัวความแข็งแกร่งของหุ่นเชิด จึงไม่มีความกล้าที่จะต่อสู้”

            “หนทางการฝึกตนมีอีกยาวไกลจึงไม่ควรกลัวอะไรทั้งสิ้น”

            เขากำลังนึกถึงการประลองของสำนักนอกที่แต่ละด่านมีความโหดร้ายมากอย่างการต่อสู้ด่านสุดท้ายที่อันตราย เขาถูกทำร้ายจนเกือบตายแต่วันนี้คู่ต่อสู้ตรงหน้าของเขากลับเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้ความรู้สึก

            “อาจารย์คำพูดของท่าน ข้าเข้าใจแล้ว” เย่เฉินพึมพำออกมา จากนั้นก็กำหมัดไว้แน่น

            เขย่าบรรพต!

            ด้วยหมัดที่ปล่อยออกไปปะทะเข้ากับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งเขายังคงถูกตีกลับจนกระอักเลือดถอยไปด้านหลัง

            หุ่นเชิดเฟิงอิ่งยังคงแข็งแกร่งเช่นเคยและยังโจมตีได้อย่างรุนแรงกว่าเดิมทุกครั้ง ทุกครั้งที่หุ่นเชิดลงมือ ก็มีแต่ทำให้เย่เฉินต้องนองเลือดอยู่บนเวทีซ้อมต่อสู้เขาไร้ความรู้สึก การโจมตีนั้นจึงไม่หนักไม่เบา และไม่เคยจะออมมือลงเลยแม้แต่น้อย

            พัฟ!

            พัฟ!

            เย่เฉินยังคงเป็นฝ่ายถูกทุบตีจนตอนนี้บนตัวเขาเต็มไปด้วยคราบเลือด

            แม้ว่าเขาจะถูกโจมตีอย่างหนักแต่ครั้งนี้เขาก็ลดความใจร้อนลง และสงบนิ่งมากขึ้น แม้ว่าจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแต่ยังคงต้านทานได้อย่างมั่นคง แม้ว่าบาดแผลจะสาหัสมากขึ้น แต่เขาก็ยังคงต่อสู้กับหุ่นเชิดเฟิงอิ่ง

            ทันใดนั้นอารมณ์ในใจของเขาก็ผ่อนคลายอย่างอธิบายไม่ได้

            ตอนนี้ทั่วทั้งร่างของเย่เฉินอาบไปด้วยเลือดราวกับเขาได้ลืมความเจ็บปวดไปทั้งหมด แม้ว่าจะถูกโจมตีจนเลือดอาบ

            ภายใต้การโจมตีที่ทรงพลังของหุ่นเชิดเฟิงอิ่งเขาได้หลบหนีไปด้วยท่วงท่าที่ลึกลับ อันที่จริงแม้ว่าจะอ่อนแอกว่าเฟิงอิ่งแต่เขาก็ค้นพบพลังอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือความเชื่อในชัยชนะ และจำนงที่ไร้พ่ายในที่สุดพลังชนิดนี้ก็รวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเจตจำนงของการต่อสู้ที่ไม่มีวันแพ้

            ฆ่า!

            สิ้นเสียงตะโกนนั้นเย่เฉินก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ราวกับราชสีห์ที่ตื่นจากการหลับใหลเลือดที่นิ่งสงบก็เดือดพล่าน แผดเผาขึ้นราวกับกองไฟ

            ท่ามกลางการต่อสู้ที่นองเลือดเขาใช้วิชาลับในการหลอมกายทรหด และไม่หลีกหนีอีกต่อไปเข้าเผชิญหน้ากับหุ่นเชิดเฟิงอิ่งอย่างมุ่งมั่น

            แกรก!

            แกรก!

            เสียงแกรกๆเช่นนี้ดังออกมาจากภายในร่างกายของเย่เฉินอย่างไม่หยุดหย่อน กระดูกและเส้นลมปราณของเขายังคงแตกหักและฉีกขาดอย่างต่อเนื่องแต่เมื่อได้รับการเยียวยาจากวิชาหลอมกายทรหด ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ได้รับจากการแตกหักและฉีกขาดก็ถูกเจตจำนงของการต่อสู้ที่ไร้ความพ่ายแพ้ปกคลุมเอาไว้ทันที

            บางทีอาจจะมีคนคิดว่าเย่เฉินเป็นคนบ้า

            ในตอนนี้แม้ว่าเย่เฉินก็ยังคิดว่าตนเองเป็นบ้าไปแล้ว หุ่นเชิดเฟิงอิ่งมีความแข็งแกร่งเขาก็ยิ่งตื่นเต้น และยิ่งบ้าคลั่ง เพราะนี่คือเป้าหมายของเขาซึ่งเป็นเป้าหมายที่จะต้องทำให้สำเร็จแม้เขาจะสูญเสียเลือดเนื้อก็ตาม

            กลางอากาศฉู่ซวนเอ๋อร์ได้ปรากฏเงาร่างที่ลวงตาขึ้นมา และเฝ้าดูอยู่เงียบๆ ที่ด้านล่างเวที

            เงาร่างของเย่เฉินมีเลือดอาบโชกอยู่ทั้งตัวเมื่อปรากฏสู่สายตาของนาง เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่บาดตาอย่างยิ่งเงาร่างที่ผอมบางนั้นกำลังพยายามสุดชีวิต

            “เจ้าหนุ่มอย่าหาว่าข้าเป็นอาจารย์ที่ชื่นชอบความรุนแรงเลยนะ” ฉู่ซวนเอ๋อร์พึมพำเบาๆและกำมือของตนเองไว้แน่นเห็นได้ชัดว่าดวงตาที่งดงามของนางไม่สามารถจะทนได้อีกต่อไปแต่นางก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ

            “เย่เฉินตั้งแต่วันแรกที่เจ้าเข้ามาเป็นศิษย์ของข้าก็เป็นการลิขิตภาระที่เจ้าต้องแบกรับต่อไป”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน