รุ่งอรุณแรกแห่งยุคสมัยใหม่สาดทอแสงสีทองอมส้มอาบไล้ลงบนเศษซากปรักหักพังของ 'หอคอยไร้เนตร'ที่บัดนี้เหลือเพียงกองศิลาสีดำทะมึน กลิ่นอายแห่งความตายและปราณมารที่เคยปกคลุมหุบเขามานับพันปีถูกชำระล้างจนหมดสิ้นด้วยสัจธรรมแห่งกระบี่มังกรพลิกฟ้าทว่าท่ามกลางความเงียบสงบที่กลับคืนมานั้นบรรยากาศกลับให้ความรู้สึกอ้างว้างอย่างน่าประหลาดแสงและเงาที่ตกกระทบซากศิลาตัดกันอย่างรุนแรงประหนึ่งภาพวาดสีน้ำมันที่จงใจขับเน้นความโดดเดี่ยวของผู้รอดชีวิต
หลินเทียนยืนอยู่บนยอดผาที่สูงที่สุดของหุบเขาสายลมเย็นเยียบพัดผ่านเรือนผมสีดำสนิทที่ยาวสยายเสื้อผ้าหนังสัตว์ของเขาขาดวิ่นและชุ่มโชกไปด้วยคราบเลือดที่แห้งกรังบาดแผลนับร้อยบนร่างกายกำลังสมานตัวอย่างเชื่องช้าทว่าบาดแผลในจิตใจกลับได้รับการเยียวยาอย่างสมบูรณ์แบบ ดวงตาสี sapphire ของเขาในยามนี้ไม่มีความสับสนหรือความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่อีกต่อไปมันสงบนิ่งและลึกล้ำประหนึ่งผืนน้ำในมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง
ในมือขวาของเขา 'กระบี่มังกรพลิกฟ้า' ที่บัดนี้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ถูกเก็บกลับเข้าฝักอย่างมิดชิดกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างระดับพระเจ้าที่เคยปะทุออกมาก่อนหน้านี้ถูกกักเก็บไว้ภายในอย่างสมบูรณ์จนดูเผินๆ เขาไม่ต่างอะไรจากจอมยุทธ์พเนจรธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังปราณทว่าแท้จริงแล้ว นี่คือสภาวะ 'คืนสู่สามัญ'ของผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณ
"การแก้แค้น... ก็เหมือนกับการดื่มยาพิษแล้วเฝ้ารอให้ศัตรูขาดใจตาย" หลินเทียนเอ่ยขึ้นลอยๆน้ำเสียงของเขาแหบพร่าทว่ากังวานชัด "เมื่อศัตรูตายยาพิษนั้นก็ยังคงกัดกินเครื่องในของเราต่อไป... โชคดีที่ข้าได้ 'สัจธรรม' มาเป็นยาถอนพิษ"
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลังจิ่นเทียนเสวี่ย ในชุดคลุมสีม่วงอ่อนที่ดูสูงศักดิ์ และ รัญยาในชุดเผ่าทรายเคลื่อน เดินเข้ามาขนาบข้างเขาหญิงสาวทั้งสองมองดูแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่แบกรับชะตากรรมของโลกใบนี้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพและยำเกรง
"นครหลวงหานหยางส่งสาส์นมา...กองกำลังที่เหลืออยู่ของเจ้าชายเจ็ดและลัทธิไร้เนตรยอมจำนนทั้งหมดแล้ว"จิ่นเทียนเสวี่ยกล่าวพร้อมกับทอดสายตาไปยังเส้นขอบฟ้า"แผ่นดินนี้ติดค้างหนี้ชีวิตเจ้า หลินเทียน... หากเจ้าต้องการบัลลังก์มังกรแห่งหานหยางย่อมเป็นของเจ้า"
หลินเทียนส่ายหน้าช้าๆ รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก "บัลลังก์ไม่ใช่ที่ของมังกร...ท้องฟ้าต่างหากคือที่ที่มันควรอยู่ องค์หญิงเสวี่ยอี้ท่านและรัญยาจงร่วมมือกันฟื้นฟูดินแดนนี้เถิด ส่วนข้า...มีเส้นทางที่ต้องก้าวเดินต่อไป"
รัญยาขมวดคิ้ว "เจ้าจะไปที่ใด?หุบเขาไร้เนตรพินาศแล้วศัตรูของเจ้าไม่มีอีกแล้วนี่"
หลินเทียนค่อยๆชักกระบี่มังกรพลิกฟ้าออกมาเพียงครึ่งชุ่นแสงสีครามที่สะท้อนออกมาไม่ได้ชี้ไปยังนครหลวงแต่มันกลับสั่นไหวและชี้ตรงไปยังทิศตะวันออก... ทิศที่ตั้งของ 'ทะเลไร้ขอบเขต' ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่มีผู้ฝึกตนคนใดในทวีปนี้เคยรอดชีวิตกลับมา
"จอมเทพไร้เนตรเป็นเพียงจุดเริ่มต้น...พลังของตระกูลมังกรครามไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแผ่นดินแคบๆ นี้" หลินเทียนกล่าวแววตาของเขาฉายประกายความมุ่งมั่นที่เหนือล้ำยิ่งกว่าการล้างแค้น"ข้าสัมผัสได้... ที่อีกฟากฝั่งของทะเลเมฆนั่น มี 'ต้นกำเนิด' ที่แท้จริงของสายเลือดข้ารออยู่ข้าต้องไปที่นั่น เพื่อค้นหาความหมายของการดำรงอยู่และเพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยในจักรวาลอื่น"
หลังจากการร่ำลาที่เรียบง่ายทว่าหนักแน่นหลินเทียนทะยานร่างออกจากหุบเขาไร้เนตร เขาทิ้งอดีต ชื่อเสียงและอำนาจทั้งหมดไว้เบื้องหลังมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกด้วยความเร็วที่สายนกอินทรียังไม่อาจไล่ทัน
การเดินทางใช้เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านเทือกเขาสูงชันและป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรทว่าไม่มีสัตว์อสูรตัวใดกล้าเข้าใกล้เขาแม้แต่สิบวา กลิ่นอายมังกรที่ซ่อนเร้นอยู่เพียงแค่ปลดปล่อยออกมาเสี้ยววินาทีก็เพียงพอที่จะทำให้ราชสีห์เพลิงต้องหมอบกราบ
ในวันที่แปดหลินเทียนมาหยุดยืนอยู่บนหน้าผา 'ผาศิลาตัด'ซึ่งเป็นสุดขอบของทวีปเก่าเบื้องหน้าของเขาคือ 'ทะเลเมฆาไร้ขอบเขต'ที่กว้างใหญ่ไพศาลจนไม่อาจประเมินด้วยสายตาคลื่นเมฆสีขาวหนาทึบม้วนตัวดุจเกลียวคลื่นในมหาสมุทร ทว่าในความหนาทึบนั้นแฝงไปด้วยรอยแยกมิติและพายุสายฟ้าสีม่วงที่พร้อมจะฉีกกระชากร่างของผู้ที่ตกลงไปให้กลายเป็นฝุ่นผง
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของหลินเทียนเต้นแรงไม่ใช่ทะเลเมฆมรณะ... แต่มันคือสิ่งที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือทะเลเมฆนั้นไกลออกไปนับแสนลี้
ผ่านม่านหมอกที่หนาทึบประสาทสัมผัสระดับครึ่งก้าวผสานจิตวิญญาณของเขาจับภาพของ **'มหาทวีปลอยฟ้า'** ขนาดมหึมาได้แผ่นดินกว้างใหญ่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ น้ำตกขนาดยักษ์ที่ไหลรินลงมาจากขอบทวีปสู่ความว่างเปล่าต้นไม้ที่สูงเสียดฟ้าประหนึ่งเสาค้ำสวรรค์และปราณฟ้าดินที่เข้มข้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ... นั่นคือโลกใบใหม่โลกที่กฎเกณฑ์แห่งพลังยุทธ์เหนือล้ำกว่าทวีปที่เขาจากมานับร้อยเท่า!
"นั่นสินะ... มหาทวีปที่ตำนานกล่าวขาน"หลินเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกความตื่นเต้นที่ไม่ได้สัมผัสมานานเริ่มสูบฉีดในสายเลือด
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวเท้าทะยานข้ามทะเลเมฆสิ่งผิดปกติที่เหนือความคาดหมายก็อุบัติขึ้น!
*ครืนนนนน!เปรี้ยงงงง!*
ท้องฟ้าสีครามเหนือทะเลเมฆพลันปริแตกออกเป็นรอยแยกขนาดยักษ์ดุจดวงตาของเทพเจ้าที่เปิดออกแสงสว่างสีทองเจิดจ้าบาดตาสาดส่องลงมา บดบังรัศมีของดวงอาทิตย์จนหมดสิ้นแรงกดดันมหาศาลที่แผ่พุ่งออกมาจากรอยแยกนั้นหนักหน่วงเสียจนภูเขาหินที่หลินเทียนยืนอยู่เริ่มแตกร้าวและทรุดตัวลง
"พลังระดับนี้... ไม่ใช่ขอบเขตผสานจิตวิญญาณธรรมดา!"หลินเทียนต้องเร่งปราณมังกรครามขึ้นมาต้านทานแรงกดดันเขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตื่นตะลึง
จากรอยแยกมิติสีทองนั้น **'เรือเหาะสวรรค์'** ขนาดยักษ์ที่สร้างจากโลหะสีทองอร่ามสลักลวดลายวิหคเพลิงค่อยๆเคลื่อนตัวออกมา เรือเหาะลำนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยลมปราณ แต่ขับเคลื่อนด้วย **'พลังจิตวิญญาณสวรรค์'** ที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยวเป็นลอนคลื่น
บนหัวเรือที่เชิดสูงประหนึ่งจะท้าทายฟ้าดินปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งยืนเอามือไพล่หลังมองลงมานางสวมชุดผ้าไหมสวรรค์สีฟ้าอ่อนที่พลิ้วไหวราวกับสายน้ำเรือนผมสีดำยาวสยายประดับด้วยปิ่นมุกเมฆาใบหน้าของนางงดงามหมดจดประหนึ่งเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาดทว่าแววตาคู่นั้นกลับเยือกเย็นและสูงส่งดุจหิมะบนยอดเขาหมื่นปี...มันคือสายตาของตัวตนที่มองสรรพสิ่งเบื้องล่างเป็นเพียงมดปลวก
เพียงแค่นางตวัดสายตามองลงมาหลินเทียนรู้สึกเหมือนถูกภูเขานับร้อยลูกกดทับลงบนบ่า!กระบี่มังกรพลิกฟ้าในฝักสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับรับรู้ได้ถึงภัยคุกคามระดับหายนะ
หญิงสาวก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวร่างของนางก็เลือนหายไปจากหัวเรือ และมาปรากฏตัวลอยอยู่กลางอากาศห่างจากหลินเทียนเพียงยี่สิบวา! ความเร็วของการเคลื่อนที่พริบตานี้ไร้ซึ่งร่องรอยของวิชาตัวเบา แต่มันคือการ 'บิดเบือนพื้นที่' โดยสมบูรณ์
"ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'สัจธรรม' ที่ตื่นขึ้นในดินแดนรกร้างแห่งนี้...ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มในขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดที่เพิ่งจะแตะขอบผสานจิตวิญญาณเพียงครึ่งก้าว"
น้ำเสียงของนางกังวานใสทว่าแฝงไปด้วยพลังอำนาจที่ทำให้หินผารอบข้างแตกละเอียด"กระบี่สีดำในมือของเจ้านั่น... คือ 'กระบี่มรดกบรรพกาล' ที่หายสาบสูญไปจากมหาทวีปเมื่อหมื่นปีก่อนใช่หรือไม่?"
หลินเทียนฝืนทนต่อแรงกดดันเขายืดแผ่นหลังให้ตั้งตรง ชักกระบี่มังกรพลิกฟ้าออกมาครึ่งฝักแสงสีม่วงทองปะทะกับออร่าสีฟ้าของหญิงสาวจนเกิดประกายไฟแลบแปลบปลาบกลางอากาศ
"ข้าคือใคร กระบี่นี้คือสิ่งใดไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า" หลินเทียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดุดันไม่แพ้กัน"ทว่าหากเจ้าคิดจะมาแย่งชิงมันไป...ก็จงเตรียมใจทิ้งชีวิตไว้ที่ขอบทวีปแห่งนี้เสีย!"
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยรอยยิ้มเย็นชาปรากฏที่มุมปาก "ช่างโอหังนัก... แต่ความหยิ่งยโสที่ปราศจากพลังที่แท้จริงก็เป็นได้แค่เรื่องตลก ข้าคือ **'เซียวเฉียน'**ผู้สืบทอดลำดับที่หนึ่งแห่ง **'วิหารพิสุทธิ์สวรรค์'** แห่งมหาทวีป...และข้ามาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อพูดคุย แต่มาเพื่อ 'ทดสอบ' ว่าเจ้ามีคุณค่าพอที่จะถือครองกระบี่เล่มนั้นหรือสมควรจะถูกลบให้หายไปพร้อมกับทวีปสวะแห่งนี้!"
เซียวเฉียนค่อยๆยกมือขวาที่เรียวยาวดุจลำเทียนขึ้น ปลายนิ้วของนางเรืองแสงสีฟ้าสว่างจ้า...พริบตานั้นท้องฟ้าเหนือผาศิลาตัดก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทะเลดาบน้ำแข็งนับหมื่นเล่มที่เล็งเป้าลงมายังร่างของหลินเทียน!
การเผชิญหน้าครั้งแรกกับยอดฝีมือที่แท้จริงจากมหาทวีประดับพลังที่ห่างชั้นกันดุจฟ้ากับเหว บททดสอบที่ไม่มีคำว่าปรานี...มหากาพย์ของจอมยุทธ์ผู้พลิกฟ้าในองก์ใหม่ได้เปิดฉากขึ้นอย่างดุเดือดและน่าสะพรึงกลัวที่สุด!