ตอนที่ 16 วังฉิน (4)
หลังฝูซูปลีกตัวไปวันนั้น จ้าวเสวี่ยสวินและจางเอ่อร์ก็พำนักอยู่ในวังฉินมาสองวันแล้ว เวลานี้ได้ยินขันทีมาแจ้งข่าวว่าฉินฮ่องเต้มีรับสั่งให้องค์หญิงรองแห่งแคว้นจ้าวกับคุณชายจางเอ่อร์เข้าเฝ้า
ในช่วงสองวันนี้ ทั้งคู่ได้วางแผนการเดินทางครั้งนี้กันอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เวลานี้มีราชโองการเรียกเข้าเฝ้ากะทันหัน จึงเตรียมตัวเพียงเล็กน้อย ก่อนเดินออกไปด้วยท่าทีสุขุมผ่อนคลาย
พวกเขาเดินออกจากที่พำนักในวังฉินมาสักพัก ในที่สุดก็มาถึงตำหนักใหญ่ที่ได้รับการคุ้มกันโดยทหารราชองครักษ์
เสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์มาถึงภายในตำหนัก เห็นเพียงสองฝั่งของท้องพระโรงมีขุนนางนับร้อยยืนเรียงราย ฉินฮ่องเต้นั่งบนบัลลังก์ สวมฉลองพระองค์พิธีการสีดำ ศีรษะสวมพระมาลาห้อยม่านลูกปัดทั้งหน้าหลัง เอวผูกแถบผ้าปักสีเหลืองแดงผืนใหญ่ เสริมให้ยิ่งดูน่าเกรงขามไร้ใดเทียม เวลานี้กำลังมองดูกระทะน้ำมันที่ร้อนจนเดือดพล่านกลางท้องพระโรงด้วยแววตาเหี้ยมเกรียมชอบใจ
เห็นดังนั้นจางเอ่อร์ก็แค่นเสียงเย็นชา ได้ยินคำเล่าลือมานานแล้วว่าฉินฮ่องเต้ปกครองโหดเหี้ยมป่าเถื่อน ไม่นึกเลยว่าจะรับรองราชทูตได้กำเริบเสิบสานเพียงนี้!
หลังจางเอ่อร์กับเสวี่ยสวินส่งสายตาให้กันแล้ว ทั้งคู่ก็ทำความเคารพฉินฮ่องเต้พร้อมกัน “จ้าวเสวี่ยสวินองค์หญิงรองแห่งแคว้นจ้าว คุณชายจางเอ่อร์ถวายบังคมฉินฮ่องเต้!”
“อืม ลุกขึ้นเถอะ!” ฉินฮ่องเต้มองประเมินคนทั้งสองอย่างนึกสนใจ โดยเฉพาะดรุณีผู้สวมอาภรณ์สีขาวและผ้าคลุมหน้าบนศีรษะ
วันก่อนจางหานเล่าเรื่องขององค์หญิงรองแห่งแคว้นจ้าวผู้นี้ให้เขาฟังแล้ว เดิมทีราชทูตของแคว้นจ้าวทุกคนล้วนถูกตัดหัวตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าเขตพระราชฐานด้วยซ้ำ บัดนี้องค์หญิงรองแห่งแคว้นจ้าวสามารถเข้ามาอยู่ในท้องพระโรงได้ ทั้งหมดก็เป็นเพราะคำพูดที่นางกล่าวกับจางหานตอนอยู่ในรถม้าวันนั้น
ฉินฮ่องเต้กลับอยากรู้นัก แท้จริงแล้วเจ้าตัวเป็นสตรีเช่นไรกัน ถึงกับกล้าเปล่งวาจาท้าทายความน่าเกรงขามของแคว้นอันยิ่งใหญ่ทรงพลานุภาพของเขาได้ และมีความสามารถเช่นไรกัน ขนาดเจอกระทะน้ำมันอยู่กลางท้องพระโรงเช่นนี้แล้ว ยังสุขุมเยือกเย็นได้เพียงนี้!
หรือองค์หญิงรองแห่งแคว้นจ้าวผู้นี้ไม่เกรงกลัวว่าตัวเขาอิ๋งเจิ้งจะถามโทษเรื่องวาจาของนางในวันนั้น!
“องค์หญิงสวินเดินทางมาจากแดนไกล มิทราบมีธุระอันใด” คล้ายกำลังหยอกล้อกับของเล่น ฉินฮ่องเต้เอ่ยคำขึ้นช้าๆ เต็มไปด้วยสีหน้าหยอกเย้านึกสนุก
เสวี่ยสวินมิได้โกรธเคืองหรืออับอาย หลังค้อมกายลงน้อยๆ เป็นการคำนับแล้ว ก็กล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันมาเพื่อหารือกิจใต้หล้าสำคัญกับฉินฮ่องเต้!”
“หืม” ฉินฮ่องเต้ได้ยินคำก็แสร้งโน้มตัวมาข้างหน้าด้วยท่าทางประหลาดใจ แต่แล้วก็หัวเราะร่า เหล่าขุนนางทั้งสองฝั่งราวกับเป็นเสียงสะท้อนของฉินฮ่องเต้ ต่างหัวเราะออกมาตามๆ กัน
เห็นเพียงฉินฮ่องเต้หัวเราะอยู่พักหนึ่งก็เอียงกายนั่งหันข้าง เอ่ยถ้อยคำเยาะหยัน “ข้ากลับมิรู้มาก่อนว่าแคว้นจ้าวทั้งบนล่างล้วนอัจฉริยะปราดเปรื่อง กระทั่งองค์หญิงที่ได้รับการเลี้ยงดูในวังลึกคนหนึ่งยังมีปัญญาความสามารถมาพูดคุยราชกิจใต้หล้ากับข้าได้!”
เพียงสิ้นเสียงฉินฮ่องเต้ เหล่าขุนนางทั้งหลายก็ยิ่งหัวเราะร่วน ถึงขั้นยังมีบางคนชี้มือมายังองค์หญิงสวิน ทำท่าทางเหมือนกับว่าคนผู้นี้ช่างโง่เขลาเหลือเชื่อ
จางเอ่อร์กำลังจะช่วยพูดให้เสวี่ยสวิน กลับเห็นนางเดินขึ้นข้างหน้าหนึ่งก้าว เปล่งวาจาเสียงชัดกังวาน “องค์หญิงแคว้นจ้าวย่อมมิกล้าเทียบเคียงพูดจาตีเสมอฉินฮ่องเต้ เพียงแต่สวินเอ๋อร์เห็นว่ายามนี้ใต้หล้าใกล้สูญสิ้น จึงบังอาจเอ่ยคำแนะนำก็เท่านั้น!”
“ไยข้าจึงไม่เห็นองค์หญิงกล่าวว่าใต้หล้าจะใกล้สูญสิ้น แล้วใต้หล้าจะสูญสิ้นจริงดังว่า” เมื่อเห็นว่าเวลานี้จ้าวเสวี่ยสวินยังคงหาญกล้ายืนอยู่กลางท้องพระโรง ฉินฮ่องเต้ก็ไม่ปกปิดความสนใจที่มีต่อนางแม้แต่น้อย
“คะเนว่าฉินฮ่องเต้คงทราบเรื่องกาฬโรคระบาดในแคว้นจ้าวแล้ว มีราษฎรมากมายกำลังเตรียมอพยพย้ายถิ่นฐานออกจากแคว้นจ้าวหนีภัยโรคระบาด เพียงแต่แคว้นจ้าวเป็นห่วงว่าราษฎรจะแพร่เชื้อกาฬโรคไปยังแคว้นอื่น พยายามควบคุมการไหลออกของประชากรมาตลอด แต่ว่า...”
“องค์หญิงสวินเดินทางมาครั้งนี้เพราะต้องการเทียบยารักษากาฬโรคสินะ!”
เสวี่ยสวินยังพูดไม่ทันจบก็ถูกขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งขัดจังหวะขึ้น นางไม่ได้ขุ่นเคือง ตรงข้ามกลับหัวเราะขึ้นเบาๆ กล่าวตอบในทันที “ถูกต้อง!”
เอ่ยจบก็เห็นผู้คนต่างประหลาดใจกับท่าทีเปิดเผยอันสงบนิ่งเยือกเย็นของนาง ก่อนเปิดปากพูดขึ้นอีกหน “แต่หากควบคุมสถานการณ์ของกาฬโรคไม่ได้ ผู้ที่ติดเชื้อก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงเวลานั้นเกรงว่าแคว้นจ้าวเองก็ไร้กำลังจะจำกัดการเคลื่อนไหวของราษฎร และไม่สามารถควบคุมมิให้กาฬโรคระบาดไปยังแคว้นอื่นๆ ได้!”
สิ้นวาจา รอยยิ้มบนใบหน้าฉินฮ่องเต้พลันแข็งค้าง สีหน้าขุนนางทั้งหลายดูเคร่งเครียดขึ้นมาเช่นกัน
ใครก็คิดไม่ถึง สตรีอ่อนแอบอบบางคนหนึ่งถึงกับกล้าเปล่งวาจาเช่นนี้ในท้องพระโรงของแคว้นฉิน ฟังดูเหมือนพูดขอความกรุณา ทว่าแท้จริงแล้วเป็นวาจาข่มขู่ฉินฮ่องเต้!
ทว่าถ้อยคำที่จ้าวเสวี่ยสวินพูดมาก็ดูจะมีเหตุผล! ไม่ว่าแคว้นฉินจะเข้มแข็งยิ่งใหญ่มากเพียงใด ก็ไม่อาจสกัดยับยั้งชาวแคว้นจ้าวที่จะอพยพเข้ามาแคว้นฉินได้ทั้งหมดโดยไร้ข้อผิดพลาด...
ขณะที่เหล่าขุนนางทั้งหลายกำลังคาดเดากันว่าฉินฮ่องเต้จะจัดการองค์หญิงสวินท่านนี้อย่างไร กลับได้ยินฉินฮ่องเต้บนบัลลังก์สูงตะโกนขึ้น “ทหาร ประทานที่นั่ง!”
เวลานี้คนทั้งสองได้นั่งลงแล้ว ฉินฮ่องเต้ยังไม่ได้ตอบกลับถ้อยคำของเสวี่ยสวินก่อนหน้านี้ กลับเห็นขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถว พยายามถามบีบต้อน
“แม้ที่องค์หญิงสวินกล่าวมาจะมีเหตุผลอยู่หลายส่วน แต่เทียบยาของแคว้นฉินก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปได้ง่ายๆ มิทราบองค์หญิงสวินเตรียมสมบัติล้ำค่าอันใดมาแลกเปลี่ยนกับเทียบยาของแคว้นเรา”
“แคว้นฉินเป็นแคว้นใหญ่อานุภาพเกรียงไกร สมบัติล้ำค่าหายากใดเล่าที่ฉินฮ่องเต้ไม่เคยทอดพระเนตรพบเจอ เกรงว่าแม้ต่อให้สวินเอ๋อร์นำเพชรนิลจินดามา ก็คงไม่เข้าตาฉินฮ่องเต้อยู่ดี”
เสวี่ยสวินพูดจบก็มองดูสีหน้าแววตาของพวกขุนนาง ไม่มีคนใดไม่แสดงสีหน้าดูถูกดูแคลนออกมา
เห็นดังนั้นเสวี่ยสวินก็ยิ้มเยาะในใจ แคว้นฉินในสภาพนี้เกรงว่าคงใกล้เดินไปถึงจุดจบในอีกไม่ช้าแล้ว!
แต่แม้จะคิดเช่นนี้ ทว่าบนใบหน้ายังคงสงบนิ่ง เห็นเพียงจ้าวเสวี่ยสวินลุกขึ้นกล่าวกับฉินฮ่องเต้ “ได้ยินมาว่าฉินฮ่องเต้โปรดปรานการขับร้องร่ายรำ สวินเอ๋อร์ไร้พรสวรรค์ ยินดีรำถวายแด่ฉินฮ่องเต้หนึ่งบทเพลง!”
ครั้นได้ยินวาจานี้ ฉินฮ่องเต้พลันมีสีหน้าคลุมเครือยากจะอ่านออก ทว่าเหล่าขุนนางกลับลอบหัวเราะเยาะ ‘องค์หญิงจากแคว้นจ้าวผู้นี้ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า มั่นใจในตัวเองสูงเสียเหลือเกิน หวังอาศัยการเต้นระบำเพียงหนึ่งเพลงก็คิดว่าจะได้รับการพยักหน้าเห็นชอบจากฉินฮ่องเต้อย่างนั้นหรือ ช่างไม่รู้จักประมาณตน!’
คิดแล้วขุนนางทั้งหลายก็มองดูกระทะน้ำมันเดือดพล่านด้านหลังคนทั้งสอง เกรงว่าสองคนนี้คงไม่อาจรอดพ้นไปได้!
เห็นฉินฮ่องเต้ไม่เปล่งวาจา เสวี่ยสวินเองก็ไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเหล่าขุนนางอำมาตย์ สบตากับจางเอ่อร์แวบหนึ่ง ก่อนถอยหลังไปอยู่ตรงกลางท้องพระโรง
…