หนังสือเปลี่ยนชะตา

    บทที่ 76

    “เจ้ายังเป็นคนที่ฉลาดจนน่ากลัวเหมือนเดิมเลยนะ” เจ้าสำนักเต่าทมิฬกล่าวออกมา ก่อนที่จะเชื้อเชิญให้บุรุษชุดสูทสีน้ำเงินเดินนำหน้าของเขาไป และด้วยความผิดสังเกตนั้นเอง อิงฮวาก็ได้รีบเอ่ยกับลูกน้องของเธออย่างรวดเร็ว“พวกเจ้าใครก็ได้.. รีบนำเครื่องตรวจสอบคลื่นพลังมาให้ข้าเดี๋ยวนี้..” เธอกล่าวออกมาอย่างลนลาน เธอมองไปยังชายคนที่เธอมีรางสังหรณ์อะไรบางอย่างที่แปลกๆ และแน่นอนว่าไม่นานเธอก็ได้เครื่องตรวจสอบมาอย่างที่เธอต้องการ อิงฮวาเล็งเครื่องไปยังทางชายคนนั้นที่เธอต้องการตรวจสอบแต่ทันใดนั้นคนของสำนักเต่าทมิฬก็เข้ามาล้อมตัวของชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การตรวจสอบคลื่นเป็นรายบุคคลคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่เครื่องที่ตรวจมันก็ตรวจพบอยู่ดี ถึงมันจะไม่มากแต่มันก็เป็นคลื่นเดียวกับคนที่เธอสันนิษฐานว่าเป็นท่านปัญญารุ่นที่สอง มันทำให้ถึงกับขั้นไปไม่เป็นเลยทีเดียว แล้วจู่ๆก็มีเสียงของต้าหู่กุ่ยดังขึ้นมาว่า“เรื่องนี้ทำไมไม่ลองสอบถามกับน้องสาวเจ้าดูล่ะ บางทีนางอาจจะรู้อะไรมากกว่าที่เจ้าคิดก็ได้ อิงฮวา ฮ่าๆๆๆ” จากนั้นกลุ่มของสำนักเต่าทมิฬก็เดินจากไปในทันที หญิงสาวได้แต่นึกในใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น‘แปลว่าสำนักเต่าทมิฬรับรู้ตัวตนของท่านปัญญารุ่นที่สองมานานมากแล้ว แต่ผิดกับสำนักมังกรฟ้านั้นซินะ.. ว่าแต่เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับหลินหลินกัน’ เธอหันไปมองน้องสาวของเธอที่อยู่ในวงการธุรกิจ ถึงจะไม่ได้ทำงานให้กับสำนักเต็มเวลา แต่เธอก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของสำนัก และเมื่อเธอมองไปยังดวงตาคู่นั้นของหลินหลิน เธอก็เข้าใจในทันทีว่าหลินหลินต้องรู้อะไรบางอย่าง“พวกเรากลับกันเถอะ งานนี้มันไม่มีค่าพอให้สำนักของเราต้องมาเสียเวลาตั้งแต่แรก.. ส่วนเจ้า หลินหลิน พี่ว่าเรามีเรื่องที่จะต้องพูดคุยกันยาวเลยล่ะ” จ้าวอิงฮวากล่าวออกมา ก่อนจะเดินนำออกจากที่แห่งนี้ไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ภายในงานเหลือเพียงแค่คนของสำนักมังกรฟ้า และพยัคฆ์ขาวเท่านั้นแน่นอนว่ามันทำให้งานล่มไม่เป็นท่าเลยทีเดียว ในเงามืดฝั่งของสำนักมังกรฟ้าเองก็มีหญิงงามคนหนึ่งที่กำลังกล่าวกับตัวเองเบาๆอยู่ ใบหน้าของเธอในตอนนี้มันเหมือนอยากจะพบเจออีกครั้ง อยากจะพูดคุยด้วยอีกครั้ง กับชายคนที่เธอไม่อาจจะตัดใจไม่ให้รักได้ ถึงแม้ตอนนี้ตัวจะถูกจองด้วยชายอื่น แต่หัวใจมันก็มีไว้รักชายคนนั้นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น“พี่สิน... หมวยรักพี่นะ” แม้ว่าเขาจะไม่เห็นเธอ แต่กลับเป็นเธอนั้นเองที่มองเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยจางหายไปไหน ได้แต่มองดูชายอันเป็นที่รักจากไป โดยที่ทำอะไรไม่ได้ อีกด้านหนึ่ง ภายในรถคันหรูหลายสิบคันกำลังวิ่งผ่าน ชายในสูทสีน้ำเงิน หรือก็คือสินก็ได้เอ่ยกล่าวออกมากับคุณอาที่เป็นเพื่อนของพ่อตนอย่างสุภาพ“คุณอาหู่กุ่ย แบบนี้จะดีแล้วเหรอครับ.. ผมว่าชายคนนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะครับ” สินกล่าวออกมา เขารู้จุดประสงค์ที่เขาจะต้องมาร่วมงานนี้ แต่ไม่คิดว่ามันจะถึงขั้นแตกหักกันอย่างนี้ ซึ่งมันผิดต่อความตั้งใจของรุ่นที่หนึ่ง และสาวกของพระเจ้า จากแต่เดิมแล้วตามตำนานของคิมเมสันที่พ่อกับแม่เป็นคนเล่าให้ฟังเมื่อไม่นานมานี้คิมเมสันคือผู้ที่เป็นสายเลือดใกล้เคียงกับบุตรแห่งพระเจ้า ก่อนที่พระเจ้าจะทรงส่งบุตรลงมาเกิด พระองค์ได้เลือกแล้วว่าจะให้บุตรของตนมาเกิดที่ตระกูลใด และแน่นอนว่าพระเจ้าได้เลือกตระกูลเมสันของบุรุษสินอีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นตระกูลที่ศรัทธาพระเจ้ามาช้านานแล้ว เมื่อพระบุตรได้ลืมตาดูโลกใบนี้แล้ว สิ่งที่ชั่วร้ายอย่างปีศาจก็เริ่มปรากฏตัวขึ้นมากันเรื่อยๆ และมนุษย์ธรรมดาอย่างตระกูลเมสันจะนำสิ่งใดไปต่อสู้กับพวกมันกัน สมาชิกตระกูลได้ตายลงไปจำนวนเกือบจะครึ่งหนึ่ง พวกมันล่าทุกๆคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมสัน ผู้นำตระกูลในตอนนั้นจึงได้อ้อนวอนกับพระผู้เป็นเจ้า ให้พวกท่านได้มีพลังพอที่จะปกป้องพระบุตรได้ พระเจ้าที่ได้ยินคำของเหล่าสาวกก็ประทานพลังแห่งพระเจ้าให้กับพวกเขา พลังนั้นมันไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็พอให้หนี และต่อสู้ได้ จนถึงคราวที่พระบุตรเติบโตเป็นศาสดาของศาสนาแล้ว ตระกูลเมสันก็ได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่มา นั่นก็คือการดูแลชะตาชีวิตของเหล่ามนุษย์ ในบางครั้งสิ่งที่พระเจ้านั้นกำหนดให้ใครสักคนเดินไปในทิศทางหนึ่ง แต่เหล่าปีศาจที่อาศัยอยู่มักจะยั่วยุให้มนุษย์ผิดไปจากแผนของพระเจ้า ทำให้เป็นหน้าที่ของเหล่าคิมเมสันที่จะต้องตรวจเช็คอยู่เสมอ และส่งงานกำจัดให้กับเหล่าองค์กรทั้งสามของสาวกแห่งพระเจ้า แต่ด้วยเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนาน มันทำให้องค์กรบางองค์กรมีแนวคิดที่ผิดแปลกไปจากเป้าหมายแรกๆ จะมีที่ยังตรงๆอยู่คือเหล่าวาติกันที่คอยทำตามสิ่งที่คิมเมสันกล่าวมาโดยตลอด ภายใต้การดูแลของพระสันตะปาปา เหล่าสำนักพลังปราณเมื่อหมดปัญญารุ่นแรกแล้ว พวกเขาก็แยกตัวออกเป็นอิสระ แต่การเพิ่มพลังของพวกเขาจะมาจากการจัดการปีศาจเหล่านั้น พวกเขาเรียกมันว่ามอนสเตอร์ ทำให้ทางฝั่งทวีปเอเชียไม่ค่อยจะมีปีศาจมากเท่าไหร่ แต่คิมเมสันก็ยังพอมีอิทธิพลกับพวกเขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว มันจึงทำให้โลกนี้ไหลไปอย่างไม่มีปัญหาใดๆ ฝั่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด น่าจะเป็นอเมริกาที่เป็นฝ่ายขององค์กรวิทยาศาสตร์ ในตอนนี้องค์กรนี้แปลก และแหวกแนวสุดๆ นอกจากจะไม่ได้ใช้แล้ว ยังทำตัวหลุดออกไปจากกำหนดการของพระเจ้าเสียเอง มันทำให้พวกคิมเมสันส่วนใหญ่ต้องลงมือกำจัดปีศาจทวีปนั้นเอง เพื่อไม่ให้โลกเสียสมดุลไป มันจึงทำให้งานของคิมเมสันหนักขึ้นเท่าตัวหนึ่งเลยทีเดียว มันจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมพวกเขาถึงต้องการคนให้มาทำงานให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และคนที่ได้รับพลังแห่งพระเจ้านั้น มีแค่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเมสันเท่านั้น จากอดีตจนถึงตอนนี้แล้ว ตระกูลเมสันมีสมาชิกทั้งหมดเพียง 1000 กว่าคนเพียงเท่านั้น สิน และทรัพย์เองก็เป็นหนึ่งในนั้นอีกด้วย กลับมาที่ปัจจุบันที่สินกำลังคุยกับคุณอาหู่กุ่ย“ดีแล้วหลาน.. อีกอย่างหลานหลงลืมไปแล้วหรือยังไง.. โลกใบนี้กำลังเข้าสู่ความโกลาหลอีกครั้งหนึ่ง ตามที่พ่อแม่ของหลานได้กล่าวไว้.. แต่ก็ไม่อยากจะเชื่อเลยเหมือนกัน โชคชะตามักจะเล่นตลกกับเราเสมอๆ หลานเองก็เหมือนกัน เราจะต้องรวบรวมสำนักทั้งสี่ให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ทันการเอาได้”เมื่อได้ยินอย่างนั้นเขาก็เครียดๆขึ้นมาเลย มันต้องย้อนกลับไปอีกสักเล็กน้อย วันหนึ่งที่แสนจะสบายเบาๆ สินที่ต้องการหนังสือเพื่อหาข้อมูลให้มากกว่านี้ รู้ถึงแนวคิดของคนให้มากกว่านี้ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปยังร้านของพี่เจษเจ้าเก่า และเมื่อไปถึงสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็ปรากฏต่อหน้าของเขา พี่เจษที่พาสินเดินทางมายังหลังร้าน ก่อนจะใส่พลังอะไรบางอย่างทำให้ห้องนี้มันเหมือนกับเป็นการแยกมิติออกมาเป็นของตัวเอง สินที่ยังตกตะลึงไม่หาย ก็มองออกไปรอบด้านด้วยอาการมึนงง สินได้แต่มองหน้าพี่เจษของเขาอย่างสงสัยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่พี่แกก็ได้แต่ยิ้มออกมาพร้อมกับกล่าวออกมาอย่างเป็นทางการว่า“เจ้าไม่ต้องตกใจหรอกสิน... ตัวข้านั้นจริงๆ... เป็นผู้รับภารกิจของพระเจ้าของโลกใบนี้ ในการเลือกและคัดบุคคลที่จะมาทำหน้าที่ของปัญญารุ่นที่สองต่อจากรุ่นที่หนึ่ง และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือโลกใบนี้อีกด้วย และนามของข้า มีนามว่า ฌอน คริสเตียน!!”
    error loadedเปรี้ยวปากอยากกิน

    คล้ายกับเรื่องหนังสือเปลี่ยนชะตา ที่คุณอ่าน