ราชันธาตุผ่ามิติเซียน

    ตอนที่ 55 ก่อนการคัดเลือก

            ณลานกว้างยามใกล้เที่ยงของเมืองแสงอรุณ

     

            ในตอนนี้ฝูงชนเริ่มคลาคล่ำเนืองแน่นไปทั่วบริเวณลานกว้าง เนื่องจากผู้คนภายในเมืองต่างทราบดีว่าวันนี้จะมีการทดสอบ เพื่อเข้าร่วมสำนักจันทร์กระจ่าง ซึ่งเป็นสำนักที่มีเมืองภายใต้การดูแลนับหลายสิบเมืองและเมืองแสงอรุณก็นับเป็นหนึ่งในเมืองเหล่านั้น

     

            บริเวณตรงกลางลานกว้างมีพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัส ที่ดูเหมือนลานประลองอยู่สองลานซึ่งถูกห้อมล้อมไปด้วยที่นั่งจำนวนมาก เพื่อให้ชาวเมืองสามารถเข้าร่วมรับชมและเป็นสักขีพยาน  แต่ลานประลองที่ดูน่าจะใช้สำหรับต่อสู้ลานหนึ่งกลับปรากฏเสาหินขึ้นมา มีลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างสองศอก(1 เมตร) สูงขึ้นไปถึง 18 ศอก(9 เมตร) ตั้งอยู่บนฐานที่มีลักษณะคล้ายลูกบาศก์มีความสูงและความกว้างด้านละสี่ศอก(2เมตร)ที่ทำมาจากหินเช่นกัน ซึ่งแท่นหินดังกล่าว ได้ถูกตั้งอยู่ตรงกลางลานประลองทำให้ดูแปลกตาเป็นอย่างมาก ส่วนอีกลานนั้น ก็แลดูเหมือนลานประลองธรรมดาทั่วไป 

     

            ในส่วนทางทิศเหนือของเวทีปรากฏเป็นที่นั่งแลดูแตกต่างจากบริเวณอื่น เพราะเป็นที่นั่งสำหรับผู้นำตระกูลที่อยู่ภายในเมืองแสงอรุณ และที่นั่งตรงกลางที่เด่นสะดุดตาเป็นที่นั่งของผู้อาวุโสฝ่ายนอก ที่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสำนักจันทร์กระจ่างเพื่อคัดเลือกผู้ที่เข้ารับการทดสอบ

     

            ตอนนี้ผู้นำตระกูลทั้งสามได้นั่งรออยู่ในที่ของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่กลับมีบางสิ่ง ที่ทำให้ผู้นำตระกูลอันดับสามชิวเหวินจางประหลาดใจเป็นอย่างมาก จึงหันไปยังผู้นำตระกูลเฟยพร้อมกล่าวถามออกมา

     

            “ผู้นำตระกูลเฟยเหตุใดการคัดเลือกในครั้งนี้ ถึงกับทำให้ท่านต้องออกมารับชมด้วยตนเองได้กัน?”

     

            เพราะตลอดระยะเวลที่ผ่านมาตั้งแต่ตระกูลเฟย มาตั้งถิ่นฐานยังเมืองแสงอรุณ มันมิเคยเห็นผู้นำตระกูลเฟยผู้นี้โผล่มาชมการคัดเลือกแม้เพียงครั้ง ผู้นำตระกูลหลี่เองได้หันหน้าไปยังเฟยหรงราวกับต้องการทราบคำตอบเช่นกัน เพราะมันก็สงสัยไม่น้อยไปกว่าผู้นำตระกูลชิว

     

            เมื่อเฟยหรงเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของผู้นำตระกูลทั้งสองจึงยิ้มบางขึ้นมาพร้อมกล่าวตอบ

     

            “ข้าเพียงแค่มาชมดูบุตรชายของข้าที่จะเข้าร่วมการทดสอบ” เฟยหรงกล่าวออกมาอย่างราบเรียบแต่สามารถสัมผัสได้ถึงความภูมิใจไม่น้อยในน้ำเสียง

     

            ผู้นำทั้งสองที่ได้ยินคำตอบเช่นนั้นกลับมาใบหน้าจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก คล้ายสิ่งที่พวกมันได้รับฟังเมื่อครู่เป็นเพียงมุขตลกของผู้นำตระกูลเฟย แต่น้ำเสียงที่ดูเหมือนภาคภูมิใจขณะที่เอ่ยออกมานั้น ทำให้พวกมันไม่กล้าที่จะหัวเราะออกมาผู้นำตระกูลชิวจึงกล่าวถามออกไปอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่าตัวมันนั้นมิได้ฟังผิดไป

     

            “ทะท่านหมายถึง...นายน้อยจูเยว่ บุตรชายของท่านเช่นนั้นรึ?”

     

            หลังจากที่เฟยหรงได้ยินคำถามใบหน้าที่แลดูราบเรียบกลับกลายเป็นมืดครึ้มขึ้นมา

     

            “ท่านคิดว่าข้าเฟยหรงมีบุตรชายกี่คนกัน!” สามารถสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียง

     

            เพราะใครๆต่างทราบกันดี ว่าตัวมันมีบุตรชายเพียงแค่คนเดียว!แต่ผู้นำตระกูลชิวกลับกล้าถามเช่นนั้นออกมา หรือว่ามันต้องการเจ็บตัวรึอย่างไร!!

     

            “มิใช่เช่นนั้น!ข้าเพียงกลัวว่าตนเองอาจฟังผิด จึงกล่าวถามท่านอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ทะท่าน...อย่าได้คิดมากเกินไป” ชิวเหวินจางรีบแก้ตัวพัลวันเพราะมันไม่กล้าที่จะสร้างความไม่พอใจให้กับเฟยหรงผู้นี้

     

            เมื่อหลี่ฮุ่ยเหอเห็นภาพดังกล่าวจึงลอบถอนหายใจออกมาเพราะหากเมื่อครู่มันเป็นผู้กล่าวถามคงเป็นมันที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากเสียเอง

     

            ถึงแม้ผู้นำตระกูลชิวจะไม่ได้แสดงออกมาแต่ภายในใจกลับไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงคิดอยู่ภายในด้วยความโมโห

     

            “รอจนเริ่มการทดสอบก่อนเถอะ!เมื่อท่านได้เห็นความสามารถของบุตรชายข้า ที่แตกต่างจากบุตรชายท่านราวกับสวรรค์และปรโลก!” ถึงแม้ตัวมันจะไม่สามารถเอาชนะเฟยหรงผู้นี้ได้โดยตรง แต่อย่างน้อยเมื่อเทียบระหว่างบุตรชายของผู้นำตระกูลเฟย กับบุตรชายตนแล้วก็ราวกับไม่มีค่าอันใดให้ต้องกล่าวถึง

     

            ตอนนี้ที่นั่งบริเวณรอบลานทดสอบต่างเต็มไปด้วยผู้คนภายในเมือง ที่ได้มานั่งจับจองกันจนแน่นขนัด นั้นเป็นเพราะว่าสำนักจันทร์กระจ่างจะคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักแค่เพียงทุกๆสามปี และด้วยการคัดเลือกที่เข้มงวดทำให้จำกัดไว้เพียง 3 คนในแต่ละเมืองนั่นเป็นเพราะเมื่อรวมกับหลายสิบเมืองที่อยู่ภายใต้การดูแลจึงทำให้มีศิษย์ที่ได้เข้าร่วม เกือบ 100 คนในแต่ละครั้ง

     

            แต่เมื่อเทียบกับผู้ได้รับการคัดเลือกจากเมืองอื่นๆก็มักจะอยู่ในระดับที่ด้อยกว่า นั้นเป็นเพราะเมืองแห่งนี้อยู่ห่างไกลทำให้ทรัพยากรบ่มเพาะ จึงหาได้ยากลำบากตามไปด้วย ยกเว้นผู้นำตระกูลต่างๆภายในเมืองที่ยังคงพอมีโอกาสได้รับสมุนไพรล้ำค่าบ้างในบางครั้ง จากการติดต่อการค้าระหว่างเมืองใกล้เคียง

     

            ทำให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมักเป็นคนของตระกูลหลี่และตระกูลชิว แต่ในอดีตที่ผ่านมาผู้ที่ผ่านการคัดเลือกของเมืองแสงอรุณ มักเป็นได้เพียงศิษย์สายนอกที่ไม่มีความสำคัญอันใดมาก ต่อสำนักจันทร์กระจ่าง และถึงแม้บางคนจะฝึกฝนจนเป็นศิษย์สายในได้ก็ยังคงเป็นเพียงศิษย์สายในระดับล่าง ที่อยู่ในระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1-3 เพียงเท่านั้นและส่วนใหญ่เมื่อออกจากสำนัก ก็ได้มารับหน้าที่เป็นผู้อาวุโสของตระกูลตนเอง

     

            ตอนนี้ฝูงชนที่นั่งรับชมเริ่มที่จะกล่าวสนทนากัน

     

            “เจ้าคิดว่าจะมีผู้ใดที่สามารถเข้าร่วม สำนักจันทร์กระจ่างได้บ้างในครานี้?”

     

            “มันแน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่รึ!ว่าต้องเป็นคุณหนูตระกูลหลี่ ที่มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของเมืองแสงอรุณ!!”

     

            “แต่ข้าก็ได้ยินมาเช่นกันว่านายน้อยชิวอี้เหวิน ที่ตอนนี้อายุ 17 ปีและอยู่ในระดับรวมลมปราณขั้นที่ 9 เช่นเดียวกับคุณหนูตระกูลหลี่ได้ออกไปฝึกฝนอยู่ภายนอกถึงครึ่งปีได้กลับมาเพื่อร่วมการทดสอบครั้งนี้ด้วยเช่นกัน!”

     

            “ไม่แน่ว่า...อาจมีม้ามืดที่ไม่คาดคิด ปรากฏตัวขึ้นมาในการคัดเลือกครั้งนี้ก็เป็นได้”

     

            “ข้าก็หวังเช่นนั้นเพราะชื่อเสียงของเมืองแสงอรุณแห่งนี้ จะได้โด่งดังขึ้นมา!”

     

            ความเห็นมากมายต่างดังขึ้นมาอย่างไม่หยุดด้วยความรู้สึกอันหลากหลายของผู้คนภายในเมืองแสงอรุณ

     

            เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่เสียงที่อยู่รอบๆกลับเงียบสงบลง พร้อมกับร่างร่างหนึ่งที่ดูอายุราว 40-50 ปีได้เดินเข้ามา ด้วยชุดอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งสามารถเห็นจี้ห้อยลงมาจากที่คาดเอวเป็นรูปลักษณ์ของพระจันทร์ที่โผล่พ้นจากก้อนเมฆ

     

            เมื่อผู้นำทั้งสองเห็นร่างที่เดินมาก็เร่งรีบลุกขึ้นไปต้อนรับ เพราะผู้ที่กำลังเดินมานั้นเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอกที่ทำหน้าที่ให้การทดสอบจากสำนักจันทร์กระจ่างและเป็นหลี่ฮุ่ยเหอที่เดินนำหน้าได้กล่าวทักทายออกไปก่อน

     

            “ยินดีต้อนรับผู้อาวุโสโม่ คงต้องรบกวนท่านอีกครั้ง...”

     

            “ฮ่า ฮ่าฮ่า ผู้นำตระกูลหลี่ ไม่ได้พบเจอกันนาน ดูเหมือนท่านยังคงสบายดี” ผู้อาวุโสโม่ไห่เห็นผู้ที่มาต้อนรับราวกับตนเป็นบุคคลสำคัญ ก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา เพราะเมื่อมันอยู่ภายในสำนักมันเป็นเพียงผู้อาวุโสฝ่ายนอก ที่ไม่ค่อยมีผู้ใดให้ความเคารพสักเท่าใดนัก

    คล้ายกับเรื่องราชันธาตุผ่ามิติเซียน ที่คุณอ่าน