บทที่ 12 สาวทันสมัย
เจียงหนานอยากบอกว่าเธอก็อยากไปเยี่ยมบ้านของลู่ฮุยฟางเหมือนกัน พอได้ยินว่าที่นั่นมีผู้ป่วยเนื่องด้วยโรคจากการทำงาน*[1] ก็ยิ่งขยับเข้าไปใกล้ลู่ฮ่าวโดยไม่รู้ตัว
ทว่าลู่ฮ่าวกลับทำทีเหมือนคนแปลกหน้า ไม่เห็นเธอเป็คนกันเองเลย
ถ้าเธอเอ่ยขอ เขาอาจจะไม่พาเธอไปก็ได้
“ได้ งั้นฉันไปก่อนนะ”
หลังจากเกิดใหม่ เธอยังไม่ได้อยู่เงียบ ๆ ตามลำพังหรือปรับตัวกับสภาพแวดล้อมเลย
เธอเดินไปทางบ้านของพ่อลู่ฮ่าว ตอนถึงปากทางแยกก็เจอกับหญิงชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมา บนหลังพวกเธอแบกตะกร้าไว้ อากาศร้อนจนเหงื่อโซมกาย
คนพวกนั้นเห็นเจียงหนานเดินมาอยู่ไม่ไกลก็เริ่มคุยกระซิบกระซาบ “ดูสิ นั่นภรรยาของลู่ฮ่าวแหละ”
“อ้อ นักศึกษามหาวิทยาลัยเพียงคนเดียวในหมู่บ้าน สุดท้ายดันแต่งกับสาวอ้วนชนบทน่ะหรือ ฉันคิดว่าคนอย่างเขา แต่งงานกับลูกสาวนายกเทศมนตรียังได้เลยนะ”
“นั่นน่ะสิ ถ้าจะให้พูด คงเป็โชคชะตานั่นล่ะ ใครจะรู้ว่าอยู่ดี ๆ จะถูกไฟลวกจนเป็แบบนั้น”
“พวกเธอได้ยินมาแล้วหรือยัง? เหมือนหน้าจะเสียโฉมด้วย...”
ครั้นเจียงหนานย่างเข้าใกล้ พวกเธอก็ส่งเสียงปรามให้เงียบกันทันที แถมยังแอบกวาดมองเธอผ่านหางตาขณะเดินผ่านเธอไปอีกด้วย
“คุณน้าทุกท่าน สวัสดีค่ะ”
เจียงหนานกลับยืนนิ่ง ยิ้มแย้มทักทายสตรีเ่าั้แทนที่จะเดินผ่านไป
กลุ่มผู้หญิงที่วิพากษ์วิจารณ์เธอเมื่อครู่ต่างกระดากอายอยู่บ้าง เจียงหนานเห็นว่าพวกเธอยิ้มรับไม่เป็ธรรมชาติสักนิด “อ่า สวัสดีจ้ะ”
“หนูชื่อเจียงหนาน เป็ภรรยาที่เพิ่งแต่งเข้ามาของลู่ฮ่าวค่ะ”
เจียงหนานออกตัวทักทายพวกผู้หญิงขี้นินทา ย่อมไม่ใช่ว่าอยากสนทนาเื่มโนสาเร่กับพวกหล่อน แต่...
สายตาของเธอจับจ้องสมุนไพรในตะกร้า ถามว่า “คุณน้าขึ้นเขาไปขุดหาสมุนไพรกันมาหรือคะ?”
“ใช่แล้วล่ะ”
“ขุดง่ายไหมคะ? แล้วขายที่ไหนเหรอ? หนูก็อยากหาเงินติดกระเป๋าบ้างน่ะค่ะ” เจียงหนานพูดคุยกับอีกฝ่าย
“ขุดง่ายนะ สมุนไพรที่เราขุดมาจะเป็ผูกงอิน*[2] หวงฉีป่า*[3] และปั้นเซี่ย*[4] อีกสักพักจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อที่หมู่บ้าน”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
เจียงหนานคลี่ยิ้มหวานให้พวกหล่อน “งั้นขึ้นเขาคราวหน้า พาหนูไปด้วยนะคะ”
เจียงหนานที่แสดงท่าทางเป็ธรรมชาติเช่นนี้ ทำเอาเหล่าแม่บ้านประหลาดใจ
สะใภ้ที่แต่งเข้ามาในหมู่บ้าน ต่างต้องตามแม่สามีออกมาเดินสำรวจอยู่หลายหนกว่าจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ให้คุ้นชินกับผู้คน
น้อยนักที่จะเห็นคนนิสัยร่าเริงแจ่มใส เปิดเผยตรงไปตรงมาเป็ธรรมชาติแบบแม่หนูเ้าเนื้อคนนี้
ปัญหาของหญิงชนบทก็คือชอบวิพากษ์วิจารณ์คนลับหลัง กระนั้นส่วนใหญ่ล้วนไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร
น้าหลี่ตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มีปัญหา ถ้าเธออยากไป ตามพวกเรามาก็พอ”
“ได้ค่ะ เอาไว้เจอกันใหม่นะคะ”
เจียงหนานแย้มยิ้มพลางโบกมือให้เหล่าน้า ๆ แล้วเดินกลับบ้านต่อ
การขึ้นเขาขุดหาสมุนไพรสามารถขายเป็เงินได้
แต่ทว่า นั่นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของเธอ
ท้ายที่สุด ไม่ใช่ผู้เกิดใหม่ทุกคนจะสามารถขุดจนร่ำรวยได้ในชั่วข้ามคืน
หมู่บ้านจินสุ่ยซึ่งเป็ถิ่นอาศัยของครอบครัวลู่ฮ่าวตั้งอยู่บนเชิงเขาเป่ยซาน รายล้อมด้วยหมู่บ้านระแวกใกล้เคียง อาศัยูเาเป็แหล่งหากิน ฟืนไฟที่เผา ผักป่าที่กิน สมุนไพรที่ขายเป็เงิน แม้แต่คานไม้สำหรับสร้างบ้าน ล้วนพึ่งพาขุนเขาลูกนี้
ทั่วทั้งเขาเป่ยซาน ไม่รู้ว่าพวกชาวไร่ชาวนาปีนขึ้นลงกี่ครั้งต่อปี
ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็การปกป้องสิ่งแวดล้อมทางนิเวศวิทยาและลดการพังทลายของดิน รัฐบาลได้จัดตั้งเ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า และเริ่มดำเนินนโยบายคืนพื้นที่เพาะปลูกกลับคืนสู่ป่า โดยห้ามชาวบ้านไม่ให้เข้าไปในูเา
แต่ตอนนี้เป็ฤดูใบไม้ผลิ ่นี้ของปีจะมีชาวบ้านจำนวนมากขึ้นเขาไปขุดสมุนไพรเพื่อหาเงินใช้จ่ายในครัวเรือน
นับั้แ่เมื่อคืนวาน เธอครุ่นคิดว่าก่อนจะเข้าเมือง ตัวเองควรทำอะไรบ้างเพื่อเปลี่ยนสถานะที่เป็อยู่
คำตอบคือ เก็บรวบรวมยาสมุนไพรจีนอย่างไรล่ะ
ชาติก่อน หลังไปจากตระกูลลู่ เนื่องด้วยไม่มีเงินและไม่กล้าเข้าเมือง ครั้งหนึ่งเธอหางานทำในเมือง จึงเคยช่วยเ้าของร้านยาสมุนไพรตากและเก็บสมุนไพรจีนอยู่บ้าง
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมีเส้นสาย
แต่การเก็บสมุนไพรต้องมีเงินทุน
ซึ่งตอนนี้เธอ… ไม่มีเงินติดตัวสักหยวนเดียว
เจียงหนานใคร่ครวญในใจไปเรื่อย ไม่นานก็เดินถึงประตูบ้านแล้ว
ประตูใหญ่ของตระกูลลู่เป็ประตูเหล็กสีเขียว แม้จะไม่โอ่อ่า แต่ก็ค่อนข้างแตกต่างจากลานรั้วที่ปู่อาศัยอยู่มากทีเดียว
เพิ่งมาถึงหน้าประตู เจียงหนานก็พบสวี่เจิงกำลังถือถังน้ำไปตักน้ำ
ชาติก่อน เจียงหนานไม่ได้มีความประทับใจอันดีต่อบุคคลนี้สักเท่าใดนัก
ครั้นได้เห็นเขาอีกครั้งในชีวิตนี้ เธอที่ผ่านผู้คนมานับไม่ถ้วนก็ยิ่งรู้สึกชังน้ำหน้าเขามากขึ้นไปอีก
เธอหลับตาลง สีหน้าเฉยชา พยักหน้าให้สวี่เจิงเรียบ ๆ หมายจะเดินผ่านประตูไป
สวี่เจิงยกยิ้มชั่วร้าย เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยาบคาย “สะใภ้คนใหม่ ดูจากหน้าตาแจ่มใสแบบนี้ ยอมรับชะตากรรมแล้วงั้นสิ?”
“ยอมรับชะตากรรมอะไร?” เจียงหนานเงยหน้าขึ้น ส่งั์ตาเ็าสบประสานกับเขา
“เห็นแผลบนหน้าของลู่ฮ่าวแล้วหรือยัง?”
น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความยินดีปรีดาเสียเต็มประดา “ใบหน้านั่น เสียโฉมหมดแล้ว”
เจียงหนานหนานยิ้มจาง ๆ ให้เขา “ไม่เป็ไร ฉันไม่รังเกียจ อย่างไรเสีย เขาก็มีอาชีพมั่นคงกินเงินรัฐ ไม่ได้งามภายนอก แต่งามจากภายใน”
สวี่เจิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซ่อนดาบในรอยยิ้ม “ฉันก็แค่หวังดีต่อเธอ”
เจียงหนานยิ้มบาง “หวังดีต่อฉัน? ยุยงฉันขนาดนี้ คงไม่ได้แอบชอบฉันใช่ไหม? อยากแย่งแฟนลู่ฮ่าวล่ะสิ?”
“แค่ก ๆ” สวี่เจิงมองหญิงสาวที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจตรงหน้า ยกมุมปากฉีกยิ้มแพรวพราวออกมา “แล้วถ้าฉันอยากแย่งแฟนของเขาล่ะ? ฉันไม่เพียงแต่มีงานที่มั่นคง แต่ยังหน้าตาหล่อเหลาด้วย”
เจียงหนาน “...”
ยุคสมัยนี้ นึกไม่ถึงว่าจะมีผู้ชายประพฤติตัวไร้ศีลธรรมแบบนี้ด้วย
เธอเหลือบมองเขาปานเห็นภูตผี
เจียงหนานตัดสินใจเมินเฉยคนบ้าคนนี้ เดินผ่านเขาเข้าไปในลานบ้าน
เกรงว่านี่จะไม่ใช่แค่พบเจอคนวิปริต เธอต้องย้ายออกโดยเร็วที่สุด
เจียงหนานไปถึงลานบ้าน เห็นสวี่อวี้ฉินสวมผ้ากันเปื้อนยืนอยู่ตรงประตูห้องครัว กำลังมองไปทางประตูใหญ่ด้วยแววตาลุ่มลึก
เจียงหนานทักทายเธออย่างสุภาพ
สวี่อวี้ฉินกล่าวอย่างไม่ร้อนไม่หนาวว่า “กลับมาแล้วหรือ?”
สวี่อวี้ฉินไม่แม้แต่จะชายตามองสักปราดเดียว พูดจบก็นั่งปอกเปลือกมันฝรั่งที่หน้าประตูห้องครัวต่อ
เจียงหนานไม่สนใจทัศนคติของเธอ เพราะอย่างไรผู้หญิงคนนี้ก็เป็เพียงแม่เลี้ยงของลู่ฮ่าว
วันนี้เจียงหนานดันไปตบตีคนรักของลูกชายเธอ สวี่อวี้ฉินต้องไม่พอใจแน่
หลังจากล้างมือแล้ว เจียงหนานก็กำลังจะไปทำงานในครัว จู่ ๆ เสียงของลู่เสี่ยวเยว่ก็ดังแว่วมาจากหน้าประตู
“แม่คะ พี่เฉี่ยวเจินมาแล้ว”
เมื่อได้ยินลู่เสี่ยวเยว่พูดถึงลูกพี่ลูกน้องหญิง เจียงหนานก็ทอดมองไปทางประตู
เธอเห็นผู้หญิงทันสมัยคนหนึ่งสวมกางเกงรัดรูปสีแดง เสื้อเชิ้ตสีฟ้า ทำทรงผมหยิกฟูฟ่องทั้งหัวจนเห็นเค้าหน้าที่แท้จริงไม่ชัดเจน กำลังเดินบิดก้นเข้ามาพร้อมกับลู่เสี่ยวเยว่
คนมาใหม่ทักทายสวี่อวี้ฉิน น้ำเสียงของหญิงสาวยามเอื้อนเอ่ยแลดูออดอ้อน สำเนียงต่างไปจากเดิม
ทว่าหญิงสาวคนนั้นชำเลืองมองเจียงหนานอย่างดูแคลน
สวี่อวี้ฉินถาม “เฉี่ยวเจิน เธอมาอีกได้อย่างไร? เมื่อวานก็มาร่วมวง วันนี้จะถ่อมาทำไมอีก?”
ลู่เสี่ยวเยว่เอ่ย “แม่คะ หนูอยากอยู่กับพี่เฉี่ยวเจินอีกสักสองวัน ก็เลยเรียกเธอมาค่ะ”
สวี่อวี้ฉินถลึงตามองลู่เสี่ยวเยว่อย่างตำหนิ “แกนี่มันหาแต่เื่”
หลานสาวของเธอคิดอะไรอยู่ หล่อนจะไม่รู้เลยหรือ?
ใกล้ถึงเวลาอาหารแล้ว ทุกคนในครอบครัวกำลังรอทานอาหาร สวี่อวี้ฉินไม่มีเวลาคุยเื่สัพเพเหระกับพวกหล่อน จึงนำมันฝรั่งที่ปอกเปลือกแล้วเข้าไปในครัว
พอสวี่อวี้ฉินไม่อยู่ ลู่เสี่ยวเยว่ก็เริ่มโอ้อวดใส่เจียงหนาน “เห็นแล้วหรือยัง? นี่คือพี่สาวของฉัน กลับมาจากการทำงานทางใต้เชียวนะ”
“พี่แต่งตัวทันสมัยจริง ๆ คนทึ่มที่ทั้งเฉิ่มทั้งอ้วนเทียบพี่ไม่ติดเลยค่ะ”
เจียงหนานมองรูปลักษณ์แบบบ๊วยเถี่ยวฮวง*[5] ของเฉี่ยวเจินด้วยสีหน้ายากจะอธิบาย จะว่าไปก็ถือว่าเธอแสดงความเห็นอย่างจริงอกจริงใจ
“ทันสมัยจริงนั่นแหละ แต่หน้าของเธอ ฉันคิดว่ายังขาวไม่พอ”
สวีเฉี่ยวเจิน*[6] ส่ายสะบัดผมฟูหยิกหยอง ปรายตามองเธอ จากนั้นก็เหยียดมุมปากด้วยความหยามหยัน
ขาวไม่พอ?
ตอนออกมาจากบ้านก็ตบแป้งมาแล้วชัด ๆ
เจียงหนานใช้สองแขนกอดหน้าอก พูดต่อด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “ฉันแนะนำให้เธอเอาหัวโหม่งหน้าตู้ตรง ๆ นะ เผื่อจะดีขึ้น”
สวีเฉี่ยวเจินยังไม่ทันตอบโต้ ลู่เสี่ยวเยว่ก็ดันโมโหเสียก่อน “นังอ้วน หมายความว่าอย่างไร? แกน่ะอิจฉาพี่สาวฉันมากกว่ามั้ง?”
*[1] โรคจากการทำงาน คือ ภาวะสุขภาพหรือความผิดปกติที่เกิดจากสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
*[2] ผูกงอิน หรือ ต้นแดนดิไลออน มีสรรพคุณขับพิษ ช่วยให้ตับและไตสามารถขจัดสารพิษออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น เป็แหล่งวิตามินธรรมชาติ ช่วยบำรุงสายตาและยังมีคุณสมบัติเป็สารต้านอนุมูลอิสระ
*[3] หวงฉี คือ รากแห้งของพืชชนิดหนึ่งที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Astragalus membranaceus มีสรรพคุณช่วยระงับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ลดอาการบวม เพิ่มสารสร้างเื ทำให้เืลมไหลเวียน ระงับปวด ช่วยรักษาาแและสร้างเนื้อเยื่อ
*[4] ปั้นเซี่ย คือ ลำต้นใต้ดินแห้งของพืชที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pinellia ternata ช่วยละลายเสมหะ ระงับการอาเจียน ปรับประสานการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร
*[5] บ๊วยเถี่ยวฮวง หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า เหมยเชาเฟิง ผู้ใช้วิชากรงเล็บักระดูกขาว เป็ตัวละครในนวนิยายกำลังภายในเื่ ัหยก
*[6] สวี ในที่นี้คือคำว่า สวี่(许) แซ่เดียวกับสวี่อวี้ฉิน แต่ตามหลักภาษาจีน เมื่อวรรณยุกต์เสียงสามกับเสียงสามอยู่ติดกัน พยางค์หน้าจะเปลี่ยนเป็เสียงสอง