(จบแล้ว) ทำสวน? ใครว่าง่าย | Its not easy to be a farmer

    บทที่ 118 กับศัตรูจะเกรงใจทำไม

    บทที่ 118

    กับศัตรูจะเกรงใจทำไม



    บ้านพักบนเชิงเขาที่แสนสะดวกสบายพร้อมโรงเรือนทดลองที่อยู่ใกล้เคียงถูกปล่อยทิ้งไว้ชั่วคราวแล้ว ผู้เป็นเจ้าของในขณะนี้ออกเดินทางพร้อมกระเป๋าสะพายที่เขาสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ พกพาง่าย ดีไซน์ยอดเยี่ยม


    เนื่องจากคิทได้ร่ำลาครอบครัวพร้อมแจ้งข่าวล่าสุดเป็นที่เรียบร้อย จุดที่เขาเคลื่อนย้ายไปในครั้งนี้จึงไม่ใช่ที่เมืองใหญ่แห่งแดนเหนือของเซริส แต่เป็นเขตแดนล่างสุดของรัสเซลที่เขาเคยเดินทางไปถึงมาก่อน มันเป็นข้อจำกัดของมนตราเคลื่อนย้ายระยะไกลด้วยอักขระที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเดินทางไปยังอีกแห่งได้ ถ้าหากเขาเคยไปที่แห่งนั้นมาแล้วเท่านั้น


    โชคดีที่เซริสยังไม่มีหิมะโปรยปรายลงมาเหมือนที่บาบาริส การเดินทางจึงยังสะดวกอยู่หน่อยแม้จะหนาวไปนิด


    มนตรามายาถูกใช้ครอบคลุมทั้งร่าง จากนั้นคิทก็ออกเดินทางอย่างมีความสุข...


    อากาศบนโลกใบนี้ช่างบริสุทธิ์มากกว่าที่เขาคุ้นเคยบนโลกแรกมากนัก ไม่มีฝุ่นให้แสบจมูก ไม่มีควันไฟจากท่อไอเสีย และแม้ว่าเมื่อก่อนจะมีกลิ่นขยะเสียเน่าเหม็นโชยมาบ้าง แต่หลังจากเขาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในแดนเหนือแล้ว ทุกอย่างก็เป็นเหมือนฝันที่คาดไว้

    ความเป็นอยู่ของคนรอบนอกเมืองใหญ่ดีกว่าที่คาด เกือบทุกแห่งมีถนนหินให้ใช้งาน มีรถม้าขนส่งผู้โดยสารระหว่างหมู่บ้านและเมืองผ่านไปมาบ่อยครั้ง คนขับทั้งหลายต่างอัธยาศัยดีและหยุดแวะถามคนเดินเท้าที่พบเจอเพื่ออำนวยความสะดวก คิทเองก็ไม่ปฏิเสธน้ำใจที่อีกฝ่ายมีให้ ขอติดรถออกไปยังหมู่บ้านรอบนอกของรัสเซลโดยผ่านไปที่เมืองกรีนฟีลด์เป็นเมืองสุดท้ายก่อนออกจากแดนเหนือ


    (แวะหาพี่สาวดีไหมนะ เห็นว่ากำลังท้องลูกคนที่สองเสียด้วย อืม...)

    (ถ้าแวะคงจะยืดยาว ไว้ก่อนแล้วกัน) คิทตัดใจ เขาเพิ่งเจอเจ้าตัวเล็กซึ่งเป็นลูกชายคนแรกของบารอนเนสแห่งคอตตอนฟีลด์ที่งานเลี้ยงครั้งล่าสุด ข่าวการออกเดินทางก็แจ้งให้พี่น้องได้ทราบแล้ว หากแวะไปตอนนี้คงเสียเวลาอีกหลายวันเพราะความน่ารักของเจ้าตัวเล็กแขนจ้ำม่ำเป็นแน่


    ดังนั้นเขาจึงเลือกเดินทางออกจากแดนเหนือ ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาจากดินแดนบ้านเกิดเขาก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง ถนนหินถูกสร้างออกไปไกลเพียงแค่ช่วงสายตาเห็นเท่านั้น หลังจากนั้นก็เป็นเพียงถนนดินที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีการสัญจรช่วงฤดูหนาวแบบนี้ นานๆ ทีถึงจะมีรถม้าที่เดินทางออกจากแดนเหนือผ่านมาเท่านั้น พวกเขาล้วนอยู่ในอาการเร่งรีบ ไม่รีบกลับบ้านเกิดก็คงรีบกระจายสินค้าที่ตนประมูลซื้อมาเพื่อสร้างรายได้ให้กับกลุ่มการค้าต่อไป


    “อืม... เข้าเขตนอร์ทเซริสแล้วสินะ...” ชายหนุ่มวัย 17 ที่ปลอมตัวมาโดยตลอด กางแผนที่ของตนเองเองออกเพื่อตรวจสอบเส้นทางและเพิ่มรายละเอียดสำคัญที่ยังไม่ได้ระบุเอาไว้ แผนที่ที่เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าจึงมีข้อมูลระบุเพิ่มเติมหลายส่วนด้วยความช่วยเหลือของซิลเวอร์ไนท์ที่กำลังโบยบินออกไปเที่ยวเล่นพร้อมกับวาริน่า แม้จะรู้สึกกระดากปากอยู่บ้างที่ตนเองเรียกเขตนี้ว่านอร์ทเซริส แต่อย่างน้อยสัญญามิตรภาพกับบาบาริสก็ระบุชัดว่า ‘นอร์ทเซริส’ ในความหมายของคนแดนเหนือคืออะไร มันเป็นสิ่งที่แตกต่างกับชื่อเรียกในเซริสโดยสิ้นเชิง

    “ถ้าตัดไปทางตะวันออกก็จะเจอกับวินเดล เลยไปอีกหน่อยคงเป็นบอราลเดีย อืม... ทำไมป้ายบอกทางของเขตนี้มันดูทรุดโทรมนักนะ...” แทนที่จะรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเดินทางเข้าเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรือง คิทกลับรู้สึกเหมือนว่าตัวเองเพิ่งออกจากเมืองหลวงมายังชนบทที่ห่างไกลเสียอย่างนั้น

    (เมืองใหญ่อาจจะเจริญกว่านี้ก็ได้ ลองดูก่อนแล้วกัน)


    ท่านชายแห่งเรดวู้ดตัดสินใจเดินทางผ่านตอนเหนือของนอร์ทเซริสเพื่อเข้าสู่วินเดล เมืองที่ท่านลอร์ดทำตัวเป็นมิตรแต่ภายนอกและสุดท้ายก็กลายเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ของแดนเหนือ

    วินเดลเป็นจุดยุทธศาสตร์หนึ่งซึ่งเชื่อมต่อกับบาบาริสโดยตรง เพียงแต่พวกเขาไม่เคยรับศึกจากเหล่าคนเถื่อนเพราะว่ามีปราการธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่คอยขวางกั้นเอาไว้ ถ้าเป็นไปได้คิทก็อยากจัดการผู้ปกครองเขตนี้ให้สิ้นซากแล้วรวมดินแดนเข้ามาด้วยกันเพื่อตัดปัญหา แต่นั่นเป็นวิถีแนวคิดของนักรบไม่ใช่สิ่งที่เป็นหลักจิตใจของเกษตรกรแต่อย่างใด

    การเดินทางด้วยเท้าพร้อมพลังของแผ่นดินและผืนป่าทำให้เขาเคลื่อนที่ผ่านสันเขากว้างใหญ่ที่ขวางกั้นระหว่างแดนเหนือกับนอร์ทเซริสเอาไว้ด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่าม้าเร็วส่งข่าวระหว่างเมือง เขาจึงเข้าสู่เขตวินเดลภายในห้าวันหลังจากนั้น

    เขตวินเดลมีตระกูลผู้ปกครองใหญ่เพียงหนึ่งเดียวคือเอิร์ลวินเดล ในวงวารของเขามีตระกูลบารอนในอาณัติอีกเพียงสามคนที่ดูแลเมืองขนาดเล็กรอบนอกเท่านั้น จำนวนของผู้ปกครองในดินแดนจึงน้อยกว่ารัสเซลหลายส่วน เขตที่มีประชากรน้อยเช่นนี้ควรจะได้รับเสบียงกรังสนับสนุนจากส่วนกลางจนพอมีพอกินและอยู่ได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร


    ทว่า... หมู่บ้านแรกในเขตรอบนอกที่เขาเห็นในสายตาขณะนี้ กลับดูยากจนยิ่งนัก บ้านเรือนทรุดโทรม ผู้คนมีร่างกายผอมโซ และแม้ว่าจะเป็นฤดูหนาวที่พวกเขาควรจะอยู่แต่ในบ้านพร้อมเสบียงครบครัน แต่กลับมีนักล่าหลายคนจับธนูออกล่าสัตว์หรือไม่ก็ออกขุดของป่ามากินประทังหิว


    (เกิดอะไรขึ้น? เสบียงที่ถูกแบ่งออกจากแดนเหนือน่าจะทำให้เซริสมีทรัพยากรมากมายจนทำให้ผู้คนในเขตห่างไกลไม่อดอยากแล้วนี่นา) คิทขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม เขารู้สึกเหมือนพลาดข่าวสารบางอย่าง

    (เขตวินเดลมีสายสืบสามคน รีบนัดเจอดีกว่า...) หลังจากหลบไปที่ลับสายตาก่อนเข้าเขตหมู่บ้าน คิทก็หยิบแผ่นกระดาษชิ้นเล็ก พร้อมกับเขียนข้อความด้วยปากกาดัดแปลงประจำตัว ก่อนจะส่งมันออกไปด้วยนกแก้วเขียวแสนสวย ซึ่งขณะนี้กำลังได้รับมนตราพรางกายให้ดูเหมือนนกธรรมดา

    (บ่ายแล้ว... อืม เย็นๆ คงได้รับคำตอบ ระหว่างนี้สำรวจหมู่บ้านแรกก่อนก็ดีเหมือนกัน)


    รั้วหมู่บ้านแห่งนี้ควรจะเรียกว่าเป็นซากไม้ที่ถูกนำมาปักเป็นแนวมากกว่า ทุกอย่างดูทรุดโทรมและไร้ซึ่งการทำนุบำรุง ทางเข้าไม่มียามรักษาการณ์เพื่อระวังความปลอดภัยให้ทุกคน บ้านเรือนภายในช่างดูทรุดโทรมมากกว่ารั้วภายนอกจนคิทนึกสงสัยว่ามันจะทนกับลมหนาวที่จะพัดมาในเดือนหน้าได้อย่างไร

    บรรยากาศของที่แห่งนี้ช่างอึมครึมและแย่ยิ่งกว่าเรดวู้ดเมื่อครั้งที่เขาเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาบนโลกใบนี้เสียอีก ชาวบ้านไม่สนใจผู้มาใหม่ และไม่มีวี่แววของทางการที่คอยส่งมาดูแล แหล่งน้ำที่พวกเขาใช้เป็นเพียงลำธารเล็กๆ ที่ไหลตัดกลางหมู่บ้านเท่านั้น มันดูสกปรกและไม่น่าดื่มกิน


    “ลุงครับ ลุง...” ชายวัยกลางคนที่กำลังผ่าฟืนอย่างเคร่งเครียดเหมือนระบายอารมณ์กรุ่นโกรธที่มี กำลังทำงานอย่างดุดันและแทบจะไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย หลังจากเรียกไปถึงสามครั้งชายคนนั้นก็หยุดงานของตนลงชั่วคราว

    “ว่าไง? หืม... เจ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี่ หลงทางเรอะ?”

    “ข้ากำลังจะไปหาเพื่อนที่วินเดลน่ะครับ แต่นี่บ่ายมากแล้ว เลยอยากจะพักที่นี่สักหน่อย ไม่ทราบว่ามีโบสถ์ หรือว่ามีร้านอาหารให้ข้าได้เติมเสบียงไหม”

    “เจ้ามาช้าไป นางชั่วบารอนเนสวินดิน่าเพิ่งขูดรีดพวกเราไปจนหมดสิ้น ต่อให้มีเงินก็ซื้อของกินที่นี่ไม่ได้หรอก พวกเราเองก็ไม่มีอะไรจะกินเหมือนกัน!” คุณลุงสบถอย่างโกรธแค้น หลังจากนั้นก็บ่นพึมพำ “ถ้าอพยพไปกับเจ้าพวกนั้นก็ดี บ้าชะมัด โธ่เว้ย! นี่ข้ากับครอบครัวต้องตายที่นี่เรอะ ทำไมลอร์ดของที่นี่มันชั่วได้ขนาดนี้นะ...”


    คิทอยากซักถามต่อถึงรายละเอียดเหลือเกิน แต่ดูเหมือนคุณลุงท่านนั้นจะไม่อยู่ในอารมณ์ที่สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจนนัก


    “ถ้าเดินทางตอนนี้ก็อาจจะทันนะครับลุง เข้าเขตรัสเซลไม่ถึงครึ่งวันก็เจอหมู่บ้านกรีนลีฟแล้วล่ะครับ ขอความช่วยเหลือได้ง่ายมาก คนที่นั่นใจดีมากเลยครับ”

    “พวกข้าแทบจะหมดแรงแล้วล่ะไอ้หนู กว่าจะออกจากเขตวินเดล ตัดผ่านนอร์ทเซริสขึ้นไปรัสเซลก็กินเวลาเกือบสิบวัน ยิ่งไม่มีรถม้าก็ยิ่งยากเข้าไปอีก เฮ้อ...” คิทเข้าใจสภาวะที่เหมือนกับชีวิตกำลังเจอทางตันใกล้จุดจบ เขาเองก็อยากจะช่วยเหลือ แต่มันจะเป็นการหักหน้าท่านลอร์ดในดินแดนนี้หรือเปล่า


    (หักหน้าอะไร? มิใช่พวกมันเป็นศัตรูของครอบครัวเรอะ?) เสียงของซิลเวอร์ไนท์ดังขึ้นมาในใจ วาริน่าที่ลอยตัวอยู่ใกล้ๆ ก็ส่งเสียเชียร์เช่นกัน

    (นั่นสินะ...) คิทอมยิ้มเล็กน้อย กับศัตรูจะมามัวเกรงใจได้อย่างไร ต้องเอาให้อีกฝ่ายสิ้นเนื้อประดาตัวถึงจะถูก


    “ท่านลุงครับ ถ้าบังเอิญมีกลุ่มนักเดินทางผ่านมาที่นี่ แล้วกำลังจะไปรัสเซล ท่านลุงจะยินดีติดตามพวกเขาออกจากวินเดลไหมครับ?”

    “แน่นอนสิ! แต่อย่ามาวาดฝันให้ข้าตายสบายเลย โบสถ์ของเจ้าอยู่ทางโน้น...” ท่านลุงชี้นิ้วไปยังอีกฟากของหมู่บ้านที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ “...เดินอีกไม่กี่อึดใจก็เห็นแล้ว เป็นของลัทธิอัมบาร์คน่ะ ขอให้เทพแห่งการช่างคุ้มครองแล้วกัน...”

    “ขอบคุณครับลุง สู้ๆ นะครับ”


    ภายในหมู่บ้านไม่มีอาหารให้ซื้อขายอย่างที่ท่านลุงคนนั้นกล่าวไว้ ทุกคนไม่สนใจคนแปลกหน้าเหมือนเดิมจนกระทั่งคิทเดินทางมาถึงโบสถ์ขององค์อัมบาร์คที่เหล่าช่างทั้งหลายนับถือ

    มันไม่ได้สวยงามและวิจิตรตระการตาเหมือนโบสถ์ใหญ่ที่อีธานตัดสินใจจัดสร้างเอาไว้ที่เรดวู้ดครบทุกลัทธิ อย่างไรก็ตามสภาพของที่แห่งนี้ยังดูดีกว่าบ้านของชาวบ้านทั้งหลาย ตัวอาคารและทางเข้าออกดูทรุดโทรมเพราะผ่านการใช้งานมานาน แต่ภาพรวมก็ยังดูแข็งแรงดี... น่าจะเป็นพรขององค์อัมบาร์คที่ส่งมาดูแลกระมัง

    โบสถ์ของที่นี่ยังคงทำหน้าที่ส่วนหนึ่งเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหมือนที่อื่นๆ ข้างในมีเด็กเกือบสิบคนกำลังนั่งคุดคู้เกาะตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อแบ่งปันไออุ่น ชายหนุ่มที่จิตวิญญาณเคยเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่แรกเริ่มจึงรู้สึกสะเทือนใจมากทีเดียว เสื้อผ้าของพวกเขาดูทรุดโทรมและสกปรก ร่างกายผอมแห้งยิ่งนัก หากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้คงไม่อาจรอดพ้นฤดูหนาวที่จะมาถึงได้

    ก่อนเดินเข้าไปในโบสถ์ คิทจึงตัดสินใจส่งข้อความหาบิดาที่รัสเซล เขาต้องการส่งกองคาราวานออกช่วยเหลือประชาชนในเขตรอบนอกของแดนอื่นที่พบเจอ มันเป็นคำขอที่ชายหนุ่มกำลังรู้สึกว่าตนเองใช้อำนาจอันมิควรมากไปเสียหน่อย แต่มันก็เป็นสิ่งจำเป็น


    เขา... คิดว่าทุกชีวิตนั้นสำคัญ หากช่วยได้ก็ควรจะช่วยเหลือ มันเป็นคำสอนขององค์ไวท์วิงส์ที่คิทจำฝังใจ


    นกแก้วเขียวบินออกไปแล้ว การสื่อสารระหว่างครอบครัวไม่จำเป็นต้องพรางสายตาผู้พบเห็นแต่อย่างใด

    คำขอครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหล่าทหารรู้สึกหนักใจสักนิด... พวกเขารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำประโยชน์ให้กับท่านลอร์ดของตนเอง พร้อมกับได้ช่วยชีวิตผู้อื่นอีกด้วย

    ศรัทธาและความภาคภูมิใจที่มีต่อท่านลอร์ดแห่งตระกูลรัสเซลทั้งสองจึงเพิ่มสูงขึ้นไปอีก