อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 คลื่นยักษ์ที่โหมซัดสาด

            หากไม่ระเบิดมันออกมาก็เท่ากับยินยอมตายไปอย่างเงียบๆในเมื่อนิ่งเงียบคือการยอมรับความตาย แล้วจะนิ่งเงียบอยู่อีกต่อไปทำไมถ้าอย่างนั้นก็ระเบิดมันออกมาเลยเสียดีกว่า...

            ฟืด!

            กริชสีดำตวัดกรีดผ่านลำคอของเย่ชิงเสอย่างรวดเร็วและนุ่มนวลพร้อมกับละอองเลือดที่สาดกระเซ็นลอยกลางอากาศ

            “ญาติพี่น้องของเจ้าหากไม่มาตอแยข้าข้ารับรองว่าพวกเขาจะปลอดภัย!”

            เย่ชิงหานไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆทำเพียงหมุนตัวแล้วเดินเข้าห้องไปแบกน้องสาวที่นอนหลับอยู่ขึ้นบนหลังดึงผ้าห่มมาฉีกเป็นเชือกหลายเส้นมัดน้องสาวไว้บนหลัง จากนั้นเดินออกจากห้อง ออกจากลานที่พักอย่างเด็ดเดี่ยวโดยไม่มีอาการลังเลใดๆทั้งสิ้น

            จากนั้นจึงเริ่มการกระทำที่บ้าคลั่งขึ้นเย่ชิงหานเริ่มจุดไฟไปทั่วทุกทิศ เนื่องจากลานที่พักฝั่งตะวันออกล้วนทำจากไม้ซึ่งแตกต่างจากฝั่งตะวันตกที่ทำจากหินอ่อนไฟจึงไหม้ลุกลามลานที่พักขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “ชิงอวี่พี่จะพาเจ้าไปทวงความยุติธรรม จากนั้นพวกเราไปจากที่นี่กันและจะไม่กลับมาอีก...ตลอดไป”

            มองดูเพลิงที่ลุกโชนอยู่ตรงหน้าเย่ชิงหานสีหน้าผ่อนคลายขึ้นมาในทันที มันเผาไหม้ลานที่พักที่เขาอยู่อาศัยมาเป็นเวลาสิบกว่าปีราวกับว่ามันได้เผาไหม้คุกที่จองจำเขามาเป็นเวลาสิบกว่าปีเช่นกันเมื่อจิตใจไม่มีสิ่งผูกมัดก็สามารถโบยบินได้อย่างอิสระความรู้สึกเช่นนี้...ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!

            เย่ชิงขวงก็ไม่ได้มีการตื่นแต่เช้าเป็นนิสัยอย่างน้อยก็ไม่ได้เช้าขนาดนี้เพียงแต่เมื่อวานรับค่าจ้างมาแล้วก็ต้องทำงานตอบแทนให้สำเร็จดังนั้นวันนี้ตั้งแต่ฟ้ายังไม่เริ่มสางเขาก็ตื่นขึ้นจากนั้นเรียกเย่ชิงเสให้ตื่นขึ้นสั่งกำชับให้ทำงานครั้งนี้ให้สำเร็จด้วยดี

            สำหรับลูกน้องที่ซื่อสัตย์อย่างเย่ชิงเสเขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมากมีทั้งสมอง มีทั้งความสามารถและพลังฝีมือ ทำงานคล่องแคล่วตรงไปตรงมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจความต้องการของผู้เป็นเจ้านายได้ดีอย่างเช่นเรื่องราวในวันนี้ตนเองไม่ได้จัดคนให้แต่เขาก็เข้าใจได้ในทันทีรีบเรียกสมุนสองคนที่พ่อเขาส่งมาให้ไปด้วย

            เย่ชิงขวงไม่ได้อยากที่จะนอนต่ออีกจึงเริ่มฝึกพลังปราณรบขึ้นเมื่อวานได้เคล็ดวิชาต่อสู้ระดับจักรพรรดิมาจากเสว่อู๋เหินอย่างไม่คาดคิดตอนนี้รู้สึกอยากจะลองฝึกจนแทบจะทนรอไม่ไหว

            เคล็ดวิชาต่อสู้มีชื่อว่า “วิชาหลอมวิญญาณ”เป็นวิชาที่ใช้ในการฝึกฝนความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณ วิญญาณเป็นรากฐานที่สำคัญของทุกคนสำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้วยิ่งสำคัญมากที่สุด ยิ่งผู้ฝึกยุทธ์ฝึกฝนจนถึงระดับขั้นที่สูงขึ้นไปยิ่งจำเป็นต้องรับรู้และเข้าใจถึงกฎเกณฑ์ของพลังฟ้าดินถ้าหากระดับของพลังวิญญาณยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใด การรับรู้และเข้าใจในกฎเกณฑ์ของพลังฟ้าดินยิ่งง่ายมากขึ้นเท่านั้นเพียงแต่ว่าเคล็ดวิชาหลอมวิญญาณเล่มนี้ยังไม่สมบูรณ์มีเพียงส่วนแรกเท่านั้นด้วยเหตุนี้เสว่อู๋เหินถึงได้กล้าตัดใจมอบให้เย่ชิงขวงเพื่อเป็นค่าตอบแทนเพิ่มเติม

            “นายน้อยใหญ่”

            เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นโดยฉับพลันทำให้เย่ชิงขวงสะดุ้งตกใจขึ้นเขารู้สึกมีโทสะขึ้นมาทันทีหันไปมององครักษ์คนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าประตูองครักษ์หน้าเปลี่ยนสีไปในทันทีแต่ก็ยังเอ่ยปากพูดออกมา “นายน้อยใหญ่เย่ชิงหานกลับมาแล้ว และผู้ที่ส่งเขากลับมาคือจ้าวเมืองเมืองหมันพร้อมกับส่งองครักษ์คุ้มกันมาจนถึงเมืองชางอีกด้วย”

            “เย่ชิงหาน? เย่กุ้นจัดคนคุ้มกันมาส่ง?”

            คิ้วของเย่ชิงขวงขมวดขึ้นในทันทีใช้สมองครุ่นคิดความหมายที่แฝงลึกอยู่ในประโยคนี้เขารู้ว่าเย่กุ้นเป็นคนของครอบครัวลูกคนที่สามเย่เชียงแต่ทำไมเย้กุ้นต้องส่งคนคุ้มกันไอ้ขยะคนหนึ่งกลับมา? หรือว่าเย่ชิงหานเข้าไปพึ่งบารมีของเย่เชียง? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่กลับมานั้นเหมาะเจาะพอดี!หรือว่าช่วงเวลาเช่นนี้จะมีความหมายอะไรที่พิเศษ?

            “ส่งคนเฝ้าจับตาดูเย่ชิงหานไว้ห่างๆอย่าให้มันรู้ตัว เย่ชิงเส...คงไม่โง่เขลาขลาดนั้นหรอกนะ?” เย่ชิงขวงเอ่ยปากพูดขึ้นในทันที เรื่องราวเริ่มจะยุ่งยากขึ้นมาอีกหรือว่าทางลุงสามคิดกระทำการอะไรบางอย่าง? เขาจะต้องรู้ให้ได้อย่างชัดเจนก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรดำเนินการอย่างไรต่อดี

            เพียงแต่ผ่านไปยังไม่ถึงห้านาทีบ่าวรับใช้ก็ส่งข่าวกลับมาว่าเรื่องราวได้เลยเถิดไปเกินกว่าที่จะควบคุมได้แล้วไอ้โง่เง่าเย่ชิงเสทำงานไม่สำเร็จ เย่ชิงอวี่ฆ่าตัวตายก็แค่เด็กกำพร้าที่เก็บมาเลี้ยงฆ่าตัวตายก็ฆ่าไปไม่มีอะไรน่ากล่าวถึงอย่างมากก็แค่กล่าวแสดงความขอโทษต่อนายน้อยเสว่สักหน่อยก็เพียงพอแล้ว

            เพียงแต่ว่าต่อมาข่าวที่บ่าวรับใช้ส่งมาอีกถึงกับทำให้เขาต้องตกตะลึงเป็นอย่างมากเย่ชิงหานกล้าฆ่าคน ไม่เพียงแต่มีความกล้าที่จะฆ่าคนแต่ยังมีพลังฝีมือในการฆ่าคนอีกด้วย แต่ก็ช่างเถอะฆ่าก็ฆ่าไปแม้ว่าเย่เป้าจะเป็นลูกสมุนของลูกสมุนอีกทีซึ่งก็นับว่าเป็นลูกสมุนของตนเองอยู่แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเสียดายหรือรู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ก็ดีไปอย่างตนเองจะได้ใช้เหตุผลนี้เพื่อไประงับเหตุการณ์คิดได้ดังนั้นจึงพาบ่าวรับใช้มุ่งหน้าไปยังลานที่พักฝั่งตะวันออกอย่างเร่งรีบ

            เพียงแต่...เพิ่งจะไปถึงได้ครึ่งทางเขาก็รีบวกกลับมาเพราะได้รับข่าวที่ทำให้ตื่นตระหนกยิ่งกว่า เย่ชิงหานฆ่าเย่ชิงเสไปแล้ว และยังจุดไฟเผาลานที่พักของตนเองตอนนี้กำลังมุ่งหน้ามาทางลานที่พักฝั่งตะวันตก

            ไม่นึกเลยว่าเขากล้าฆ่าเย่ชิงเสจริงๆ!เขาอาศัยอะไรถึงฆ่าเย่ชิงเสได้?

            สิ่งที่เย่ชิงขวงคิดถึงเป็นอันดับแรกคือลุงสามผู้ที่มีลักษณะคล้ายกับปัญญาชนผู้มีความรู้คนนั้นต้องมีแผนร้าย...จะต้องมีแผนร้ายอะไรซ่อนอยู่อย่างแน่นอน!ไม่ว่าเย่ชิงหานมีหรือไม่มีความกล้าที่จะฆ่าศิษย์สายในของตระกูลและถึงแม้จะมีความกล้า เขามีพลังฝีมือที่จะทำได้อย่างนั้นรึ? เย่ชิงเสพลังฝีมือระดับขั้นที่สองขอบเขตเยี่ยมยุทธ์หากรวมร่างกับสัตว์อสูรพลังฝีมือจะบรรลุถึงระดับขั้นที่สาม เย่ชิงหานฆ่าเขาได้? เขาอาศัยอะไร? อาศัยคุณสมบัติทางร่างกายขยะและพลังฝีมือระดับแรกขอบเขตขั้นสูงอย่างนั้นรึ?

            จะต้องเป็นเย่เชียงอย่างแน่นอนที่ส่งคนมาช่วยเหลืออย่างลับๆโดยที่บ่าวรับใช้ของตนเองมองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเย่ชิงหานหลังจากฆ่าคนแล้วยังกล้าวางเพลิงอีกแม้จะเป็นการจุดไฟเผาที่พักของตนเองแต่ชัดเจนว่าอยากจะทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตขึ้นเพื่อชักนำให้ท่านทั้งสามนั้นออกมา

            เพียงไม่นานเย่ชิงขวงคิดอะไรได้มากมายถึง“เบื้องลึก” ที่ซ่อนอยู่ แม้จะเป็นเพียงแค่สิ่งที่เขานึกคิดขึ้นเองจากการคาดคะเนแต่มันก็ดูสมเหตุสมผลเมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงเรียกบ่าวรับใช้เข้ามาสั่งการแล้วรีบส่งออกไปทั้งหมดในทันที

            เย่ชิงขวงส่งบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งตรงไปยังประตูทางทิศเหนือเพื่อแจ้งข่าวกับเสว่อู๋เหินว่าไม่จำเป็นต้องรอแล้วพร้อมกับแสดงความเสียใจขอโทษที่ทำงานให้ไม่สำเร็จบ่าวรับใช้อีกจำนวนหนึ่งส่งไปยังที่พักของเย่เจี้ยนแจ้งเรื่องทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นให้ทราบโดยไม่มีการปิดบังใดๆทั้งสิ้นพร้อมทั้งบอกการคาดคะเนของเขาด้วยว่าอาจจะเป็นแผนการแย่งชิงอำนาจของครอบครัวลูกคนที่สามซึ่งหากเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้เขาไม่กล้ากระทำโดยพลการ บ่าวรับใช้ส่วนสุดท้ายถูกส่งไปยังหอผู้คุมกฎบอกให้เย่หรงนำกำลังคนมายังลานที่พักของตนเองเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่นอกเหนือความคาดหมายที่จะเกิดขึ้นดูสิว่าไอ้ขยะนั่นมันจะสามารถสร้างคลื่นยักษ์อะไรให้โหมซัดสาดขึ้นมาภายในตระกูลเย่ได้บ้าง?

            เมืองชาง ประตูทางทิศเหนือ

            เสว่อู๋เหินนั่งรออยู่บนรถม้าที่หรูหราโอ่อ่าอย่างเงียบๆตั้งแต่เช้าตรู่ เขาทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล มองดูพระอาทิตย์ที่ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆทางด้านทิศตะวันออก อารมณ์ของเขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาทันที ใบหน้าที่หล่อเหลาเริ่มมีความโกรธความผิดหวัง จนเห็นได้ชัดถึงอาการบิดเบี้ยวขึ้นมา

            ผู้เฒ่าม่อและผู้เฒ่าสือที่อยู่ข้างกายต่างก็ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดทำเพียงแค่เปิดผ้าม่านออกมองออกไปดูอยู่เนืองๆ

            “นายน้อยเกิดไฟไหม้ขึ้น ลานที่พักฝั่งตะวันออกเกิดไฟไหม้ขึ้นแล้ว”

            ทันใดนั้นเองผู้เฒ่าสือมองเห็นลานที่พักฝั่งตะวันออกมีเปลวไฟและควันลอยพุ่งขึ้นมาจึงร้องออกมาด้วยความลืมตัว

            เปรี๊ยะ!

            เสว่อู๋เหินมองตามสายตาของผู้เฒ่าสือออกไปใบหน้าที่บิดเบี้ยวนั้นพลันกลายเป็นดุร้ายขึ้นมาแก้วที่อยู่ในมือถูกบีบจนแหลกละเอียด จากนั้นหลับตาสูดลมหายใจลึกไปครั้งหนึ่งสีหน้าเริ่มกลับคืนสู่ปกติจะมีก็เพียงแต่มือเท่านั้นที่ยังสั่นเทิ้มอยู่ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภายในใจนั้นเดือดดาลมากมายเพียงใด

            “ไม่ต้องรออีกต่อไปแล้วกลับเมืองเพียวเสว่!”

            ผ่านไปเนิ่นนานในที่สุดเสว่อู๋เหินก็สงบจิตใจลงได้ทำท่าโบกมืออย่างคนไร้เรี่ยวแรงแล้วก็หลับตาลงไปอีกครั้ง

            .................................

            เย่เจี้ยนมีนิสัยชอบตื่นมาดื่มชาเป็นประจำทุกเช้าตอนนี้เขานั่งจิบชาอยู่ที่ห้องของอนุภรรยาคนที่เก้า ชาเป็นชาชั้นดี คนชงชาก็งดงาม เมื่อวันก่อนเขาใช้ก้อนผลึกพลังงานม่วงร้อยก้อนซื้อตัวนางมาจากถนนหมายเลขสิบสามนางเป็นหญิงที่ขายเฉพาะแค่ศิลปะการแสดงที่ถูกจัดอยู่ในระดับราคาที่สูง

            มองดูรอยยิ้มที่สวยงามหยาดเยิ้มราวกับเทพธิดาที่อยู่ตรงหน้าเย่เจี้ยนยิ้มออกมาเล็กน้อยกวักมือเรียกนางให้มานั่งลงบนขาอ่อนของตนเองภายในใจกลับรู้สึกทอดถอนใจออกมา

            “หญิงที่ขายแต่ศิลปะการแสดง? เย่เตานะเย่เตาในตอนนั้นหากเจ้าไม่ดื้อรั้นจนเกินไปถึงตอนนี้จะเอาหญิงที่ขายศิลปะการแสดงสักเท่าใดก็ยังได้เกิดเป็นบุรุษทั้งทีทำไมต้องยืนอยู่บนต้นไม้เพียงต้นเดียวแถมยังผูกคอตายอยู่ข้างบนนั้นอีก!”

            เย่เจี้ยนยื่นมืออกไปลอดผ่านชุดผ้าที่บางเบานั้นเริ่มเสพสุขกับความรู้สึกอันหอมหวานที่สาวงามที่อยู่ตรงหน้ามอบให้ใครบอกว่าผู้ชายวัยทองกระบองจะไม่สู้?

            ก๊อกๆ!

            ในขณะที่เขากำลังจะเผด็จศึกอยู่นั้นเสียงเคาะประตูก็พลันดังขึ้น เขาร้องตะโกนออกไปด้วยความเดือดดาลเป็นอย่างมาก “มีเรื่องอะไร? ไม่รู้หรือว่าข้ากำลังจิบชาในยามเช้าอยู่?”

            บ่าวรับใช้ที่อยู่ด้านนอกรู้ดีว่าเขาชอบ“จิบชา” ยามเช้าเป็นนิสัยเพียงแต่เรื่องที่จะรายงานนั้นสำคัญเป็นอย่างมากจึงไม่กล้าที่จะทนรออีกต่อไป “นายท่าน เกิดไฟไหม้ขึ้นลานที่พักฝั่งตะวันออก”

            “เจ้าไม่มีสมองบ้างรึอย่างไร? ไฟไหม้ก็ดับไฟสิจะมารายงานข้าอีกทำไม?” เย่เจี้ยนเมื่อได้ฟังเดือดดาลยิ่งขึ้นกว่าเดิมไฟในกายของตนเองก็จะไหม้อยู่แล้วยังจะมีเวลาไปสนไฟที่ไหม้อยู่ทางตะวันออกอีกรึอย่างไร?

            บ่าวรับใช้เห็นว่าความผิดจะตกมาอยู่ที่ตนเองจึงรีบอธิบายขึ้นอย่างรีบร้อนว่า“นายท่านได้โปรดระงับโทสะก่อนนายน้อยชิงขวงส่งคนมาแจ้งข่าวว่าไฟไหม้ที่เกิดขึ้นด้านทิศตะวันออกเกี่ยวข้องกับฝั่งครอบครัวลูกคนที่สามมีข่าวสำคัญจะรายงานให้นายท่านทราบ”

            “ชิงขวง? น้องสาม? เรียกคนส่งข่าวเข้ามา” เย่เจี้ยนใช้สมองครุ่นคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอารมณ์กลับมาสงบราบเรียบดังเดิมหลังจากจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่จึงยกแก้วน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างจริงจังอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องอสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน