ชาลีฟไม่มีท่าทีคิดจะหลบหมัดที่หุ้มไปด้วยศิลาของเดนิส แต่เขากลับเกร็งหมัดขวาไว้ทันใดนั้นแขนของเขาที่เดิมทีก็ใหญ่ผิดมนุษย์อยู่แล้วขยายใหญ่ขึ้นจนแขนเสื้อปริขาด เขากำหมัดแน่นแล้วต่อยสวนเข้าใส่เดนิส
“ไอ้พวกขยะ”
ชาลีฟพูดออกมาหมัดทั้งสองปะทะกันอย่างจัง ศิลาที่หุ้มแขนเดนิสแหลกเป็นผุยผงนิ้วมือบิดงอกระดูกแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ชาลีฟไม่จบแค่นี้เขาพุ่งเข้าใส่เดนิสแล้วใช้หมัดขวาข้างเดิมต่อยเข้าที่อกของเดนิสอย่างจัง เดนิสกระอักเลือดออกมาก่อนจะปลิวออกไปไกลหลายเมตร
“เดนิส!!!”
อันนาที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างร้องออกมา เสียงร้องของเธอทำให้เจคที่ตอนนี้เริ่มฟื้นคืนสติพยายามหันไปมองหาเดนิสแต่กิลเบิร์ตกลับเข้ามาเอาเท้าเหยียบหน้าเขาไว้ กิลเบิร์ตมองท้องฟ้าเห็นว่าในที่สุดใบไม้ที่ออกมาจากวงแหวนเวทย์มนต์ก็กลายเป็นมือแล้วแต่กลับไม่อาจฟาดลงมาที่เขาได้ ไม่ไกลจากตรงนั้นรอนที่ยื่นฝ่ามือออกไปข้างหน้า แม้ว่าเวทย์มนต์ที่เขาใช้จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ตามแต่เขาไม่อาจตบฝ่ามือนั้นลงมายังตัวกิลเบิร์ตได้ไม่อย่างนั้นเจคก็จะโดนลูกหลงไปด้วย
กิลเบิร์ตแสยะยิ้มออกมาก่อนจะพูดว่า
“เป็นขยะที่มีลูกสมุนได้น่าอิจฉาเสียเหลือเกินนะ”
ทันใดนั้นดินที่อยู่รอบ ๆ เจคก็มีความเคลื่อนไหวมันเริ่มขยับและเข้ามาห่อหุ้มตัวของเจค เสียงบาสตะโกนว่า
“เอาเลย!!!”
ก่อนที่มานาของรอนจะเหือดแห้งมือที่เกิดจากใบไม้นับไม่ถ้วนรวมกันตบลงมายังตัวกิลเบิร์ต แต่แทนที่เขาจะมีท่าทีหวาดกลัวหรือหลบหนีเขากลับเพียงเสกลูกศรน้ำแข็งออกมาสามดอกอย่างใจเย็น นำมาพาดกับคันธนูน้ำแข็งแล้วเล็งไปยังมือใบไม้บนฟ้าแล้วยิงมันออกไป
ลูกศรน้ำแข็งทั้งสามลูกแตกตัวก่อนที่จะเข้าปะทะกับมือยักษ์ เศษน้ำแข็งที่กระจายออกมาเริ่มขยายตัวแล้วผสานเข้าด้วยกันเกิดเป็นกำแพงน้ำแข็งขนาดมหึมากลางอากาศ มือยักษ์นั้นปะทะกับกำแพงน้ำแข็งก่อนจะแตกกระจายหลงเหลือเพียงกำแพงน้ำแข็ง สักพักกำแพงน้ำแข็งนั้นก็แตกกระจายกลายเป็นละอองระยิบระยับ
รอนที่ผลาญมานาจนเหือดแห้งมีเหงื่อท่วมตัวร่างส่ายโงนเงนล้มลงกับพื้น กิลเบิร์ตไม่สนใจรอนแต่กลับมองไปยังบาสที่กำลังทาบฝ่ามือกับพื้นดิน เขาเสกศรน้ำแข็งขึ้นมาหนึ่งดอกพาดกับคันธนูน้ำแข็งแล้วยิงไปทางบาส บาสที่เห็นดังนั้นรีบกระโจนออกข้างศรน้ำแข็งเฉี่ยวไหล่เขาไป แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัวศรน้ำแข็งอีกลูกก็พุ่งทะลุอกของเขาอย่างจังจนเขาล้มลงกับพื้น
เมื่อบาสปล่อยมือจากพื้นดินเวทย์ดินที่หุ้มตัวเจคไว้ก็คลายออก ตอนนี้เหลือเพียงกิลเบิร์ตชาลีฟและเหล่าคนสวมชุดเกราะที่ยังคงยืนอยู่ กิลเบิร์ตที่ยังคงใช้เท้าเหยียบหน้าเจคสลายคันธนูน้ำแข็งแล้วกลับมาใช้ผ้าปิดจมูกเหมือนเดิม เขาเหลือบมองมือของเจคที่กำจนแน่นก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ เขาพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า
“นี่แกโกรธเหรอจะโกรธไปทำไมในเมื่อนี่เป็นชะตากรรมของคนไร้พลังอย่างพวกแกนี่นา”
พูดจบเขาก็เสกศรน้ำแข็งขึ้นมาอีกหนึ่งดอกแล้วปักมันลงบนร่างของเจค เจคร่างกระตุกหนึ่งทีพร้อมกับร้องออกมา
“อ๊าก!!!”
กิลเบิร์ตยิ้มอย่างสบายอารมณ์เขารู้สึกโล่งใจที่ได้ระบายความรู้สึกอึดอัดในสองอาทิตย์นี้ เจ้าชายขยะที่ควรจะเป็นเครื่องมือในการผูกมิตรกับเจ้าหญิงกลับไม่ยอมเดินตามหมากที่เขาได้วางไว้ทั้งหมดก็เพราะขยะพวกนี้ สำหรับเขาที่ต้องการเข้าพิธีเษกสมรสกับเจ้าหญิงลิลิธก่อนที่เธอจะไปเข้าเรียนที่อาณาจักรลูมิเนีย คนพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ทำให้แผนการของเขาดำเนินการได้ช้าลง และตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการก็คือกำจัดคนพวกนี้เพื่อให้เจ้าชายขยะผู้นั้นเห็นว่าตนนั้นเหนือกว่าขยะพวกนี้ในทุก ๆ ด้าน และมีเพียงเขาที่สามารถเป็นสหายของเจ้าชายขยะได้
กิลเบิร์ตเสกศรน้ำแข็งขึ้นมาอีกหนึ่งลูกเตรียมจะปักมันลงบนร่างของเจคอีกครั้ง
“หยุดนะไอ้คนเลว”
เสียงเล็ก ๆ ของเนียดังขึ้นจากไม่ไกลนัก กิลเบิร์ตหันไปมองพบเห็นเนียวิ่งมาหาสองมือกำแน่น เนียวิ่งมายืนตรงหน้าเจคน้ำตาคลอบอกว่า
“ไอ้คนเลวปล่อยพี่เจคเดี๋ยวนี้นะ”
กิลเบิร์ตมองเนียอย่างไม่สนใจแต่เจคที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขากลับร้องอย่างกระวนกระวายว่า
“ไม่นะเนียหนีไป”
อันนาที่โดนธนูปักเข้าที่ข้อเท้าก็ร้องด้วยความตกใจ
“เนียอย่าไปยุ่งกับเขา”
กิลเบิร์ตเหลือบมองเจคที่เขาเหยียบไว้กับอันนาที่แสดงความเป็นห่วงเนีย สีหน้าของเขาแสดงท่าทีครุ่นคิดไปมาก่อนที่แววตาจะฉายแววว่ากำลังยิ้ม เขายกเท้าออกจากหน้าเจคแล้วก้าวไปทางเนีย เจคที่เห็นดังนั้นหน้าซีดทันทีร้องว่า
“ไม่นะแกจะทำไร เนียหนีไป”
อันนาก็ตกใจไม่ต่างกันเธอรีบคลานหาเนียอย่างยากลำบาก
“เนียถอยให้ห่างจากเขา”
เนียที่ได้ยินทั้งสองคนบอกให้หนีก็เตรียมจะถอยออกมาแต่กิลเบิร์ตกลับเข้าถึงตัวเธอเสียก่อน เขาใช้ฝ่ามือจับหัวเธอไว้แน่นบอกว่า
“กล้าหาญจังเลยนะตัวแค่นี้ แต่ว่านะในโลกนี้สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่ความกล้าหาญหรืออะไรหรอกแต่เป็นเวทย์มนต์ต่างหาก เดี๋ยวจะแสดงให้ดูว่าชะตากรรมของเธอที่เกิดมาไร้พลังในอนาคตจะเป็นยังไง”
แล้วก็จับให้เนียมองไปทางอันนาบอกว่า
“ดูไว้ซะ”
เจคที่เห็นกิลเบิร์ตทำเช่นนั้นก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรเขารีบหันไปบอกอันนาว่า
“อันนาหนีไป”
“เอ๊ะ?”
อันนาที่กำลังคลานไปหาเนียชะงักทันทีไม่เข้าใจว่าทำไมเจคถึงเปลี่ยนเป็นบอกให้เธอหนี กิลเบิร์ตหันไปพูดกับพวกคนที่ใส่ชุดเกราะว่า
“พวกแกไปสนุกกับอีนี่หน่อยสิให้เด็กมันดูว่านี่แหละคือชะตากรรมของเศษขยะอย่างพวกมัน”
พวกคนที่ใส่ชุดเกราะมองหน้ากันแล้วก็ยิ้มแล้วเริ่มถอดเกราะส่วนล่างออก อันนาที่ตอนนี้รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอรีบเปลี่ยนทิศทางที่จะคลานไปทันที คนที่ใส่ชุดเกราะคนหนึ่งเห็นเธอคลานหนีอย่างหวาดกลัวก็เดินย่างสามขุมไปหาเธออย่างใจเย็น เจคหันไปร้องบอกกิลเบิร์ตว่า
“เฮ้ย อย่ายุ่งกับเธอนะโว้ย”
แต่กิลเบิร์ตไม่สนใจเพียงจับเนียให้มองดูเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นกับอันนา เจครีบเปลี่ยนเป็นขอร้องทันที
“ได้โปรดเถอะขอร้องล่ะปล่อยเธอไปเถอะนะ”
เนียยังรู้สึกงุนงงไม่เข้าใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นแต่เธอรู้แค่ว่าพี่สาวอันนากำลังถูกรังแก เธอเริ่มดิ้นพล่านหวังให้หลุดจากมือของกิลเบิร์ตที่จับหัวเธอไว้
“นี่ปล่อยนะไอ้คนเลวหยุดรังแกพี่สาวอันนา”
กิลเบิร์ตเริ่มรำคาญขึ้นมาจึงจับหัวของเธอกดลงกับพื้น ทำให้เนียเจ็บจนร้องไม่ออก อันนาที่คลานได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกตามทันเธอร้องขอความเมตตา
“ไม่นะ ได้โปรดเถอะ อย่าทำฉันเลย”
คนที่ใส่เกราะคนนั้นรู้สึกพึงพอใจกับท่าทีหวาดกลัวของเธอ มันเข้าจับแขนเธอแล้วใช้มืออีกข้างฉีกกระชากเสื้อของเธอจนเผยให้เห็นแถบรัดหน้าอกที่เป็นชุดชั้นใน มันแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหายก่อนจะยื่นมือออกไปหมายจะฉีกแถบรัดหน้าอก อันนาพยายามดิ้นเพื่อต่อต้านแต่ไร้ผล ทันทีที่มือของชายคนนั้นแตะถูกแถบรัดหน้าอกของเธอมือของมันก็หยุดชะงักก่อนที่ศีรษะของมันจะกลิ้งหลุน ๆ ตกลงมา ตามด้วยร่างของเขาที่ล้มลงกับพื้น
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้อันนาตาค้างก่อนจะพบว่าด้านหลังของร่างนั้นมีเมดคนหนึ่งยืนอยู่ ใบหน้างดงามได้รูปผมสั้นสีดำเพื่อความคล่องตัวนัยน์ตาสีม่วงมีเสน่ห์
“อ๊ะ! คุณ...”
“ไม่เป็นไรนะครับ”
เสียงคุ้นเคยดังจากไม่ไกลนักหันไปมองพบเห็นเด็กผู้ชายวัยสิบขวบ ใบหน้าของเด็กผู้ชายคนนั้นเรียกได้ว่างดงามราวศิลปะประดับด้วยรอยยิ้มเหมือนทุกที ผมดำขลับนัยน์ตาสีแดงเพลิง เออร์วินเดินมาหาเธอพลางควงอะไรบางอย่างในมือขวา ส่วนมือซ้ายตามซอกนิ้วถือแท่งคริสตัลที่มีสีต่างกันสี่สี มีสีฟ้า สีเขียว สีแดง และสีเหลือง ด้านหลังของเออร์วินมีจูนสาวน้อยหน้าตาคมขำเดินตามมาด้วยท่าทีที่หวาดกลัว
“คุณเออร์วิน” อันนาพูดชื่ออีกฝ่ายออกมา
แม้อันนาจะไม่เห็นแต่ทุกคนในที่นี้ต่างมองเห็นชัดเจนว่าก่อนที่ชายในชุดเกราะคนนั้นจะได้ทำอะไรอันนา เมดคนนั้นก็ออกมาจากเงาของเขาแล้วตวัดมีดในมือหนึ่งทีก่อนที่ศีรษะของเขาจะหลุดออกมา
ชาลีฟที่ตอนนี้ยังอยู่ในร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งกอริลลาหรี่ตามองเรเวนด้วยสายตาระแวดระวัง ส่วนกิลเบิร์ตที่กดหัวเนียกับพื้นสายตาก็เอาแต่จ้องมองเรเวนไม่วางตา เรียกได้ว่าราวกับโดนมนต์สะกดก็ไม่ปาน เขารู้สึกเหมือนใจเต้นไม่เป็นจังหวะซึ่งเขาไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนแม้แต่กับเจ้าหญิงลิลิธก็ตาม
‘ใครกัน? เธอเป็นใครกัน?’
กิลเบิร์ตถามคำถามนี้ในใจซ้ำ ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเนียร้องว่า
“อ๊ะ ไอ้ปีศาจ”
กิลเบิร์ตพลันได้สติก่อนจะสังเกตเห็นเด็กสิบขวบคนหนึ่งเดินมาหาสาวใช้คนนั้น เด็กคนนี้เขาจำได้ดี คนที่เขาตัดสินใจใช้เป็นตัวหมากเพื่อเป็นสะพานเชื่อมไปหาเจ้าหญิงลิลิธ เจ้าชายขยะเออร์วิน ไพร์ล็อก เออร์วินหันมามองกิลเบิร์ตหรือจะพูดให้ถูกคือพูดกับเด็กผู้หญิงที่เขากดหัวเธอไว้กับพื้น
“ยังเรียกผมว่าไอ้ปีศาจได้เนี่ยแสดงว่ายังแข็งแรงดีอยู่สินะครับ”
กิลเบิร์ตรีบปล่อยมือจากหัวของเนียแล้วเดินมาหาเออร์วินแล้วทาบฝ่ามือกับอกซ้ายค้อมกายลงทักทายว่า
“เจ้าชายเออร์วินกระหม่อมบุตรชายของลอร์ดอาร์เทมิส วากอน ชื่อ กิลเบิร์ต วากอนครับ”
เมื่อกลับมายืนตัวตรงกิลเบิร์ตก็เหลือบมองเรเวนที่คราวนี้ทั้งอยู่ใกล้และเห็นชัดตากว่าเดิม เขารู้สึกว่ามันเป็นการยากที่จะละสายตาจากเธอจึงลองถามว่า
“เจ้าชายครับไม่ทราบว่าเลดี้ท่านนี้คือ”
เออร์วินตอบพลางเหลือบมองเรเวน
“สาวใช้ส่วนตัวของผมเองครับเธอชื่อว่าเรเวน”
‘สาวใช้ส่วนตัว? เรเวน?’ กิลเบิร์ตลอบจดจำเรื่องนี้เอาไว้เออร์วินก็ถามว่า
“ไม่ทราบว่าคุณกิลเบิร์ตมาทำอะไรที่นี่ครับ”
กิลเบิร์ตที่ได้ยินคำถามก็ตอบอย่างภาคภูมิว่า
“กระหม่อมได้ยินมาว่าเจ้าชายกำลังมีเพื่อนกระหม่อมเลยต้องการมาดูว่าคนพวกนี้คู่ควรกับการเป็นสหายของเจ้าชายหรือไม่ แต่น่าเสียดายที่คนพวกนี้กลับเป็นพวกขยะที่ใช้การไม่ได้ทั้งยังคิดจะใช้ฐานะเจ้าชายของท่านแสวงหาผลประโยชน์เข้าตน ด้วยความภักดีกระหม่อมจึงได้จัดการสั่งสอนคนพวกนี้ครับ”
ได้ยินอีกฝ่ายว่าร้ายพวกตนอันนาที่อยู่กับพื้นโดยมีจูนเข้าดูด้วยความเป็นห่วงก็รีบร้องว่า
“เหลวไหลไม่ใช่สักหน่อยเป็นคุณเออร์วินมาหาพวกเราเองทั้งยังใช้กำลังบังคับพวกเราต่างหาก”
คำพูดของอันนากลับทำให้กิลเบิร์ตรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา เจ้าชายขยะมาหาพวกนี้เองเนี่ยนะทั้งยังใช้กำลังบังคับเนี่ยนะนี่เป็นเรื่องชวนหัวที่สุดที่เขาเคยได้ยินด้วยซ้ำ ส่วนจูนที่อยู่ข้าง ๆ อันนาก็พูดไม่ออกเพราะมันช่างเหลือจะเชื่อ ส่วนตัวเธอนั้นรู้ว่าอันนาพูดความจริงทุกประการเพราะตัวเธอก็เจอกับตัวมาแล้ว เรียนหนังสือได้สองวันแต่พอวันต่อมากลับถูกปลุกตั้งแต่เช้ามืดให้มาวิ่งกับพวกเจค ทานมื้อเช้าเสร็จก็มาวิดพื้นสควอตต่อซึ่งเป็นท่าที่เธอไม่เคยรู้จักทั้งนั้น จนบางครั้งเธอก็เห็นด้วยกันกับเนียว่าเด็กผู้ชายที่มักมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอยู่เสมอคนนี้นั้นมันปีศาจจริง ๆ
เออร์วินทำหน้างงถามกลับไปว่า
“พวกเขาคิดจะแสวงหาผลประโยชน์จากผมเหรอครับ”
กิลเบิร์ตนึกกระหยิ่มยินดีตอบว่า
“ใช่ครับเจ้าชายเออร์วิน คนพวกนี้คิดจะ...”
“แต่ท่านพี่ก็ทราบเรื่องนี้และไม่ได้ว่าอะไรนะครับ”
กิลเบิร์ตนิ่งไปทันทีเขาไม่รู้มาก่อนว่าลิลิธก็รู้เรื่องนี้ด้วย เออร์วินยังพูดต่อไปว่า
“ท่านพ่อท่านแม่ก็รู้เรื่องนี้ด้วยนะครับแต่ก็ไม่เห็นท่านจะพูดอะไร” เออร์วินทำท่าครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “ผมว่าคงต้องนำเรื่องนี้ไปปรึกษาพวกท่านแล้วล่ะครับ ว่าคนพวกนี้คิดจะหลอกใช้ผมแต่คุณกิลเบิร์ตนั้นฉลาดและมีไหวพริบเลยมาจัดการคนพวกนี้ก่อนที่อะไรมันจะสายเกินไป”
คำพูดของเออร์วินทำให้กิลเบิร์ตเริ่มมีสีหน้ายินดีเพราะเหตุเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าเขาได้สร้างความดีความชอบครั้งใหญ่ และนั่นมันจะเป็นสะพานนำพาเขาไปสู่เจ้าหญิงลิลิธและยังมีโอกาสที่เขาจะ... กิลเบิร์ตคิดในใจก่อนจะเหลือบมองไปทางเรเวนพบว่าเธอยังคงไม่สนใจตน ก็คิดว่าไม่เป็นไรด้วยรูปร่างฐานะและความสามารถของเขาจะให้เธอมาสนใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก
อันนาที่ได้ยินเออร์วินพูดเช่นนั้นก็มีสีหน้าตื่นกลัวรีบร้องว่า
“คุณเออร์วิน...”
“หุบปาก!!!”
กิลเบิร์ตตะคอกใส่เธอก่อนจะหันไปยิ้มให้เออร์วิน แต่เออร์วินกลับพูดในสิ่งที่ทำให้เขาเหงื่อตกออกมา
“ใช่และผมต้องบอกท่านพ่อกับท่านแม่และท่านพี่ด้วยครับว่า คุณกิลเบิร์ตเป็นคนฉลาดหลักแหลมทั้งยังตำหนิคนที่มองแผนเหล่านี้ไม่ออกว่าโง่นักโง่หนาแถมยังโง่ดักดาน”
คำพูดเหล่านี้กิลเบิร์ตไม่ได้เป็นคนพูดด้วยซ้ำแต่เป็นเออร์วินยัดคำพูดใส่ปากเขา มันไม่สำคัญว่าที่เออร์วินพูดเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าอีกฝ่ายจะเชื่อเขาหรือเปล่า เรื่องนี้ไม่ต้องบอกก็ทราบได้ในเมื่อลูกชายคนที่แม้ว่าจะเกิดมาเป็นเศษขยะแต่ก็ยังรักและเอ็นดูอยู่เสมอ ถ้าพูดออกมาต่อให้ตนมีเป็นร้อยปากก็ยากจะพูดให้อีกฝ่ายเชื่อตนได้ แต่เออร์วินยังทิ้งระเบิดลูกที่สองอีก
“แล้วก็การที่คุณกิลเบิร์ตคิดจะลงโทษผู้หญิงคนนี้ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกครับว่าทำอะไร แต่ผมจะเล่ามันทุกอย่างให้ท่านพี่ฟังแล้วกันนะครับตั้งแต่ขึ้นไปคร่อมบนตัวเธอแล้วฉีกเสื้อของเธอออก”
กิลเบิร์ตนิ่งไปอีกครั้งก่อนจะใจสั่นด้วยความหวาดกลัว เขานึกภาพของลิลิธที่รู้เรื่องที่เขาสั่งให้คนของเขาทำเช่นนั้นแล้วแสดงความชื่นชมไม่ออก และมีความเป็นไปได้สูงมากว่าเธอจะเปลี่ยนจากท่าทีเย็นชาไม่เห็นหัวตนเป็นแสดงท่าทีรังเกียจออกมาแทน หากเป็นเช่นนั้นเป้าหมายของตนก็เรียกได้ว่าเป็นการตอกฝาโลงไปโดยปริยาย กิลเบิร์ตรีบละล่ำละลักแก้ตัวว่า
“คือว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดครับเจ้าชายเออร์วิน กระหม่อมไม่ได้สั่งให้คนคนนั้นทำเช่นนั้นเลยนะครับ กระหม่อมแค่ต้องการให้เขาสั่งสอนเธอเฉย ๆ เองนะครับ กระหม่อมพูดจริงนะครับสาบานได้”
เออร์วินถามเขาด้วยแววตาที่ใสซื่อว่า
“คุณกิลเบิร์ตไม่ได้สั่งให้พวกเขาทำแบบนั้นจริง ๆ เหรอครับ?”
“จริงครับกระหม่อมรับรองได้”
กิลเบิร์ตพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นจริงจัง เออร์วินกวาดสายตามองรอบ ๆ เห็นคนในชุดเกราะหลายคนที่ตอนนี้ไม่ได้ใส่ท่อนล่าง คนในชุดเกราะพวกนี้ไม่ได้ยินบทสนทของเออร์วินกับกิลเบิร์ตจึงสงสัยว่าเจ้าเด็กคนนี้เป็นใครและมองพวกตนทำไม เพราะพวกเขาเคยแต่ได้ยินชื่อเจ้าชายขยะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่จากการแต่งกายก็พอบอกได้ว่าเป็นคนมีฐานะ
เออร์วินกวาดสายตาไปทางชาลีฟเขาเพ่งมองตามองอีกฝ่าย พบว่าชาลีฟเพียงแค่เหลือบตามองเขาก่อนจะหันไปมองทางอื่นคล้ายไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาถามว่า
“กอริลลาตัวนั้นคือ?”
กิลเบิร์ตรีบแนะนำอีกฝ่ายว่า
“คือว่าเขามีชื่อว่าชาลีฟ เป็นลูกชายของขุนนางคนหนึ่งในเมืองแถบชายแดนของอาณาจักรเซลเวเลียครับ เขาเป็นสหายกระหม่อมที่มาพักที่คฤหาสน์ของกระหม่อมเป็นการชั่วคราว”
เออร์วินพยักหน้าเข้าใจกับสิ่งที่กิลเบิร์ตพูดเขาเพียงฟังผ่าน ๆ แต่ที่จดจำมีแค่อาณาจักรเซลเวเรียเท่านั้น เพราะเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่เขาเทียวไปมาในตอนที่ทำงานล่าค่าหัวเช่นเดียวกับป้อมปราการแอชทราวินของดราโกวิช
เออร์วินยิ้มให้กิลเบิร์ตแล้วบอกว่า
“ผมเชื่อที่คุณพูดนะครับว่าคุณไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้”
กิลเบิร์ตไม่เปลี่ยนสีหน้าแต่ในใจกลับโล่งอก ทว่าเออร์วินก็พูดอีกว่า
“แต่ถึงยังไงคุณก็ช่วยพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจได้ไหมครับ”
“พิสูจน์ความบริสุทธิ์?”
กิลเบิร์ตทวนคำแต่ก่อนที่เขาจะได้ถามอะไร เออร์วินกลับยิ้มแล้วพูดว่า
“ใช่ครับ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คนพวกนี้ทำ”
กิลเบิร์ตรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีถามว่า
“ไม่ทราบว่าเจ้าชายจะให้กระหม่อมพิสูจน์ยังไงครับ”
“ง่าย ๆ ครับก็แค่” เออร์วินเว้นไปพักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “ฆ่าพวกเขาให้หมด”