ยามซวี่คืนพระจันทร์เต็มดวง หอตันโหวดูครื้นเครงเต็มไปด้วยบุรุษมากหน้าหลายตา ต่างมีจุดหมายเดียวกัน เพื่ออยากยลโฉมแม่นางเถียนมีมี่กันทั้งนั้น
“คุณชายหลิว" หย่งอวี้กำลังสาวเท้าพ้นธรณีประตูไป ต้องหันกลับมาเมื่อได้ยินใครเรียกถึง
"คุณชายไป๋ ไม่พบท่านเสียนาน ท่านเองก็มาที่นี่ด้วยหรือ"
"ข้าเข้าออกหอคณิกาในฉางอันเป็ว่าเล่น แปลกที่คุณชายหลิวมากกว่า แต่! ท่านเสนาบดีหลิวก็มาด้วยหรือนี่” ไป๋หลิงสหายสนิทของซุนหยางเฟิง ดูแปลกใจยิ่งที่พบชายวัยห้าสิบต้นๆ ซ้ำยังเป็ถึงเสนาบดีเ้ากรมพระคลังปรากฏกายที่หอคณิกาได้ ไหนจะคุณชายหลิว บุรุษในจารีต ไฉนคืนนี้จึงมาอยู่ที่แห่งนี้
“ข้าเพียงแต่ได้ฟังคำล่ำลือถึงการแสดงที่งดงามของแม่นางเถียน จึงอยากมาให้เห็นกับตา” บุรุษมากอายุกล่าวสีหน้าเรียบเฉย
“แต่ที่น่าแปลกเห็นจะเป็แม่ทัพซุนกระมัง” หย่งอวี้กล่าวถึงซุนหยางเฟิง เทพเ้าาแห่งแคว้นถัง ผู้ซึ่งชิงชังคณิกาเป็ที่สุด แม้ไม่เป็ความลับแต่ก็ไม่ใช่เื่ที่ใครอยากจะเอ่ยถึง
“ข้ามีจุดประสงค์เดียวกับท่านลุงหลิว” ทั้งสี่สนทนากันไม่กี่ประโยค เสนาบดีหลิวและบุตรชายก็แยกตัวไปนั่ง ณ.ที่ที่ถูกจัดเอาไว้ให้ เดิมทีซุนหยางเฟิงไม่อยากจะย่างกายมายังสถานที่เช่นนี้ แต่ที่ต้องทำใจมานั้นเพราะเขาถูกสหายรักบังคับมา แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุไป๋หลิงนึกสนุกอยากเอาชนะหยางเฟิง จึงได้ใช้ม้าดีที่พึ่งได้ มาหลอกล่อ อีกใจเกิดรู้มาว่าสตรีปากร้ายคนนั้นคือแม่นางเถียนมีมี่ผู้โด่งดัง จึงอยากมาให้เห็นสักครั้ง การแสดงที่ว่าดีเลิศนั้นจะเป็จริงดังกล่าวหรือไม่่ทั้งสองนั่งโต๊ะดื่มสุราดีพูดคุยกันหลายๆ เื่ ไปพลางระหว่างรอชมการร่ายรำ
แสงจันทร์ลอดผ่านช่องหลังคาตกกระทบพื้น ร่างระหงในอาภรณ์สีแดงช้ำปักดิ้นทองลายโบตั๋น นางใช้ม่านยาวเพียงผืนพันร่างทิ้งตัวลอยเคว้งกลางเวหาลงมาสู่พื้นดิน ดั่งเทพธิดาจากสรวง์ ไม่ว่านางจะเยื้องย่างไปหนทางใดแลงดงามยิ่ง ใบหน้างามเติมแต่งด้วยเครื่องประทินโฉมสีเข้ม เปลือกตาขีดเขียนด้วยหมึกดำวัดขึ้นขับให้ดูแข็งกร้าว แต่ั์ตานั้นดูเศร้าแลอ้างว้าง ปานเ้าของดวงตานั้นกำลังทุกข์ระทม เรียวปากสีแดงรับกับใบหน้าเนียนข้าวยิ่ง โดยรวมใบหน้าของนางนั้นงดงามหาใครเปรียบ เป็ครั้งแรกที่เถียนมีมี่เปิดเผยใบหน้าอย่างตั้งใจ ฉินบรรเลงเพลงเศร้า นางปรายตาไปโดยรอบสร้างความอ่อนไหวกับบุรุษไปตามๆกัน ที่มุมหนึ่งของหอ บุรุษรูปงามทั้งสอง หนึ่งคนมีความชมชอบเอนไหวตามความงามของสตรี อีกคนยังคงวางเฉยประหนึ่งการแสดงเป็เพียงการชมดนตรีทั่วไป อีกฟากหนึ่งของหอเป็สองพ่อลูกต่างวางหน้านิ่งเฉยที่แฝงไว้หลายความหมาย
“ข้าน้อยเถียนมีมี่ ท่าน้าพบข้าด้วยเื่อันใดเ้าค่ะ” แม้มีมี่จะเป็คณิกา แต่เมื่อจบการแสดงนางก็จะกลับเข้าห้องโดยทันที ไม่ยินยอมพบแขกคนไหน แม้คนผู้นั้นจะเป็เศรษฐีมากทรัพย์ก็ตามที แต่ครั้งนี้ที่นางยอมพบเสนาบดีหลิวกับบุตรชายของเขานั่นก็เพราะเื่กำไลหยก นางใคร่รู้อยู่ก่อนแล้วจึงไม่บอกปัด
“แม่นางเถียน” มีมี่เหลือบมองไปยังบุรุษอายุน้อยที่เรียกขานชื่อนาง
“คุณชายหลิว?” บุรุษที่อยู่ด้วยกันนั้นคือคุณชายหลิวหย่งอวี้ คนที่เคยช่วยชีวิตนางไว้ถึงสองครา ยิ่งสร้างความฉงนให้กับนางยิ่งขึ้น เขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับกำไลของนาง
“ท่านนี้คือท่านเสนาบดีเ้ากรมพระคลัง หลิวเหยียนจิ้ง บิดาของข้า”
“เถียนมีมี่คาราวะท่านเสนาบดีหลิวเ้าค่ะ” มีมี่ค้อมหัวทำการเคราพบุคคลผู้มีท่าทีสุขุม
“ข้าไม่อ้อมค้อม ขอกล่าวกับแม่นางตามตรง” น้ำเสียงนุ่มละมุมหูกล่าวอย่างราบเรียบ “กำไลหยกชิ้นนั้นเ้าได้มาจากไหน” มีมี่ยกกำไลขึ้นมาพินิจครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบ “เป็สิ่งของแทนตัวมารดาข้า” นางตอบตามตรงแต่ยังคงเก็บงำความเป็มาของตนอยู่
“ให้ข้าดูได้หรือไม่” นางยอมถอดกำไลชิ้นนั้นวางไว้ในมือของท่านเสนาบดี
“เป็นาง เหยียนซือ” บุรุษมากอายุยิ้มอ่อนก่อนเอ่ยต่อ “เ้ามีความสัมพันธ์อันใดกับเ้าของกำไลนี้” ‘ความสัมพันธ์นี้หากนับตามความคิดของมีมี่ นางก็คือหลานสาว แต่ด้วยเหตุการณ์ที่เป็ไปในรูปแบบนี้แล้ว หากนางจะสวมรอยเป็บุตรสาวในนามเถียนมีมี่นั้น ก็ไม่มีใครรู้ได้
“เื่ของข้า ใช่ว่าท่านเป็ขุนนางนึกอยากรู้ก็รู้ได้” บุรุษตระกูลหลิวผู้นี้เป็ใครกัน อยากรู้เื่ของนางไปทำไม หรือจะเป็ญาติที่ท่านแม่ของเราตามหา
“หรือเ้าไม่อยากรู้ที่มาที่ไปของกำไล” มีมี่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมเอ่ยตอบ “ข้าเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของนาง หลิวเหยียนซื่”
“แล้วมารดาของเ้าล่ะ นางอยู่ที่ใด ไฉนเ้าจึงเป็คณิกาได้”
“ท่านพ่อและท่านแม่ของข้าจากไปแล้ว”
“เสียแล้วหรือ!” แววตาทอประกายแห่งความยินดีก็พลันเศร้าหมองลง ไม่คิดว่าจะสูญเสียน้องสาวคนเดียวไปตลอดกาล “ศพของแม่เ้าฝังอยู่ที่ใด”
“ข้าฝังท่านพ่อและท่านแม่ไว้ที่บ้านของพวกเรา พิธีศพจัดขึ้นเล็กๆ ตามยถากรรม” ที่มีมี่กล่าวมาเป็เื่จริงหาได้ถูกแต่งขึ้น ั้แ่เด็กนางพร่ำถามถึงบรรพบุรุษฝั่งมารดา และก็ได้รับคำตอบตามที่ได้บอกกล่าวกับคนตรงหน้า
"ก่อนจากไปนางได้สั่งเสียอะไรหรือไม่ อย่างเช่น เ้ามีญาติไหม”
“เ้าค่ะ ก่อนท่านแม่จากไปนางได้ให้กำไลชิ้นนี้กับข้า และยังบอกอีกว่า ข้ามีญาติอยู่ที่เมืองฉางอัน หลังจากฝังศพท่านทั้งสองเสร็จ ข้าก็ออกเดินทางมายังเมืองหลวงด้วยความหวังว่าข้าจะได้เจอญาติสักครั้ง แต่...ชะตาอาภัพนัก ถูกคนชั่วจับตัวไปขายให้กับหอคณิกา สตรีที่เสื่อมเสียเกียรติเช่นข้า ไม่มีหน้าไปเจอพวกเขาแล้ว” ความจริงเป็เช่นใดไม่รู้ได้ แต่เท่าที่นางประติดประต่อได้ก็ประมาณนี้ ใบหน้ามากริ้วรอยก้มพินิจกำไลหยกอยู่สักครู่ ก่อนจะกลับมามองใบหน้าสาวงามอีกครั้ง
“ดวงตาเ้าช่างเหมือนแม่ของเ้านัก”
“ท่านรู้จักท่านแม่ข้าหรือเ้าค่ะ”
“ข้ารู้จักนางดีทีเดียว เพราะข้าคือท่านลุงของเ้า พี่ชายของแม่เ้าอย่างไรเล่า” หลิวเหยียนจิ้งกล่าวพร้อมกับน้ำตาซึม มีมี่เองก็อึ้งไปเช่นกัน อยู่มาเป็ปีจู่ๆ ก็เกิดมีญาติโผล่ขึ้น จะว่าดีใจไหมก็ไม่เท่าไหร่ เพราะนางรู้ดีมาตนเป็คนจากศรรตวรรษที่21 ทั้งชีวิตมีเพียงป๊าและม๊า แต่หากนับญาติกันแล้ว ท่านผู้นี้ก็ต้องมีศักดิ์เป็ท่านตาใหญ่ของนาง นางก็ควรดีใจสิ แม้จะเป็เพียงความน่าจะเป็ก็เถอะ ใบหน้างามเผยยิ้มบางๆ เป็การตอบรับ
“แล้วนี้หย่งอวี้บุตรชายคนเดียวของข้า มีศักดิ์เป็พี่ชายของเ้า” เหยียนจิ้งยังผายมือแนะนำคุณชายหลิวที่นั่งเงียบมาตอดการสนทนาในฐานะญาติผู้พี่ให้นางรู้จัก
“เ้าไม่ดีใจหรือ” หย่งอวี้เห็นใบหน้างามของเมีมี่ดูไร้แววดีใจจึงเอ่ยถาม
“ได้พบเจอญาติข้าต้องดีใจอยู่แล้ว แต่จะนับเป็ญาติได้หรือ กำไลเพียงชิ้นเดียวจะยืนยันได้อย่างไร”
“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
“ขออภัยท่าน ข้ากล่าวตามตรง ข้าเป็คณิกาสตรีต่ำศักดิ์ มีสายเืของตระกูลหลิวหรือไม่นั้น ข้าไม่อาจยอมให้ท่านต้องเสื่อมเสียได้”
“ได้ ข้าจะทำให้กระจ่าง พรุ่งนี้ข้าจะทูลขอหมอหลวงจากฝ่าา ให้ตรวจยืนยันสายเื” เมื่อเสร็จธุระที่มาเยือนหอคณิกาแล้ว หลิวเหยี่ยนจิ้งและบุตรชายก็เดินทางกลับ โดยมีมีมี่ออกมาส่ง
“แม้แต่ขุนนางขั้นสองยังต้องมาเยือนหอตันโหว หึๆ” หยางเฟิงกล่าวพลางยัดเม็ดถั่วเข้าปาก ในใจนึกคิดว่าตนมองสองพ่อลูกตระกูลหลิวผิดไป ผู้มีคุณธรรม รักความถูกต้อง น่าขันยิ่ง
“ก็แม่นางเถียนนางงดงามเหลือเกิน บุรุษใดในใต้ล้าต่างก็อยากเชยชมนางทั้งนั้น แม้แต่ข้าเองก็เช่นกัน” ไป๋หลิงมือเท้าค้างกับโต๊ะมองตาร่างระหงไปด้วยั์ตาหยาดเยิ้ม
“ก็เ้าเป็บุรุษรักสนุก เสเพลเป็ที่หนึ่งของฉางอันนิ” สหายสนิทกล่าววาจาอันเป็ความจริง ไป๋หลิงเองก็น้อมรับอย่างเต็มภาคภูมิ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเหยี่ยนจิ้งเข้าหอตันโหวมาพร้อมกับหมอหลวง เพียงข้ามคืนคำนินทาก็ลุกลามเป็วงกว้างต่างเล่าลือกันว่า เ้ากรมพระคลังหลิวเหยียนจิ้ง ไปมาหาสู่แม่นางเถียน โดยไม่คำนึงถึงจิตใจหลิวฮูหยิน แต่คำครหาเหล่านี้หลิวเหยียนจิ้งหาได้ใส่ใจ
“ผลเป็เช่นใด” แม้แต่มีมี่เองก็ลุ้นจนตัวโก่ง หัวใจดวงน้อยเต้นแรงแทบทะลุอก การตรวจเืสมัยโบราณนี้ยากที่จะพิสูจน์ได้ เคยเห็นแต่ในซีรีย์ วิธีหยดเืในน้ำแล้วคอยดูว่าเืของทั้งสองคนเข้ากันได้หรือไม่นั้นมันยากที่จะเชื่อได้ หากเืเข้ากันได้ก็แล้วไป แต่หากเข้ากันไม่ได้ล่ะ
“อืมมมม แม่นางเถียนมีสายเืของตระกูลหลิวอยู่อย่างแน่นอน” หลังจากที่ลุ้นกันอยู่นานสุดท้ายก็ได้คำตอบที่สร้างรอยยิ้มให้กับทุกฝ่าย แม้แต่มีมี่เองก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก
“ชัดเจนแล้ว เ้าก็เลิกแคลงใจเสีย”
“เ้าค่ะ”
“ั้แ่วันนี้ไปเ้าคือหลานสาวของเสนาบดีเ้ากลมพระคลัง หลิวเหยียนจิ้ง คุณหนูเถียนมีมี่” แม้นางจะมีสายเืของตระกูลหลิวอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ เพื่อให้เกียรติแก่บิดาที่ล่วงลับ นางยังคงใช้แซ่เถียนดังเดิม ซึ่งผู้ที่ล่วงลับนั้นคือท่านตาของนาง อันที่จริงแล้วบิดาของนางยังมีชีวิตอยู่อีกภพชาติหนึ่ง
"เตรียมตัวเถอะ ลุงจะให้คนมาขนของเ้าเข้าจวน"
“ไม่มีความจำเป็ต้องทำเช่นนั้น อีกอย่างข้าก็ยังไม่ได้ตัดสินใจเลย”
“ยังต้องตัดสินใจอะไรอีก เ้าเป็หลานข้า บัดนี้บิดามารของเ้าก็ล่วงลับไปแล้ว มีเพียงข้าที่เป็ญาติคนเดียวของเ้า ชีวิตที่ผ่านมาข้าจะชดใช้ให้เ้าเอง หรือติดที่ผู้ใด” หลิวเหยียนจิ้งชายตามองที่ซือเหมยเหนียงผู้ดูแลหอคณิกา
“ไม่เ้าค่ะ ข้าไม่ได้ติดอะไร” ซือเหมยเหนียงรีบกล่าวปฏิเสธในทันที สายตาน่าเกรงขามนั้นทำนางอกสั่นไม่น้อย
“เ้าซื้อหลานข้ามาเท่าไหร่ ข้าจะซื้อคืนเป็สิบเท่า”
“ไม่ใช่เื่นั้นเ้าค่ะ หากแต่ข้าขอเวลาล่ำลาพี่น้องสักสองสามวัน” กล่าวถึงค่าไถ่ตัวของมีมี่นั้น นางสามารถหาเงินได้มากมายก่ายกอง หาก้าเป็อิสระจากหอคณิกา มีหรือที่นางจะไม่สามารถทำได้ เพียงแต่อยู่กับน้าซือมาก็ปีเศษ เคยชินกับสถานที่เช่นนี้เสียแล้ว
“ลุงให้เวลาเ้าสามวัน”