แสงจันทร์นวลตาอาบไล้ไปทั่วซากปรักหักพังของเมืองฝูเจิ้น อวิ่นหนิงเจี่ย ทะยานร่างขึ้นสู่ยอดกำแพงเมืองดุจวิหคสวรรค์ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายของเหล่าทหารและนักเวทย์ที่กำลังเร่งรีบสำรวจรอยร้าวของค่ายกลพิทักษ์เมือง
ทันทีที่ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่มแตะลงบนเชิงเทิน เจ้าเมืองฉีหลิน พร้อมด้วยยอดฝีมือทั้งหกและเหล่านายกองต่างพากันก้าวเข้ามาหาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเทิดทูนบูชาประดุจเห็นเทพจุติมาโปรดโลกพวกเขาคิดว่าเด็กหนุ่มทั้งสามที่เดินทางมายังเมืองนี้เป็นเทพแห่งโชคลาภของเมืองดลบันดาลให้พวกเขามาช่วยป้ดปภัยภิบัติของเมืองฝูเจิ้นทั้งหมดเตรียมจะก้มคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อคารวะขอบคุณ
หนิงเจี่ยเห็นดังนั้นพลันกล่าว"พวกท่านมิจำเป็นต้องทำเช่นนั้น!" พลันสะบัดแขนเสื้อแผ่พลังออกมาพยุงร่างของทุกคนไว้ไม่ให้คุกเข่าลง"เรื่องที่เกิดขึ้นข้าถือเป็นหน้าที่ที่สมควรช่วยเหลือบัดนี้ภยันตรายได้สิ้นสุดลงแล้ว ข้าคงต้องขอลาทุุกท่านแต่เพียงเท่านี้"
หนิงเจี่ยหันไปกวาดสายตาผ่านช่องกำแพงเมืองที่พังทลายลงไปในตัวเมืองเขาเห็นบ้านเรือนหลายหลังพังพินาศจากพลังทำลายของจอมปีศาจขวานบั้นเศียรเสียงชาวบ้านร่ำไห้ระงมขอความช่วยเหลือดังแว่วมาตามลมทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มกระตุกวูบ
แม้ในใจจะเสียดายศิลาผลึกครามที่เขาจำเป็นต้องเก็บออมสะสมไว้ในการวิวัฒน์หุบเขาหลงเซี่ยงแต่เมื่อเห็นความทุกข์ยากเบื้องหน้า เขาก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ หนิงเจี่ยหยิบการ์ดเงินออกมาแผ่สัมผัสเข้าไปทันใดนั้น มีแสงสีเงินพุ่งออกมาจากการ์ด ศิลาผลึกคราม 150,000,000 ศิลาก้อนอยู่บนพื้นกำแพงเมืองอย่างเป็นระเบียบ เขากล่าวของท่านเจ้าเมือง “ข้าขอมอบศิลาจำนวนนี้ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนภายในเมืองหวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธรับไว้”
เจ้าเมืองฉีหลินมองศิลาผลึกครามที่กองไว้คล้ายภูเขาเล็กๆขนาดย่อมด้วยร่างอันสั่นเทา พลางมองหน้าหนิงเจี่ยด้วยความซาบซึ้งจนพูดไม่ออก ฉินโม่ และองครักษ์คนอื่นๆต่างพากันก้มหัวคารวะจากใจจริง บัดนี้พวกเขานับถือ หนิงเจี่ยหมดใจมิเพียงจะเก่งกาจแต่เด็กหนุ่มยังมีคุณธรรมที่น่าเลื่อมใสอย่างยิ่งอีกด้วย
"พวกเราชาวฝูเจิ้น...จักมิลืมนามของท่าน อวิ่นหนิงเจี่ย ต้วนผิงอัน และท่านหนิวมู่อี้ !"
เมื่อทั้งหมดเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเงาร่างดูองอาจก็เลือนหายไปกับสายลมราตรีเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายจางๆของสายฟ้าและความเงียบสงัดที่ศักดิ์สิทธิ์
หนิงเจี่ยไม่ได้มุ่งหน้าเข้าเมืองเสิ่นอู่เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและการถูกสืบสาวจากกองกำลังอื่นเขาตัดสินใจเดินทางอ้อมตามเส้นทางลับชายขอบป่า มุ่งหน้าสู่ เมืองไห่กัง เมืองท่าที่สำคัญที่สุดซึ่งตั้งอยู่รอยต่อระหว่างมณฑลและเป็นหน้าด่านเข้าสู่เมืองหลักของ มณฑลเฟิ่งเปา
การเดินทางครั้งนี้หนิงเจี่ยใช้ท่าร่าง วายุอัสนีเคลื่อนย้ายสุญญตาสลับกับการเดินเท้าเพื่อสงบจิตขัดเกลาย่อยสลายประสบการณ์การต่อสู้ที่ผ่านมาทั้งหมดเพื่อประโยชน์ในการต่อสู้ฆ่าฟันที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าระหว่างทางเขาใช้ข่ายใยสุญญตาอาถรรพ์ แผ่พลังสัมผัสรับฟังข่าวสารจากโลกภายนอกข่าวลือเรื่องศึกนพเก้ามรกตอำพันเริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงข่าวของ"สองจอมยุทธ์นิรนาม" ที่สร้างชื่อในฝูเจิ้นซึ่งหนิงเจี่ยรู้ดีว่าคือสหายทั้งสองของเขา
"ไห่กัง... หวังว่าข้าจะพบร่องรอยของพวกเจ้าที่นั่นนะผิงอัน มู่อี้"
สายตาของหนิงเจี่ยจ้องมองไปยังทิศทางที่กลิ่นอายของเกลือทะเลและปราณวารีอันเข้มข้นลอยมาตามลม
แสงอาทิตย์ยามอัตรดงอาบไล้เหนือผืนน้ำสีครามของมหาสมุทรตะวันออกสะท้อนประกายระยิบระยับล้อกับระลอกคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอย่างไม่ขาดสาย ณปลายขอบฟ้าทิศใต้ มหานครแห่งการค้าที่ไม่มีวันหลับไหลอย่าง เมืองไห่กัง ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่ราบชายฝั่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของมณฑลเฟิ่งเปาเมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาคด้วยชัยภูมิที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางเดินเรือข้ามทวีปและเส้นทางบกที่มุ่งสู่ใจกลางอาณาจักรหลันเป่าสือ
บรรยากาศภายในเมืองไห่กังเต็มไปด้วยความพลุกพล่านและครึกครื้นที่หาเมืองใดเปรียบได้ยากยิ่งถนนสายหลักที่ปูด้วยแผ่นศิลามนขัดเงาเรียงตัวทอดยาวจากหน้าประตูกลางเมืองมุ่งตรงสู่ย่านตลาดริมน้ำพื้นที่สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารเรือนไม้ทรงโบราณที่ประดับตกแต่งด้วยโคมไฟหลากสีสันและป้ายร้านรวงที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเสียงตะโกนร้องเร่ขายสินค้าดังระงมผสมปนเปไปกับเสียงฝีเท้าของฝูงชนที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าในชุดผ้าไหมชั้นเลิศจากเมืองหลวง หรือนักรบพเนจรที่พกพาศัสตราวุธประหลาดตาที่เดินทางมาแสวงโชค
ถนนเนืองแน่นไปด้วยเกวียนสินค้าและรถม้าขบวนยาวที่บรรทุกผ้าไหมเครื่องเทศ และอัญมณีล้ำค่าจากแดนไกล
ชาวเมืองและนักเดินทางต่างเบียดเสียดกันเดินผ่านร้านรวงที่ตั้งเรียงรายบ้างแวะพักดื่มชาในโรงเตี๊ยมที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นบ้างหยุดเจรจาธุรกิจกลางถนนท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา
หลังคามุงหญ้าคาของแผงลอยสลับกับอาคารไม้หลายชั้นที่มีระเบียงยื่นออกมาดูสวยงามแปลกตามีร่มกระดาษสีแดงและส้มถูกกางกันแดดลมเพิ่มสีสันให้กับย่านการค้า
ยิ่งเข้าใกล้เขตท่าเรือกลิ่นอายของเกลือทะเลและความเค็มของมหาสมุทรก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นตามลำดับลมทะเลพัดพาเอากลิ่นหอมของอาหารทะเลปิ้งย่างที่วางขายตามแผงลอยริมทางมาปะทะจมูกชวนให้ผู้ที่เดินทางไกลต้องเผลอกลืนน้ำลายสองข้างทางในเขตนี้เต็มไปด้วยโกดังเก็บสินค้าขนาดใหญ่และโรงต่อเรือที่มีคนงานกำลังทำงานอย่างขะมักเขม้นเสียงเลื่อยไม้และเสียงเคาะค้อนดังประสานกับเสียงคลื่นที่ซัดสาดเข้าหาท่าเรือศิลาขนาดมหึมา
อย่างไรก็ตามท่ามกลางความครึกครื้นและความรุ่งเรืองที่เห็นอยู่เบื้องหน้ากลับมีกระแสความตึงเครียดบางอย่างแฝงเร้นอยู่ในอากาศ ดวงตาสีม่วงทองของ อวิ่นหนิงเจี่ย ที่บัดนี้ก้าวเท้าเข้าสู่เขตเมืองชั้นในสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณวารีที่ผิดปกติแม้ผู้คนจะยังคงเดินกันขวักไขว่แต่ที่บริเวณท่าเรือใหญ่กลับมีการวางกำลังทหารอย่างหนาแน่นผิดสังเกตธงสีครามของเจ้าเมืองไห่กังปลิวสะบัดรุนแรงตามลมพายุที่เริ่มตั้งเค้าเหนือท้องทะเลลำแสงสีเหลืองทองตัดสลับไปมาบนท้องฟ้าไกลๆเหนือเส้นขอบทะเลดูคล้ายกับข่ายอาคมมหาศาลที่ถูกกางกั้นไว้เพื่อป้องกันภัยบางอย่างจากใต้ห้วงลึก
“ไห่กังที่อุดมสมบูรณ์...กลับดูเหมือนมีเงาทมิฬบางอย่างปกคลุมอยู่”หนิงเจี่ยพึมพำแผ่วเบาขณะเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยผู้คนเขาสังเกตเห็นชาวประมงกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งรวมกลุ่มกันด้วยสีหน้าหวาดวิตกพลางกระซิบกระซาบเรื่องการปิดทะเลกะทันหันและการหายตัวไปของเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่ออกไปนอกชายฝั่งเพียงไม่กี่ลี้ความวุ่นวายและสีสันของเมืองท่าที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้
หนิงเจี่ยกระชับฝักดาบเนตรอัคนีที่พาดอยู่กลางหลังแววตาของเขาฉายประกายท่ามกลางแสงโคมไฟที่เริ่มสว่างไสวขึ้นทั่วเมืองยามค่ำคืน
สายลมทะเลที่พัดพาความชื้นและกลิ่นเกลือปะทะเข้ากับใบหน้าของชาวเมืองไห่กังทว่าบรรยากาศในยามนี้กลับมิได้มีเพียงความสดชื่นเหมือนอย่างวันวานท่ามกลางย่านร้านน้ำชาที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คนหัวข้อสนทนาที่ถูกหยิบยกขึ้นมากลับเป็นเรื่องราวอันน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นกลางมหาสมุทรอันไกลโพ้น
"เจ้าฟังข้านะ... เมื่ออาทิตย์ก่อนพี่ชายข้าที่เป็นคนเรือเล่าว่าเห็นมันกับตา!"ชายวัยกลางคนในชุดชาวประมงกระซิบกระซาบพลางกวาดสายตามองรอบโต๊ะน้ำชา "จู่ๆเกาะขนาดยักษ์มหึมาก็ผุดขึ้นมากลางน้ำราวกับสัตว์ร้ายโผล่พ้นทะเล มีหมอกสีเทาที่หนาทึบปกคลุมมองไม่เห็นแม้แต่เงาไม้บนเกาะแต่ที่น่ากลัวคือ... เรือหาปลาลำไหนที่หมายจะเข้าไปพิสูจน์ความจริง บัดนี้ยังไม่มีลำใดได้กลับมาเหยียบแผ่นดินไห่กังแม้แต่ลำเดียว!"
"ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น"พ่อค้าผ้าไหมคนหนึ่งสำทับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ"ข้าเห็นกับตาว่าท่านเจ้าเมืองระดมยอดฝีมือระดับจินหรงไปจนถึงขั้นชี่ปอกลุ่มใหญ่ลงเรือหลวงลำใหญ่ออกไปสำรวจ...แต่นี่ก็ผ่านมาเจ็ดวันแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวใดๆ ส่งกลับมาเลยเมืองไห่กังที่เคยครึกครื้นบัดนี้กลับดูเหมือนมีเงามรณะปกคลุมอยู่ทุกชั่วหยาดหยดของน้ำทะเล"
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่งพวกเจ้าไม่สงสัยหรือไงว่าชายชราที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่งตะวันตกนั่นน่ะ...เขาเป็นใครกันแน่?" สตรีชาวเมืองนางหนึ่งถามขึ้นด้วยความสงสัยงในใจมานาน"เขามาสร้างที่พักอยู่ที่นั่นคนเดียวทั้งแต่เมื่อสามเดือนที่แล้ว เขามิเคยสุงสิงกับผู้ใดไม่เคยย่างเท้าออกมาจากที่พัก”
"อย่าไปยุ่งกับเขาเชียวนะ!"ชายชราอีกคนเตือนขึ้น "เจ้าไม่รู้รึว่าเดือนที่แล้วท่านเจ้าเมืองฉีหลินพร้อมยอดฝีมือระดับชี่ปอหลายท่านเดินทางไปหาเขาถึงกระท่อม...ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในนั้น แต่พอกลับออกมาท่านเจ้าเมืองหน้าซีดเผือดแล้วสั่งประกาศทันทีว่า 'ห้ามผู้ใดรบกวนความสงบสุขของชายชราผู้นี้' แถมทุกๆ เดือนยังต้องส่งทหารนำเสบียงไปมอบให้ พวกทหารเหล่านั้นส่งกล่องเสบียงอยู่แค่หน้าทางเข้าทางเดินไปยังกระท่อมของเขาเท่านั้นแล้วก็จากไป"
อวิ่นหนิงเจี่ย ที่นั่งเงียบฟังอยู่โต๊ะมุมมืดของร้านบะหมี่ริมน้ำพลางจิบน้ำชาอย่างแผ่วเบาดวงตาสีม่วงทองฉายประกายครุ่นคิดถึงสถานการณ์ที่ได้รับฟังเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เชื่อมโยงกันอย่างประหลาดระหว่างเกาะลึกลับกลางหมอกทึบและชายชราที่สันโดษผู้นี้
‘เกาะที่โผล่ขึ้นมากลางมหาสมุทร...และชายลึกลับที่แม้แต่ยอดฝีมือชี่ปอยังต้องเกรงใจ... ดูเหมือนเมืองไห่กังแห่งนี้จะไม่สงบเหมือนดังที่เห็น’ หนิงเจี่ยพึมพำในใจ
เด็กหนุ่มพลันเหลือบมองไปทางทิศตะวันตกของหาดทรายที่ซึ่งกระท่อมปริศนาตั้งอยู่