ช่องเขาเสี่ยวหยุน
เช้าวันที่สองของการเดินทาง
แสงแรกของวันไม่ได้มาในรูปแบบที่คาดเดาได้ในช่องเขา
ที่ราบเปิดโล่ง รุ่งอรุณมาพร้อมกับแสงทองที่กาดผืนดินเป็เส้นตรง แต่ในช่องเขาเสี่ยวหยุน แสงต้องไต่ขึ้นมาตามผนังหินก่อน ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจากยอดหินสูง ผ่านกิ่งสนที่ขวางอยู่เป็ชั้น ๆ แล้วจึงหล่นลงมาถึงพื้นเป็ลวดลายที่ไม่มีวันเหมือนเดิมสองครั้ง
ซูหลิงเยิ่นตื่นขึ้นมาในแสงแบบนั้น
เธอนอนตะแคงขวาบนพื้นหินที่ปูด้วยผ้าห่มบางผืน ลืมตาออกแล้วเห็นลวดลายแสงสีทองอ่อน ๆ บนผนังโพรงหิน แพรวพราวเหมือนใครเอาผ้าไหมมากาดทิ้งไว้ชั่วคราว สวยอย่างที่ไม่มีเวลาหยุดชื่นชมในวันธรรมดา
เธอนอนมองอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่ลุกขึ้น
แล้วก็สังเกตว่าเว่ยหันเฉินไม่อยู่ในโพรงหิน
ซูหลิงเยิ่นลุกขึ้นเร็ว สายตาปาดออกไปยังปากโพรง มือของเธอเคลื่อนไปหาห่อผ้าสัมภาระตามสัญชาตญาณ
"นี่"
เสียงมาจากด้านนอก
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่บนก้อนหินหน้าโพรง หันหลังให้เธอ มองออกไปยังช่องเขาที่ค่อย ๆ สว่างขึ้น ข้างตัวมีกิ่งสนสดสองสามกิ่งวางอยู่และน้ำในกระบอกไม้ไผ่ที่เต็มแล้ว
"ออกมาสักพัก" เขาพูดโดยไม่หัน "ยังไม่ต้องรีบ"
ซูหลิงเยิ่นหายใจออก คลายมือที่กำสัมภาระ แล้วเดินออกมานั่งบนก้อนหินอีกก้อนข้าง ๆ รับกระบอกน้ำที่เขายื่นมาให้
"ท่านยามเฝ้าทั้งคืนหรือเปล่า?" เธอถาม
"สลับกับม้า"
เธอมองม้าสีน้ำตาลที่กำลังแทะหญ้าริมทางอยู่ไม่ไกล "ม้าของท่านฉลาดผิดปกติ"
"มีชีวิตมาก่อนเ้าของ" เว่ยหันเฉินพูดสั้น ๆ แล้วก็เงียบ
ซูหลิงเยิ่นดื่มน้ำ มองแสงที่เคลื่อนลงมาตามผนังหินช้า ๆ ลมเช้าในช่องเขาเย็นและมีกลิ่นสน กลิ่นดินชื้น และกลิ่นอีกอย่างที่จำได้ยาก เหมือนกลิ่นของที่ที่ห่างไกลผู้คนมานานพอที่จะกลับมาเป็ตัวเองได้
"สวยดีนะ" เธอพูดเงียบ ๆ
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
พวกเขากินอาหารเช้าด้วยขนมปังแข็งและถั่วต้มที่เว่ยหันเฉินต้มในกระป๋องเล็กบนไฟที่จุดใหม่ ไม่ใช่อาหารที่น่าจดจำ แต่ร้อนและอิ่ม
ซูหลิงเยิ่นกินไปได้ครึ่งทางก็สังเกตเห็น
เว่ยหันเฉินยกกระป๋องขึ้นด้วยมือซ้าย ข้อมือขวาของเขาหงายขึ้นเล็กน้อยในจังหวะที่เสื้อแขนเลื่อนขึ้น รอยถลอกสีแดงสดยาวสักสองนิ้วอยู่ที่แขนท่อนล่าง จากดาบที่เฉือนผ่านในช่องเขาเมื่อวานตอนที่เขาหลบคนที่สี่
เขาไม่ได้พูดถึงมัน
เธอก็แกล้งทำเป็ไม่เห็นอยู่สักครู่ แล้วก็ทนไม่ไหว
"ขอดูแขนได้ไหม?"
"ไม่เป็ไร"
"ข้าเห็น" ซูหลิงเยิ่นวางถ้วยลง "ข้าเป็หมอ ไม่ใช่คนนอสิก"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ถอยมือเข้าหาตัว นั่นเป็สัญญาณที่ใกล้เคียงกับการยอมมากที่สุดเท่าที่เขาจะให้ได้
ซูหลิงเยิ่นเดินมานั่งข้าง ๆ หยิบห่อเล็ก ๆ จากสัมภาระออกมา ในนั้นมีผ้าสะอาดพับไว้และขวดยาเล็กสองสามขวดที่เธอพกมาตลอดการเดินทาง เธอหยิบขวดสีเขียวขึ้นมาเปิดจุก กลิ่นสมุนไพรฉุน ๆ โชยออกมา
"ยาหม่องผสมใบหนานหลิง รักษาถลอกได้ดี" เธออธิบายโดยที่เขาไม่ถาม แล้วก็ยื่นมือไปจับข้อมือของเขาเบา ๆ
เว่ยหันเฉินแข็งตัวเล็กน้อยในจังหวะที่นิ้วของเธอััข้อมือ ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะไม่ชิน ไม่ชินกับการให้ใครแตะตัว ไม่ชินกับการที่มีใครสนใจว่าเขาเป็อะไรหรือเปล่า
เขาไม่ถอนมือ
ซูหลิงเยิ่นเช็ดรอยถลอกด้วยผ้าชุบน้ำสะอาดก่อน มือของเธอเบาและมั่นคง ไม่ลังเลอย่างที่มือของคนไม่มีประสบการณ์จะเป็ แล้วจึงค่อย ๆ ทาครีมสีเขียวข้นลงบนรอยแผลด้วยปลายนิ้ว
"แม่สอนว่า ก่อนรักษาใครต้องสงบจิตก่อน" เธอพูดระหว่างที่ทายา เสียงเนิบช้า "ปราณน้ำที่สงบจะซึมเข้าไปกับยาได้ เร่งการหายดีขึ้นสองเท่า"
เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ถึงปราณบางอย่างที่เย็นและสะอาดไหลเข้ามาตามนิ้วของเธอ เป็ปราณที่ต่างจากที่เขาเคยรู้จัก ไม่มีคม ไม่มีแรงกดดัน มีแต่ความนุ่มที่ซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อเหมือนน้ำซึมเข้าหิน
รอยถลอกเริ่มเย็นลง ตามด้วยความรู้สึกที่เรียกได้ว่าบรรเทา
"ปราณน้ำของเ้า..." เว่ยหันเฉินพูดเบา ๆ
"ผิดปกติใช่ไหม?" ซูหลิงเยิ่นถามโดยไม่ยกหน้า "คนที่เห็นปราณของข้าทุกคนพูดแบบนั้น"
"ไม่ใช่ผิดปกติ" เขาแก้ไข "บริสุทธิ์กว่าที่ควรจะเป็ ราวกับไม่มีสิ่งเจือปน"
มือของเธอหยุดชั่วครู่ แล้วก็ทำต่อ "แม่บอกว่าสายเืของครอบครัวข้ามีลักษณะแบบนี้มาหลายชั่วคน แต่ข้าไม่รู้เื่ราวก่อนหน้าแม่มากนัก แม่ไม่ค่อยพูด"
เว่ยหันเฉินนิ่ง ในหัวกำลังคิดถึงสิ่งที่รู้มาจากคัมภีร์โบราณของสำนักไท่อวี้ สายเืปราณบริสุทธิ์ที่เรียกว่า "เทียนชิงเม่ย" — สายเืฟ้าแจ่ม — สายเืที่เชื่อกันว่าสูญหายไปนานกว่าสองร้อยปีแล้ว
แต่เขาไม่พูดสิ่งนั้นออกมา
ยังไม่ใช่เวลา
"เสร็จแล้ว" ซูหลิงเยิ่นพันผ้าสะอาดรอบข้อมือของเขาสองรอบ ผูกปมเรียบร้อย แล้วก็ปล่อยมือเขาออก
เว่ยหันเฉินมองผ้าพันที่ข้อมือ แล้วมองเธอ
"ขอบคุณ"
สองคำนั้นออกมาเบาและตรง ซูหลิงเยิ่นแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าชายคนนี้จะพูดว่าขอบคุณ เธอเก็บหน้าเรียบแต่ปลายริมฝีปากขยับขึ้นนิดหน่อย
"เป็งาน" เธอพูดโดยใช้คำที่เขาเคยพูดกลับมา
เว่ยหันเฉินมองเธออยู่วินาทีหนึ่ง แล้วก็ลุกขึ้นไปเก็บอุปกรณ์ค่าย โดยไม่พูดอะไรเพิ่ม แต่บางอย่างในบ่าไหล่ของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยอย่างที่เขาไม่รู้ตัว
ก่อนออกเดินทางต่อ เว่ยหันเฉินหยุดอยู่กลางช่องเขา
"มานี่"
ซูหลิงเยิ่นเดินตามมา
"ยืนตรงนี้" เขาบอก แล้วก็ยืนอยู่ข้าง ๆ "มองไปทางปากช่องเขาข้างหน้า แล้วบอกว่าเห็นอะไรบ้างที่ผิดปกติ"
เธอมองออกไป "ต้นไม้ หิน ท้องฟ้า..."
"ลึกกว่านั้น"
ซูหลิงเยิ่นขมวดคิ้ว จ้องออกไปนาน ๆ "ต้นสนซ้ายมือ กิ่งใหญ่ข้างบนหักผิดปกติ... หักใหม่ด้วย เพราะยังเห็นเนื้อไม้สีอ่อนอยู่"
"ดี" เว่ยหันเฉินพูดและมีน้ำหนักในคำนั้น "แล้วหมายความว่าอะไร?"
"มีคนปีนขึ้นไปบนต้นนั้น? หรือมีสัตว์ใหญ่?"
"ถ้าสัตว์ รอยจะเป็รอยเล็บ กิ่งจะแตกออกด้านข้าง ถ้าคน กิ่งจะหักลงด้านล่างจากน้ำหนักที่กดลง" เขาอธิบาย "กิ่งนั้นหักลงด้านล่าง แปลว่าคนเหยียบ แปลว่าเมื่อคืนหรือเช้าตรู่มีคนซุ่มอยู่ที่นั่น"
ซูหลิงเยิ่นตึงขึ้น "แล้วตอนนี้?"
"ไปแล้ว ถ้ายังอยู่จะได้กลิ่น" เว่ยหันเฉินเดินต่อ "แต่ที่บอกให้ดูเพราะ้าให้เ้ารู้ว่าต้องมองอะไร ถ้าวันไหนผมไม่อยู่ เ้าต้องดูแลตัวเองได้"
ซูหลิงเยิ่นเดินตาม ความหมายในคำพูดนั้นซึมเข้ามาช้า ๆ — เขาไม่ได้แค่พาเธอไปถึงฉางอัน เขากำลังสอนเธอให้รอดด้วยตัวเอง
"ท่านคิดว่าตัวเองอาจจะไม่อยู่เสมอ" เธอพูดเงียบ ๆ
"คิดแบบนั้นไว้ก่อนดีกว่า" เขาตอบ ไม่หัน "คนที่คิดว่าจะมีคนช่วยตลอดมักตายก่อน"
เธอนิ่งอยู่ครู่ แล้วก็เดินต่อ
"ถ้างั้น สอนข้าต่อได้เลย"
พวกเขาเดินผ่านช่องเขาต่อในแสงแดดอ่อน ๆ ของเช้าที่ค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น เว่ยหันเฉินสอนเธอเป็ระยะตลอดทาง ไม่ใช่บทเรียนที่เตรียมมา แต่เป็สิ่งที่หยิบขึ้นมาจากสิ่งที่เห็นรอบตัว
"เสียงนกหยุดอย่างนั้นหมายความว่าอะไร?"
"มีคนหรือสัตว์ขนาดใหญ่ผ่านไปใกล้ ๆ"
"ถูกต้อง แล้วถ้าเสียงนกหยุดพร้อมกันทั้งสองข้างทาง?"
ซูหลิงเยิ่นคิด "มีมากกว่าหนึ่ง? หรือมีอยู่ทั้งสองข้าง?"
"ทั้งสองความหมาย สลับกันใช้ตามบริบท" เขาพูด "ในช่องแคบอย่างนี้ถ้าหยุดพร้อมกันสองข้างมักหมายความว่ามีคนซุ่มทั้งสองฝั่ง อย่างเมื่อวาน"
เธอหยุดก้าว "เมื่อวานท่านรู้ล่วงหน้าจากเสียงนกด้วย?"
"จากกลิ่น เสียง และรอยบนหิน สามอย่างรวมกัน" เว่ยหันเฉินพูดเรียบ "อย่างเดียวอาจผิด สามอย่างมักถูก"
ซูหลิงเยิ่นเดินต่อ ในหัวเก็บสิ่งที่เขาพูดไว้อย่างตั้งใจ "ท่านเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากไหน?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที เดินอีกสองสามก้าวก่อน "จากการอยู่รอด"
คำตอบนั้นสั้นแต่หนัก ซูหลิงเยิ่นไม่ถามต่อ แต่เธอสังเกตเห็น — นั่นไม่ใช่คำตอบของคนที่เรียนจากอาจารย์ มันเป็คำตอบของคนที่เรียนจากประสบการณ์ที่แลกมาด้วยราคาสูง
เที่ยงวัน พวกเขาออกจากช่องเขาเสี่ยวหยุนและเข้าสู่ที่ราบเนินเขาที่เปิดโล่งกว่า ทุ่งหญ้าสีเขียวอ่อนทอดยาวไปจนถึงแนวป่าไม้ที่ขอบฟ้า ลมพัดเย็นสบาย ฝูงนกป่าบินข้ามหัวไปเป็แถวยาว
เว่ยหันเฉินหยุดม้าให้กินน้ำริมลำธารเล็ก ๆ
ซูหลิงเยิ่นนั่งลงบนหญ้า ถอดรองเท้าออกสักครู่เพื่อพักเท้าที่เดินมาทั้งเช้า หยิบขวดยาเล็กออกมาเช็ดรอยพองที่ส้นเท้าที่เริ่มก่อตัว นิ่วหน้าเล็กน้อยแต่ไม่ร้อง
เว่ยหันเฉินนั่งลงในระยะที่ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินไป มองออกไปยังทุ่งหญ้า
"ท่านเว่ย" ซูหลิงเยิ่นพูดโดยไม่ยกหน้า "ท่านเคยมีคนที่อยากปกป้องไหม? นอกจากลูกค้า"
คำถามนั้นออกมาเงียบ ๆ ราวกับเธอไม่แน่ใจว่าจะถามหรือเปล่า
เว่ยหันเฉินนิ่ง
ไม่นานมาก แต่ก็นานพอที่จะบอกว่าคำถามนั้นแตะอะไรบางอย่าง
"เคย" เขาตอบในที่สุด
ซูหลิงเยิ่นยกหน้าขึ้นมองแล้วก็เห็นสีหน้าของเขา ยังคงเรียบเหมือนเดิม แต่มีบางอย่างในดวงตาที่เปลี่ยนไปชั่วขณะ เหมือนหินที่แข็งแต่มีรอยร้าวที่ใครก็ไม่ค่อยได้เห็น
เธอไม่ถามต่อ
"ข้าถามมากเกินไปหรือเปล่า?" เธอถามแทน
"ไม่มีกฎว่าถามไม่ได้" เว่ยหันเฉินพูดเงียบ ๆ "แต่บางคำถามผมไม่มีคำตอบที่เหมาะสม"
"ข้าเข้าใจ" เธอสวมรองเท้ากลับ "ข้าก็มีคำถามบางอย่างที่ไม่รู้จะตอบตัวเองยังไงเหมือนกัน"
ทั้งสองนั่งอยู่กับลมและเสียงลำธารครู่หนึ่ง ความเงียบระหว่างพวกเขาไม่ใช่ความเงียบของคนแปลกหน้าอีกต่อไป แต่เป็ความเงียบที่คนสองคนเริ่มสบายใจกับการมีอยู่ของอีกฝ่าย
ม้าสีน้ำตาลเดินมายืนข้าง ๆ เว่ยหันเฉิน หัวถูที่บ่าเขาอย่างอ่อนโยน
เขายกมือขึ้นลูบแผงคอม้าโดยอัตโนมัติ
ซูหลิงเยิ่นมองดูมือนั้น มือที่ต่อสู้กับสี่คนเมื่อวานโดยไม่ลังเล กำลังลูบแผงคอม้าอย่างเบามือ
"ม้าตัวนี้ท่านพามาจากที่ไหน?"
"ซื้อมาจากตลาดม้าในเมืองกวงหนิง สองเดือนก่อน" เว่ยหันเฉินพูด "ก่อนหน้านั้นมีม้าสีดำ แต่..."
เขาหยุด
"แต่อะไร?" เธอถามเบา ๆ
"าเ็ในการต่อสู้ที่ผมพาเข้าไป" เสียงเขาราบเรียบแต่มีน้ำหนักซ่อนอยู่ "ใช้ได้ต่อไม่ได้"
ซูหลิงเยิ่นมองหน้าเขา รู้ว่ามีมากกว่าที่พูด แต่สิ่งที่เธอเห็นในท่าทางของเขาขณะพูดถึงม้าสีดำทำให้เธอรู้ว่า ชายคนนี้แบกบางสิ่งไว้หนักกว่าที่เขาแสดงออก
และเขาแบกมันคนเดียวมานานมากแล้ว
"ม้าตัวนี้ท่านตั้งชื่อหรือเปล่า?" เธอเปลี่ยนเื่
"ไม่ได้ตั้ง"
"ทำไม?"
"ชื่อทำให้ยากที่จะปล่อยวาง"
คำตอบนั้นหนักกว่าเื่ม้า ซูหลิงเยิ่นรู้ดี แต่เธอก็แค่พยักหน้า
"ถ้างั้นข้าขอตั้งได้ไหม? ระหว่างเดินทาง"
เว่ยหันเฉินมองม้า มองเธอ แล้วก็หันออกไป "ตั้งได้ถ้าอยากตั้ง"
ซูหลิงเยิ่นมองม้าสีน้ำตาลที่กำลังแทะหญ้าอย่างเป็สุข ตาโตและมีประกาย "หวงเจิน — จิตทอง เหมาะไหม?"
ม้าเงยหัวขึ้นมองเธอราวกับเข้าใจ
"แล้วแต่เ้า" เว่ยหันเฉินลุกขึ้น เสียงไม่ปฏิเสธ
พวกเขาออกเดินทางต่อในบ่าย ผ่านทุ่งหญ้าที่ลมพัดเป็ระลอก ผ่านหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่พวกเขาแวะซื้อเสบียงเพิ่มโดยไม่หยุดนาน และผ่านสะพานไม้เก่าข้ามลำธารที่ร้องเอี๊ยดอ๊าดใต้กีบม้า
ซูหลิงเยิ่นเดินโดยสังเกตสิ่งรอบข้างอย่างตั้งใจมากกว่าเมื่อเช้า ตาปาดไปยังต้นไม้ หิน และทิศทางลม ปากไม่พูดแต่หัวกำลังทำงาน
เว่ยหันเฉินสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นแต่ไม่พูดถึง
บ่ายมากขึ้น เมฆบางลอยผ่านพระอาทิตย์ทำให้แสงและเงาสลับกันบนทุ่งหญ้า
"ท่านเว่ย" ซูหลิงเยิ่นพูดขึ้นมาหลังจากเงียบมาสักพัก
"อะไร"
"ขอบคุณที่สอนข้าในเช้านี้"
เว่ยหันเฉินขี่ม้าต่อโดยไม่หัน แต่ก็ไม่ปัดทิ้ง
"ยังมีอีกมากที่ต้องสอน" เขาพูดเงียบ ๆ "ยี่สิบวันที่เหลือพอ"
ซูหลิงเยิ่นยิ้มเล็กน้อย เดินต่อด้วยก้าวที่แน่วแน่กว่าเมื่อเช้า
ลมพัดผ่านทุ่งหญ้า พาเอากลิ่นสนที่เหลือจากช่องเขามาด้วย แล้วก็จางหายไปในอากาศโล่ง
วันที่สองของการเดินทาง
กำลังดำเนินต่อ