บทที่ 34: อดีตของนักรบมิโกะแห่งขมังเวทย์ 1 (Past of the Magic Warrior of Maiden Part 1)
ท่ามกลางท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลในค่ำคืนสุริยคราสอันมืดมิดที่เกาะโอมิชิมะซึ่งห้อมล้อมไปด้วยทะเลสีคราม ในท่ามกลางยุคสมัยที่เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งสงครามอันร้อนระอุที่ลุกโชนไปทั่วญี่ปุ่น โออุจิ โยชิทากะ หัวหน้าตระกูลโออุจิได้นำกองทัพบุกเข้ามารุกรานในเกาะ จนทำให้ผู้คนพากันหนีตายกันอย่างกระเจิดกระเจิง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการแย่งชิงดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่ถูกเก็บรักษาไว้ที่ศาลเจ้าโอยามะซุมิมาอย่างช้านานดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพถูกสร้างขึ้นจากนวโลหะ…และทำการปลุกเสกถึง 500 วันด้วยองครักษ์จอมเวทย์ทั้ง 500 คน ตามบัญชาของกษัตริย์จอมเวทย์แห่งอาณาจักรแพคเจ ก่อนที่จะนำมาถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการให้แก่ราชินีจอมขมังเวทย์ฮิมิโกะแห่งอาณาจักรยามาไท เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรในสมัยอดีตกาลดาบเจ็ดเขี้ยวกาลเทพถูกค้นพบขึ้นที่เกาะโอมิชิมะโดยหัวหน้าตระกูลโอโฮริคนหนึ่งในยุคสมัยนาระก่อนที่จะถูกนำมาเก็บรักษาไว้ที่ศาลเจ้าโอยามะซุมิในเวลาต่อมา หลังจากที่หัวหน้าตระกูลโอโฮริคนนั้นได้สิ้นใจลง หน้าที่ในการปกป้องดาบเจ็ดเขี้ยวจึงถูกส่งต่อมายังหัวหน้าตระกูลโอโฮริรุ่นต่อๆ กันมา ว่ากันว่า ดาบเจ็ดเขี้ยวเล่มนั้นเป็นเหมือนตัวแทนของอำนาจแห่งกาลเวลา ดังนั้น หากผู้ใดได้มันมาครอบครองก็จะมีพลังอำนาจที่จะสามารถท่องไปได้เหนือกาลเวลาโออุจิ โยชิทากะมีความต้องการที่จะใช้ดาบเจ็ดเขี้ยวเป็นอาวุธในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตระกูลโออุจิ อย่างที่ไม่มีตระกูลใดที่จะสามารถขึ้นมาเทียบเคียงกับตระกูลของเขาได้มีสองหนุ่มทายาทนักบวชจอมเวทย์ในตระกูลโอโฮริได้นำเหล่านักบวชและมิโกะในตระกูลเข้ามาเผชิญหน้ากับกองทัพตระกูลโออุจิ ทางด้านกองทัพโออุจิแม้ว่าจะมีกำลังพลที่มากมายสักเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังเวทย์ศาสตราวุธมายา ซึ่งเป็นพลังเวทย์ประจำตระกูลโอโฮริและพลังเวทย์ชนิดอื่นๆ ได้ จึงทำให้กองทัพโออุจิพ่ายแพ้ให้กับสองนักบวชหนุ่มอย่างไม่เป็นท่าจนต้องล่าถอยกลับไปในที่สุด พวกเขาจึงสามารถปกป้องดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพเอาไว้ได้และแล้ว ก็มีเหล่าอสูรโยไคชนิดต่างๆ บุกเข้ามาอาละวาดในเกาะโอมิชิมะ จนทำให้เหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในเกาะพากันวิ่งหนีกันอย่างกระเจิดกระเจิง หมู่บ้านหลายแห่งถูกเผาทำลายจนแทบจะพินาศสิ้น เหล่านักบวชและมิโกะในตระกูลโอโฮริต่างก็รีบพาพวกชาวบ้านหนีเข้ามาหลบในศาลเจ้าโอยามะซุมิ ในระหว่างนั้น พวกเขาก็คอยคุ้มกันพวกชาวบ้านจากพวกอสูรโยไคด้วย“คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วอย่างนั้นสินะ”ไม่ว่าพวกนักบวชและมิโกะจะจัดการกับพวกอสูรโยไคไปมากเท่าไหร่ แต่จำนวนของพวกมันนั้นก็ไม่มีวี่แววว่าจะลดลงไปเลย ขณะที่พวกมันกลับมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สองหนุ่มนักบวชทายาทจึงถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่จะเริ่มการร่ายเวทย์ขั้นสุดท้าย“สัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์ผู้ปกครองทิศทั้ง 4 ที่ไหลเวียนบนกายข้า มังกรฟ้าแห่งนภา หงส์เพลิงแห่งอัคนี พยัคฆ์ขาวแห่งพสุธา เต่าทมิฬแห่งวารี ผู้คุ้มครองธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ผู้ปกปักรักษามาตุภูมิ ให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวง มาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ข้าขออัญเชิญ...4 จตุรเทพแห่งอสูร!!”หนุ่มนักบวชขมังเวทย์ทั้งสองต่างก็ร่ายเวทย์อัญเชิญ 4 จตุรเทพแห่งอสูรออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกมันคือสัตว์เทพอสูรทั้ง 4 มังกรฟ้า หงส์แดง เสือขาว เต่าดำ ซึ่งทั้งหมดต่างก็มีกายขนาดมหึมาเทียบเท่ากับบ้านหลังใหญ่ 1 หลัง ทั้งหมดล้วนมีใบหน้าอันเกรงขามที่จะทำให้ผู้คนแทบจะทรุดเข่าลงกับพื้นในทันทีเมื่อได้มองเห็นพวกมันจากระยะไกล เสียงคำรามที่กู่ร้องออกมานั้นดังสนั่นกึกก้อง จนแทบจะทำให้สั่นสะเทือนไปทั่วผืนพิภพราวกับแผ่นดินไหวเวทย์อัญเชิญ 4 จตุรเทพแห่งอสูรถือเป็นพลังเวทย์ขั้นสูงสุดในตระกูลโอโฮริ มีพลังทำลายล้างที่สูงมากจนแทบจะสามารถจัดการกับเหล่าอสูรโยไคจำนวนมหาศาลได้ในคราวเดียว แต่จะมีข้อจำกัดตรงที่พลังเวทย์นี้จะสามารถใช้ได้เฉพาะนักบวชหรือมิโกะที่เกิดในทายาทตระกูลโอโฮริเท่านั้นการจะใช้เวทย์อัญเชิญ 4 จตุรเทพแห่งอสูรนั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องแลกมาด้วยพลังชีวิตทั้งหมดในการร่ายเวทย์ ดังนั้น พลังเวทย์นี้จึงถูกเก็บไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายหนุ่มนักบวชทายาททั้งสองนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องสละชีวิตร่ายเวทย์ขั้นสุดท้ายนี้ เพื่อจัดการกับเหล่าโยไคให้สิ้นซากและปกป้องพวกชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้จตุรเทพแห่งอสูรทั้ง 4 ต่างก็พุ่งเข้าโจมตีใส่พวกอสูรโยไคด้วยหลังอันมหาศาลอย่างง่ายดาย โดยมังกรฟ้าเซย์ริวจะบินพุ่งชนใส่พวกมัน ระหว่างนั้นก็มีการพ่นลูกพายุออกมาใส่พวกมันด้วย หงส์เพลิงสุซาคุจะกระพือปีกปล่อยลูกไฟหลายๆ ลูกออกมาโจมตีใส่พวกมัน ระหว่างนั้นก็มีทั้งการพ่นเปลวไฟใส่และบินพุ่งชนใส่ด้วยเพลิงอัคคีพยัคฆ์ขาวจะพุ่งเข้าไปเขมือบใส่ ระหว่างนั้นก็มีการพ่นลำแสงใส่และพุ่งเข้าไปข่วนใส่ด้วยกรงเล็บเพชฌฆาตอันแหลมคมที่ขาหน้า และเต่าทมิฬจะพ่นสายน้ำแรงดันสูงออกมา งูทั้งสองข้างที่พันอยู่ล้อมรอบกระดองก็คอยพุ่งเข้าโฉบใส่พวกมันเหล่าอสูรโยไคค่อยๆ ลดจำนวนลงจนกระทั้งพกวมันทั้งหมดถูกจัดการไปจนหมดสิ้น ทางด้านสองทายาทนักบวชก็ได้มีหยดเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากดวงตา หู และจมูก สักพักก็มีเลือดสีแดงสดกระอักออกมาจากช่องปากของพวกเขาทั้งสอง และแล้ว หนุ่มนักบวชทายาททั้งสองก็ได้สิ้นใจลงในที่สุดร่างไร้วิญญาณของหนุ่มนักบวชทายาททั้งสองถูกฝังไว้ที่เกาะโอมิชิมะ พวกเขาทั้งสองสามารถปกป้องชาวบ้านในเกาะไว้ได้ ผู้คนในเกาะต่างก็พากันยกย่องและเชิดชูในความเสียสละของพวกเขาทั้งสองเดิมที หนุ่มนักบวชทายาททั้งสองนั้นต้องรับหน้าที่สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าตระกูลโอโฮริต่อจากยาสุโมชิผู้เป็นพ่อ แต่หลังจากที่พวกเขาทั้งสองได้สิ้นใจลง สึรุฮิเมะ มิโกะสาวในทายาทตระกูลโอโฮริและน้องสาวของหนุ่มนักบวชทายาททั้งสอง จึงต้องขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทนพี่ชายของเธอทั้งสองที่ได้สิ้นใจลงพร้อมกับรับหน้าที่คอยปกป้องดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่ถูกเก็บรักษาไว้ในศาลเจ้าโอยามะซุมิตระกูลโอโฮริถือเป็นตระกูลนักบวชที่เก่าแก่ที่สุดมาตั้งแต่ยุคสมัยยามาโตะ หัวหน้าตระกูลนั้นเป็นเสมือนหัวหน้านักบวชในศาลเจ้า ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลศาลเจ้าโอยามะซุมิและคอยปกป้องดาบเจ็ดเขี้ยวแห่งกาลเทพที่ถูกเก็บรักษาไว้ในนั้นมาอย่างยาวนาน นอกจากนั้น ตระกูลโอโฮริยังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับตระกูลซามูไรแห่งโคโนะมาอย่างยาวนานอีกด้วยสึรุฮิเมะถือเป็นมิโกะสาวคนแรกในทายาทตระกูลโอโฮริที่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลผู้ดูแลศาลเจ้าโอยามะซุมิ เพราะที่ผ่านมา ผู้ที่ได้รับการสืบทอดให้ขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมาจากทายาทนักบวชที่เป็นผู้ชายทั้งสิ้นเธอได้หมั้นหมายไว้กับยาสุนาริ โอจิ ขุนพลหนุ่มเพียงคนเดียวในตระกูลโคโนะ ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็นขุนศึกจอมขมังเวทย์ จากการที่เขานั้นเคยไปเป็นนักบวชและเข้ารับการฝึกฝนวิชาเวทย์ควบคู่ไปกับการฝึกวิชาฟันดาบ ยิงธนู ขี่ม้า และการใช้อาวุธหอกมาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นเด็ก จากผู้เป็นหัวหน้านักบวชจอมขมังเวทย์แห่งศาลเจ้าอิซุโมะที่มีนามว่านากามุระ ซาเนม่อน จนทำให้เขามีทักษะในด้านการใช้เวทย์มนต์ควบคู่ไปกับการต่อสู้แบบซามูไรที่เป็นเลิศในอดีตนั้น ซาเนม่อนเป็นขุนศึกแห่งตระกูลโคโนะที่เคยนำพาชัยชนะมาสู่ตระกูลโคโนะมาหลายต่อหลายครั้ง จนวันเวลาผ่านไป เขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายจากการศึกสงครามมาเป็นเวลานาน จึงขอถอนตัวจากตำแหน่งขุนพลและผันตัวไปเป็นนักบวชในศาลเจ้าอิซุโมะ ก่อนที่จะได้ขึ้นเป็นหัวหน้านักบวชในเวลาต่อมานอกจากนั้น โอจิยังมีความสามารถทางด้านอาชณเวทย์อีกด้วย เพียงแต่ว่าเขานั้นเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้ไว้ไม่ให้ใครรู้ อาชณเวทย์คือพลังเวทย์ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถระลึกชาติได้ เป็นวิชาเวทย์ที่ร่ำเรียนและฝึกฝนยากมากที่สุดในบรรดาวิชาเวทย์ทั้งหมด ดังนั้น จึงมีนักบวช มิโกะ และองเมียวจิที่มีความสามารถในการร่ายอาชณเวทย์เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น