ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 4 บทที่ 105 วิตกกังวล

     

            ร่องรอยของความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉือหางคิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย จากนั้นเขาก็พูดว่า "พี่สะใภ้รองพี่คิดมากไปแล้ว"

            "ข้าคิดว่ามันค่อนข้างแปลกพิกล"ฟางซื่อดูเหมือนจะนึกถึงสถานการณ์ในตอนนั้น "ข้าเห็นแววตาของทั้งสองคนมีบางอย่างผิดปกติ"

            หลังจากพูดจบฟางซื่อก็แสร้งทำเป็นประหลาดใจอย่างมากและเปล่งเสียง "อ่า"ก่อนที่จะพูดว่า "เจ้าสาม เจ้าอย่าฟังข้าพูดเหลวไหลเลยพวกเขาทั้งสองคนต้องไม่มีอะไรผิดปกติอย่างแน่นอน!"

            เมื่อพูดถึงคำว่า"ไม่มีอะไรผิดปกติ" น้ำเสียงของฟางซื่อก็เพิ่มน้ำหนักความจริงจังมากขึ้น

            หลังจากที่ส่งฟางซื่อออกไปซ่งซื่อก็มาหาและบอกเกี่ยวกับการออกไปของหลินกู๋หยู่ส่งโต้ซาให้กับฉือหางแล้วจากไป

            ฉือหางนั่งยองๆ หน้าเตาพลางเติมฟืน

            โต้ซานั่งบนเตียงเล็กด้านข้างถือหนังสือในมือ พลิกดูแบบสุ่ม

            ในที่สุดเมื่อหลินกู๋หยู่ทำงานเสร็จนางก็แหงนหน้ามองดูท้องฟ้าข้างนอกและมันก็เริ่มมืดลงแล้ว

            “งานส่วนที่เหลือคือระมัดระวังอย่าให้ท่านขุนนางมีไข้แต่หากมีไข้ตัวร้อน ก็จงดูแลตามวิธีการที่ข้าได้แนะไว้ ทานอาหารมังสวิรัติให้มากใส่เนื้อสัตว์ลงไปบ้างเป็นบางครั้ง คนป่วยไม่ต้องบำรุงมากเพราะหากทานเนื้อสัตว์ในเวลานี้มากเกินไป ร่างกายอาจจะฟื้นตัวช้าลงมากกว่า"

            เมื่อได้ฟังถ้อยคำของหลินกู๋หยู่สตรีในชุดกระโปรงสีแดงสดก็เดินเนิบนาบไปหาและจับมือหลินกู๋หยู่อย่างขอบคุณ

            “หมอหลินเจ้าอยู่พักที่นี่ รอให้ท่านผู้เฒ่าอาการดีขึ้นก่อนแล้วเจ้าค่อยกลับไปดีหรือไม่?” สตรีผู้นั้นเอื้อนเอ่ยด้วยท่าทีจริงใจ

            "ขออภัย”หลินกู๋หยู่ค่อยๆ ดึงมือออกและพูดกับสตรีผู้นั้นว่า"วิธีนี้รักษาคนได้จำนวนมากแล้ว มีเพียงไม่กี่คนที่เสียชีวิตพื้นฐานสภาพร่างกายของท่านขุนนางดูเหมือนจะดี ตราบใดที่ทานยา พักผ่อนทานอาหารให้เหมาะสมอย่างเคร่งครัดก็เพียงพอที่จะสามารถฟื้นตัวได้แล้ว"

            เมื่อได้ฟังดังนั้นสตรีผู้นั้นก็แสดงความลำบากใจ พร้อมพูดอย่างลังเลว่า"แต่พวกเราที่นี่ไม่มีใครเข้าใจสิ่งเหล่านี้เลยคงจะดีมากถ้าหมอหลินอยู่พักที่นี่ได้ด้วยวิธีนี้พวกเราก็จะได้ไม่ต้องกังวลถึงอาการป่วยของท่านผู้เฒ่าแล้ว"

            หลินกู๋หยู่ส่ายศีรษะเล็กน้อยและมองไปที่สตรีผู้นั้นอย่างขอโทษ

            เมื่อทั้งสองคนกำลังจะออกไปข้างนอกหิมะก็เริ่มตกโปรยปราย

            สตรีผู้นั้นมองไปที่ท้องฟ้าข้างนอกบนใบหน้าของนางปรากฏรอยยิ้มปีติ ก่อนที่นางจะรีบเก็บสีหน้า และพูดอย่างจริงใจว่า"หมอหลิน หมอลู่ คืนนี้พวกเจ้าสองคนอยู่พักที่นี่เถอะ เส้นทางสัญจรขรุขระพวกเจ้ายังต้องเดินทางบนภูเขา แล้วหากเกิดอะไรขึ้นจะทำอย่างไร?”

            การกลับไปในคราวนี้จะต้องใช้เวลาสองชั่วยามระยะทางไกลจริงๆ ถ้าเดินกลับไป ถึงบ้านก็น่าจะหลังเที่ยงคืน

            หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเพิ่มมากยิ่งขึ้นนางรู้สึกวิตกกังวลหลายส่วน

            "บางทีหิมะอาจจะตกไม่มากนัก”หลินกู๋หยู่เบี่ยงศีรษะมองไปที่ลู่จื่อยู่ พร้อมเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงต่ำ"ข้าอยากกลับบ้าน"

            ลู่จื่อยู่มองไปที่ท้องฟ้าลดสายตาลงเล็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น "หากหิมะเกิดตกหนักขึ้นมาแล้วเราติดอยู่กลางคัน เราจะทำอย่างไรดี?"

            ที่พูดมาก็ใช่

            เมื่อสองสามวันก่อนหิมะตกหนัก หากเป็นเหมือนในวันนั้นล่ะจะทำอย่างไร?

            หลินกู๋หยู่จับแขนเสื้อของนางด้วยมือทั้งสองข้างอย่างกระสับกระส่ายขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น

            สตรีผู้นั้นเดินไปที่ด้านข้างลู่จื่อยู่และกระซิบเบาๆว่า "หมอลู่ หิมะอาจจะตกหนักก็เป็นไปได้พวกเจ้าอย่ากลับไปจะเป็นการดีกว่า"

            เกล็ดหิมะบนท้องฟ้าค่อยๆ ใหญ่ขึ้นหลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าเดิมในขณะที่มองไปที่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ

            “หมอหลิน” ลู่จื่อยู่เดินไปที่ด้านข้างของหลินกู๋หยู่ มองตามแนวสายตาของนาง “พวกเราค้างคืนที่นี่สักหนึ่งคืนดีหรือไม่ แล้วค่อยกลับไปในวันพรุ่งนี้เช้าไม่ว่าหิมะจะตกหรือไม่ก็ตาม”

            ในแววตาของหลินกู๋หยู่เปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลนางไม่รู้ว่าฉือหางในตอนนี้เป็นอย่างไรแล้ว แต่เดิมนางบอกว่าจะกลับไปในคืนนี้

            แต่สิ่งที่ลู่จื่อยู่พูดนั้นถูกต้องเมื่อครั้งมาที่นี่ พวกเขาเดินทางบนถนนบนภูเขา หากล้อลื่นและรถม้าตกลงไป...

            เมื่อนึกถึงสิ่งนี้หลินกู๋หยู่ก็เหลือบมองลู่จื่อยู่ด้วยใบหน้าซีดเซียว คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันศีรษะไปหาสตรีผู้นั้น "รบกวนฮูหยินแล้ว!"

            เมื่อได้ยินคำพูดของหลินกู๋หยู่สตรีผู้นั้นก็ฉายรอยยิ้มบนใบหน้าของนางทันทีสั่งให้คนรับใช้ของนางไปเตรียมการอย่างรวดเร็ว

            “ท่านพ่อ” โต้ซาซึ่งกำลังทานข้าวเงยหน้าขึ้นมองฉือหาง เอ่ยถามอย่างสงสัย “ทำไมท่านแม่ถึงยังไม่กลับมา?”

            ฉือหางก็กังวลถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกันตอนนี้ข้างนอกหิมะตกอีกแล้ว ได้ยินมาว่ากู๋หยู่ไปที่เมืองหลินจะต้องใช้เวลานานมากในการเดินทางไปมา

            ตั้งแต่พวกเขาทั้งสองอยู่ด้วยกันมาทั้งคู่ก็ไม่เคยแยกจากกันนานขนาดนี้

            บ้านที่แต่เดิมเคยอบอุ่นดูเหมือนจะกลายเป็นบ้านที่ว่างเปล่ามีบางอย่างขาดหายไป

            หลังจากกล่อมโต้ซาให้หลับแล้วฉือหางก็เปิดประตูและมองไปที่เกล็ดหิมะทั่วท้องฟ้า ขมวดคิ้วมุ่นด้วยใบหน้าขมขื่น

            หลินกู๋หยู่นอนอยู่บนเตียงนุ่มแต่ในใจนั้นกลับรู้สึกอึดอัดอยู่เสมอ

            เช้าวันต่อมาหลินกู๋หยู่ตื่นแต่เช้าตรู่ ความเหนื่อยล้าใต้ดวงตาของนางก็ปรากฏให้เห็นได้ชัด

            หลังจากทานอาหารเช้าหลินกู๋หยู่ตรวจอาการของท่านขุนนางอีกครั้งดูเหมือนว่าอาการป่วยของเขาจะเริ่มดีขึ้น หลังจากพูดบางสิ่งที่ต้องใส่ใจหลินกู๋หยู่ก็ลุกขึ้นจะกลับไป

            หิมะยังคงตกหนัก

            ทุกอย่างภายนอกดูเหมือนจะถูกปกคลุมด้วยชั้นสีขาวหนึ่งชั้นบริสุทธิ์และไร้ที่ติ

            ไม่ว่าสตรีผู้นั้นจะพยายามเกลี้ยกล่อมหลินกู๋หยู่ให้อยู่อย่างไรหลินกู๋หยู่ก็ยังยืนยันว่าต้องการจะกลับไป

            “ในเมื่อหมอหลินต้องการจะกลับไปในตอนนี้ข้าจะให้เงินมัดจำแก่เจ้า” ฮูหยินเว่ยพูดพลางหันศีรษะไปมองสาวใช้ด้านข้างนาง “ไปหยิบเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาให้ข้าที”

            “ไม่จำเป็นแล้ว” หลินกู๋หยู่โบกมืออย่างรวดเร็ว พูดด้วยใบหน้าจริงจังว่า “ถ้าท่านขุนนางอาการดีขึ้นแล้ว จะให้ในเวลานั้นก็ยังไม่สาย”

            “ท่านผู้เฒ่าดูอาการดีขึ้นกว่าเมื่อสองวันก่อนมาก” ฮูหยินเว่ยรู้สึกพึงพอใจมากเมื่อได้ฟังหลินกู๋หยู่พูด"ยังไม่รีบไปหยิบเงินมาให้ข้าอีก"

            ไม่สามารถปฏิเสธความหวังดีของฮูหยินเว่ยได้หลินกู๋หยู่จึงรับเงิน

            หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆจนปกคลุมข้อเท้าไปหมดแล้ว เมื่อหลินกู๋หยู่เข้าใกล้หมู่บ้านก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว

            ฉือหางยังคงยืนรออยู่ที่ประตูทั้งวันเขาไม่รู้ว่าหลินกู๋หยู่หายไปไหน ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไปตามหานางได้

            เขารู้สึกเสมอว่าเขาควรปกป้องหลินกู๋หยู่แต่ทุกครั้งก็เป็นเขาที่ทำให้นางต้องกังวลถึงเขา

            เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ฉือหางก็ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น

            ฉือหางเห็นรถม้ามาจากระยะไกลเขารีบปิดประตูและเดินไปทางด้านนั้น

            "เอาละข้าจะลงที่นี่ ถนนตรงนั้นไม่สะดวกที่เดินทาง”หลินกู๋หยู่กล่าวพลางขอให้คนขับหยุดรถม้า

            "ระวังด้วย"ขณะที่ลู่จื่อยู่พูด เขาก็ยกมือขึ้นเปิดม่านรถด้วยความสุภาพ

            หลินกู๋หยู่หันหน้าไปมองลู่จื่อยู่และพยักหน้าเล็กน้อย

            ฝีเท้าของฉือหางหยุดลงในขณะที่หลินกู๋หยู่กำลังจะออกมา

            พวกเขาสองคนจูบกันหรือ?

            หลินกู๋หยู่ลงจากรถม้าพูดสองสามคำกับลู่จื่อยู่อย่างสุภาพ จากนั้นหันหลังและจากไป

            เมื่อหันกลับไปมองในทันใด บุรุษผู้เป็นสามีคนนั้นยืนอยู่ท่ามกลางเกล็ดหิมะ

            มุมริมฝีปากของหลินกู๋หยู่โค้งขึ้นช้าๆและเดินไปหาฉือหางอย่างรวดเร็ว

            “พี่ฉือหาง” หลินกู๋หยู่ฉีกยิ้มและไปจับมือฉือหาง “พี่รอนานแล้วใช่หรือไม่!”

            ฉือหางกลับมามีสติด้วยความงุนงงหลังจากได้ฟังเสียงของหลินกู๋หยู่ เขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะยิ้มแต่รอยยิ้มของเขากลับฉายแววขมขื่น

            “มือของเจ้าเย็นนัก” ขณะที่หลินกู๋หยู่พูด นางก็จับมือของฉือหางและลูบเบาๆ “คราวหน้าอย่ารอข้าข้างนอกอีก อยู่ในบ้านก็พอแล้ว”

            ในรถม้าที่หลินกู๋หยู่นั่งนั้นมีเตาถ่านอยู่ข้างในดังนั้นนางจึงไม่รู้สึกหนาว

            ฉือหางชำเลืองมองที่รถม้าปราดหนึ่งรู้สึกปวดร้าวในใจ "หมอลู่ส่งเจ้ากลับมาหรือ?"

            “อืม” หลินกู๋หยู่หันศีรษะไปมองฉือหาง ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจเล็กน้อย

            นิ้วมือทั้งสิบนิ้วประสานกันหลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ข้าอยากกลับมาตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นแล้วแต่หิมะตกหนักและเราต้องเดินทางบนภูเขา ข้าจึงอยู่พักที่บ้านของพวกเขา"

            “เจ้าไปไหนมา?” ฉือหางเอ่ยถามใจลอยๆ

            “บ้านของท่านขุนนางท่านหนึ่ง” หลินกู๋หยู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอื้อนเอ่ยวาจา “แต่ข้าจำไม่ได้แล้วว่าเมืองไหน”

            นางไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับเมืองรอบๆมาโดยตลอด อีกทั้งนางไม่ได้ตั้งใจฟังเมื่อลู่จื่อยู่พูด

            เมื่อกลับถึงบ้านหลินกู๋หยู่มองโต้ซาเล่นบนเตียง จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย "ทำไมเจ้าไม่ส่งเขาไปยังสถานศึกษา?"

            "หิมะตกแล้วจะไม่ไปหนึ่งวันก็คงไม่เป็นไร” ฉือหางพูดพลางเดินไปที่เตาเสียงของเขาอึมครึมเล็กน้อย "เจ้าหิวแล้วหรือไม่ เจ้าอยากทานอะไร?"

            "ข้าทานมาระหว่างทางแล้วเล็กน้อย”หลินกู๋หยู่กล่าวพลางเดินไปยังตรงหน้าฉือหางอย่างรวดเร็ว มองเขาอย่างเป็นกังวล"เจ้าคงยังไม่ได้ทานอาหารใช่หรือไม่!"

            ฉือหางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

            “จริงๆ เลย เวลาที่ข้าไม่อยู่บ้านเจ้าก็อย่าลืมทำอาหาร” หลินกู๋หยู่พูดพลางล้างมืออย่างรวดเร็วและเริ่มทำอาหาร “คนเราต้องทานสามมื้อต่อวันเช่นนี้ถึงจะดีต่อร่างกาย”

            เมื่อเห็นหลินกู๋หยู่เช่นนี้ฉือหางรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วมุ่น หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถามว่า"พวกเจ้าสองคน..."

            "อ้อใช่”หลินกู๋หยู่กล่าวด้วยรอยยิ้ม ยกมือขึ้นและเผยถุงเงินจากเอว"กล่าวกันว่าเป็นเงินมัดจำจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงเงิน เงินอยู่นี่"

            ฉือหางวางมือลงบนเอวของหลินกู๋หยู่ด้วยความสั่นเทาถอดถุงเงินออกแล้ว มองดูเงินหนึ่งร้อยตำลึงใบใหม่หนึ่งใบข้างในเขารู้สึกเศร้าใจอย่างมาก เขาไม่รู้ว่าเงินนี้สะอาดหรือไม่

            หลินกู๋หยู่ผัดอาหารเสร็จแล้วหันหน้าไปมองฉือหาง แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เจ้าเป็นอะไรหรือ? เจ้าไม่มีความสุขเพราะเมื่อคืนข้าไม่ได้กลับมาหรือ?"

            ฉือหางเม้มปากเล็กน้อยแต่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจา

            “ขอโทษ” หลินกู๋หยู่พูดอย่างรู้สึกผิด “มันเป็นความผิดของข้าเจ้าอย่าโกรธเลยได้หรือไม่?”

            ฉือหางฝืนยิ้ม ก้มลงช้าๆและขยับเข้าไปใกล้ใบหน้าของหลินกู๋หยู่

            นึกถึงภาพของหลินกู๋หยู่และลู่จื่อยู่จูบกันบนรถม้าอย่างอธิบายไม่ถูก

            ยามที่พวกเขาสองคนยืนเคียงข้างกันทำไมมองแล้วเพลินตานัก?

            ริมฝีปากหยุดลงตรงที่ริมฝีปากของหลินกู๋หยู่ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงเล็บมือ

            ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ฉือหางจูบหน้าผากของหลินกู๋หยู่จูบเช่นนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์ที่จะถอนตัว หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็ผละออก

            "ข้าไม่ได้โกรธ"

            เมื่อได้ยินสิ่งที่ฉือหางพูดรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินกู๋หยู่ก็สดใสเป็นประกายมากขึ้น "งั้นเจ้ารอสักครู่ข้าจะทำอาหาร"

            เมื่อถึงเวลาที่หลินกู๋หยู่นำอาหารทั้งหมดมาวางที่โต๊ะโต้ซาที่หิวตั้งนานแล้วก็กินอาหารอย่างตะกละตะกลาม

            หลินกู๋หยู่วางมือบนโต๊ะและมองไปที่ฉือหางอย่างสงสัย"พี่ฉือหาง เจ้าไม่หิวหรือ?"

            หลังจากฟังคำพูดของหลินกู๋หยู่ฉือหางก็หยิบตะเกียบของเขาขึ้นมา ทานไปสองคำด้วยความรู้สึกอึดอัดใจ

            เขาต้องการถามอย่างชัดเจนแต่กระนั้นฉือหางก็กลัวที่จะถาม หากหลินกู๋หยู่บอกว่าจะทิ้งเขา เขาจะทำอย่างไร?

            ฉือหางไม่เคยคิดเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่มีหลินกู๋หยู่เขาเคยชินกับการที่มีนางอยู่เคียงข้างเขา

            "ไม่เป็นไร ตราบใดเท่าที่เจ้า...”ฉือหางหยุดจังหวะการพูดชั่วคราวและพูดต่อว่า"ตราบใดที่เจ้ายังกลับบ้านก็เพียงพอแล้ว"

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663