ภายในป่าเขา
โจวหยวนยืนอยู่บนโขดหิน และในยามนี้รอบข้างมีหมาป่ายักษ์สีฟ้าห้าตัวกำลังรายล้อมเขาอยู่ เสียงคำรามดังก้องออกมาจากปากของพวกมัน
นี่เป็นภูตหมาป่าลม อสูรหยวนระดับหนึ่งเช่นกัน มันคล่องแคล่วว่องไว ยิ่งกว่านั้นการอยู่รวมกันเป็นฝูงจึงเป็นเรื่องที่ทำให้จัดการได้ยาก ต่อให้เป็นผู้กล้าลมปราณที่เจ็ดก็ต้องหลบหนีบ้าง บนพื้นที่แห่งนี้นับว่าเหี้ยมโหด
ถึงกระนั้นบนใบหน้าของโจวหยวนก็ไม่มีท่าทีหวาดกลัว กลับร้อนรนอยากลอง
ควับ!
ภูตหมาป่าลมตัวหนึ่งนำโจมตีก่อน ร่างสีฟ้าประดุจเงาสายหนึ่งกระโจนออก กรงเล็บที่แหลมคมแหวกผ่าสายลมฉีกเสื้อด้านหลังโจวหยวน
แต่ทว่าการจู่โจมของมันกลับไม่มีผลแม้แต่น้อย เงาร่างโจวหยวนสั่นไหวแล้วเริ่มเลือนรางลง กรงเล็บที่แหลมคมก็ลอยอยู่กลางอากาศ
ตึง!
เมื่อการโจมตีของภูตหมาป่าลมลอยอยู่ในอากาศ โจวหยวนก็สวนกลับอย่างรวดเร็วทันที กำหมัดพร้อมพลังหยวนหนาแน่นอัดกระแทกไปบนเอวของหมาป่าอย่างรุนแรง เสียงกระดูกดังลั่น หมาป่าตัวนั้นตกตายทันที
โบร๋ว!
ทันทีที่ภูตหมาป่าลมตัวนั้นตายไปอีกสี่ตัวที่เหลือก็แววตาแดงก่ำ ระหว่างที่หอนก็พุ่งเข้าโจมตี
“รูปแบบบู๊!”
โจวหยวนหัวเราะ พุ่งเข้าใส่หมาป่าทั้งสี่ตัว ฝ่ามือจับพู่กันรวมสวรรค์ที่ขยายตัวกลายเป็นทวน กวัดแกว่งใส่ภูตหมาป่าลมจนกระเด็น
ควับ! ควับ!
ภายในป่า หนึ่งคนประมือกับหมาป่าดุร้ายสี่ตัว โจวหยวนถือพู่กันรวมสวรรค์คล้ายทวนเหล็กหนัก ระหว่างที่กวาดไปมาแรงลมก็พัดจนหมาป่าทั้งสี่ประชิดใกล้ไม่ได้
ที่ปลายพู่กัน ขนสีขาวรวมตัวเปล่งประกายแหลมคม ทุกครั้งที่ตวัดผ่านร่างภูตหมาป่าลมก็กวาดเป็นรอยเลือดลึก
การประลองอันดุเดือดจบลงอย่างรวดเร็ว
หลายนาทีผ่านไป โจวหยวนยืนอยู่ที่เดิม มือจับพู่กันรวมสวรรค์แทงลงกับพื้น ที่ปลายพู่กันมีหยดเลือดไหลลงมา ซากภูตหมาป่าลมห้าตัวที่อยู่รอบข้างก็ค่อยๆ แข็งตัว
ในปากโจวหยวนพรูลมออกมาอย่างช้าๆ ระหว่างเปิดปิดดวงตาของเขา แววตาเฉียบคมน่าเกรงขามราวกับใบมีดก็ปรากฏขึ้น โจวหยวนมีพลังเหี้ยมโหดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากจากการฝึกในป่าเขากว่าสองเดือนมานี้
“รูปแบบบุ๋น!”
พู่กันรวมสวรรค์ในมือหดเล็กลงอย่างรวดเร็วจนเหลือเพียงแค่ประมาณศอกแล้วจึงถูกโจวหยวนเก็บไว้ที่เอว
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาจ้องมองแสงแดดที่ส่องลงมาผ่านช่องเงาไม้ในป่าแล้วพึมพำว่า “การสอบวัดระดับสำนักเหลืออีกไม่กี่วัน ควรกลับไปได้แล้ว”
ในระหว่างที่อยู่ในป่าเขาก็ฝึกมาสองเดือนกว่าแล้ว ลมปราณเส้นที่ห้าเปิดออกอย่างสมบูรณ์ได้เมื่อเดือนที่แล้ว
แต่เมื่อนึกได้ว่าหากออกจากป่าเขาที่เต็มไปด้วยอสูรหยวนนี้ ความเร็วในการเปิดลมปราณก็จะลดลง ดังนั้นโจวหยวนจึงไม่ออกไปมาโดยตลอด หวังอาศัยอสูรหยวนในป่าเขานี้ขัดเกลาตัวเอง
เขาก้มตัวลงขุดผลึกวิญญาณอสูรในหัวของภูตหมาป่าลมทั้งห้าตัว จากนั้นก็หันกลับไปที่หุบเขา ครึ่งชั่วโมงผ่านไปก็กลับมาถึงหุบเขา
“จะกลับแล้วหรือ?” เยาเยาเห็นโจวหยวนกลับมา เหมือนทราบว่ากำลังตรียมตัวกลับไป จึงบิดเอวยืดเส้นทันที เอวที่เรียวบางเห็นส่วนเว้าโค้งจนชวนหลงใหล
นางเคยอาศัยกับชางยวนในพื้นที่ไร้ผู้คน จึงคุ้นชินกับชีวิตเช่นนี้ ดังนั้นตลอดสองเดือนมานี้นางจึงใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
โจวหยวนยิ้มแล้วพยักหน้า จากนั้นก็ผิวปาก ไม่นานนักในป่าเขาก็มีร่างสิบร่างโผล่ออกมา แน่นอนว่าเป็นองครักษ์ที่แอบปกป้องเขา
“แจ้งผู้บัญชาการลู่ เตรียมกลับเมืองต้าโจว”
จ้องมององครักษ์ทำความเคารพแล้วเดินจากไป โจวหยวนก็หันกลับ สายตามองผ่านป่าเขาที่หนาแน่นไปยังเมืองต้าโจว
“หลายวันก่อนหน้านี้มีทหารรายงานมาว่าฉีเยวี่ยเปิดลมปราณที่เจ็ดได้แล้ว...เจ้าหมอนี่มีความสามารถไม่น้อย”
โจวหยวนเม้มปากแน่น แววตาเปล่งประกายเยือกเย็น
เจ้าฉีเยวี่ยผู้นี้ ตั้งแต่ที่เขาเข้าจวนต้าโจวก็สร้างปัญหาให้เขาไม่หยุด หลายวันก่อนกระทั่งให้คนมาลอบทำร้ายเขา ภายหลังสูญเสียศาสตร์แสงพิฆาตไปแล้วก็ยังคิดคุกคามซูโย่วเวยอีก
การกระทำเช่นนี้ กระตุ้นจิตสังหารของโจวหยวน
“แต่ก่อนไม่มีโอกาส แต่ในการสอบวัดระดับสำนักครานี้...ฉีเยวี่ย หนี้แค้นเหล่านี้ พวกเรามาชำระสะสางให้หมดทีละเรื่องไปในคราวเดียวเถอะ!”
...
ณ พระราชวังต้าโจว
เมื่อโจวหยวนกลับมาถึงพระราชวัง โจวฉิงและฉินอวี้ก็รีบออกมา
ฉินอวี้เห็นโจวหยวนก็พรวดเข้ามาจับไหล่ของโจวหยวน พูดด้วยความทุกข์ใจ “เจ้าเด็กคนนี้ หายไปตั้งนาน ดูสิเนื้อตัวผอมแห้งหมดแล้ว”
อันที่จริงโจวหยวนในยามนี้แข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย แต่สำหรับฉินอวี้ ฝึกอยู่ในป่าเขาเช่นนั้น การกินอยู่จะไม่ลำบากหรือไร
โจวหยวนก็ยิ้มแล้วโอบกอดฉินอวี้ หลังจากพูดปลอบประโลมแล้วจึงปล่อยให้เยาเยาไปกับฉินอวี้ ส่วนเขาเดินไปพร้อมโจวฉิง
“เปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้แล้วรึ?” โจวฉิงมองโจวหยวนแวบหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
โจวหยวนพยักหน้าตอบรับ
“เรื่องก่อนหน้านี้ลู่เถี่ยซานบอกข้าแล้ว นึกไม่ถึงว่าเจ้าฉีเยวี่ยจะกล้าดีคิดเล่นงานเจ้า” โจวฉิงใบหน้าเปล่งประกายรังสีอำมหิตแล้วพูดขึ้น
ดูท่าหลายปีมานี้เขาจะอดทนอดกลั้นยอมให้จวนฉีอ๋องมามากเกินไป จึงทำให้พวกเขากล้าทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนั้น ทว่าเขาเองก็ลำบากไม่น้อย หากฉีกหน้าจวนฉีอ๋องตอนนี้ราชวงศ์ต้าโจวก็จะเผชิญหน้ากับสงครามดุเดือด เช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อต้าโจว
ดังนั้นสำหรับเรื่องที่โจวหยวนถูกลอบโจมตี เขาจึงตำหนิตัวเองอยู่บ้าง หากไม่ใช่ว่าเขาเป็นพ่อที่ไร้ความสามารถก็คงไม่ทำให้โจวหยวนตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้
โจวหยวนก็ทราบถึงความอดทนต่อความอัปยศของโจวฉิงดี เขายิ้มแล้วล้วงหยิบแผ่นหยก ‘ศาสตร์แสงพิฆาต’ ออกมา “เสด็จพ่อโปรดอย่าได้ใส่ใจ ครานี้ข้าไม่ได้เสียเปรียบ”
“ศาสตร์แสงพิฆาต? อยู่ในมือของเจ้าจริงๆ หรือ!” โจวหยวนตะลึง อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เขาทราบดีว่าช่วงนี้จวนฉีอ๋องพลิกแผ่นดินตามหาสิ่งของที่เรียกว่าศาสตร์แสงพิฆาตนี้
“ครานี้พวกเขาจะต้องได้รับการตอบแทน โดยเฉพาะฉีเยวี่ย เสด็จพ่อโปรดอย่าได้เป็นกังวล การสอบวัดระดับสำนักในอีกสามวัน ข้าจะต้องปิดบัญชีเขาให้ได้” โจวหยวนกล่าว
เห็นแววตาแม้ดูนิ่งเฉย แต่คำพูดเหล่านี้กลับแฝงด้วยความมั่นใจและความดุดันของโจวหยวน โจวฉิงก็พยักหน้าปลาบปลื้ม การฝึกในหุบเขากว่าสองเดือนนี้ทำให้โจวหยวนเฉียบคมยิ่งขึ้นไปอีก
“การสอบวัดระดับสำนักครานี้สำคัญมาก หากสำนักเจี่ยพ่ายแพ้สำนักอี่ ตำแหน่งเจ้าเมืองของจวนต้าโจวก็จะตกอยู่ในมือของจวนฉีอ๋อง ตลอดหลายปีมานี้แผนการของพวกเขาก็คือการเฝ้ารอวันนี้” โจวฉิงพูดช้าๆ
โจวหยวนพยักหน้า เขาเข้าใจถึงความสำคัญของการสอบวัดระดับสำนักครานี้ ถึงจะดูเหมือนเป็นแค่การต่อสู้ระหว่างสองสำนัก แต่ความจริงแล้วเบื้องหลังกลับเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของจวนฉีอ๋องและราชวงศ์ต้าโจว
ในอดีตเขาเปิดลมปราณไม่ได้ ย่อมไม่มีทางช่วยเหลืออะไรได้ แต่ตอนนี้เขาเปิดลมปราณเส้นที่ห้าได้แล้ว จวนฉีอ๋องคิดชิงจวนต้าโจว ถามเขาหรือยังว่ายินยอมหรือไม่
โจวหยวนสูดหายใจเข้าลึก แววตาเคร่งขรึม การฝึกอย่างหนักหลายเดือนมานี้ ก็เพื่อเฝ้ารอวันนี้นี่แหละ!