ดั่งฝันชะตาลวง

    ตอนที่ 55 งานเลี้ยงส่วนตัว

            ตอนที่ 55 งานเลี้ยงส่วนตัว

             

            บนรถม้าทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนักแม้จะเป็นสามีภรรยาแต่ทว่ากลับดูเหินห่างกันราวกับคนไกลท่านหญิงเจียงต๋านไม่ใช่คนที่จะเอาใจใส่ใคร ในเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าไม่พูดอะไรนางเองก็คร้านจะใส่ใจและจมดิ่งอยู่กับความคิดของตัวเอง

             

            ไม่นานนักรถม้าก็แล่นมาหยุดอยู่ที่จวนหลังใหญ่แห่งหนึ่งดวงตาดอกท้อสีนิลมองดูป้ายแกะสลักอย่างงดงามตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ‘จวนสกุลหลิน’ ในคราแรกเขายังคิดไปว่านางอาจจะพาเขาไปที่อื่นนึกไม่ถึงเลยว่าทั้งคู่จะมีจุดหมายเดียวกัน

             

            “ฮูหยินเจ้าคงไม่ได้นึกหวาดระแวงข้าจนตามมาที่งานเลี้ยงของท่านอัครเสนาบดีด้วยกระมัง..”

             

            ไม่ผิดยามนี้ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้หลินซุนขึ้นเป็นอัครเสนาบดีแทนตระกูลหยางด้วยเห็นว่าเขาเป็นขุนนางที่ประพฤติตนดีและมีคุณธรรมวางตัวเหมาะสมมาโดยตลอดจึงไม่แปลกที่เขาจะได้ตำแหน่งนี้ไปครอบครอง

             

            เมื่อได้ยินอย่างนั้นมู่หลงเจียงต๋านก็ยิ้มอย่างแผ่วเบา ก่อนจะลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาของสามีอย่างเอ็นดู “ข้าไม่ทำตัวไร้สาระถึงเพียงนั้นหรอก อีกอย่างใครว่าข้าตามท่านมาข้าเองก็ได้รับเชิญในงานเลี้ยงพิเศษนี้เช่นกัน...”

             

            “…” ซ่งหยางเจ๋อไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่มองตามแผ่นหลังบางที่เดินเข้าไปภายในจวนด้วยสายตาที่ค้นหาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงได้มีลางสังหรณ์ว่าอาจมีบางสิ่งที่น่าตกใจรอคอยเขาอยู่

             

            หลังจากที่ผ่านพ้นประตูบานนั้นเข้าไปแล้วซ่งหยางก็พบว่างานเลี้ยงในครั้งนี้ดูแตกต่างจากครั้งก่อนๆมีผู้ได้รับเทียบเชิญไม่ถึงสิบคน เขามองดูชายหญิงที่มาเป็นคู่เหล่านั้นด้วยความประหลาดใจก่อนจะได้ยินเสียงของภรรยาเอ่ยว่า “หากท่านอยากก้าวหน้าในราชสำนักเช่นนั้นก็จงเป็นส่วนหนึ่งกับพวกเรา”

             

            “เป็นส่วนหนึ่ง? หมายความว่าอย่างไร” ซ่งหยางเจ๋อเอ่ยด้วยความไม่เข้าใจเขาคิดไปว่าการที่คนเหล่านี้เชิญเขามาเข้าร่วมงานเลี้ยงทุกคืนวันรวมถึงช่วยผลักดันเขาในยามที่อยู่ราชสำนักเป็นเพราะคนเหล่านี้ยอมรับในตัวเขาแล้วเสียอีก

             

            “เดี๋ยวท่านก็รู้เอง” มู่หลงเจียงต๋านเอ่ยเพียงเท่านี้ ก่อนจะทำในสิ่งที่ชายหนุ่มไม่คาดคิด

             

            ซ่งหยางเจ๋อเบิกตามองดูภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นว่าภรรยาของตนนั้นเดินเข้าไปจุมพิตกับท่านอัครเสนาบดีหลินอย่างดูดดื่ม

             

            เรื่องที่มู่หลงเจียงต๋านไม่รักนวลสงวนตัวและปฏิบัติตามกรอบจารีตประเพณีทั้งยังใจกล้าชุบเลี้ยงชายบำเรอไว้ในจวน ปฏิบัติตนเป็นใหญ่ราวกับบุรุษก็มิปานนั้นตัวเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจและตกใจเกินพอแล้ว แต่การที่นางเดินเข้าไปจุมพิตอย่างดูดดื่มกับชายรุ่นราวคราวพ่อทั้งยังมีภรรยายืนดูด้วยความตื่นตกใจไม่แพ้กันนั้น สิ่งที่ได้เห็นทำให้เขารู้สึกเกินจะรับได้อยู่บ้าง

             

            เมื่อทั้งสองจุมพิตกันเสร็จแล้วมู่หลงเจียงต๋านก็พลันหันกลับมาส่งยิ้มหวานให้สามีของตัวเองก่อนจะส่งสายตาเชิญชวนอย่างเย้ายวน “ท่านเองก็มาด้วยสิ”

             

            ซ่งหยางเจ๋อระงับความรู้สึกขยะแขยงในใจเอาไว้และเดินเข้าไปหาภรรยาของตัวเองที่กำลังกกกอดอยู่กับสามีของผู้อื่นโดยมีภรรยาหลวงของชายผู้นั้นยืนทำสีหน้ากระอักกระอ่วนอยู่ด้านข้างก่อนจะได้ยินเสียงของท่านอัครเสนาบดีที่วางตัวดีทว่าเบื้องหลังเน่าเฟะคนนี้เอ่ยต้อนรับอย่างใจกว้าง

             

            “ตามสบายนะใต้เท้าซ่งเจ้าสามารถทำทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา แม้แต่กับฮูหยินของข้าก็ตาม”

             

            เมื่อสิ้นเสียงพูดนี้แล้วชายผู้นั้นก็ส่งสายตาให้ฮูหยินของตนเล็กน้อยฮูหยินชิวยังคงนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของสามีแต่ทว่านางก็ต้องจำยอมเดินไปหยุดอยู่ข้างกายชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความจำยอมแม้ในใจจะรู้สึกเจ็บปวดกับการกระทำที่หยามเกียรติ์ของสามีมากเพียงไร นางก็ยังคงฝืนยิ้มทั้งที่ในใจหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสายเลือด“ใต้เท้าซ่งโปรดเมตตา”

             

            ซ่งหยางเจ๋อมองดูหญิงสาวที่ถึงแม้จะอายุมากกว่าเขาหลายสิบปีแต่ถึงกระนั้นก็ยังคงความงดงามอ่อนหวานอยู่แวบหนึ่ง แล้วเบนสายตาไปมองภรรยาของตัวเองที่อยู่ในอ้อมแขนของชายอื่นอย่างสนิทสนมผู้นั้นราวกับต้องได้รับการยืนยันเสียก่อน

             

            เมื่อเห็นท่าทางเกรงอกเกรงใจภรรยาเช่นนี้แล้วมู่หลงเจียงต๋านยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ “ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอกพวกเราในที่นี้ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น ทุกคนต่างก็มาเพื่อหาความสนุกลืมสถานะของท่านไปเสีย แล้วทำตามที่ใจปรารถนาเถิด แม้ฮูหยินชิวจะดูแก่ไปบ้างแต่นางก็คงเป็นงานไม่น้อย ใช่หรือไม่ ฮูหยินชิว...”

             

            ดวงตาหงส์ทอประกายเหยียดหยามไปยังร่างของสตรีก้มหน้าด้วยความเกรงกลัวผู้นั้นแวบหนึ่งก่อนจะเอนกายให้ชายวัยกลางคนทว่ายังคงหล่อเหลาทรงเสน่ห์ข้างกายอย่างไม่เกรงอกเกรงใจแผงอกกำยำที่แข็งแกร่งนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยราวกับบิดาของนางก็มิปาน

             

            เมื่อคิดอย่างนี้แล้วมู่หลงเจียงต๋านก็อดโอบรอบคอของชายหนุ่มตรงหน้าเข้ามาจุมพิตอย่างดูดดื่มไม่ได้นางกระทำอย่างเปิดเผยไม่คิดที่จะเห็นหัวผู้ใดทั้งนั้น

             

            ดวงตาที่เอ่อร้นไปดวงหยาดน้ำตาของฮูหยินชิวจ้องมองชายหญิงที่แสดงความรักกันปานจะกลืนกินด้วยความเจ็บช้ำฝ่ามือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อตัวยาวกำแน่นเข้าหากันแต่ถึงกระนั้นก็ยังคงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่น่ารังเกียจนี้แต่โดยดี

             

            ใครจะไปนึกเล่าว่าฮูหยินของท่านอัครเสนาบดีผู้สูงศักดิ์จะมีเบื้องหลังที่ตกต่ำต้องปรนนิบัติสหายร่วมราชสำนักของสามีตัวเอง

             

            ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้นางและหลินซุนจะไม่ได้แต่งงานกันด้วยความรักแต่ถึงกระนั้นชายผู้นี้ก็เป็นสามีที่ดีและให้เกียรติ์นางอยู่เสมอแต่แล้วทำไมไม่กี่วันที่ผ่านมาหลังจากได้รับตำแหน่ง เขาก็เริ่มเปลี่ยนไปทั้งยังเย็นชากับนางยิ่งนักที่นึกไม่ถึงไปกว่านั้นคือเขาจะมอบนางให้ปรนนิบัติชายอื่นง่ายๆ เช่นนี้!

             

            ความโกรธแค้นและไม่ยินยอมในแววตาของฮูหยินผู้นี้ไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของซ่งหยางเจ๋อไปได้เขาลอบประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ยหยั่งเชิงสองชายหญิงวิปริตตรงหน้าไปว่า “ข้าสามารถทำทุกอย่างได้จริงๆ รึ”

             

            ชายหนุ่มไม่พูดเปล่าแต่ยังดึงร่างของสตรีตรงหน้าเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนฮูหยินชิวไม่ทันได้ตั้งตัวก็เผลอดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นสายตาดุดันของสามีแล้วนางจึงก้มหน้าด้วยความจำยอมและปล่อยให้ชายหนุ่มผู้นี้ลูบไล้ร่างกายของนางตามอำเภอใจ

             

            ซ่งหยางเจ๋อยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจทั้งยังลูบไล้ร่างกายที่แข็งเกร็งด้วยความตึงเครียดนั้นอย่างไม่เกรงใจพร้อมส่งสายตาท้าทายไปยังชายหญิงตรงหน้า มองดูสายตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความรักใคร่หรือหึงหวงใดๆนั้นแล้ว ดวงตาสีนิลท้าทายนั้นก็พลันไหวสูบขึ้นมา ไม่นึกเลยว่าสองคนนี้จะไม่สนใจจริงๆ

             

            ไม่นึกเลยว่าจะมีคนที่จิตใจบิดเบี้ยวเช่นนี้อยู่บนโลกจริงๆเมื่อรู้อย่างนี้แล้วหัวใจของซ่งหยางเจ๋อก็ยิ่งหนาวเหน็บลงทุกทีดูแล้วเขาคงหนีไม่พ้นต้องถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องโสมมเช่นนี้เป็นแน่

             

            ดวงตาของมู่หลงเจียงต๋านเผยให้เห็นถึงความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบังก่อนจะปลดเสื้อผ้าของชายตรงหน้าออกและเป็นฝ่ายรุกเร้าชายผู้นี้อย่างเร่าร้อนไม่เกรงกลัวสายตาของสามี

             

            ซ่งหยางเจ๋อเก็บงำประกายความรังเกียจเอาไว้ยังส่วนลึกของจิตใจและก้มลงกระซิบที่ข้างหูของสตรีซึ่งมองดูสามีร่วมรักกับสตรีตรงหน้านี้ทั้งน้ำตา“ท่านไม่จำเป็นต้องทำจริง”

             

            ฮูหยินชิวมองดูชายหนุ่มรุ่นลูกตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจแต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีความหื่นกระหายในแววตาเหมือนอย่างบุรุษทั่วไปนางก็พลันเข้าใจความหมายของเขา ก่อนจะคุกเข่าลงกลางกายของชายหนุ่มและเลิกชายเสื้อขึ้นแสร้งกระทำการบางอย่างอยู่ภายในชายเสื้อตัวยาว

             

            ซ่งหยางเจ๋อเอนกายพิงกับกำแพงแสร้งทำเป็นหลงใหลกับการยั่วยุที่ไร้การสัมผัสตรงหน้าพร้อมมองดูชายหญิงที่ร่วมเสพสังวาสกันอย่างไม่อายสายตาผู้คนดวงตาของหญิงผู้นั้นแฝงไปด้วยความเย้ายวนและปลุกเร้าอย่างแรงกล้าตั้งแต่ต้นจนจบไร้ซึ่งความสำนึกใดๆ ยิ่งมองความเกลียดชังก็ยิ่งล้ำลึกมากยิ่งขึ้นแต่ถึงกระนั้นซ่องหยางเจ๋อก็ยังคงแสดงฉากวาบวามตรงหน้าต่อไป

             

            บริเวณรอบห้องโถงยังมีขุนนางอีกหลายคนที่เมามายด้วยฤทธิ์สุราและยาสูบหอมหวานกำลังสลับคู่ครองกระทำการต่ำช้าไร้ยางอายตามข้าวของเครื่องใช้ต่างๆอย่างไร้สติสัมปชัญญะ

             

            ซ่งหยางเจ๋อลอบจดจำใบหน้าของขุนนางเหล่านั้นเอาไว้พร้อมกับแสร้งแสดงสีหน้าที่พึงพอใจไปกับการปลุกเร้าของสตรีตรงหน้าเมื่อเห็นว่าภรรยาของตัวเองเริ่มเปลี่ยนคู่นอนอีกครั้งเขาจึงดึงสตรีตรงหน้าขึ้นมาและเอ่ยว่า “พวกเราไปที่อื่นกันเถิด”

             

            ฮูหยินชิวพยักหน้าแรงๆก่อนจะรีบดึงมือของชายหนุ่มไปยังห้องรับรองที่อยู่ลึกสุดของเรือน

             

            เมื่อประตูปิดลงฮูหยินผู้นั้นก็ก้มลงและใช้มือปิดหน้าร้องไห้ด้วยความอับอายภาพการเสพสังวาสไม่เลือกหน้าเมื่อครู่นี้ทำให้นางเกินกว่าจะรับได้ “อุบาทว์ที่สุด”

             

            แม้แต่ซ่งหยางเจ๋อที่อยู่ในวังวนของเรื่องพวกนี้มามากยังอดที่จะโก่งคออาเจียนออกมาไม่ได้เมื่อครู่นี้เขาทั้งรู้สึกรังเกียจและเหยียดหยามในการกระทำโสโครกของกลุ่มคนชั้นสูงเหล่านั้นมากนัก

             

            ทั้งที่เตรียมใจมากแล้วว่าจะต้องพบเจอกับเรื่องชั่วร้ายภายใต้ฉากนอกที่ดูสูงส่งบริสุทธิ์ในราชสำนักแห่งนี้แต่ทว่าภาพที่ได้เห็นเมื่อสักครู่นี้มันฉาวโฉ่เกินกว่าที่เขาจะรับได้จริงๆ

             

            สับเปลี่ยนคู่นอนกันอย่างนั้นรึ สกปรกโสมสิ้นดี!

             

            “เขาบังคับให้ท่านทำเรื่องเช่นนี้มานานแล้วรึ”ซ่งหยางเจ๋อใช้แขนเสื้อเช็ดปากของตัวเอง แม้จะอาเจียนออกไปแล้วแต่ทว่าความรู้สึกสะอิดสะเอียนในใจยังคงไม่จางหายไปไหน

             

            “ไม่...เรื่องเลวทรามพวกนี้เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเขาต้องการให้ข้ามีความสัมพันธ์กับท่านเพื่อรับรองว่าท่านจะไม่หักหลังเขาในอนาคตหาท่านคิดเป็นอื่นเขาจะเปิดโปงเรื่องโสมมที่ท่านกับภรรยาทำ” ฮูหยินชิวบอกเล่าความจริงออกมาด้วยความชอกช้ำใจ

             

            ซ่งหยางเจ๋อมองดูสตรีตรงหน้าด้วยความเห็นใจแวบหนึ่งนางเองก็น่าจะเป็นสตรีจากตระกูลชั้นสูง ไม่นึกเลยว่าจะถูกสามีชั่วช้าบังคับให้ทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ได้

             

            “ไม่เพียงแต่ข้า สตรีคนอื่นๆก็ด้วย มีทั้งฮูหยิน อนุภรรยาหรือแม้กระทั่งบุตรสาวของอนุก็ยังถูกบังคับให้ทำเรื่องพวกนี้พวกเราไม่สามารถปฏิเสธหรือบอกเล่าความอับอายนี้ให้ใครฟังได้สตรีที่แต่งออกมาแล้วก็เปรียบดั่งน้ำที่ถูกสาดออกไปแล้วไม่อาจขอความช่วยเหลือจากผู้ใดได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชีวิตของพวกเรานับว่าเป็นของสามี…”

             

            “ฮูหยินชิวไม่มีชีวิตใครเป็นของใครหรอกนะ ชีวิตท่านเป็นของตัวท่านเองหรือท่านคิดที่จะใช้ชีวิตต่ำต้อยเช่นนี้ตลอดไป?แม้เขาจะเป็นสามีของท่าน แต่ถ้าไม่ให้เกียรติภรรยาเช่นนี้ท่านจะทนต่อไปเพื่ออะไร” ซ่งหยางเจ๋อถามกลับอย่างตรงไปตรงมา

             

            “ข้าไม่มีทางเลือก หากข้าไม่ทำเขาอาจจะลงมือกับลูกสาวของข้าก็เป็นได้ข้าไม่อยากให้หลินเฟยลูกของข้าต้องมารับรู้เรื่องชั่วร้ายที่พ่อของนางทำนางกำลังจะได้มีชีวิตที่ดี ข้าไม่อยากให้ชีวิตของนางต้องพังทลายเพราะตัวข้า...”ฮูหยินชิวยิ่งพูดก็ยิ่งน้ำตาไหลพราก

             

            หากพูดกันตามตรงย่อมไม่มีสตรีชั้นสูงนางใดอยากมีชีวิตที่ต่ำตกเสียยิ่งกว่าหญิงคณิกาเช่นนี้หรอกที่นางยอมทนก็เพื่อให้บุตรสาวได้มีภาพลักษณ์ที่ดีต่อไป นางไม่อาจทำให้ชื่อเสียงของบุตรสาวเสื่อมเสียก่อนการคัดเลือกพระชายาเป็นอันขาด

             

            “หากท่านยอมรับต่อโชคชะตาเช่นนี้ข้าเองก็ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ย เพราะต่อให้ข้าอยากจะช่วยท่านเพียงไรหากท่านยังจงรักษ์ภักดีต่อบุรุษที่ไม่คิดให้เกียรติภรรยาผู้นี้และไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้” ซ่งหยางเจ๋อเอ่ยจบแล้วก็เดินจากไปในทันทีทิ้งให้สตรีนางนั้นครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง

             

            ซ่งหยางเจ๋อไม่รู้เลยว่าตัวเองสามารถผ่านพ้นค่ำคืนที่โสมมนั้นมาได้อย่างไรชายหนุ่มมองดูแผ่นหลังของภรรยาที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกันด้วยความครุ่นคิดในตอนแรกเขาแค่ต้องการใช้นางเป็นสะพานก้าวสู่ราชสำนักเพียงเท่านั้นแต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบกับความเชื่อมโยงในราชสำนักที่ซับซ้อนเช่นนี้

             

            เขาจำเป็นจะได้รู้ใครได้ว่าใครที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตเงินเยียวยาผู้ประสบภัยเมื่อสามปีก่อนให้จงได้เงินเจ็ดแสนตำลึงเหล่านั้นสุดท้ายแล้วหากไม่ได้อยู่ที่ขุนนางซึ่งได้รับโทษไปแล้วพวกนั้นแล้วมันอยู่ที่ใครกันแน่?

             

    คล้ายกับเรื่องดั่งฝันชะตาลวง ที่คุณอ่าน