อสูรบรรพกาลอยากให้ข้าตาย แต่สวรรค์ดันไม่อนุญาต

    ภาคร้านบะหมี่ บทที่ 1: หมาหลงกับชายหนุ่มผู้ไร้ปราณ

    ชายขอบของ 'ป่ามรณะ' ไม่ใช่สถานที่ที่วิญญูชนสติดีจะมาเดินเล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่ไร้ซึ่งพลังลมปราณแม้แต่ครึ่งหยดอย่าง 'หลินเฉา'
    “แฮก... แฮก... อย่าตามมานะเว้ย!” 
    หลินเฉาสับเท้าวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ในมือขวากำตะกร้าไม้ไผ่บรรจุเห็ดป่าโง่ๆ สามดอกเอาไว้แน่น เบื้องหลังของชายหนุ่มคือเสียงฝีเท้าหนักทึบและเสียงคำรามฟืดฟาด หมูป่าเขี้ยวเหล็กที่กำลังคลุ้มคลั่งร่างใหญ่โตเท่าเกวียนพุ่งทะยานชนต้นไม้หักโค่นมาตลอดทาง
    *ข้าก็แค่มาหาเห็ดไปทำซุปบะหมี่ เหตุใดถึงต้องมาเจออสูรระดับต่ำที่ชายป่าด้วย!* 
    หลินเฉาลอบโอดครวญในใจ ระบบนิเวศของป่ามรณะควรจะซับซ้อนกว่านี้มิใช่หรือ หมูป่าเขี้ยวเหล็กสมควรอาศัยอยู่ลึกเข้าไปอีกสิบลี้ต่างหาก! 
    จังหวะนั้นเอง เบื้องหน้าของหลินเฉาปรากฏร่างชายหนุ่มในชุดศิษย์สีฟ้าอ่อนของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยกำลังก้มๆ เงยๆ เก็บสมุนไพรอยู่ 
    “ศิษย์พี่เคนหนี! ระวัง!” หลินเฉาตะโกนลั่น 
    ศิษย์พี่เคนหนีหันขวับมาตามเสียงเรียก ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มงุนงง ในจังหวะเดียวกันนั้น หลินเฉากระโดดทิ้งตัวหลบลงพุ่มไม้แบบเฉียดฉิว เงาดำทะมึนของหมูป่าเขี้ยวเหล็กพุ่งทะลักผ่านไป ก่อนเข้ากระแทกร่างของเคนหนีอย่างจัง
    *โครม!*
    ร่างของศิษย์พี่เคนหนีปลิวกระเด็นราวกับว่าวสายขาด ลอยข้ามหัวหลินเฉาไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนเกิดเสียงกระดูกแตกหักดังลั่น ร่างนั้นร่วงลงมากองกับพื้น คอพับผิดรูปและสิ้นใจคาที่ในชั่วพริบตา
    หลินเฉายันตัวลุกขึ้นจากพุ่มไม้ เบิกตากว้างมองศพตรงหน้า เขายืนกะพริบตาปริบๆ อย่างเงียบงันอยู่หนึ่งลมหายใจเต็ม ก่อนจะอ้าปากค้างแล้วแหกปากลั่น
    “บัดซบเอ๊ย! หมูป่าฆ่าเคนหนี!”
    อสูรร้ายสะบัดหัวอย่างมึนงงจากการชนต้นไม้ หมูป่าเขี้ยวเหล็กหันขวับกลับมาเตรียมจะพุ่งชนเหยื่อรายต่อไป หลินเฉาไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งศูนย์เสร็จ เขารีบสับเท้าหนีต่อทันที ทว่าเพราะมัวแต่หันไปมองศพของเคนหนี ปลายเท้าจึงสะดุดเข้ากับรากไม้ใหญ่เข้าอย่างจัง
    “เหวออออ!”
    ร่างของหลินเฉากลิ้งหลุนๆ ตกลงไปในโพรงดินที่ถูกเถาวัลย์ปิดบังเอาไว้ โพรงนั้นทั้งลึกและชันมาก ชายหนุ่มรู้สึกลื่นไถลลงไปในอุโมงค์มืดมิด ก่อนที่แผ่นหลังจะกระแทกพื้นแข็งอย่างรุนแรง
    *ตุบ!*
    หลินเฉานอนจุกอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ เขาพยายามกะพริบตาไล่ความมืด ทว่าสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่ก้นหลุมธรรมดา หากแต่เป็นโถงถ้ำใต้ดินที่สว่างไสวไปด้วยแสงสีแดงฉานจากลานอาคมซึ่งวาดด้วยเลือดสด
    ตรงกลางลานอาคม ปรากฏร่างของชายหนุ่มผมดำยาวสยาย ใบหน้าหล่อเหลาดุดัน ทว่าร่างกายครึ่งล่างกลับโปร่งแสงราวกับวิญญาณ ดวงตาสีแดงก่ำของ 'เยี่ยนอู๋' จ้องมองมาที่ผู้บุกรุกด้วยความเกรี้ยวกราด
    *มนุษย์งั้นรึ?* เยี่ยนอู๋คิดในใจ อสูรบรรพกาลผู้หลับใหลมาเนิ่นนานและกำลังฝืนใช้พลังเฮือกสุดท้ายเพื่อทำพิธีหลอมรวมวิญญาณคืนชีพ กลับถูกเด็กหนุ่มไร้ปราณตกลงมาทับกลางวงเวทเสียนี่
    ทว่า... กลิ่นอายวิญญาณของเด็กหนุ่มผู้นี้กลับหอมหวานแปลกประหลาด
    *สวรรค์ส่งอาหารมาให้ข้าสินะ* เยี่ยนอู๋แสยะยิ้ม หากได้กลืนกินวิญญาณของมนุษย์ผู้นี้ พิธีคืนชีพย่อมสมบูรณ์แบบ!
    “จงมาเป็นพลังให้ข้าเสียเถอะ ไอ้มดปลวกหน้าโง่!” 
    เยี่ยนอู๋คำรามก้อง ถ้ำทั้งถ้ำสั่นสะเทือน ร่างกึ่งวิญญาณพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฉาที่ยังนอนจุกอยู่บนพื้น กรงเล็บแหลมคมแทงทะลุทะลวงเข้าไปในหน้าอกของชายหนุ่มโดยตรง หวังจะกระชากวิญญาณออกมากิน
    หลินเฉาหลับตาปี๋รอรับความเจ็บปวด *จบสิ้นแล้ว ชีวิตพ่อครัวของข้า...*
    ทว่าความเจ็บปวดกลับไม่บังเกิดขึ้น
    ในห้วงจิตของเยี่ยนอู๋ ทันทีที่เขาสัมผัสกับแก่นวิญญาณของเด็กหนุ่ม อสูรบรรพกาลถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด 
    *นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน!*
    แทนที่จะพบกับทะเลลมปราณอันโอชะ เยี่ยนอู๋กลับรู้สึกเหมือนตนเองพลัดตกลงไปในห้วงเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง วิญญาณของเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่มีจุดศูนย์กลาง ไม่มีเส้นชีพจร มีเพียงความเวิ้งว้าง... ว่างเปล่าอย่างไร้จุดสิ้นสุด! นี่คือ 'รากชะตาว่างเปล่า' ที่แม้แต่กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ยังทอดทิ้ง!
    เมื่อไม่มีเป้าหมายให้กลืนกิน พิธีกรรมที่เยี่ยนอู๋เป็นผู้เริ่มจึงเกิดความผิดพลาดอย่างร้ายแรง กฎแห่งสวรรค์ตีกลับ! แทนที่จะได้ดูดกลืนวิญญาณของหลินเฉา พลังวิญญาณอันมหาศาลของอสูรบรรพกาลกลับถูกกระชากเข้าไปในความว่างเปล่านั้นอย่างไม่อาจขัดขืน และบีบบังคับให้ผูกมัดเข้ากับแก่นชีวิตของหลินเฉาโดยตรง
    “หยุดนะ! นี่มันบ้าอะไรกัน! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!” เยี่ยนอู๋ดิ้นทุรนทุราย พยายามจะดึงมือออก ทว่าทุกสิ่งสายเกินแก้ สัญลักษณ์รูปหยดเลือดสีดำประทับลงบนหลังมือของทั้งคู่ เป็นเครื่องหมายของ 'พันธะชีวิต' ที่มิอาจลบเลือน
    พลังวิญญาณของเยี่ยนอู๋รั่วไหลออกไปอย่างบ้าคลั่ง ร่างวิญญาณเริ่มหดเล็กลง... เล็กลงเรื่อยๆ 
    “ม่ายยยยย!”
    เสียงคำรามของอสูรบรรพกาลค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเสียงแหลมเล็ก ก่อนที่แสงสีแดงในถ้ำจะดับวูบลง
    ...
    หลินเฉางัวเงียลืมตาขึ้นมา กลิ่นอับชื้นของดินเตะจมูกพร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง
    “อูย... ปวดหลังเป็นบ้า” เขายันตัวลุกขึ้นนั่ง พลางสำรวจตัวเองและพบว่าไม่มีบาดแผลใดๆ หมูป่าคลั่งก็ไม่ได้ตามลงมา ลานอาคมสีเลือดจางหายไปหมดแล้ว ราวกับว่าภาพชายหนุ่มดุร้ายเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
    แต่เมื่อหลินเฉาก้มมองที่พื้น เขากลับต้องเลิกคิ้ว
    ตรงจุดที่ชายดุร้ายคนนั้นเคยกราดเกรี้ยว ตอนนี้มีเพียง 'ลูกหมาตัวสีดำสนิท' นอนขดตัวหลับตาพริ้ม หายใจรวยรินอย่างน่าสงสาร ลูกหมาตัวนี้มีขนาดเล็กเท่าลูกเมล่อน แถมยังมีหน้าตาดูโง่เขลาไร้พิษสงใดๆ
    หลินเฉาเกาหัวแกรกๆ 
    “หมาป่า... หรือหมาบ้านล่ะเนี่ย เหตุใดถึงมาหลงอยู่ในถ้ำลึกขนาดนี้ได้” 
    เขาเอื้อมมือไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่ เห็ดสามดอกยังอยู่ครบ หลินเฉามองลูกหมาดำที่ดูอ่อนแอสลับกับเห็ดในตะกร้า ด้วยสัญชาตญาณความขี้สงสารของคนทำอาหาร เขาจึงตัดสินใจอุ้มลูกสัตว์ตัวน้อยใส่ลงไปในตะกร้าอย่างระมัดระวัง
    “เอาเถอะ ข้าจะพากลับไปเลี้ยงก็แล้วกัน เผื่อโตมาจะช่วยเฝ้าร้านบะหมี่ได้บ้าง” 
    หลินเฉาปีนกลับขึ้นมาจากถ้ำลับอย่างทุลักทุเล แล้วรีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปยังสำนักกระบี่เมฆาคล้อย โดยไม่ลืมสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับศพของเคนหนีที่นอนคอพับอยู่ใต้ต้นไม้
    เมื่อกลับมาถึงห้องพักหลังโรงครัวที่ซอมซ่อ หลินเฉาวางลูกหมาดำลงบนกองฟางอุ่นมุมห้อง ก่อนจะหันไปวุ่นวายกับการเตรียมจุดเตาต้มน้ำซุป
    บนกองฟางนั้น... ลูกสัตว์ตัวน้อยค่อยๆ ลืมตาขึ้น
    ดวงตากลมโตไม่ได้มีความไร้เดียงสาอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นและความแค้นที่อัดแน่นจนแทบจะระเบิด เยี่ยนอู๋ในร่างลูกหมาจ้องมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังหั่นฟืนด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
    *ไอ้มนุษย์ชั้นต่ำ... แกบังอาจเปลี่ยนข้าให้กลายเป็นเดรัจฉาน! ข้า เยี่ยนอู๋ อสูรบรรพกาลผู้ปกครองสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ขอสาบานด้วยจิตวิญญาณแห่งบรรพชน ว่าข้าจะต้องฉีกกระชากเนื้อแกเป็นชิ้นๆ ให้จงได้!*
    เยี่ยนอู๋อ้าปากกว้าง รวบรวมพลังแห่งความโกรธเกรี้ยว เตรียมจะคำรามกึกก้องเพื่อประกาศศักดา ทว่าเสียงที่หลุดออกมาจากลำคอกลับเป็น...
    “บ๊อก!”
    อดีตอสูรบรรพกาลชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะซุกหน้าลงกับขาหน้าของตนเองด้วยความอับอายและเจ็บปวดใจสุดแสน
    *ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้เด็กบ้า ข้าจะลอบฆ่าแกในคืนนี้แหละ!*