บทที่89 อันตรายย่างกราย
อรุณแรกมาเยือนฟ้าวันใหม่สามพี่น้องบุญธรรมซึ่งต่างสายเลือดได้นัดหมายที่จะเข้าสู่เมืองศูนย์กลางเพื่อหาสมุนไพรหรือทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการฝึกฝนวิชาวันนี้ชิงหวงได้รับมอบหมายให้วางแผนแลหาวิธีขับไล่เหล่าประมุขเจ็ดพรรคใหญ่ที่ยังคงวนเวียนอยู่เหนือน่านน้ำแห่งบึ้งลี้ลับนี้ก่อนพวกมันจะฉุกใจคิดและรู้สึกถึงการดำรงอยู่ของสถานที่แห่งนี้ภายใต้ค่ายกลพลังญาณแยกมิติเช่นนั้นการเข้าเมืองศูนย์กลางครั้งนี้ของสามพี่น้องจึงไม่มีชิงหวงติดตามอยู่ข้างกาย
แต่เพราะประเมินแล้วว่าอย่างไรฝ่ายตรงข้ามก็จะต้องรอวันประลองให้มาถึงอยู่แล้วเช่นนั้นคงมิเกิดปัญหาใดขึ้นก่อน อีกทั้งพลังฝีมือของทั้งสามก็เพิ่มพูนขึ้นไม่น้อยแล้วชิงหวงจึงเชื่อมั่นว่าต่อให้เกิดปัญหาพวกมันทั้งสามคนอย่างไรก็สามารถเอาตัวรอด จึงวางใจที่จะให้พวกมันพักผ่อนร่างกายและเข้าสู่เมืองศูนย์กลางอันเป็นพื้นที่อิสระเพียงลำพัง
วันนี้รถม้าถูกจัดเตรียมทั้งสามที่เริ่มสนิทกลมเกลียวจึงร่วมไปบนรถม้าคันเดียวกัน ร่วมสนทนาสัพเพเหระ ถามถึงการผจญภัยต่างๆของฮุ่ยจวินและปู้ชิงเถา โดยจางลู่เหลียนเหมือนจะสนใจเรื่องราวของปู้ชิงเถาเป็นพิเศษ
ฮุ่ยจวินเห็นเช่นนั้นก็แอบอมยิ้มพอมองดูแล้วระหว่างพี่ร่วมสาบานกับพี่สาวบุญธรรมของมัน หากพวกมันทั้งสองต้องชะตากันก็นับเป็นเรื่องดีมิน้อยเช่นนั้นฮุ่ยจวินจึงเล่าเรื่องราวของปู้ชิงเถาในทางที่ดีเลิศ ซึ่งทั้งหมดก็ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้นมิได้แต่งเติมเสริมเพิ่มแต่อย่างใดจางลู่เหลียนได้ฟังถึงกับนิ่งคิดเหม่อลอยแล้วพึมพำออกมา
“มันนับเป็นคนดีจริงๆ"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะนึกถึงเรื่องมือสังหารดาบโค้งไร้สำนึกและเหลาสุราขนาดเล็กที่พึ่งเล่าจบ
“ไม่ผิดนับตั้งแต่ที่ข้าพานพบผู้คนมา พี่ร่วมสาบานข้ามันนับเป็นคนที่เถรตรง มีเหตุผล และมีคุณธรรมมากที่สุดผู้หนึ่ง"
ทั้งสามสนทนาอย่างถูกคอมาพักใหญ่ก็บรรลุถึงเมืองศูนย์กลางแล้วต่างคนก็ต่างมีสิ่งที่ต้องสรรหาอยู่ในใจ จึงต่างแยกย้ายไปหาสิ่งเหล่านั้นพร้อมนัดหมายเวลาที่จะกลับ
จางเฟยเทียนยังคงติดตามผู้เป็นพี่สาวไปส่วนฮุ่ยจวินก็ได้แยกตัวมุ่งไปที่ร้านโอสถบนทางไม้แห่งนั้นที่มันเคยซื้อหาสมุนไพรในครั้งก่อนสมุนไพรที่มันซื้อตอนนั้นได้ถูกปรุงแลผสมลงยังเก๋ากี้จนหมดแล้ว วันนี้มันจึงต้องมาสรรหาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมใช้รับมือกับตัวโอสถที่อี้หางจะปรุงขึ้น
เดินไปตามทางไม้ที่จะทอดไปสู่หอเก๋งสิบแปดชั้นกลางบึงระหว่างทางชายหนุ่มก็ได้ทอดสายตามองทิวน์ทัศน์ของอาคารที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอันวิจิตรอย่างลงตัวทั้งยังแลดูงดงามจนมิอาจละสายตา เป็นครั้งแรกที่มันได้จับตามองสถานที่แห่งนี้เป็นพิเศษเพราะครั้งแรกที่มามันยังคงมีความใจจดใจจ่อต่อเรื่องที่ชิงหวงพามันไปยังหอเก๋งสิบแปดชั้นเท่านั้น
ใต้ธารน้ำใสมีหมู่มัจฉาแหวกว่ายที่ริมขอบบึงมีเหล่าภมรหนอนแมลงเคลื่อนไหว เหนือแผ่นฟ้ามีหมู่วิหคล่องนภา สิ่งต่างๆเหล่านี้มิจำเป็นต้องมองด้วยตา แต่ชายหนุ่มกลับสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของพวกมันราวมองเห็น
นี่คือการสัมผัสถึงพลังธรรมชาติชายหนุ่มได้ก้าวข้ามการรับรู้ถึงพลังธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว
แต่ก่อนมันเพียงพึ่งสัมผัสถึงธรรมชาติเป็นครั้งคราบ้างครั้งเมื่อยามฉุกเฉินหรือมีสิ่งกระตุ้นธรรมชาติมันค่อยสัมผัสถึง แต่ทุกวันนี้ หลังจากได้สดับรับฟังการถ่ายทอดวิชาแลวิถีเกี่ยวกับการฝึกญาณที่ชิงหวงบอกต่อจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนชายหนุ่มมันก็ซึมซับสิ่งเหล่านี้และคล้อยตามจนตนเองเริ่มได้ทดลองโคจรมหาวิถีดังกล่าวอย่างไม่รู้ตัวและที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ มหาวิถีนี้แทนที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าแก่นญาณชีพจรฟ้าอันเป็นจุดศูนย์รวมพลังของเหล่าผู้ฝึกญาณทว่ามันกลับไปประสานรวมในเส้นชีพจรลมปราณที่ได้ก่อตัวเป็นดวงดาราทั้งเจ็ดแห่งมหาวิถีเจ็ดดาราแทน
ฮุ่ยจวินกลับดัดแปลงมหาวิถีแห่งพลังญาณมาผสานส่งเสริมแก่มหาวิถีเจ็ดดาราของตน!
ฮุ่ยจวินตอนนี้ฝึกวิชาหลายแขนงจนแทบจะไม่รู้ตัวแล้วว่าตนเรียนรู้สิ่งใดไปบ้างเพราะสิ่งที่ศึกษาไปทั้งหมดได้หล่อหลอมแลผสานส่งเสริมในเคล็ดมหาวิถีเจ็ดดาราของตนไปหมดแล้วแม้แต่พลังญาณที่มันเริ่มรู้ตนว่าถลำลึกจนไปถึงขั้นสัมผัสรับรู้ถึงพลังธรรมชาติในแต่ละสรรพสิ่งเองยังก่อเกิดที่ดวงดาราของตน
ฮุ่ยจวินเลิกสนใจในพลังธรรมชาติที่ตนสัมผัสถึงชายหนุ่มยืนเท้ามือบนคานที่กั้นสะพานไม้ ทอดสายตามองฝ่าม่านหมอกเบาบางที่ปกคลุมไปยังหมู่คนที่ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขภายใต้บึงลี้ลับที่เป็นดั่งแดนสวรรค์แห่งนี้เห็นบางคนจูงมือบุตรหลานเดินจับจ่ายใช้สอย บางคนก็แลกเปลี่ยนค้าขายด้วยรอยยิ้ม บางคนก็ร่ำสุราแต่เช้าแล้วทะเลาะกันตามประสาหากสถานที่ที่เต็มไปด้วยความสุขและความปลอดภัยสำหรับผู้ฝึกญาณอย่างพวกมันหายไป การแย่งชิงแลภยันตรายเข้ามาเยือนรอยยิ้มอันสดใส และความสุขในชีวิตเช่นนี้ก็คงมิพานพบอีก เพราะสำหรับคนเหล่านี้โลกภายนอกช่างโหดร้ายต่อพวกมันนัก
ทั้งที่เป็นคนเหมือนกันแต่คนส่วนใหญ่กลับมองพวกมันมิใช่คน
ฮุ่ยจวินยืนส่ายหน้าทอดถอนใจ
“คนเหล่านี้ล้วนมีสองมือสองเท้ามีความรักความผูกพันธ์ มีความโกรธความแค้น มีความกลัวความหวาดผวา มีที่ใดที่เหมือนมวลมารมีที่ใดให้ต้องชำระล้าง”
กล่าวคำนี้ออกมามันก็แหงนหน้าขึ้นไปมองดวงอาทิตย์ที่กำลังจะสาดแสงขับไล่หมอกยามเช้าให้จางหาย ก่อนกล่าวต่อ
“มหาเทวะเทียนหมิงท่านกำลังมองโลกผิดไปแล้ว"
แต่พึ่งกล่าวถึงมหาเทวะเทียนหมิงจิตสัมผัสถึงพลังธรรมชาติที่ปั่นป่วนแฝงความไม่เป็นมิตรก็มุ่งมา สายตาของฮุ่ยจวินจึงเหลือบไปยังบริเวณใจกลางสะพานซึ่งมิห่างจากตนในทันทีแล้วพึมพำแผ่วเบา
“เจ้าเองก็เช่นกัน"
ที่ตรงนั้นเป็นบุรุษเจ้าสำอางที่คงเค้าความเจ้าเล่ห์ผู้หนึ่งมันก็คือ หูเหวินซู นายน้อยแห่งพรรคบุปผาพิษม่วงนั่นเอง!
เมื่อเห็นฮุ่ยจวินอยู่ที่ขอบสะพานตรงหน้าของตนหูเหวินซูก็เดินแสยะยิ้มเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามสองคนที่อยู่เบื้องหลัง วาจาที่กล่าวยังคงดูแคลนฮุ่ยจวินเช่นเดิม
“นึกว่าใครที่แท้ก็จางจวิน นายน้อยคนใหม่แห่งพรรคปธุมอัคคีนั่นเอง คิดว่าเจ้าจะหนีหายไปแล้วเสียอีกเมื่อรู้ว่าตนจักต้องร่วมประลองด้วย"
ฮุ่ยจวินคร้านที่จะสนใจคนแบบหูเหวินซูชายหนุ่มจึงแสร้งทำเป็นหูทวนลมแล้วก้าวเดินไปยังร้านโอสถที่ตั้งอยู่บนสะพานไม้ หูเหวินซูเห็นว่ามดปลวกตนนี้กลับกล้าเมินเฉยต่อมันจึงรู้สึกไม่พอใจเลยกางแขนซ้ายขวางทางชายหนุ่ม
“คนที่กล้าทำท่าทีหยิ่งยโสกับข้ามันมิได้อยู่ดีมาหลายรายแล้ว”
ฮุ่ยจวินมองแขนที่ขวางตนอยู่ก่อนเลื่อนสายตาที่ทอแวววาวโรจน์มองไปที่หูเหวินซู
“หากท่านยังคงประพฤติตัวเช่นนี้ผู้ใดก็คงมิได้อยู่ดี"
“ประเสริฐเพียงมดปลวกกลับกล้าเล่นลิ้นกับข้า!”
“คนที่กำลังเล่นลิ้นมิใช่ข้าท่านก็น่าจะรู้ตั้งแต่ที่เอ่ยปากแล้ว"
ประกายตาของหูเหวินซูทอแววถึงความมีโทสะอย่างเห็นได้ชัดแต่มันก็สูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกลับแสยะยิ้มกล่าวข่มขวัญออกมา
“หวังว่าเจ้าจะโชคดีในวันประลองที่ใกล้จะถึงนี้เพราะสหายข้า นายน้อยจากพรรคม่านมายามันชมชอบการทรมานคนอย่างเลือดเย็นเป็นที่สุด ถึงวันนั้นหวังว่าเจ้าจะไม่ดูทรมานแลตกตายอย่างทุเรศจนเกินไปฮ่าฮ่าฮ่า”
ฮุ่ยจวินแย้มยิ้ม
“ขอบคุณที่เป็นห่วง”
แล้วชายหนุ่มก็หลบฉากออกไปในทันทีเมื่อเป็นเช่นนั้นหมัดของหูเหวินซูก็กำแน่นเตรียมลงมือใส่คนที่ทำตัวจองหองต่อหน้ามันผู้นี้แต่เป็นผู้ติดตามทั้งสองที่ขวางมันไว้ก่อน
“นายน้อยท่านประมุขย้ำเตือนหนักหนาว่าอย่าได้ลงมืออันใดในช่วงที่งานประลองยังมาไม่ถึงนี้"
“ไม่เช่นนั้นฝ่ายตรงข้ามอาจนำเรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการยืดเวลาได้พวกเรามิอาจปล่อยเวลาให้ช้ากว่านี้ได้แล้ว"
หูเหวินซูย่อมเข้าใจสถานการณ์ดีมันจึงสะบัดแขนลง
“เพียงมดปลวกมิจำเป็นต้องถึงมือพยัคฆ์อย่างข้าไว้งานประลองมาถึงพวกมันทั้งหมดจะมิกล้าแสดงท่าทีจองหองได้อีก"
“นายน้อยกล่าวได้ถูกต้อง"
“วันนี้เห็นคุณหนูตระกูลซุนมาที่ร้านโอสถนายน้อยท่านจงอารมณ์ดีเพื่อไปพบหญิงงามจะประเสริฐกว่า"
หูเหวินซูจัดแจงเสื้อผ้าแลปรับอารมณ์บนใบหน้าจนกลับมาสู่ความสงบราบเรียบดังเดิมวันนี้มันได้ยินข่าวว่าซุนเล่อเหยียนจะมาร้านโอสถ สตรีที่มันหมายปองมานานมาทั้งที มันจึงมิพลาดโอกาสที่จะมาพบพานนางทว่ามันรออยู่ที่ร้านโอสถอันเป็นร้านประจำของนางนานแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นเงาร่างอันอรชรปรากฏแม้เสี้ยววินาทีแต่มันก็ยังคงคอยทางอยู่เช่นเดิม
ด้านฮุ่ยจวินคร้านที่จะพบเจอกับบุคคลที่ทำตัวดั่งอันธพาลผู้นี้มันจึงไม่เข้าไปยังร้านโอสถที่หมายตาไว้ว่าจะมาหาสมุนไพรแต่แรก เพราะเกรงว่าหากอยู่บริเวณนี้ต่อจะเกิดความวุ่นวายโดยเปล่าประโยชน์มันจึงเลี่ยงไปทางป่าขอบบึง ที่นั้นมีร้านรวงหลากหลายเรียงรายบนโขดหินที่เรียงชิดเป็นทางฮุ่ยจวินเดินผ่านร้านรวง อาคาร รวมถึวแมกไม้หลากชนิดเพื่อตามหาร้านโอสถแห่งใหม่ เดินไปจนถึงทางแห่งหนึ่งที่ห่างออกไปพบกระรอกป่าตัวสีขาวนอนหายใจรวยรินอยู่มันก็เข้าไปดูอาการ พบบนขามีรอยคมเขี้ยวสองรอยเด่นชัดจึงรู้ได้ทันทีว่าถูกงูมีพิษกัดแต่มันเหมือนจะได้รับการรักษาเบื้องต้นจึงยังรอดชีวิตมาได้ ทว่าดูวิธีรักษาแล้วจะมิค่อยถูกต้องมากเท่าไหร่แต่ยังดีที่วิธีการรีดพิษออกยังทำได้ถูกอยู่บ้าง
ฮุ่ยจวินเหลียวมองไปรอบทิศว่าเป็นผู้ใดกำลังช่วยรักษากระรอกป่าตัวนี้แต่มองไปที่ใดก็ไม่เห็นคน อีกทั้งอาการพิษอาจกำเริบไปถึงขั้นพรากชีวิตของสัตว์ตรงหน้าได้ชายหนุ่มจึงลงมือรักษาให้แก่มันทันที ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ช่วยเหลือบุตรชายของสตรีกลางคนเถ้าแก่เหลาสุราขนาดเล็กมันเคยคิดค้นตำหรับยาแก้พิษที่สามารถจัดการกับพิษแทบทุกชนิดขึ้นมาได้ จนถึงตอนนี้แม้ยาได้ใช้ไปหมดแล้วแต่เมื่อมีความรู้อยู่มันก็สามารถที่จะผสมสมุนไพรที่มีในกายและเท่าที่จะหาได้รอบบริเวณจนได้เป็นตัวยาขนานหนึ่งแล้วพอกลงยังรอยบาดแผลของกระรอกตัวนั้น
รอจนตัวยาแทรกซึมสลายพิษที่ค้างคาผ่านไปชั่วครู่ใหญ่เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็บรรลุมาถึงอย่างรวดเร็ว ร่างสะคราญโฉมในชุดคลุมฟ้าครามปลิวไสวมาพร้อมกับเสียงที่หอบเหนื่อยดังสอดแทรกเมื่อมาถึงเห็นบุรุษหนุ่มกำลังนั่งพอกสมุนไพรแลพันแผลให้กระรอกป่าอยู่นางก็ขมวดคิ้วพร้อมจ้องมองท่วงท่าที่ฉับไวในตอนพันแผล จมูกสูดดมกลิ่นของตัวยาสมุนไพรที่เพียงกระทบโสตก็รับทราบถึงความเย็นสบายที่แผ่ซ่าน
“ที่แท้ท่านก็มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับด้านการแพทย์จริงๆ"
นางก็คือซุนเล่อเหยียนแห่งตระกูลซุนฮุ่ยจวินเห็นนางแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นสตรีนางนี้ที่พยายามช่วยเหลือกระรอกป่าไว้แต่ต้นจึงกล่าวว่า
“ท่านก็ถือได้ว่ามีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่มิน้อยหากมันมิได้ท่านช่วยรีดพิษออกก่อน มันคงตายไปแล้ว"
กระรอกป่าเมื่อได้รับการรักษาจนรอดพ้นจากความตายมันก็คืนกลับสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง กระโดดแผ่วเบาไปมาคล้ายลืมความเจ็บปวด ฮุ่ยจวินจึงยื่นฝ่ามือเข้าไปลูบศีรษะของมันแผ่วเบาซุนเล่อเหยียนถึงกับเผลอตัวมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าอย่างมิละสายตา
กระรอกป่าตัวนั้นกระโดดไปมารอบตัวของฮุ่ยจวินครู่หนึ่งแล้วค่อยกระโดดเข้าป่าไปฮุ่ยจวินจึงถอนสายตาหันกลับมามองซุนเล่อเหยียนที่ด้านหลัง ก่อนหันไปมองตะกร้าสมุนไพรจำนวนมากที่นางถือมา
“ท่านก็สนใจเรื่องสมุนไพรเหล่านี้"
ซุนเล่อเหยียนที่คล้ายลืมตัวจ้องมองใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของฮุ่ยจวินอยู่ก็พลันได้สติรีบกล่าวว่า
“มิผิดความฝันข้าคือต้องการจะเป็นแพทย์เพื่อช่วยเหลือคน”
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ
“นับว่าเป็นปณิธานที่ดี”
ซุนเล่อเหยียนกลับมีสีหน้าที่ครุ่นคิดพลางหม่นหมองลง
“แต่ปณิธานที่ดีก็มิได้จะนำพาให้ประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด"
คำกล่าวนี้ของนางทำให้ฮุ่ยจวินต้องมองไปที่แววตาของสตรีตรงหน้าซุนเล่อเหยียนจึงยื่นตะกร้าสมุนไพรในมือแก่ชายหนุ่มพลางกล่าวต่อ
“ตั้งแต่เหตุการณ์ในวันนั้นข้าก็มิกล้ามีหน้าไปเยี่ยมเยียนท่านย่าบุญธรรมของท่านอีกแล้ว แต่ได้ข่าวว่าลู่เหลียนจะมาที่นี่ข้าจึงได้เตรียมสมุนไพรบำรุงไปฝากทว่าบังเอิญเจอท่านก่อน เช่นนั้นข้าขอฝากสมุนไพรบำรุงนี้ไปก็แล้วกัน”
กล่าวจบนางก็ส่งตะกร้าสมุนไพรดังกล่าวแก่ฮุ่ยจวินเห็นว่าสมุนไพรเหล่านี้ล้วนเป็นสมุนไพรชั้นดีแลมีประโยชน์ต่อการปรุงยารักษาและบำรุงและถือว่าจัดอยู่ในกลุ่มสมุนไพรที่มันต้องการพอดีจึงรับไว้แล้วกล่าวกับนางว่า
“เรื่องของผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่เกี่ยวกับผู้เยาว์ความสัมพันธ์ทางวาจาอาจตัดได้ แต่ความสัมพันธ์ทางจิตใจย่อมไม่มีวันตัดขาด หากท่านหวังดีต่อท่านย่าเพียงนี้ท่านย่าย่อมมองเห็นและมิได้โกรธเคืองท่าน เมื่อเคยทำตัวเช่นไรก็จงยึดมั่นในการกระทำเช่นเดิมเถิด"
ซุนเล่อเหยียนจ้องมองบุรุษหนุ่มตรงหน้า
“ท่านไม่เหมือนผู้ใดที่ข้าเคยเจอมาจริงๆ"
ก่อนนางจะก้าวเดินจนร่างอรชรได้หายลับจากครองจักษุสายตาของฮุ่ยจวินไปฮุ่ยจวินได้แต่ทอดถอนใจ เพราะความขัดแย้งที่ทับซ้อนระหว่างคนรุ่นก่อน กลับนำพาความรู้สึกอันซับซ้อนยุ่งยากมาสู่รุ่นใหม่ความสัมพันธ์และความรู้สึกเช่นนี้นับวันมีแต่จะสร้างความแตกแยก มิสมควรเกิดขึ้นเลยจริงๆ
คิดถึงตรงนี้ฮุ่ยจวินก็เตรียมเดินทางกลับไปยังจุดนัดหมายที่ให้ไว้กับสองพี่น้องแต่ขาเพียงขยับไปครึ่งก้าว พลังธรรมชาติรอบกายที่กระเพื่อมไหวก็ย้ำเตือนมันขึ้นมาทันใดเส้นทางตรงหน้าที่จะมุ่งคืนกลับสู่ทางหินซึ่งมีผู้คนแลร้านรวงเริ่มเลือนหายไปกับม่านหมอกที่หนาตาด้วยอาทิตย์เริ่มสาดแสงแรงกล้าเพียงนี้เป็นไปมิได้ที่หมอกจะลงหนากว่าปกติ และเป็นไปมิได้ที่พลังธรรมชาติจะเคลื่อนไหวอย่างหนาแน่น
นี่จึงมิใช่ม่านหมอกที่เกิดจากธรรมชาติแต่มันคือม่านหมอกที่เกิดจากพลังญาณซึ่งกำลังควบคุมธรรมชาติอยู่ต่างหาก!
หากแต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าม่านหมอกที่บดบังทั่วอาณาบริเวณกลับเป็นกลิ่นของบุปผาชนิดหนึ่งที่แทรกมาตามสายลม บุปผานี้เป็นบุปผาที่ไร้ซึ่งกลิ่นหอมจากธรรมชาติหากแต่เป็นบุปผาที่ส่งกลิ่นอันปรุงแต่งและผสานรวม
นี่คือกลิ่นของบุปผาพิษขนานหนึ่ง!