ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่498 นับหนึ่งใหม่

      เมื่อมหันตะสายฟ้าที่บ้าคลั่ง หอบพัดพาเอาความวุ่นวาย จางหายไปพร้อมกับเศษปราณพลังที่กระจัดกระจาย อี้เฉินเขาที่บาดเจ็บหนักยกยิ้มขึ้นมาด้วยความยินดี ที่ไม่อาจเก็บซ่อนได้ในยามนี้ เมื่อเขากลับไปอยู่ในจุดสูงสุดกลายเป็นผู้สูงส่งได้อีกครา เขาที่ถอดใจ ไม่คิดว่ากระดูกศักดิ์สิทธิ์ จะถือกำเนิดเกิดใหม่
 


       เมี่ยนจือ ที่เห็นว่ามหันตะสายฟ้าจางหายไป นางรีบเข้าไปรับตัวของอี้เฉินที่บาดเจ็บไว้ในอ้อมแขนในทันที ครั้นเห็นรอยยิ้มอี้เฉิน นางไม่สบอารมณ์กับรอยยิ้มของอี้เฉินเท่าใดนัก
 


"เจ้าเด็กโง่ เจ้ายังจะยิ้มได้อีกนะ เจ้าคงไม่ได้โดนฟ้าผ่าจนโง่ไปแล้วหรอกกระมัง"


 

       อี้เฉินครั้นได้ยินสิ่งที่หญิงสาวข้างกายกล่าวพูด เขาเพียงคลี่ยิ้มบางให้เมี่ยนจือเท่านั้น ครั้นเมื่อทั้งสองลงมาเหยียบพื้นช่องเขาถ้ำ หญิงสาวเบื้องหน้าก็เอื้อมฝ่ามือ แบมือออกกว้าง ประหนึ่งเป็นการขอ ของจากอี้เฉินในทันที

 


       ด้านอี้เฉินที่เห็น หางตาของเขากระตุกถี่ยิบ รับรู้ได้ว่าเมี่ยนจือต้องการสิ่งใด จากตัวเขา ก่อนเขาจะผ่อนลมหายใจออกมาเล็กน้อย ส่งแหวนมิติ ที่มีซากของเซียนสวรรค์โบราณ ออกไปใส่ฝ่ามือนาง

 


       เมี่ยนจือมีสีหน้าประหลาดใจ ครั้นส่งปราณจิตเข้าไปตรวจสอบแหวนมิติ นางกระทืบเท้าลงพื้นอย่างรุนแรง ด้วยความขุ่นเคืองในทันใด "บัดซบ! บัดซบ! สิ่งที่ข้าต้องการคือ หน้ากากหยก อาวุธ ระดับ จักรพรรดิ เจ้าเอาซากห่าอะไรมาให้ข้า อี้เฉิน"

 


        อี้เฉินคลี่ยิ้มบางกล่าวเสียงเรียบ "ของสิ่งนั้นมันเรียกว่า ซากของเซียนโบราณมันจะมีประโยชน์กับเจ้า ..เมี่ยนจือ เรื่อง อาวุธ ระดับ จักรพรรดิ เจ้าเลิกพูดมันไปเสียอย่าทำให้ มิตรภาพอันดีของพวกเรา ต้องพังทลาย เพราะสิ่งของล้ำค่าเลย"

 


"ถุย! ถุย! เจ้ายังจะกล้าพูดเรื่องมิตรภาพอันดี กับข้าอีกงั้นหรือ เจ้ากับข้าเราก็เหมือนน้ำกับไฟ"

 


        อี้เฉินครั้นได้ยินเขาก็ไม่ได้ค้านในข้อนี้ ก่อนจะกล่าวเตือนตัวนาง "เมี่ยนจือเจ้าไม่ได้ยิ่งใหญ่เฉกเช่นอยู่ดินแดนเบื้องล่างอีกต่อไปแล้วนะ ข้าหวังว่าเจ้าจะลดความถือดีของเจ้าลงหน่อย"


หญิงสาวครั้นได้ยินเบ้ปาก กัดกรามแน่นด้วยใบหน้าพองลม โกรธเคืองในทันที "เจ้าช่างถือดีนัก กล้ามาสั่งสอนข้า เช่นนั้นหรือ?"

 


       อี้เฉินเขาส่ายหัวกับคำพูดของนาง ก่อนเขาจะเรียกโลงศพสีทอง ที่มีซากเทวะของจักรพรรดิโลหิตออกมา หมายมั่นจะใช้มันเป็นสื่อกลางในการดูดซับปราณพลังเซียน พร้อมกับกล่าวพูดออกไป "ยามนี้ทุกผู้คน ล้วนเปิดเส้นลมปราณเซียน นำหน้าข้าไปอยู่ก้าวหนึ่ง ทว่าเมื่อเทียบกับเจ้าเมี่ยนจือ เจ้าก็เป็นแค่เศษผงธุลี ภายในดินแดนเทพ เรามีเวลาอีกแค่10ปีเท่านั้น หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้เวลาอันมีค่าเสียไป"

 


       ครั้นคำพูดของอี้เฉินกล่าวออกมาเสร็จสิ้น มันก็ทำให้ เมี่ยนจือรู้สึกถึงความอ่อนด้อยของตนเอง ประหนึ่งยามนี้ นางก็ไม่ต่างอะไร ไปจากอนุชนรุ่นใหม่เหล่านี้ ครั้นเมื่อเห็นปราณพลังเซียน ที่เริ่มหมุนก่อตัวรอบๆ ตัวอี้เฉิน ถูกอี้เฉินสูบกลืนเข้าไปภายในทะเลความรู้

 


      เมี่ยนจือนางจึงกัดกรามไว้แน่น ฝ่ามือที่กำแหวนมิติ รีบเก็บกลับไปในทันที ครั้นเมื่อนางสืบเท้าไปอีกด้านหนึ่งของช่องเขาถ้ำได้ นางนั่งปิดขั้นพลังจำศีลในทันใด ไม่คิดจะยอมแพ้เหล่าจอมยุทธรุ่นใหม่ๆ

 


       ด้านอี้เฉิน ที่มี ซากเทวะของจักรพรรดิโลหิต เป็นสื่อกลาง ทำให้ปราณพลังเซียนภายในสงคราม เทพพันปี หลั่งไหลเข้าไปภายในทะเลความรู้ของเขาไม่ขาด ปราณพลังเซียนที่เขา เก็บสะสมมาก่อนหน้านี้ อย่างมากมาย ก็ค่อยๆ เริ่มก่อตัวอย่างบ้าคลั่ง ภายในทะเลความรู้ของเขา

 


...เวลาที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เมี่ยนจือข้ามผ่าน มหันตะสายฟ้ากลายเป็นเทพสวรรค์ได้สำเร็จ แต่ในช่วงเวลา2ปีมานี้ ทำให้ภายในทะเลความรู้อี้เฉินบ้าคลั่งเป็นอย่างมาก ราวกับคลื่นมหาสมุทรซัดสาดเข้าใส่ชายฝั่ง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ประหนึ่งว่ามันอยู่ในช่วงเวลาของการสะสม

 


        ทำให้ในรอบ2ปีที่อี้เฉินลืมตาตื่นขึ้นมา เห็นเมี่ยนจือ กลายเป็นเทพสวรรค์แท้จริง ตามตัวเขาทันแล้วในยามนี้ อี้เฉินเขามีสีหน้าครุ่นคิดอยู่นานสองนานจนเวลาไหลผ่านไปหลาย10วัน เมื่อสัมผัสได้ว่าการสร้างเส้นลมปราณเซียนในตำนาน นั้นยากยิ่งยวด จากภายในทะเลความรู้ "แล้วเหตุใดเราไม่สร้างเส้นลมปราณเซียน จากร่างกายโดยตรงเล่า"

 


        ครั้นความคิดที่บ้าคลั่งอี้เฉิน ผุดพรายขึ้นมาภายในโสตประสาท เขาเปิดสิบประตูวิถี ทำสิ่งที่ต่างจากผู้คนในทันที เมื่อซากเทวะของจักรพรรดิโลหิต ลอยขึ้นมาเป็นสื่อกลาง ในการเรียกปราณพลังเซียนจากอากาศรอบๆ เข้าไปภายใน 10ประตูวิถีเข้าสู่ร่างกายโดยตรง มันก็ราวกับ ปราณพลังเซียนที่เป็นพิษร้าย ทำให้กายาอี้เฉินสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง กายาเกิดการแตกร้าว พังทลาย

 


"อ๊ากๆๆๆ บัดซบ! บัดซบ! เป็นเช่นนี้เองหรือร่างกายของข้ารับ ปราณพลังเซียนเข้าไปตรงๆ ไม่ได้เช่นนั้นหรือ?" หัวอี้เฉินหมุนครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่งในทันที

 


        ทว่าสิ่งที่อี้เฉินไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเส้นลมปราณ ที่ควรจะค่อยๆ กลายสภาพเป็นเส้นลมปราณเซียน กลับค่อยๆ โป่งพองจวนจะระเบิด เลือดหลั่งไหลออกมาตามผิวกาย แม้แต่หน้าผากยังเกิดรอยปริแตก ส่งเลือดหลั่งไหลออกมาไม่หยุด

 


        ปราณพลังเซียนที่สะสมไว้ภายในทะเลความรู้ รั่วไหลออกมาอย่างบ้าคลั่ง ส่งให้ปราณพลังเซียนเล็ดลอดออกมาไม่ขาด ก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ พัดหายออกไป ราวกับเม็ดทรายเถ้าธุลีที่ร่วงโรย ถาโถมใส่อี้เฉินจนเขาหน้ามืดทะมึน เวลา2ปีที่เขาเสียไป สูญสลายไปจนสิ้น เมื่อเห็นปราณพลังเซียนรั่วไหลออกไปจากทะเลความรู้ไม่หยุด "มารดาแม่เองเถอะ ไอ้ลมปราณเซียนเฮงซวยเอ๊ย เช่นนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับข้านับหนึ่ง ใหม่นะสิ"

 


        เมี่ยนจือที่ลืมตาขึ้นมา ปรายตามองอี้เฉินแวบหนึ่ง เห็นการกระทำของอี้เฉิน นางยกยิ้มขึ้นมาในทันใด เมื่อเห็นอี้เฉินเป็นตัวอย่าง หากดึงดัน ดื้อรั้น จะมีจุดจบเฉกเช่นเดียวกับอี้เฉิน ก่อนนางจะกลับไปดูดซับปราณพลังเซียนอย่างใจเย็น

 


        อี้เฉินเขาที่สบถด่าออกมาไม่ขาด ส่งฝ่ามือกระแทกพื้นถ้ำ ด้วยความเจ็บแค้น เมื่อเขาที่ไร้ทางเลือก ปราณพลังเซียน ที่สะสมมาตลอดรั่วไหลออกไปไม่หยุด ด้วยร่างกายที่เจ็บช้ำ เขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยความดึงดัน พยายามสูบกลืนปราณพลังเซียนเข้า10ประตูวิถี เข้าไปภายในร่างกายตรงๆ อยู่เช่นนั้นอีกครา

 


        เพียง10วันเลือดในร่างอี้เฉินก็เกิดการปั่นป่วนอย่างหนัก ราวกับเลือดของ ชิงหรั่น ที่ไหลเวียนอยู่ในกาย ที่มีสายเลือดของมังกรแท้จริงเดือดดาลบ้าคลั่ง ประหนึ่งว่ามันอยากจะหนีออกจากร่างอี้เฉิน จนในยามนี้เหมือนในกายอี้เฉินมีมังกรตัวน้อยๆ นับหมื่น อยากจะพุ่งออกจากร่าง ส่งให้ร่างกายอี้เฉินเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวลุกลามไปทั่ว เลือดสาดกระจายออกมาลอยคละคลุ้งบริเวณนั้นไม่ขาด

 


       เส้นลมปราณโป่งพอง ออกมาจวนจะระเบิด เมื่อมันไหลไปรวมกับเลือดจึงเกิดการต่อต้านกันอย่างรุนแรง แต่เมื่อทะเลความรู้อี้เฉินไม่มีปราณพลังเซียนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ร่างกายของเขากลับต่อต้านการพังทลายที่รวดเร็วไว้ได้ระดับหนึ่ง

 


มีเพียงข้อนี้เท่านั้นที่พอจะทำให้อี้เฉินคลี่ยิ้มขึ้นมาได้ แต่กายาอี้เฉินก็ต้องแบกรับกับความเจ็บปวดอย่างบ้าคลั่งอยู่ดี

 

*****



ดินแดนเทพ

 


เวลาที่ไหลผ่านไปร่วมๆ 7ปีที่สงคราม เทพพันปี ได้ถือกำเนิดเกิดขึ้น ดินแดนเทพ จึงหลงลืมเหล่าอนุชนผู้สูงส่งไปบ้าง ในยามนี้

 


       เมื่อกลุ่มคนที่ไม่ได้เข้าร่วมสงครามเทพพันปี ค่อยๆ เติบใหญ่ จนเฉิดฉายขึ้นมามีชื่อเสียงเรียงนาม เมื่อไม่มีแสงที่ยิ่งใหญ่สาดส่องบดบังพวกเขาเหล่าอนุชนรุ่นใหม่ ให้อยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้สูงส่งอีกต่อไป หลายๆ คนจึงเฉิดฉายขึ้นมาท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด

 


แม้แต่กลุ่มคนดินแดนเบื้องล่างยังมีชื่อเสียงขึ้นมา ท่ามกลางผู้คนดินแดนเทพ ที่จัดอันดับขนานนาม ติดอันดับ 20รายชื่อ ของจอมยุทธเรื่องชื่อในยามนี้

 


      ช่วงเวลานี้จึงเกิด การประลองของเหล่าอนุชนรุ่นใหม่ขึ้นมาไม่ขาด หลายคนต่างก็อยากสร้างชื่อเฉิดฉายในยามนี้ จนทำให้ชื่อของ ซีเอ๋อร์ หริ่นหลัน แห่งแดนพุทธ มีชื่อเสียง เฉิดฉายขึ้นมา ติดอยู่ใน20อันดับ

 


หากอี้เฉินเห็นพวกเขาทั้งสอง ย่อมต้องจดจำพวกเขาได้เป็นอย่างดี พวกเขาล้วนพานพบกันอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะ หริ่นหลัน สตรีที่อี้เฉินพบเจอเป็นคนแรก ในยามที่เหยียบเท้าเข้าไปภายใน ดินแดนร้อยแคว้น

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน