เสียงลั่นเปรี๊ยะของหินออบซิเดียนที่ดังก้องไปทั่วหุบเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงของวัตถุที่กำลังแตกหักแต่มันคือเสียงร้องโหยหวนของสถาปัตยกรรมที่กำลังพ่ายแพ้ต่อกาลเวลาและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
อีไลอัสยืนจ้องมองรอยร้าวขนาดมหึมาบนผนังของ 'มหาวิหารซิกกูแรตแห่งความทรงจำ' แสงสีเงินจากสกิล [ดวงตาแห่งวัสดุ] ของเขาสว่างวาบถึงขีดสุดสมองของสถาปนิกน้อยกำลังประมวลผลความเสียหายเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ตาเนื้อจะมองเห็น
“ไม่ใช่แค่น้ำแข็ง...การพังทลายนี้ไม่ได้เกิดจาก Frost Wedging (การงัดด้วยลิ่มน้ำแข็ง)เพียงอย่างเดียว” อีไลอัสพึมพำน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงเมื่อซูมสายตาเจาะลึกลงไปใต้ฐานรากของวิหาร “ดูที่โคนของรอยร้าวนั่นสิ!”
ทีมสำรวจมองตามนิ้วเล็กๆ ของเด็กชาย พวกเขาเห็น‘รากไม้’ ขนาดมหึมาสีม่วงคล้ำที่บิดงอและปูดโปนรากไม้เหล่านั้นไม่ได้ชอนไชลงดิน แต่มันแทงทะลุขึ้นมาจากใต้ผืนดินชอนไชเข้าไปตามรอยต่อของก้อนหินออบซิเดียน
“ต้นไม้ในเขตต้องห้ามพวกนี้กลายพันธุ์เพราะดูดซับมานาสีม่วงเข้าไปรากของมันจึงแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้าและโหยหาแหล่งกำเนิดพลังงาน” อีไลอัสอธิบายกระบวนการทางวิศวกรรมที่กำลังถูกทำลาย “เมื่อรากไม้เหล่านี้ชอนไชเข้าไปในรอยต่อของหิน ผสานกับการขยายตัวของน้ำแข็งในฤดูหนาวที่ผ่านมา...พลังทำลายล้างทางชีวภาพและกายภาพได้ร่วมมือกันฉีกกระชากโครงสร้างรับน้ำหนักของวิหารนี้ออกเป็นชิ้นๆ!”
แสงสีเงินในดวงตาของอีไลอัสกวาดลึกลงไปตามรอยร้าว“และที่เลวร้ายที่สุด...รากไม้พวกนั้นได้ทำลาย 'วงเวทกักขัง' ที่สลักอยู่บนหินแต่ละก้อนจนวงจรขาดสะบั้นพลังงานที่ถูกขังอยู่ข้างในจึงทะลักออกมาตามรอยแยกพวกนี้!”
ครืนนนน! โครมมมม!
ทันใดนั้นเองพื้นดินบริเวณลานกว้างหน้าซิกกูแรตก็เกิดการทรุดตัวอย่างรุนแรง แผ่นหินออบซิเดียนขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่างเผยให้เห็น 'อุโมงค์ทางลาด' มืดมิดที่ทอดยาวลึกลงไปสู่โถงใต้ดินของวิหารกระแสมานาสีม่วงเข้มพวยพุ่งพัดตีสวนขึ้นมาประดุจลมหายใจของปีศาจ
“ทางลงเปิดออกแล้ว...” คีแลนกำคันธนูแน่น เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมตามไรผม “ท่านผู้ใหญ่บ้าน...เราจะถอยกลับไปตั้งหลัก หรือจะลงไปสำรวจข้างล่างนั่นดีขอรับ?”
อีไลอัสมองลงไปในความมืดมิด เขากัดฟันแน่น “ถ้าเราปล่อยให้โครงสร้างนี้พังทลายลงมาทั้งหมดมานาพิษปริมาณมหาศาลจะระเบิดออกและล้างบางป่าต้องห้าม รวมถึงเฮเซลบรุคด้วย...เราต้องลงไปดูว่าอะไรคือ 'แกนกลาง' ที่ปล่อยมานาพวกนี้แล้วหาทางซ่อมแซมวงจรผนึกซะ บาร์นีย์ นำทาง! ฟินน์จุดไฟนำทางแต่อย่าให้สว่างเกินไป!”
หมียักษ์อสูรระดับ A ก้าวเดินนำหน้าสุดร่างกายกำยำของเขาทำหน้าที่เป็นโล่เนื้อชั้นยอด ฟินน์จิ้งจอกอสูรเรียกเปลวไฟสีส้มดวงเล็กๆ ขึ้นมาลอยอยู่เหนือหางเพื่อส่องสว่างพวกเขาเดินไต่ระดับลงไปตามทางลาดหินที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังและรากไม้กลายพันธุ์ทุกคนอม 'ลูกอมสมุนไพรเกล็ดน้ำแข็ง' ไว้ในปากเพื่อต้านทานอาการเมามานาที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปลายเท้าก้าวพ้นบันไดหินขั้นสุดท้ายความชื้นเย็นเยียบและอับทึบก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าความกดอากาศที่หนักอึ้งถาโถมเข้าใส่จนทุกคนแทบหายใจไม่ออกราวกับถูกผลักให้จมลงไปในก้นมหาสมุทรที่ไร้แสงสว่าง ทางเดินแคบๆที่บีบรัดมาตลอดทางพลันเปิดกว้างออกสู่ 'โถงใต้ดิน' ขนาดมหึมา
ความกว้างขวางของมันกว้างใหญ่ไพศาลจนเทียบได้กับสนามฟุตบอลสามสนามนำมาต่อกันทว่าความยิ่งใหญ่นั้นกลับถูกอาบไล้ด้วยความมืดมิดที่ชวนให้อึดอัดและไร้ซึ่งความหวังเพดานที่สูงลิบจนมองไม่เห็นยอดถูกค้ำยันด้วยเสาหินออบซิเดียนขนาดยักษ์นับสิบต้นทว่าเสาแห่งความภาคภูมิใจในอดีตกาลเหล่านั้น บัดนี้กลับแตกร้าว เสื่อมโทรมและถูกพันธนาการด้วยรากไม้สีดำคล้ำที่เน่าเปื่อยชอนไชลงมาจากเบื้องบนราวกับเส้นเลือดดำของซากศพ
แต่สิ่งที่ทำให้ดวงตาของทีมสำรวจทั้งเจ็ดชีวิตเบิกโพลงร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกเวทมนตร์แช่แข็งในห้วงเวลา ไม่ใช่ความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมโบราณที่กำลังพังทลาย...แต่เป็น 'สิ่งมีชีวิต' ที่นอนทอดกายอยู่อย่างโดดเดี่ยวและเงียบงัน ณใจกลางโถงนรกแห่งนี้ต่างหาก
ร่างกายของมันใหญ่โตมโหฬารจนเสาหินยักษ์ที่ว่าใหญ่โตกลับดูแคระแกร็นไปถนัดตาเกล็ดตามลำตัวมีสีดำสนิททอประกายทองคำระยิบระยับยามกระทบกับแสงสลัวราวกับกลุ่มดาวที่ถูกดึงกระชากลงมาจากฟากฟ้าและนำมาแช่แข็งไว้บนผืนดินปีกคู่มหึมาที่พับทาบอยู่ข้างลำตัวนั้นขาดวิ่นและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นฉกรรจ์เป็นดั่งอนุสาวรีย์แห่งร่องรอยของการต่อสู้ในอดีตกาลศีรษะที่เคยงดงามและหยิ่งทะนงประดับด้วยเขาสีทองหม่นที่แตกหักไปบางส่วน
ทุกครั้งที่หน้าอกขนาดยักษ์นั้นขยับขึ้นลงลมหายใจที่พ่นออกมากลับกลายเป็นละอองมานาสีม่วงเข้มข้นที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่งมันส่งกลิ่นเหม็นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นสนิมเหล็กและความตายที่หมักหมมมานับสหัสวรรษ
มันไม่ใช่แค่มอนสเตอร์... แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกลบเลือนไปจากหน้าประวัติศาสตร์...มังกรบรรพกาลระดับภัยพิบัติล้างโลก!
“มะ... มังกร...”
ฟินน์ครางเสียงสั่นเครืออย่างไม่อาจควบคุมเปลวไฟที่ปลายหางซึ่งเคยลุกโชนด้วยความกล้าหาญมาตลอดบัดนี้มอดดับวูบลงเหลือเพียงควันจางๆ ร่างกะทัดรัดของจิ้งจอกอสูรที่เคยสง่างามหมอบราบติดพื้นดินจนตัวสั่นเทาสัญชาตญาณดิบของสัตว์ป่ากรีดร้องสั่งให้มันยอมจำนนอย่างราบคาบต่อหน้าห่วงโซ่อาหารจุดสูงสุด
“มังกรบรรพกาลตัวเป็นๆ...ข้านึกว่าพวกมันถูกกวาดล้างจนสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ยุคสงครามเทพเจ้าแล้วเสียอีก...เทพบิดร... พวกเราตายแน่...” แม้แต่คีแลนเอลฟ์นักรบผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วนยังต้องใช้ด้ามหอกค้ำยันพื้นเพื่อไม่ให้ขาทั้งสองข้างทรุดลงไปกองกับพื้น
แต่เมื่อสายตาของอีไลอัสปรับเข้ากับความสลัวและทักษะสถาปนิกในตัวเขาเริ่มสแกนลึกเข้าไปในโครงสร้างตรงหน้า ความหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจก็พลันมลายหายไป...มันถูกแทนที่ด้วยความจริงที่โหดร้ายจนบีบคั้นหัวใจแทบหยุดเต้น
มังกรบรรพกาลตัวนี้ไม่ได้กำลังหลับใหลอย่างสงบหรือจำศีลเพื่อรอวันตื่น... แต่มันถูก 'ล่ามโซ่'!
โซ่เวทมนตร์ขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่าลำต้นไม้ใหญ่ซึ่งหล่อหลอมขึ้นจากหินออบซิเดียนความหนาแน่นสูงถูกตอกตรึงและฝังลึกลงไปในเนื้อเยื่อบริเวณข้อเท้า ปีกทั้งสองข้างและลำคอของมังกร! โซ่แต่ละเส้นไม่ได้เป็นเพียงโลหะพันธนาการแต่มันถูกสลักด้วยอักขระโบราณต้องห้ามที่กำลังเรืองแสงสีแดงอมม่วงเต้นตุบๆราวกับเส้นเลือดของปรสิตจอมตะกละ
อีไลอัสมองเห็นการไหลเวียนของพลังงานได้อย่างชัดเจน...โซ่พวกนี้กำลังทำหน้าที่ 'สูบ' เอามานาบริสุทธิ์และแก่นชีวิตจากแกนกลางวิญญาณของมังกรเปลี่ยนสภาพมันให้กลายเป็นมานาพิษสีม่วง แล้วระบายออกไปตามรอยแตกของโครงสร้างวิหารเพื่อเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงกลไกบางอย่างที่อยู่เบื้องบนอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
เกล็ดสีดำประกายทองบริเวณที่ถูกโซ่รัดนั้นไหม้เกรียมเนื้อเยื่อเน่าเฟะเหวอะหวะลึกลงไปจนเห็นกระดูกสีขาวขุ่นที่กำลังเรืองแสงต่อต้านพิษร้ายอย่างทรมานและสิ้นหวัง
“มันถูกขังอยู่ที่นี่...เป็นพันๆ ปี... ถูกสูบพลังชีวิตอย่างช้าๆ วันแล้ววันเล่า...” อีไลอัสกระซิบ เสียงของเขาสั่นสะท้าน มือเล็กๆ ทั้งสองข้างกำหมัดแน่น ความรู้สึกในอกตอนนี้ไม่ใช่ความหวาดกลัวอสูรร้ายแต่เป็นความโกรธเกรี้ยวที่ลุกโชนแทบแผดเผาวิญญาณในฐานะ 'ผู้รังสรรค์และนักสร้างบ้าน'
“สถาปัตยกรรมมีไว้เพื่อปกป้อง...เพื่อมอบความอบอุ่นและเป็นสถานที่พักพิง... แต่นี่มันไม่ใช่! นี่มันคือ 'เครื่องทรมาน' ที่ถูกออกแบบมาอย่างวิปริตและเลือดเย็นที่สุดในประวัติศาสตร์วิศวกรรม!”อีไลอัสกัดฟันกรอด น้ำตาแห่งความโกรธแค้นเอ่อคลอเบ้าตา “พวกมันสร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์บังหน้า ทับร่างของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งและหยิ่งยโสที่สุดฝังกลบมันทั้งเป็นในความมืดมิด เพื่อดัดแปลงมันให้เป็นแค่ 'แบตเตอรี่ชีวภาพ'สูบพลังงานจนมันแทบจะคลุ้มคลั่ง!”
แกรก... ครืดดด...
ทันใดนั้นเองโซ่หินออบซิเดียนขนาดยักษ์ก็ขยับ เสียงเสียดสีของมันดังกึกก้องบาดแก้วหู ราวกับเสียงประตูนรกที่ถูกแง้มเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยบาดแผลของมังกรบรรพกาลค่อยๆเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า
ดวงตาสีทองอำพันขนาดใหญ่เท่าบ้านเบิกกว้างทอประกายกร้าวร้าวทว่าแฝงด้วยความเจ็บปวดลึกล้ำมันจ้องเขม็งลงมายังกลุ่มสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยที่กล้าล่วงล้ำเข้ามาในกรงขังอันมืดมิดของมัน!
ครืนนนน... ตู้มมมม!!!
แรงกดดันทางวิญญาณ ระดับ Calamity+ ระเบิดออกมาราวกับคลื่นสึนามิที่มองไม่เห็น!อากาศภายในโถงถ้ำที่อับทึบอยู่แล้วพลันบีบรัดและหนักอึ้งขึ้นเป็นสิบเท่าราวกับถูกภูเขาทั้งลูกหล่นทับ คลื่นพลังงานกวาดกระแทกบดขยี้ทุกสรรพสิ่งอย่างเกรี้ยวกราดและไร้ปรานี
บาร์นีย์ หมียักษ์อสูรระดับ A ที่เคยต้านทานแรงปะทะได้ทุกรูปแบบถึงกับหน้าคะมำ ทรุดเข่าทั้งสองข้างลงกระแทกพื้นหินอย่างแรงจนร้าวระแหงคีแลนกัดฟันกรอด พยายามฝืนยันร่างที่สั่นสะท้านเอาไว้ ทว่าความกดดันที่อัดกระแทกอวัยวะภายในก็ทำให้เขากระอักเลือดสีสดออกมาคำโต
ไพเพอร์ร่วงหล่นจากบ่าของอีไลอัสกระแทกพื้นราวกับนกปีกหัก ส่วนฟินน์ถูกแรงโน้มถ่วงมหาศาลกดให้หมอบราบติดพื้นดินพยายามอ้าปากหอบหายใจอย่างทุรนทุรายราวกับปลาขาดน้ำ
สภาวะจิตใจของเลโอพังทลายลงในพริบตาเด็กหนุ่มเบิกตาโพลงร่างกายแข็งทื่อราวกับตุ๊กตาที่ถูกสูบสติสัมปชัญญะและวิญญาณออกไปจนหมดสิ้นในขณะที่ไคโร... สัญชาตญาณความหวาดกลัวสั่งให้เขาทรุดตัวลงหมอบรวบปีกทั้งสองข้างมาห่อหุ้มร่างของตนเองเอาไว้จนมิดชิดราวกับเกราะกำบังที่สั่นเทา
ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลที่แทบจะบดขยี้กระดูกมนุษย์ให้แหลกเหลวมีเพียงอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีเท่านั้นที่ยังคงฝืนยืนหยัดอยู่ได้แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นสะท้านอย่างรุนแรงจากแรงโน้มถ่วงที่กดทับแต่ดวงตาสีรัตติกาลของเขากลับจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีทองของมังกรอย่างไม่ลดละ...มันไม่ใช่สายตาของการท้าทาย แต่เป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเวทนาอย่างสุดซึ้ง
และในเสี้ยววินาทีนั้นนามแห่งความวิปโยคก็ดังกึกก้องขึ้นในโสตประสาท มันไม่ใช่เพียงเสียงข่มขู่แต่มันคือกระแสโทรจิตที่อัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้น ความโดดเดี่ยวและความเจ็บปวดจากการถูกทรยศมานับสหัสวรรษทะลวงตรงเข้าสู่ก้นบึ้งของจิตวิญญาณราวกับถูกตอกด้วยลิ่มน้ำแข็ง!
( "ข้าคือออเรเลียส... ผู้ถูกทอดทิ้งแห่งยุคบรรพกาล..." ) เสียงนั้นหนักอึ้งและสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินกำลังสะอื้นไห้คลื่นความโกรธแค้นพัดพาไอมานาพิษให้หมุนวนกลายเป็นพายุขนาดย่อมภายในโถงถ้ำ
( "พวกเจ้า...เหล่ามดปลวกเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่โลภมากและโสมม... บุกรุกเข้ามายังสุสานแห่งนี้เพื่อหวังจะชำแหละเนื้อเถือหนัง และช่วงชิงแกนอสูรของข้า...ในยามที่ข้าถูกจองจำและแสนสาหัสเช่นนั้นรึ!!" )
ออเรเลียสอ้าปากกว้างแสงสีม่วงดำสว่างวาบขึ้นในลำคอ กระแสมานาที่บิดเบี้ยวจากความทรมานตลอดหลายพันปีกำลังควบแน่นเป็น 'ลมหายใจมังกร' พลังทำลายล้างที่พร้อมจะหลอมละลายทุกสรรพสิ่งและเปลี่ยนทีมสำรวจให้กลายเป็นเพียงเถ้าธุลีในชั่วพริบตา!
“หนีไป... เจ้านาย!”
บาร์นีย์คำรามด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสหมียักษ์พยายามตะเกียกตะกาย เอาสรีระที่สั่นเทาและบอบช้ำของตนเข้ามาบังร่างเล็กๆของอีไลอัสเอาไว้ สัญชาตญาณความรักและภักดีต่อเจ้านายอยู่เหนือความกลัวตายทั้งปวง
ทว่าวินาทีที่มวลความตายสีม่วงดำกำลังจะถูกปลดปล่อยร่างของเด็กชายวัยสิบสองปีกลับพุ่งพรวดออกไปเบื้องหน้า!
อีไลอัสไม่ได้ร่ายเวทมนตร์ป้องกันไม่ได้สร้างกำแพงหิน หรือชักอาวุธใดๆ ออกมาสู้ เขาเพียงแค่กางสองแขนออกกว้างยืนตระหง่านขวางกั้นระหว่างมังกรบรรพกาลผู้เกรี้ยวกราดกับเหล่าลูกบ้านที่กำลังล้มลุกคลุกคลานอยู่เบื้องหลัง
ดวงตาสีดำสนิทของเด็กชายจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีทองอำพันอย่างไม่สะทกสะท้านไร้ซึ่งความลังเล ไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงเจตจำนงของการเป็น 'ผู้ปกป้อง' ที่บริสุทธิ์ที่สุด
“ถ้าความแค้นของท่านมันต้องระบายด้วยเลือด...ก็ลงที่ข้าเพียงคนเดียว!”
อีไลอัสตะโกนก้องเสียงของเขาไม่ได้สั่นเครือแม้แต่น้อย วินาทีนั้น พลังของสกิล [พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย]ตอบสนองต่อเจตนารมณ์อันแรงกล้า มันเปล่งแสงสีทองสว่างวาบออกมาจากกึ่งกลางหน้าอกอบอุ่นและอ่อนโยนราวกับแสงตะวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ แสงนั้นแผ่ขยายออกเป็นออร่าโอบกอดร่างของลูกบ้านทุกคนไว้ด้านหลังราวกับป้อมปราการที่ไม่มีวันพังทลาย
“แต่ข้า...จะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหน มาทำร้าย 'ครอบครัว' ของข้าเด็ดขาด!!”
ออเรเลียสชะงักงัน
ลมหายใจมังกรที่กำลังจะปะทุถูกหยุดยั้งไว้กลางคันมังกรบรรพกาลขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจอย่างที่สุด ตลอดช่วงชีวิตอันยาวนานของมันทุกครั้งที่มนุษย์หรืออสูรพบเห็นมังกรที่บาดเจ็บสิ่งเดียวที่แผ่ออกมาจากจิตใจของพวกมันคือ 'ความละโมบ' ความกระหายในสายเลือด เกล็ดและแกนเวทมนตร์มังกรที่ประเมินค่าไม่ได้
ด้วยความสงสัย ออเรเลียสจึงใช้พลังโทรจิตระดับสูง 'อ่านใจ' ดำดิ่งลงไปในคลื่นสมองของทีมสำรวจตัวจ้อยเหล่านี้เพื่อกระชากหน้ากากจอมปลอมที่มันเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตพวกนี้สร้างขึ้น
ทว่า...ภาพที่ไหลทะลักเข้าสู่จิตวิญญาณของออเรเลียสกลับทำให้มังกรผู้ยิ่งใหญ่ต้องสั่นสะท้าน
จากจิตใจของ 'บาร์นีย์' และ 'ฟินน์'มันไม่ได้เห็นภาพของความกระหายเลือด แต่มันเห็นภาพของ 'เตาผิงมวลความร้อน' ที่สาดแสงสีส้มอบอุ่น...เห็นภาพการแย่งกันตักสตูว์เนื้อรมควันในคืนพายุหิมะ... เห็นภาพของเด็กชายตัวเล็กๆที่คอยลูบหัวและมอบรอยยิ้มที่ปลอดภัยที่สุดในโลกให้พวกมัน
จากจิตใจของ 'คีแลน' มันเห็นภาพของสถาปนิกที่อุดรอยรั่วบ้านของเผ่าเอลฟ์ทีละรอยด้วยมือเปล่าเพื่อปกป้องพวกเขาทุกคนจากความตายสีขาว... มันเห็นถึงความภักดี ความรักและความรู้สึกผูกพันที่เรียกว่า "ครอบครัว" อย่างบริสุทธิ์ใจที่สุด
จากจิตใจของ เลโอ มันเห็นภาพของเด็กหนุ่มมนุษย์ที่เคยนอนรอความตายในสภาพอดอยากใต้ร่างของพี่สาว...ก่อนที่มือเล็กๆ ของอีไลอัสจะยื่นเข้ามาเปลี่ยนชะตาชีวิตทั้งหมดมันเห็นภาพบ้านไม้หลังแรกของเขา เห็นภาพการฝึกดาบกับคีแลนยามเช้าเห็นภาพเลโอน่าหัวเราะอยู่ในครัว
และความคิดเดียวที่ดังชัดที่สุดในหัวของเด็กหนุ่มคือ"ถ้าฉันแข็งแกร่งขึ้นอีกนิด...ครั้งนี้ฉันอยากเป็นคนปกป้องบ้านของเราบ้าง"
จากจิตใจของ ไคโร ออเรเลียสมองเห็นทุ่งหิมะสีขาวอันโหดร้ายซากร่างของเผ่าปักษาที่ล้มตายและความสิ้นหวังก่อนจะถูกช่วยเหลือโดยเฮเซลบรุคมันเห็นภาพของชนเผ่าปักษาที่กำลังหัวเราะอยู่บนบ้านต้นไม้กลางเวหาเห็นเด็กเอลฟ์เกาะหลังของเขาระหว่างเล่นหิมะเห็นอิสรภาพที่เขาคิดว่าสูญเสียไปตลอดกาลได้กลับคืนมาอีกครั้งในหัวใจของชายปักษามีเพียงคำเดียว"หนี้ชีวิตนี้...ข้ายังตอบแทนไม่หมด"
จากจิตใจของ ไพเพอร์ สิ่งที่ออเรเลียสสัมผัสได้กลับเรียบง่ายที่สุดท้องฟ้ากว้างสายลมอบอุ่นเสียงหัวเราะของอีไลอัสและเมล็ดพืชที่เด็กชายคอยแบ่งให้ทุกเช้าความรู้สึกเล็กๆแต่บริสุทธิ์นั้นชัดเจนอย่างน่าประหลาด"นายท่านคือฝูงของข้า"
และเมื่อออเรเลียสเจาะลึกลงไปในจิตใจของมนุษย์ผู้นำ...'อีไลอัส'
มังกรบรรพกาลคาดหวังว่าจะพบความเย่อหยิ่งของนักรบหรือความโลภของนักเวทมนตร์ แต่สิ่งที่มันเห็นกลับเป็น 'พิมพ์เขียวทางสถาปัตยกรรม' ภาพของหิน คาน โครงสร้าง... และมุมมองที่อีไลอัสมองมาที่มัน
ในสายตาของเด็กชายมนุษย์คนนี้ ออเรเลียสไม่ได้เป็นมอนสเตอร์ที่น่าหวาดกลัวไม่ได้เป็นแหล่งทรัพยากรล้ำค่าที่น่าช่วงชิง แต่ภาพสะท้อนในใจของอีไลอัสมองเห็นเพียง 'ตัวตนที่มีชีวิตที่กำลังทนทุกข์ทรมาน' อีไลอัสมองเห็นบาดแผลที่เกิดจากโซ่ออบซิเดียนและในใจของเขากำลังก่นด่าวิศวกรผู้สร้างวิหารนี้ด้วยความโกรธแค้นแทนมังกร ("ใครมันเป็นคนออกแบบโครงสร้างระยำนี่!ล่ามสิ่งมีชีวิตไว้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักแบบนี้ได้ยังไง!ฉันต้องหาทางตัดโซ่นี่ทิ้งให้ได้!")
ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริงการประเมินคุณค่าของชีวิตที่ไม่ได้ตัดสินจากเผ่าพันธุ์และความกล้าหาญที่จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องครอบครัว...คลื่นอารมณ์อันบริสุทธิ์เหล่านั้นซัดสาดเข้าใส่หัวใจที่ด้านชาและเต็มไปด้วยความแค้นของออเรเลียสราวกับสายฝนแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ชโลมลงบนผืนดินที่แห้งแล้งมานับพันปี
แสงสีม่วงดำในลำคอของมังกรบรรพกาลค่อยๆมอดดับลง
ออเรเลียสลดหัวขนาดมหึมาของมันลงมาจนอยู่ในระดับเดียวกับอีไลอัสลมหายใจอุ่นๆ ที่ปราศจากรังสีฆ่าฟันรดลงบนใบหน้าของเด็กชายดวงตาสีทองอำพันของมันหรี่ลง ความเกรี้ยวกราดในแววตาถูกแทนที่ด้วยความอ่อนล้าและความเศร้าหมองที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก
("เจ้าช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดเหลือเกิน...มนุษย์ตัวน้อย..." ) เสียงโทรจิตของออเรเลียสดังขึ้นในหัวของทุกคนอีกครั้งแต่น้ำเสียงในครั้งนี้ไม่ได้ก้องกังวานด้วยความโกรธแค้น แต่มันนุ่มนวลและสั่นเครือราวกับคนแก่ที่ผ่านความเจ็บปวดมาทั้งชีวิต
อีไลอัสค่อยๆ ลดแขนลงเขาหอบหายใจถี่ด้วยความกดดันที่เพิ่งผ่านพ้นไป แต่เขายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง
“เพราะนายมีชีวิต ออเรเลียส”อีไลอัสเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “นายเจ็บปวดเป็น นายโกรธเป็น และนายสมควรได้รับความเคารพในฐานะสิ่งมีชีวิต...ไม่ใช่ถูกขังไว้เป็นชิ้นส่วนโครงสร้างทรมานแบบนี้”
มังกรบรรพกาลหลับตาลงหยาดน้ำตาเม็ดใหญ่ที่เกาะตัวเป็นผลึกแก้วร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินออบซิเดียนบรรยากาศที่เคยหนักอึ้งและเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟันในโถงใต้ดินมลายหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงความเงียบสงบและการเชื่อมโยงแห่งจิตวิญญาณที่ก้าวข้ามผ่านเผ่าพันธุ์และกาลเวลา
นี่ไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างผู้รุกรานและสัตว์ร้าย...แต่มันคือจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาแห่งการเยียวยา ระหว่างสถาปนิกผู้สร้างสรรค์...กับมังกรผู้ถูกโลกหลงลืม